เหตุลูกเรือการบินไทยลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย จะกระทบคนไทย-สายการบินแห่งชาติ หลังจากนี้อย่างไร

ที่มาของภาพ, AUSTRALIA FEDERAL POLICE
วานนี้ (29 มิ.ย.) สำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย หรือเอเอฟพี (Australian Federal Police - AFP) เปิดเผยว่าได้จับกุมหญิงชาวไทยวัย 26 ปี ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับบนเที่ยวบินที่เดินทางถึงท่าอากาศยานเมลเบิร์น ออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังพบเฮโรอีนน้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัมซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋า 12 ใบ
ต่อมาสำนักงานข่าวไทยหลายแห่งรายงานเพิ่มเติมตรงกันว่า ลูกเรือชาวไทยคนดังกล่าวทำงานให้กับสายการบินไทย ทำให้ต่อมา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ออกมาชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กว่าบริษัทได้รับรายงานเหตุการณ์แล้วและกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันว่าบริษัทมีข้อบังคับพนักงานทุกคนมิให้ครอบครอง นำเข้า ขนส่ง หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับพนักงานรายบุคคล
ในเวลาต่อมาว่า น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในฐานะโฆษก ป.ป.ส. ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไทยพีบีเอสว่าเจ้าหน้าที่ของออสเตรเลียกำลังประสานงานกับเจ้าหน้าที่ไทยเพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม โดยเบื้องต้นพบว่าผู้ต้องหาเคยรับจ้างหิ้วสิ่งของจากประเทศไทยไปให้บุคคลในต่างประเทศ
รายงานข่าวดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลและเกิดการตั้งคำถามต่อผลกระทบต่อคนไทยคนอื่น ๆ ซึ่งวางแผนเดินทางไปออสเตรเลีย และภาพลักษณ์ของสายการบินแห่งชาติด้วย
ออสเตรเลียตั้ง 2 ข้อหาลูกเรือขนเฮโรอีน - เผย "คนใน" กำลังถูกมุ่งเป้าเพื่อลักลอบขนส่งยา
เมื่อวานนี้ (29 มิ.ย.) สำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย ออกแถลงการณ์จับกุมพนักงานสายการบินชาวไทย วัย 26 ปี หลังตรวจพบว่าลักลอบขนยาเสพติดประเภทเฮโรอีนเข้าประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ขณะที่ผู้ต้องหาปฏิบัติหน้าที่อยู่บนเที่ยวบินระหว่างประเทศและเดินทางมาถึงสนามบินเมลเบิร์น เจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลีย (Australian Border Force-ABF) ได้สุ่มตรวจสัมภาระของลูกเรือคนดังกล่าว
จากการสุ่มตรวจพบความผิดปกติระหว่างการเอกซเรย์กระเป๋าผ้าจำนวน 12 ใบของผู้ต้องหา และภายหลังตรวจสอบอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบผงสีขาวซุกซ่อนอยู่บริเวณซับในของกระเป๋าทั้งหมด ซึ่งผลการทดสอบเบื้องต้นยืนยันว่าเป็นเฮโรอีน น้ำหนักรวมกว่า 1 กก. โดยคิดเป็นมูลค่าการซื้อขายประมาณ 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 11 ล้านบาท
จากภาพที่ตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลียเผยแพร่ กระเป๋าผ้าสัมภาระของลูกเรือการบินไทยที่ถูกจับกุมเป็นกระเป๋าผ้ารูปช้าง มีข้อความ THAILAND โดยเมื่อตรวจสอบด้านในของซับในพบผงสีขาวอยู่ภายใน
เจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียได้ตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญาของออสเตรเลียสองข้อหาต่อลูกเรือรายนี้ ได้แก่ ข้อหานำเข้ายาเสพติดที่ควบคุมตามแนวชายแดนในปริมาณเพื่อการค้า ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี และข้อหาครอบครองยาเสพติดที่ควบคุมตามแนวชายแดนในปริมาณที่ตลาดกำหนด ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี เช่นกัน

ที่มาของภาพ, AUSTRALIA FEDERAL POLICE
แถลงการณ์ของตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลียระบุด้วยว่า ขณะนี้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว และมีกำหนดการขึ้นศาลในนครเมลเบิร์นอีกครั้งในวันที่ 14 ก.ย.
