หากโดนยกเลิกเที่ยวบิน ผู้โดยสารมีสิทธิเรียกร้อง และได้รับการชดเชยอะไรบ้าง

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 13 นาที
วิกฤตของอุตสาหกรรมการบินตอนนี้เปรียบเสมือน "ต้มกบ" คือทยอยส่งผลกระทบและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แบบโควิด-19 ที่เกิดขึ้น "ตูมเดียว" และถ้าผู้อ่านคิดว่าหากโดนยกเลิกเที่ยวบินจะได้ค่าชดเชยโดยอัตโนมัติ คุณอาจกำลังเข้าใจผิด
อุตสาหกรรมการบินคือหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงและทันทีหลังสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่านเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
เที่ยวบินจำนวนมากถูกยกเลิกทันที แม้แต่สนามบินนานาชาติอย่างท่าอากาศยานนานาชาติดูไบหรือท่าอากาศยานนานาชาติคูเวตต่างก็ถูกโจมตีโดยตรงจนต้องหยุดให้บริการ สำหรับคูเวตนั้น เพิ่งกลับมาเปิดน่านฟ้าเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่เที่ยวบินพาณิชย์เพิ่งเริ่มกลับมาให้บริการเมื่อวันที่ 26 เม.ย.
ขณะที่ภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญแห่งหนึ่งสำหรับการโดยสารทางอากาศถูกกระทบโดยตรงจากเหตุความรุนแรงของสงคราม บรรดาสายการบินต่าง ๆ ทั่วโลกยังต้องแบกผลกระทบทางอ้อมที่เกิดขึ้นด้วย หนึ่งในนั้นคือเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินที่หาได้ยากและราคาสูงขึ้น
ข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือ IATA พบว่าราคาเฉลี่ยรายสัปดาห์ของเชื้อเพลิงเครื่องบินทั่วโลกได้ขึ้นไปแตะระดับ 209 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ก่อนทยอยปรับตัวลงมาเรื่อย ๆ จนอยู่ที่ 162.89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ณ วันที่ 8 พ.ค.ทั้งนี้ ก่อนหน้าการเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินอยู่ที่ระดับ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเท่านั้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ ผู้โดยสารไม่เพียงต้องเผชิญกับราคาตั๋วโดยสารที่เพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น สำหรับประเทศไทย ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาอีกอย่างเพิ่มขึ้นมา นั่นคือการยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินต่าง ๆ
เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา ไทยแอร์เอเชียประกาศปรับลดเที่ยวบินทั้งกับเส้นทางในประเทศและระหว่างประเทศลงถึง 30% โดยให้เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย. เป็นต้นไป ขณะที่ก่อนหน้านี้ในวันที่ 24 เม.ย. การบินไทยได้ประกาศปรับลดและยกเลิกตารางบินรวมกว่า 46 เที่ยวบินเช่นกัน
ท่ามกลางภาวะที่สายการบินเริ่มยกเลิกเที่ยวบิน ในฐานะผู้บริโภคที่ซื้อตั๋วโดยสารไว้แล้ว แต่อาจถูกยกเลิกในภายหลัง เรามีสิทธิอะไรบ้างและสามารถเรียกร้องการชดเชยจากสายการบินได้แค่ไหน บีบีซีไทยคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอากาศและอวกาศ รวมไปถึงหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อหาคำตอบ
สิทธิที่ผู้โดยสารมีและต้องรู้
