"เดินเป็นแมลงเม่าเข้ากองไฟ ไปตามเส้นทางที่เขาพอจะรู้พอจะไปได้" สำรวจความเปราะบางของเด็ก-สตรีในเมืองพัทยาที่ทางเลือกชีวิตน้อย

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ปวีณา นิลบุตร
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 10 นาที
คดีฆาตกรรมยัดศพหญิงวัยรุ่น 17 ปีในกระเป๋าเดินทาง ทิ้งป่าหญ้าริมทางรถไฟ ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ หลังพบผู้ต้องสงสัยก่อเหตุเป็นนักท่องเที่ยวชายชาวออสเตรเลีย ซึ่งในเวลาต่อมาถูกจับกุมได้ขณะกำลังจะหลบหนีออกนอกประเทศที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมา
หลังถูกจับกุม ไซมอน ปีเตอร์ คาร์แมน ผู้ต้องสงสัย วัย 46 ปี สัญชาติออสเตรเลีย ถูกสอบปากคำเพิ่มเติม หลังพบว่าเขาเป็นผู้อยู่กับเหยื่อเป็นคนสุดท้าย ที่คอนโดแห่งหนึ่ง ย่านจอมเทียนสาย 2 ตามการเปิดเผยของ พ.ต.ท.กนกนันท์ สุขศรี สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา เมื่อ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่ภาพกล้องวงจรปิด เมื่อช่วงเวลา 03.34 น. ของวันที่ 25 มิ.ย. ขณะที่ผู้ต้องสงสัยและเหยื่อเดินเข้าหอพักด้วยกันในช่วงค่ำ ก่อนที่ภายหลังเขาจะเดินออกจากคอนโดพร้อมกับกระเป๋าเดินทางหนึ่งใบ ซึ่งภายหลังตำรวจพบศพเด็กหญิงวัย 17 ปี รายนี้เสียชีวิตอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ถูกทิ้งไว้อยู่ที่บริเวณริมทางรถไฟ ซึ่งอยู่ห่างจากหอพักที่เกิดเหตุประมาณ 4.2 กม.
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อ 28 ก.ค. ด้วยว่าตำรวจตั้งข้อหา 4 ข้อหาต่อผู้ต้องสงสัย ได้แก่ ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ซ่อนเร้นศพ ย้ายหรือทำลายศพ, พรากและพาผู้เยาว์อายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร
กรณีฆาตกรรมเด็ก 17 ปี ครั้งนี้สร้างความผวาไม่ใช่แค่กับชาวไทยแต่รวมถึงสังคมโลก แล้วอาชญากรรมครั้งนี้สะท้อนภาพความรุนแรงและความเสี่ยงของผู้เยาว์และหญิงสาวที่เติบโตหรือใช้ชีวิตในเมืองพัทยาอย่างไร
พัทยา เป็นเมืองโอบรับนักท่องเที่ยว "สารพัดรูปแบบ"
สุรางค์ จันทร์แย้ม ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (Service Workers in Group Foundation - SWING) ที่ให้ความช่วยเหลือด้านอาชีพและสาธารณสุขต่อพนักงานขายบริการทางเพศทั้งกับผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศมามากกว่า 20 ปี แสดงทัศนะกับบีบีซีไทย ถึงบริบทเฉพาะเมืองพัทยา ว่าเป็นเมืองที่โอบรับผู้คนหลากหลายรูปแบบ และมีชื่อเสียงในการเป็นเมืองศูนย์กลางของสถานบันเทิง