ด้าน คลินต์ ซิมส์ ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลีย กล่าวว่ากลุ่มอาชญากรกำลังมุ่งเป้าไปที่กลุ่ม "คนในที่ได้รับความไว้วางใจ" ซึ่งรวมถึงลูกเรือของสายการบิน เพื่อพยายามลักลอบนำสารผิดกฎหมายเข้ามาในออสเตรเลีย
"ทางกองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลียยังคงตื่นตัวต่อภัยคุกคามจากกลุ่มคนในที่ได้รับความไว้วางใจเหล่านี้ และจะดำเนินการระบุตัวตนรวมถึงขัดขวางกิจกรรมผิดกฎหมายดังกล่าวต่อไป" เขาระบุ
แถลงการณ์ดังกล่าวทำให้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ออกมาชี้แจงว่าระบบเอกซเรย์สัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องทำงานตามมาตรฐาน แต่เพราะการเน้นตรวจจับ "วัตถุระเบิดและสารระเบิด" จึงทำให้สัมภาระของผู้ต้องหาผ่านการตรวจในระบบสายพานลำเลียงสัมภาระขาออก
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยืนยันด้วยว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยและมาตรการสกัดกั้นยาเสพติดอย่างเข้มงวดทั้งเที่ยวบินขาเข้าและขาออก โดยการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น สำนักงาน ป.ป.ส. กรมศุลกากร กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 และสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองเพื่อคัดแยกผู้ต้องสงสัย
นอกจากนี้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดเผยสถิติตั้งแต่ปี 2568 ถึงปัจจุบันว่าสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดที่ลักลอบนำเข้า-ส่งออก ยาเสพติดผิดกฎหมายผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รวมกว่า 23 ราย รวมของกลางยาเสพติด 211 กก.

ที่มาของภาพ, AUSTRALIA FEDERAL POLICE
ด้าน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยวันนี้ (30 มิ.ย.) ที่รัฐสภาว่าเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ได้เข้าตรวจค้นห้องพักของผู้ต้องหาพนักงานต้อนรับการบินไทยย่านบางนา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม
รมว.ยุติธรรมระบุว่า ภายในห้องพักเบื้องต้นไม่พบยาเสพติด สิ่งของผิดกฎหมายหรือทรัพย์สินผิดปกติ พบเพียงกล่องพัสดุสำหรับใช้ส่งสินค้าซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ระบุว่าผู้ต้องหารับหิ้วสินค้าจากต่างประเทศเป็นอาชีพเสริม
ทั้งนี้จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดของคอนโด พบข้อมูลว่ามีชายคนหนึ่งนำสิ่งของมาส่งไว้บริเวณหน้าคอนโดในช่วงกลางคืน เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งติดตามตัวบุคคลดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ป.ป.ส. ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ จ.พะเยา เพื่อสอบถามข้อมูลจากมารดาของผู้ต้องหาเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบประวัติ ความเป็นอยู่ และบุคคลแวดล้อม หาความเชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติดที่อาจอยู่เบื้องหลัง
การบินไทยยืนยันเป็นกรณี "รายบุคคล" หวั่นคนไทยเข้าออสเตรเลียยากขึ้น
ภายหลังมีการยืนยันว่าพนักงานบริการบนเครื่องบินที่ถูกจับกุมเป็นลูกเรือของสายการบินไทย นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ออกแถลงการณ์ยอมรับว่าลูกเรือคนดังกล่าวทำงานกับสายการบินและได้กระทำความผิดจริง
นายชาย ระบุต่อไปว่าในส่วนของกระบวนการทางกฎหมายภายนอกประเทศ บริษัทฯ จะไม่เข้าไปแทรกแซงหรือช่วยเหลือใด ๆ และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศออสเตรเลีย โดยการบินไทยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่