รศ.ดร.ลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกกับบีบีซีไทยว่าหากวันนี้คุณถูกยกเลิกไฟลท์บิน อันดับแรกต้องเริ่มจากการกลับไปดูก่อนว่า เป็นเที่ยวบินประเภทไหน กล่าวคือเป็นเที่ยวบินในประเทศหรือต่างประเทศ เพราะจะมีกฎหมายที่ใช้คุ้มครองแตกต่างกัน
เธอเสริมว่าโดยหลักแล้ว ผู้ประกอบการสายการบินจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศถิ่นที่ตั้งสนามบินต้นทาง เช่น ถ้าออกเดินทางจากสนามบินในไทยก็ใช้กฎหมายไทย ซึ่งหลายประเทศในอาเซียนก็ยึดตามหลักนี้เช่นเดียวกัน โดยในบทความนี้ บีบีซีไทยขอเน้นไปที่สิทธิต่าง ๆ จากกรณีที่ยึดตามกฎหมายไทย
ปัจจุบัน ไทยมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิผู้โดยสารทางอากาศโดยเฉพาะ คือข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือน ฉบับที่ 101 มาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้โดยสารในเที่ยวบินแบบประจำภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยเริ่มต้นมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. 2568 เป็นต้นมา
ในเอกสารข้อบังคับนี้มีการระบุไว้อย่างละเอียดว่า สายการบินต้องรับผิดชอบต่อผู้โดยสารอย่างไรบ้าง ทั้งในกรณีที่การบินล่าช้าเกิน 2, 5 และ 10 ชั่วโมง ไปจนถึงข้อบังคับเกี่ยวกับการชดเชยสำหรับการยกเลิกเที่ยวบิน

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากรายละเอียดในข้อบังคับข้อที่ 15 และจากบทสัมภาษณ์กับ รศ.ดร.ลลิล และ นายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) สายพัฒนาเศรษฐกิจการบิน โดยหลักแล้วผู้โดยสารมีสิทธิทั้งหมด 4 ข้อ จากกรณียกเลิกเที่ยวบิน ได้แก่ สิทธิในการได้รับข้อมูล สิทธิในการได้รับการดูแลระหว่างรอ สิทธิในการเลือกระหว่างจะรับเงินคืนหรือเปลี่ยนเที่ยวบิน และสิทธิในการได้รับการชดเชย
สำหรับสิทธิทั้ง 3 ข้อแรกนั้น ซึ่งนายศรัณยย้ำกับบีบีซีไทยว่า สิทธิข้อแรกได้ถูกเปลี่ยนให้เป็น "หน้าที่" ที่สายการบินจะต้องแจ้งกับผู้โดยสารให้ทราบให้ชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ผู้โดยสารต้องไปตามหาข้อมูลเอง ขณะที่ประเด็นเรื่องการดูแลผู้โดยสารระหว่างรอก็อาจมีความแตกต่างกันไปแล้วแต่สายการบิน ทั้งนี้ในข้อบังคับเองก็มีการระบุชัดเจนทั้งเรื่องอาหาร เครื่องดื่ม รวมไปถึงบริการที่พักและการเดินทาง สำหรับผู้โดยสารที่ต้องรอเที่ยวบินใหม่ที่นานเกินกว่ากำหนดการเดิมหนึ่งวัน
ในสถานการณ์ที่เกิดการยกเลิกเที่ยวบินหลาย ๆ ครั้ง เมื่อผู้โดยสารได้ตัวเลือกในการเปลี่ยนเที่ยวบินหรือขอเงินคืน มักจะมีคำถามตามมาว่าแล้วค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายศรัณย ชี้ว่าผู้โดยสารสามารถเช็คเบื้องต้นว่าตัวเองมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพิ่มเติมหรือไม่ตามเงื่อนไขของ "ความกระชั้น" ที่กำหนดไว้ ซึ่งหมายความว่า หากคุณมีเที่ยวบินเดินทางในประเทศ และโดนยกเลิกเที่ยวบินภายในระยะเวลา 3 วันก่อนถึงเที่ยวบิน คุณมีสิทธิได้รับเงินชดเชยนี้ หรือสำหรับเที่ยวบินต่างประเทศคือ 7 วัน
ตามรายละเอียดในข้อบังคับฯ สายการบินต้องชดเชยเป็นเงินสดให้กับผู้โดยสาร สำหรับเที่ยวบินในประเทศ มูลค่า 1,500 บาท หรือเป็นรูปแบบอื่นในมูลค่าเท่ากัน โดยสายการบินต้องดำเนินการ "ทันทีเมื่อเกิดเหตุยกเลิกเที่ยวบิน"
สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ค่าชดเชยจะเป็นขั้นบันไดตามระยะทาง:
- ระยะทางไม่เกิน 1,500 กม. ได้รับค่าชดเชย 2,000 บาท
- ระยะทาง 1,500–3,500 กม. ได้รับค่าชดเชย 3,500 บาท
- ระยะทางมากกว่า 3,500 กม. ได้รับค่าชดเชย 4,500 บาท
ทั้งนี้ รศ.ดร.ลลิล เสริมว่า ค่าชดเชยที่กฎหมายกำหนดไว้ข้างต้นไม่ได้ตัดสิทธิผู้โดยสารที่จะไปเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมกับสายการบิน หรือสิทธิการเรียกค่าชดเชยความเสียหายต่อเนื่อง (consequential damages) อาทิ ค่าที่พัก หรือค่าเดินทางอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบอันเป็นผลมาจากการยกเลิกเที่ยวบิน
เธอบอกว่านี่เป็นสิทธิอีกส่วนหนึ่งที่ใช้ช่องทางร้องเรียนที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือฟ้องศาลได้ "แต่ถ้าเราจะไปฟ้องศาล เราต้องไปศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ แม้จะเป็นเที่ยวบินภายในประเทศ… โดยลักษณะของการทํา[ฟ้อง]มันก็จะมีความซับซ้อนและมีต้นทุน"
ช่องโหว่ที่ยังแก้ไม่ได้
รอง ผอ.กพท. ฉายภาพให้บีบีซีไทยฟังว่า แต่ละวันจะมีผู้โดยสารเข้าออกประเทศไทยและบินในประเทศ ราว 300,000 คน/วัน แบ่งเป็นฝั่งขาเข้าและขาออกประเทศ และบินในประเทศอย่างละหนึ่งแสนคน โดยตัวเลขผู้ร้องเรียนปัญหาต่าง ๆ จะอยู่ในหลักสิบ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์สงครามขึ้นมา ตัวเลขได้ขยับขึ้นมาสู่หลักร้อย
"ถามว่าเยอะไหม เยอะขึ้นแน่นอนชัดเจน เพราะมันมีบางอย่างที่ไม่ปกติเกิดขึ้น เราก็เลยต้องมานั่งไล่ดูว่ามันเกิดเคสยังไง แล้วก็ท้ายสุดพอเราได้ข้อมูลมา เราก็มาสั่งสายการบินเพื่อให้สายการบินเขาไปตามต่อ" นายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กล่าว
เขาอธิบายให้บีบีซีไทยฟังว่าปัญหาที่ถูกร้องเรียนนั้นมีหลายแบบ โดยหากอ้างอิงจากสิทธิที่ผู้โดยสารพึงมีทั้ง 4 ข้อ มีตัวอย่างทั้งกรณีสิทธิที่จะได้รับการดูแล โดยเขาเล่าว่า ตามกฎการล่าช้านั้น หากล่าช้าเกิน 2 ชั่วโมงต้องแจกน้ำแจกอาหาร แต่ในทางปฏิบัติตีความยาก เช่นกรณีที่เครื่องบินมาถึงแล้ว กำลังจะเข้าจอดตอนที่ 2 ชั่วโมง 5 นาทีพอดี สายการบินก็อยากจะให้ผู้โดยสารรีบขึ้นเครื่อง ก็อาจจะหาเวลาแจกของเหล่านี้ได้ยาก หรือบางครั้งก็เป็นกรณีสายการบิน "แจกขนมปังแล้วผู้โดยสารคาดหวังอย่างอื่น"
ขณะที่ประเด็นเรื่องสิทธิในการเปลี่ยนเที่ยวบินหรือรับเงินคืนนั้น ก็พบคำร้องเรียนเช่นเดียวกัน นายศรัณย ยอมรับว่ามีกรณีที่สายการบินจ่ายเงินล่าช้าจากที่กำหนดไว้ ซึ่งสำหรับ กพท. "ถ้าถึงขั้นที่ลงโทษ ถามว่ามีไหม ก็มี คือไม่รู้ไปพลาดอีท่าไหน จ่ายค่าชดเชยช้าเราก็เสนอลงโทษไปเรียบร้อย"

ที่มาของภาพ, Getty Images
เขาอธิบายว่า การจะยกเลิกเที่ยวบินได้นั้น สายการบินจะต้องได้รับอนุมัติจาก กพท. ก่อน และเมื่อมีการยกเลิก สายการบินยังต้องรายงานกลับมายัง กพท. ด้วยว่า เขาได้จ่ายเงินคืนหรือยัง มีผู้โดยสารขอเปลี่ยนเที่ยวบินอย่างไรบ้าง
อย่างไรก็ดี เขาเสริมว่าหนึ่งในช่องโหว่เกิดขึ้นเมื่อผู้โดยสารซื้อตั๋วโดยสารกับตัวแทนหรือเอเจนต์ และเมื่อสายการบินจ่ายเงินคืนให้กับเอเจนต์แล้ว แต่เงินยังไปค้างอยู่ไม่ถึงมือผู้โดยสาร ซึ่งปัญหาตรงนี้อยู่นอกเหนืออำนาจของ กพท.