"[พัทยา] เป็นเมืองที่เราก็รับรู้กันว่าเป็นศูนย์กลางของสถานบันเทิง ฉะนั้นก็จะมีผู้คนหลากหลาย ทั้งผู้คนที่เข้ามาเพื่อทำงานหารายได้ และผู้คนที่เข้ามาท่องเที่ยวหาความสนุกบันเทิง มันมีความหลากหลาย มีความเป็นตัวเอง มีอิสระ"
เธอเสริมว่า ด้วยความที่พัทยาเป็นเมืองโอบรับนักท่องเที่ยวก็ย่อมทำให้ผู้คนที่เข้ามามี "สารพัดรูปแบบ" นั่นทำให้บางครั้งก็ทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายอาจงานล้นมือ
"นักท่องเที่ยวที่เข้ามาแบบสุดยอดหลากหลายรูปแบบ [เจ้าหน้าที่]ทำงานไม่ทัน ดูแลไม่ทั่ว...มีเพื่อนชาวต่างชาติอยู่คนหนึ่งเขาบอกว่าเขาไม่ไปเลยพัทยา ที่เลือกจะไม่ไปพัทยาเพราะว่าตรงนั้นแต่ละคนที่เข้ามา นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามา โอโห ทุกคนเสรีมากจะทำอะไรก็ได้เพราะว่ากฎหมายอาจจะไปไม่ถึง" สุรางค์กล่าว
อย่างไรก็ตาม งานเกี่ยวกับการให้บริการทางเพศถูกกำหนดให้เป็นการกระทำที่มีความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากสถิติความผิดคดีอาญา (คดี 5 กลุ่ม) ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งบีบีซีไทยรวบรวมมาตั้งแต่ในช่วง 4 เดือนแรกของปี (ม.ค. - เม.ย. 2569) ของสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา พบว่ามีการรับแจ้งคดีคดีประเภทที่เกี่ยวกับชีวิต ร่างกายและเพศแล้ว 26 คดี โดยมีการจับกุมผู้ต้องหารวมแล้ว 34 คน
ส่วนสถิติจากแหล่งข้อมูลเดียวกัน ตั้งแต่เดือน ต.ค. - ธ.ค. 2568 พบว่ามีการรับแจ้งคดีคดีประเภทที่เกี่ยวกับชีวิต ร่างกายและเพศแล้ว 20 คดี โดยมีการจับกุมผู้ต้องหารวมแล้ว 19 คน โดยข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า คดีในลักษณะนี้ยังคงมีแนวโน้มไม่ลดลง
ขณะที่จากประสบการณ์การทำงานของสุรางค์ และมูลนิธิ SWING ในพื้นที่พัทยาพบว่าแนวโน้มความรุนแรงต่อผู้หญิงมีเพิ่มมากขึ้น รวมถึงระดับความรุนแรงด้วยเช่นกัน
"จากที่เราสัมผัสถ้าดูจากสองปีติด ๆ กัน มันถึงขั้นฆ่าเป็นเรื่องเป็นราว ก็มองเห็นว่าเทรนด์มันเพิ่มขึ้น ความรุนแรงมันทวีเพิ่มขึ้น" สุรางค์บอก
"นับย้อนหลังไปเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว เรายังไม่ได้ยินกรณีที่แบบฆ่ายัดใส่กระเป๋าแล้วก็ขับรถออกไปเท่าไรนัก แต่ตอนนี้มันเกิด ติด ๆ กันเลย แล้วพฤติกรรมไม่ได้ต่างกันมาก เสร็จแล้วก็จับยัดใส่กระเป๋าแล้วก็ไปโยนทิ้ง... เมื่อก่อน ไม่อยากจะใช้คำว่าแค่นะ แต่เอาเก้าอี้ฟาดยังไม่ถึงชั้นชำและกันเลย แต่นี่รู้สึกมัน โอโห เกินจะบรรยาย" เธอเสริม
ก่อนหน้านี้ สำนักงานข่าวไทยรัฐ รายงานเมื่อเดือน เม.ย. 2568 ถึงกรณีพบศพสาวประเภทสองเสียชีวิตในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี โดยร่างกายถูกชำแหละ มีผู้ก่อเหตุเป็นชาวจีน วัย 42 ปี ที่ถูกจับกุมได้ก่อนหลบหนีออกนอกประเทศ