เขาเสริมด้วยว่าจากกรณีดังกล่าวบริษัทได้สั่งให้ลูกเรือรายนี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในทันที พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้ข้อสรุปภายใน 7 วัน และหากผลการสอบสวนชี้ชัดว่าเป็นความจริงก็จะดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุดด้วยการเลิกจ้างทันที เนื่องจากเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายและเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของสายการบินแห่งชาติเป็นอย่างยิ่ง
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการบินไทย กล่าวต่อไปว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองของประเทศออสเตรเลียสำหรับลูกเรือสายการบิน รวมถึงประชาชนชาวไทย โดยอาจเผชิญขั้นตอนที่ยุ่งยากและซับซ้อนขึ้น
อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อมั่นว่าทางการออสเตรเลียจะพิจารณาแยกแยะกรณีเป็นรายบุคคลและไม่นำเหตุการณ์เดียวมาตัดสินคนทั้งหมด

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายชาย ระบุด้วยว่าการบินไทยมีกฎระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวดเคร่งครัดถึงข้อบังคับ ข้อห้าม ตลอดจนสิ่งผิดกฎหมายให้พนักงานรับทราบอย่างละเอียด แต่เนื่องจากองค์กรมีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมากกว่า 4,000 คน และนักบินอีกกว่า 1,000 คน การควบคุมพฤติกรรมส่วนบุคคล จึงทำได้ยากในบางกรณี
ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม กล่าวถึงผลกระทบต่อระบบรักษาความปลอดภัยของสนามบินไทยว่า ได้สั่งการให้บริษัทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทบทวนมาตรการตรวจสอบลูกเรือทันที เนื่องจากในอดีต ลูกเรือ นักบิน และพนักงานต้อนรับได้รับการอำนวยความสะดวกมากกว่าผู้โดยสารทั่วไป
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนว่าขบวนการค้ายาเสพติดอาจพยายามใช้ช่องทางดังกล่าวเป็นจุดอ่อน จึงจำเป็นต้องปรับมาตรการให้เข้มงวดขึ้น แต่ยืนยันว่าระบบของประเทศไทยไม่หละหลวม เพราะใช้มาตรฐานเดียวกับสนามบินนานาชาติหลายแห่งทั่วโลก
"เวลาเราไปไหนก็อาจถูกเพ่งเล็งเพิ่มมากขึ้น"

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากกรณีลูกเรือชาวไทยถูกตั้งข้อหาลักลอบขนยาเสพติดจากไทยเข้าประเทศออสเตรเลียครั้งนี้ น.ส.ทัศนีย์ เกียรติกำจรชัย อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) บอกกับบีบีซีไทยว่า นั่นอาจส่งผลกระทบด้านลบต่อภาพลักษณ์นักท่องเที่ยวไทยโดยรวม
"มีผลกระทบอยู่แล้วต่อภาพลักษณ์นักท่องเที่ยวไทย อาจจะทำให้เวลาเราไปไหนก็อาจถูกเพ่งเล็งมากขึ้น... แต่คดีตรงนี้เป็นคดีเฉพาะบุคคล" เธอกล่าว
อย่างไรก็ดี เธอเสริมว่าในฐานะนักท่องเที่ยวก็ไม่ได้มีประเด็นอะไรที่น่ากังวลมากนัก หากไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม
"ถ้าเราไม่ได้มีประวัติหรือไม่ได้มีอะไรก็ไม่น่ากังวล และออสเตรเลียเองก็เป็นประเทศที่ต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวไทย เพราะฉะนั้นผู้ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยวจริง ๆ ก็อาจจะเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ ณ ปัจจุบันยังไม่มีอะไรที่ต้องกังวล" น.ส.ทัศนีย์เสริม
อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว ชี้ด้วยว่าโอกาสที่คนไทยอาจถูกกักอยู่ในห้องตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลียถี่ขึ้น เฉกเช่นในกรณีของเกาหลีใต้ ที่คนไทยบางคนถึงขั้นถูกส่งตัวกลับประเทศนั้นเป็นไปได้น้อย เพราะเป็นคนละกรณีกัน