ต่อมา ในเดือน ก.ย. 2568 สำนักงานข่าวไทยพีบีเอส ก็รายงานพบศพหญิงถูกฆาตกรรมยัดกระเป๋าเดินทางแล้วนำไปโยนทิ้งในอ่างเก็บน้ำคลองบางไผ่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งภายหลังพบผู้ต้องสงสัยเป็นชาวจีน ซึ่งคาดว่าเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว
ด้าน รศ.ดร.สุชาดา ทวีสิทธิ์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและส้งคม ม.มหิดล บอกกับบีบีซีไทยว่าความรุนแรงต่อทั้งผู้หญิงและเด็กเกิดจากหลายสาเหตุ แต่หนึ่งในนั้นรวมถึงการที่ผู้ชายถูกหล่อหลอมว่าตนเองต้องมีอำนาจเหนือผู้หญิง
"ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อหรือถูกกระทำส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง 90% สาเหตุเวลาที่เราพูดถึงเรื่องนี้ก็ต้องพูดถึงว่าการที่ผู้ชายถูกหล่อหลอมมาให้มีหรือใช้อำนาจเหนือผู้หญิง ถูกอบรมมาว่าผู้หญิงต้องเชื่อฟัง ต้องทำให้ผู้หญิงไม่โต้เถียง และมองว่าผู้หญิงอ่อนแอกว่า" รศ.ดร.สุชาดา อธิบาย
โดยในกรณีเหยื่อเด็กวัย 17 ปีล่าสุด สำนักข่าวของไทยหลายสำนักรายงานตรงกันว่า ผู้ต้องสงสัยให้ปากคำว่าลงมือฆาตกรรมเนื่องจากมีปากเสียงกับเด็กสาวรายนี้ โดยหญิงสาวไม่ยอมรับข้อตกลงเรื่องเงินกับเขา
ผลกระทบต่อเด็กและผู้หญิงในสภาพแวดล้อมเช่นนี้เป็นอย่างไร

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้อำนวยการมูลนิธิ SWING ตั้งข้อสังเกตว่า บริบทเฉพาะของเมืองพัทยาก็อาจมีผลกระทบต่อเด็กและสตรีที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ แม้ส่วนใหญ่แล้วพวกเธอมักไม่รู้สึกว่าสภาพสังคมที่เป็นอยู่มีอันตรายแฝง
"ถ้าเขาเกิดและโตในเมืองพัทยา เขาคงไม่ได้รู้สึกว่ามีความแปลกแยกที่แตกต่าง...เขาเกิดและโตมาอยู่ในร้าน ในบาร์เบียร์ ได้เห็นชีวิตของผู้คน ซึ่งเขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองถูกกระทำ หรือว่าอยู่ในที่ที่มันไม่ดี เขาก็รู้สึกว่ามันก็อยู่ด้วยกัน หรือเพื่อนของแม่ก็เป็นคนขายบริการ และเขาก็รู้สึกว่านี่ก็คือเพื่อนแม่" สุรางค์บอก
อย่างไรก็ตาม เธอเสริมว่าสภาพสังคมพัทยาก็บังคับให้เด็กและผู้หญิงต้อง "strong (แข็งแกร่ง)" และ "อยู่ให้ตัวเองปลอดภัยให้ได้"
แต่สุรางค์ก็บอกด้วยว่า แม้เด็ก ๆ จะเกิดมาในครอบครัวที่ผู้เป็นแม่อาจทำงานขายบริการ นั่นก็ไม่ได้หมายความลูกหลานของพวกเขาจะต้องประกอบอาชีพเดียวกันเท่านั้น หรือมีความฝันเป็นอย่างอื่นไม่ได้
เธอเปรียบเทียบว่าครอบครัวบางครอบครัวที่พ่อแม่ใช้สารเสพติดก็ไม่ได้แปลว่าลูกหลานจะทำเช่นนั้นโดยอัตโนมัติ เพียงแต่มันก็มีความเสี่ยงมากกว่าเมื่อเทียบกับบ้านที่พ่อแม่ไม่ได้ใช้สารเสพติด
"น้อง ๆ หลาน ๆ เยอะแยะมากมายที่เขาเกิดมาในครอบครัวที่แม่ทำอาชีพนี้ [ขายบริการ] เขาก็ไม่ได้เป็นคนขายบริการ เขาได้มีโอกาสไปเจอสังคม เรียนหนังสือ เขาก็จะมีความฝันและเดินไปตามความฝันของเขา" เธอเสริม
สุรางค์บอกด้วยว่า ไม่นานมานี้เธอก็มีโอกาสได้พบกับเด็กสาวที่โตในเมืองพัทยา ซึ่งมารดาทำอาชีพขายบริการ แต่เด็กคนนี้ก็โตมาและสามารถประกอบอาชีพทนายตามความฝันได้สำเร็จ
"เราว่ามันยังไม่ถึงขั้นสะกดจิตว่าสภาพแวดล้อมเป็นอย่างนี้ เราก็เลยคิดไปไกลกว่านี้ไม่ได้"
ด้าน รศ.ดร.สุชาดา กล่าวเสริมว่า เด็กหรือผู้หญิงที่มาจากที่มาจากสังคมที่มีความเปราะบางด้านเศรษฐกิจ ขาดการดูแลที่เหมาะสมจากครอบครัว ก็มีความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อมากกว่าสตรีกลุ่มอื่น
"การที่เด็กพึ่งพาครอบครัวทางเศรษฐกิจไม่ได้ เขาก็ต้องออกมาหาเลี้ยงตัวเอง ช่องทางที่เขาจะไปได้ดีในอาชีพที่ไม่เสี่ยงอันตรายก็มีน้อย เพราะเขาอาจยังไม่ได้เรียนหนังสือมากพอ สมัครงานก็ยาก พอมีเครือข่ายที่อยู่ในการค้าบริการ เขาก็อาจจะตกไปอยู่ในวงจรนั้นได้ง่าย"
วัฒนธรรมการโทษเหยื่อ โดยไม่ตั้งคำถามถึงสาเหตุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
หลายครั้งที่เกิดพาดหัวข่าวกรณีหญิงสาวจากเมืองพัทยาตกเป็นผู้ถูกกระทำจากความรุนแรง เราก็มักจะพบความคิดเห็นเชิงการตั้งคำถามไปที่ตัวเหยื่อว่า เหตุใดพวกเธอจึงเลือกเดินเส้นทางนี้ หรือปล่อยให้ตัวเองเผชิญกับอันตราย
แต่ รศ.ดร.สุชาดา อธิบายว่าการโทษเหยื่อมักเกิดจากการที่สังคมไม่เข้าใจและมองไม่เห็นความซับซ้อนของปัญหา
"การโทษปัจเจก(บุคคล) โทษเหยื่อเหมือนการพูดว่า 'คุณไปหาเรื่องเอง' การพูดแบบนี้มันพูดง่าย...เหมือนคุณเห็นแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็ง (ส่วนเล็ก ๆ ของปัญหาใหญ่) คุณไม่รู้ว่าสิ่งที่ค้ำจุนเป็นรากเหง้าของปัญหาคืออะไร เช่น ครอบครัวที่อ่อนแอ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ระบบนิเวศทั้งหมดของเด็กมันไม่เอื้อที่จะทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกันตัวเองได้" เธออธิบาย
โดยหากเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกลับกลายเป็นผู้ที่มีแนวคิดโทษเหยื่อเสียเอง นั่นก็อาจทำให้ปัญหาไม่ถูกแก้อย่างแท้จริง
ด้าน สุรางค์ บอกว่า เด็กและผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในเมืองพัทยามักจะถูกตีตราว่าประกอบอาชีพพนักงานบริการทางเพศ และนั่นทำให้ในหลายครั้งก็เกิดกรณีการโทษเหยื่อขึ้น
"ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยหรือต่างประเทศก็มักจะมองภาพผู้หญิงและเด็ก คือมองเหมารวมว่าคุณเป็นคนพัทยา คุณเป็นผู้หญิงพัทยา ถูกมองตีเหมารวมไปว่าการมาอยู่ ณ พื้นที่ตรงนี้ก็คงหนีไม้พ้นการประกอบอาชีพหรือเกี่ยวกับอาชีพนี้[ขายบริการทางเพศ]"

ที่มาของภาพ, Getty Images
เธอยกตัวอย่างกรณี ฆาตกรรมเด็กสาววัย 17 ปี ที่เกิดขึ้น แม้ไม่ได้มีการยืนยันแต่อย่างไรว่าเธอประกอบอาชีพพนักงานบริการทางเพศหรือไม่ แต่สังคมก็ได้ตีตราว่าเธอทำงานประเภทนั้นไปก่อน
"เราตั้งคำถามว่าทำไมเด็กมาอยู่ตรงนี้ ทำไมมาทำงานแบบนี้ แต่จริง ๆ แล้ว เด็กก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่อยากมีงานทำ อายุ 17 ปี อยากมีรายได้"
ดังนั้น เธอจึงระบุว่าคำถามที่สำคัญกว่า คือ ตลาดแรงงานในไทยมีงานรองรับพอสำหรับเด็กที่ด้อยโอกาสหรือไม่
"ดูตลาดงานในบ้านเรา ถามว่ามีงานสำหรับเด็กไหม มีสักกี่งาน มีเพียงพอไหม ในขณะที่ไม่ใช่เด็กทุกคนมีจะมีพร้อมหรือมีอะไรปูไว้ให้ที่จะเรียนหนังสือจบหรือเลือกทำงานได้ แต่มันมีเด็กส่วนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรปูไว้ให้เขา แล้วเขาอยากจะทำงาน แน่นอน เขาก็ต้องเดินเป็นแมลงเม่าเข้ากองไฟ ไปตามเส้นทางที่เขาพอจะรู้พอจะไปได้" สุรางค์เสริม
นั่นยิ่งซ้ำเติมให้เด็กที่อาจดูแลตัวเองหรือมีวิจารณญาณไม่เท่ากับผู้ใหญ่ ยิ่งตกอยู่ในความเสี่ยง
"เด็กจึงต้องดิ้นรนเองมาอยู่ในเส้นทางที่คนที่เป็นผู้ใหญ่พอจะปกป้องตัวเองได้ แต่เมื่อเขาเป็นเด็ก คนที่เป็นผู้กระทำเขาก็รู้ว่านี่คือเด็ก แน่นอนว่าพลังอำนาจเขา [ผู้กระทำ] เหนือกว่าอยู่แล้ว" สุรางค์บอก
ขณะที่ รศ.ดร.สุชาดา บอกว่า "เราไม่ได้โทษว่าการขายบริการ มันไม่ใช่อาชีพ เพราะบางคนเลือกที่จะอยู่ในอาชีพนั้น เราถึงพยายามทำให้อาชีพบริการเป็นงานที่ได้รับการรองรับ แต่หมายความว่าคนที่อยู่ในอาชีพบริการทางเพศต้องเป็นคนที่มี "วุฒิภาวะ" (maturity) มากพอว่าเขาตัดสินใจเลือกเดินเส้นทางนี้"
ข้อเสนอต่อรัฐ - สร้างอาชีพรองรับผู้เยาว์

ที่มาของภาพ, Getty Images
เพื่อลดปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเปราะบางสูงในสังคม อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและส้งคม ม.มหิดล แนะว่ารัฐควรมีระบบ ตาข่ายนิรภัย (safety net) แก่กลุ่มคนเหล่านี้
"ถ้าครอบครัวอ่อนแอ เด็กก็ต้องมีตาข่ายนิรภัย สวัสดิการรัฐหรือการดูแลในการที่จะช่วยสนับสนุนเด็กคนนั้น... เช่น การช่วยเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา หรือเด็กที่ออกจากระบบการศึกษาแล้ว คุณไม่มีระบบการติดตามว่าจะช่วยเหลือเด็กอย่างไร ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม" เธอกล่าว