"ต้องแยกประเด็น อย่างเคสที่ออสเตรเลียไม่ใช่เป็นการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่เป็นเรื่องการนำสารเสพติดเข้า ต้องเรียกว่าออสเตรเลียมีการตรวจที่เข้มงวดอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ยาเสพติด...ไม่ว่าจะเป็นอาหารสดหรืออื่น ๆ ฉะนั้นเรื่องที่ว่าจะถูกเรียกเข้าห้องเย็นหรือไม่ อย่างกรณีออสเตรเลียคิดว่าไม่น่ากังวลมาก" เธออธิบาย
ในฐานะอุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว น.ส.ทัศนีย์บอกด้วยว่าผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวไทยจากกรณีนี้ "คงมีบ้าง" แต่ย้ำว่าอย่างไรก็ตามกรณีนี้ก็เป็นกรณีเฉพาะบุคคลเสียมากกว่า และด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปออสเตรเลียมีไม่มากนัก ผลกระทบต่อภาคธุรกิจจึงอาจอยู่ในวงที่จำกัดมาก
"คนไทยที่เข้าไปออสเตรเลียซึ่งมีหลายวัตถุประสงค์ ก็น่าจะอยู่ที่ประมาณสัก 100,000 คน [เมื่อปี 2568] ก็ยังไม่ได้ถือว่าเยอะมากมายอะไร ก็ไม่ได้มีอะไรที่น่าจะต้องกังวลมาก" น.ส.ทัศนีย์กล่าวกับบีบีซีไทย
กระทบภาพลักษณ์สายการบินแห่งชาติอย่างเลี่ยงไม่ได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกรณีการลักลอบนำยาเสพติดจากไทยเข้าสู่ออสเตรเลียเกิดขึ้นบ้างในช่วงที่ผ่านมา แต่กรณีในครั้งนี้ที่ลูกเรือสายการบินแห่งชาติตกเป็นผู้ต้องหาเสียเอง ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบภาพลักษณ์ของสายการบินแห่งชาติและประเทศมากกว่าครั้งอื่น ๆ
"เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ส่วนผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศต้องมีอยู่แล้ว จะบอกว่าไม่มีเลยก็คงแปลก เพียงแต่อาจจะต้องแยกพิจารณาว่าเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล" อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว ระบุ
อย่างไรก็ตาม น.ส.ทัศนีย์ เชื่อว่าการที่การบินไทยจะถูกลดระดับความน่าเชื่อถือ หรือถูกเพ่งเล็งมากขึ้นยังเป็นไปได้ต่ำ เนื่องจากเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย
"ตอนนี้คิดว่ายัง [ไม่ถูกลดความน่าเชื่อถือ] แต่ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มันเกิดขึ้นถี่และบ่อยขึ้น มันก็มีโอกาสที่จะถูกเพ่งเล็งมากขึ้น... แต่คิดว่าหลังเกิดกรณีตรงนี้ สายการบินไทยก็คงจะมีความเข้มงวดกับลูกเรือเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้า ณ ปัจจุบัน เหตุที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นแค่หนึ่งเหตุการณ์ อาจจะยังไม่ได้ถึงขนาดนั้น" เธอเสริม
เธอกล่าวต่อไปว่าสิ่งที่สำคัญคือการแยกกรณีนี้ออกมาเป็นกรณีเดี่ยว ไม่ "เหมารวม" ไปถึงพนักงาน บุคลากรคนอื่น ๆ ที่ประกอบอาชีพอย่างสุจริต แต่การพิจารณาถึงช่องโหว่ก็เป็นเรื่องที่ควรกระทำหลังการพิจารณาคดีเสร็จสิ้น
"ตอนนี้ที่สำคัญคือทุกหน่วยงานก็ต้องให้ความร่วมมือกับการสอบสวนอย่างเต็มที่ และหลังสอบสวนเสร็จหากพิจารณาแล้วมีช่องโหว่ในด้านความปลอดภัยตรงไหน เราก็ควรเอามาทบทวนระบบนิเวศทั้งหมดของการเดินทาง" อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว ให้ความเห็น
การเพิ่มความเข้มงวดของสายการบิน-สนามบิน

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากการดำเนินการทางคดีความต่อกรณีที่เกิดขึ้น น.ส.ทัศนีย์ย้ำด้วยว่าสายการบินต้องมีการตรวจสอบควบคุมระบบที่เข้มงวดขึ้นต่อการกระทำของพนักงานสายการบิน โดยเฉพาะในเรื่องการ "รับหิ้วของ"