ด้าน สุรางค์ เสนอแนะว่ารัฐบาลควรสร้างงาน ส่งเสริมอาชีพ ให้สำหรับเด็กที่ด้อยโอกาส เพื่อลดความเสี่ยงที่เขาจะต้องเดินทางในสายงานอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อแลกกับรายได้ที่จำเป็น
"เขา [เหยื่อ] ไม่รู้หรอกว่าเขาจะไปแล้วถูกฆ่า ถามว่าถ้าเรารู้เราจะไปไหม แต่เรารู้ว่าถ้าเกิดเราไป เราจะได้เงิน เพราะนี่คือสิ่งที่เราต้องการ เพราะมันไม่มีงานสำหรับเด็ก" เธอระบุ
เธอเสนอด้วยว่ารัฐบาลไทยควรพิจารณาถึงผลกระทบของนโยบาย "ฟรีวีซ่า" คัดกรองนักท่องเที่ยวให้มากขึ้นเพื่อความปลอดภัยของประชาชน
"พอไปดูนโยบายฟรีวีซ่า เราฟรีมากเลย ใครก็ไม่รู้จะเข้ามา มันไม่ได้ถูกคัดกรองเลย เราเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานประเด็นนี้รู้เท่าทัน เรายังรู้สึกว่าพัทยา มันมีความที่เราต้องแกร่งพอ เพราะนักท่องเที่ยวที่เข้ามาสารพัดรูปแบบเลย"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้อำนวยการมูลนิธิ SWING เสริมว่า นโยบายดังกล่าวทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเสี่ยง โดยเป็นการประนีประนอมกับความปลอดภัยของประชาชนกับเม็ดเงินที่รัฐบาลหวังทำจากนักท่องเที่ยว
"มีอีกหลายกรณีที่มันอาจจะไม่เป็นข่าว หรือไม่ถึงขั้นเสียชีวิตที่มันเกิดขึ้น นั่นล้วนแล้วแต่เกิดมาจากนักท่องเที่ยวที่เรา welcome (ต้อนรับ) เขามาก เราหวังเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ ทางการท่องเที่ยว แต่เราไม่ได้มีอะไรที่จะปกป้องช่วยดูแลคุ้มครองคนที่อยู่ในพื้นที่" สุรางค์กล่าว
นโยบาย "ฟรีวีซ่า" ที่เธอกล่าวถึง คือมาตรการที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวเมืองไทยได้ 60 วัน หรือ "ฟรีวีซ่า 60 วัน" ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ เดือน ก.ค. 2567 ภายใต้รัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย
ก่อนที่ ภายหลังคณะรัฐมนตรีที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกุล ได้ตัดสินใจยกเลิกมาตรการดังกล่าว เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งหลังมีประกาศอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 15 วัน จะทำให้มี 54 ประเทศและดินแดนที่จะถูกลดระยะเวลาการให้ฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน และอีก 3 ประเทศ/ดินแดน ลดลงเหลือ 15 วัน
อย่างไรก็ตาม สุรางค์ ยังคงเสนอแนะว่ารัฐบาลควรคัดกรองนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวให้ดียิ่งขึ้นอีก
"ต้องทบทวนนโยบายฟรีวีซ่าที่มีอยู่ มันควรจะขยับมาทบทวนกันแล้วว่านักท่องเที่ยวแบบไหนที่เราคิดว่าเราควรจะรับและไม่ควรจะรับ"






