"เข้าใจว่าสายการบินน่าจะมีกฎเกณฑ์ของตัวเองอยู่ เพียงแต่ว่าบางครั้งอาจจะเหมือนกับหลับตาข้างหนึ่ง อาจจะไม่ได้เข้มงวดเท่าที่ควร อย่างกรณีของการรับหิ้วของ ถ้าโดยปกติโดยหลักการ สายการบินก็ควรจะห้ามอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าพอเกิดขึ้น มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นลับหลังอาจจะทำอะไรได้ไม่เยอะมากเท่าไร นอกจากจะต้องเพิ่มความเข้มงวด" น.ส.ทัศนีย์ระบุ
อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว มีข้อเสนอแนะว่าสนามบินไทยก็อาจควรพิจารณาเพิ่มมาตรการตรวจสิ่งของก่อนออกนอกประเทศ นอกเหนือจากเรื่องวัตถุระเบิดหรือเรื่องความปลอดภัยเพียงอย่างเดียว
"สิ่งที่เขา [ทางการสนามบิน] กังวลเวลาที่ออกเมืองก็คือในเรื่องของความปลอดภัยในเรื่องของการบิน เพราะถือว่าสิ่งของออกจากประเทศแล้ว ความเข้มงวดอาจจะไม่มากเท่าที่ควร" น.ส.ทัศนีย์กล่าว และเสริมว่าการเพิ่มมาตรการดังกล่าวก็ต้องพิจารณาถึงผลกระทบเรื่องอื่นด้วย เช่น "มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหรือผลเสียเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ อาจทำให้ไฟลต์บินดีเลย์หรือไม่"
สำหรับมาตรการต่อลูกเรือสนามบินอาจพิจารณาเพิ่มเติมในเรื่องการจำกัดจำนวนสัมภาระของลูกเรือที่นำขึ้นเครื่องได้ด้วยเช่นกัน ส่วนเรื่องการจัดการของภาครัฐ ผู้แทนภาคธุรกิจท่องเที่ยวรายนี้แสดงทัศนะว่าอาจไม่ได้ต้องทำอะไรเพิ่มมากขึ้น เพราะการลักลอบขนยาเสพติดก็เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีการบังคับใช้ที่เพิ่มมากขึ้น
"โดยกฎหมายก็ระบุอยู่แล้วว่ามัน [การลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมาย] ไม่ใช่สิ่งที่ควรกระทำ ด้วยตัวระบบคงไม่ใช่ว่าภาครัฐจะต้องทำอะไรเพิ่มมากขึ้น เพียงแต่ว่าอาจจะต้องมีความเข้มงวดในแต่ละจุดเพิ่มขึ้นมากกว่า" เธอกล่าว
คดีลักลอบยาเสพติดจากไทยสู่ออสเตรเลีย พุ่ง 6 คดี ใน 6 เดือนแรกของปี 2569
นอกจากคดีลูกเรือสายการบินแห่งชาติที่ถูกกล่าวหาว่าลักลอบนำเฮโรอีนเข้าสู่ออสเตรเลียแล้ว สำนักงานข่าวเอสบีเอส (SBS) ไทย ซึ่งรายงานข่าวในออสเตรเลีย รายงานด้วยว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีผู้เดินทางจากประเทศไทยถูกตั้งข้อหาในคดีลักลอบนำเข้ายาเสพติดเชิงพาณิชย์แล้วอย่างน้อย 6 คดี จากการรวบรวมข้อมูลของทางการออสเตรเลีย 3 หน่วยงาน
โดยทั้ง 6 กรณี มีการลักลอบนำเข้าสารเสพติดจากไทย ได้แก่
- 23 ม.ค. 2569: คดีชายชาวรัฐวิกตอเรีย 3 คนถูกตั้งข้อหาพยายามลักลอบนำยาเสพติดผิดกฎหมายจำนวน 42 กก. เข้าออสเตรเลีย โดยทั้งสามเดินทางมาถึงสนามบินซิดนีย์ จากประเทศไทย
- 20 มี.ค. 2569: ชายชาวมาเลเซีย วัย 66 ปี ถูกจับกุม หลังพบยาบ้าซ่อนอยู่ในขวดแป้งหอม ผู้ต้องหาเดินทางมาถึงสนามบินซิดนีย์ จากประเทศไทย
- 25 มี.ค. 2569: ชายวัย 26 ปี จากรัฐนิวเซาท์เวลส์ถูกจับกุม ณ ท่าอากาศยานนานาชาติซิดนีย์ หลังเดินทางมาจากกรุงเทพฯ ประเทศไทย
- 23 เม.ย. 2569: ชายสามคนถูกรวบและตั้งข้อหาหลังพบร่วมกันขนเฮโรอีนจากประเทศไทย สู่ท่าอากาศยานนานาชาติซิดนีย์
- 29 พ.ค. 2569: หญิงฝรั่งเศสวัย 31 ปี ถูกจับกุม ณ ท่าอากาศยานนานาชาติเพิร์ท ในข้อหาลักลอบนำเข้ายาเสพติด โดยซ่อนไว้ในขวดเจลอาบน้ำ ถูกจับกุมขณะเดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติเพิร์ธ จากประเทศไทย
- 25 มิ.ย. 2569: ลูกเรือชาวไทยของการบินไทยถูกกล่าวหาลักลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย ถูกจับกุมที่สนามบินเมลเบิร์น






