สำหรับประเด็นเรื่องสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยนั้น รอง ผอ.กพท. ชี้ว่า เนื่องจากข้อบังคับได้ระบุไว้ชัดเจนต่อประเด็น "ความกระชั้น" ดังนั้นในกรณีที่ปลายเดือน เม.ย. ที่สายการบินออกมาประกาศยกเลิกเที่ยวบินล่วงหน้านั้น สายการบินจึงไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชยใด ๆ
"เรื่องราคาน้ำมันแพงแล้วเขาต้องยกเลิก จริง ๆ สายการบินส่วนใหญ่เขาจะทำการยกเลิกล่วงหน้าไปเลยเป็นเดือน ในกฎหมาย คำว่ากระชั้นของเรา คือในประเทศคือ 3 วัน ต่างประเทศคือ 7 วัน เพราะฉะนั้น สายการบินเขาสามารถวางแผนเพื่อที่จะยกเลิก คือบอกล่วงหน้า เพื่อที่จะไม่ต้องมาเสียค่าชดเชยตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นคำถามที่ถามว่า กพท. มองยังไงกับตรงนี้ จะเข้าข่ายที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไหม คำตอบคือมันมีทางไปของมัน ก็คือว่าสายการบินเขาสามารถวางแผนเพื่อที่จะแจ้งผู้โดยสารล่วงหน้านาน ๆ เพื่อท้ายสุดมันจะได้ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องค่าชดเชย" นายศรัณย ชี้
ผลกระทบต่อประชาชน-ภาคธุรกิจ ในชีวิตจริง
ท่ามกลางกระแสการยกเลิกเที่ยวบินของสายการบิน ทั้งในเหตุสุดวิสัยจากภาวะสงคราม เรื่อยมาจนถึงประเด็นต้นทุนน้ำมัน ผลกระทบที่สะท้อนออกมาในชีวิตจริงนั้นหนักจนสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว ต้องออกมาเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึง เลขาธิการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นไม่เพียงส่งผลต่อผู้โดยสาร แต่ยังกระทบไปถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ไม่ได้รับการคุ้มครองหรือการช่วยเหลือใด ๆ
วธัญญู ลำใย ผู้ประกอบการเจ้าของบริษัท กู๊ดเดย์ทัวร์ จำกัด บอกกับบีบีซีไทยว่า ตั้งแต่ช่วงแรกที่เกิดสงครามนั้น บริษัททัวร์ของเขาต้องแบกผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบินเต็ม ๆ โดยแม้ในช่วงแรกสายการบินจะมีการคืนเงินค่าตั๋วเครื่องบินมาให้ แต่ธุรกิจของเขาก็ยังต้องแบกต้นทุนค่าที่พักหรือค่าเดินทางอื่น ๆ ที่จ่ายมัดจำไปแล้ว และไม่สามารถขอเงินคืนได้
เขาอธิบายว่า โดยปกติแล้วจะมีการระบุในสัญญาอยู่แล้วว่าหากเกิดเหตุการณ์สุดวิสัย ทางบริษัททัวร์จะไม่รับผิดชอบใด ๆ อย่างไรก็ดี วธัญญู เสริมว่า ในการทำธุรกิจเมื่อมีลูกค้าประจำ บางครั้งบริษัทก็จำเป็นต้องแบกต้นทุนตรงนี้เพื่อรักษาสายสัมพันธ์เอาไว้
ในช่วงที่เกิดสงครามตอนแรกนั้น กรุ๊ปทัวร์ที่โดนยกเลิกเที่ยวบินเป็นกรุ๊ปที่เดินทางกับบริษัทของเขาเป็นประจำทุกปี ท้ายที่สุดวธัญญูจึงตัดสินใจแบกต้นทุนค่าเสียหายเอาไว้
"เราก็ต้องยอม แต่ถามว่ามูลค่ามันเยอะเกินไป อย่างของผม ผมโยนไป 700,000 กว่าบาท ถามว่ากรุ๊ป ๆ นึงกว่าผมจะได้กำไรสักแสนนึง ไม่ใช่ว่ากรุ๊ปเดียวได้กำไร 700,000 เลย บางกรุ๊ป ผมได้กำไรแค่หลักหมื่น… คือมันโดนเต็ม ๆ เลย" วธัญญู กล่าว
ล่าสุดวันนี้ (30 เม.ย.) มีรายงานข่าวว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเข้าไปหารือกับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้เกิดความเป็นธรรมที่สุด โดยรวมไปถึงสิทธิการเรียกค่าชดเชยความเสียหายต่อเนื่อง (consequential damages) ที่เป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อาทิ การเรียกร้องค่าที่พัก ค่าเช่ารถ หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินได้ โดยหากตกลงกับสายการบินไม่ได้ ผู้โดยสารสามารถยื่นเรื่องให้ สคบ. ดำเนินคดีแทนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ได้
สำหรับ วธัญญู ในฐานะผู้ที่อยู่ในวงการนี้มาหลายสิบปี เขาบอกว่าปัญหาหลักไม่ใช่อยู่แค่เรื่องของการชดเชยเป็นเงินเท่านั้น เพราะสำหรับผู้โดยสารและโดยเฉพาะกับกลุ่มธุรกิจคือประเด็นกระแสเงินสด
เขายกตัวอย่างว่า บางกรณีผู้โดยสารโดนยกเลิกเที่ยวบิน แต่ยังต้องการเดินทางต่อ บริษัทก็จำเป็นต้องควักเงินตัวเองไปซื้อตั๋วโดยสารใหม่ ขณะที่เงินคืนอาจใช้เวลา 14-60 วัน
"สมมุติว่าเงินผมจมไป 2 ล้านกับค่าตั๋วเครื่องบิน แล้วผมต้องหาสายการบินอื่น ผมก็ต้องหาเงินมาอีกก้อนหนึ่งซึ่งอาจจะเกิน 2 ล้านเพราะว่าตั๋วมันแพงขึ้นกว่าเดิม" วธัญญู กล่าว
เมื่อถามว่า ในฝั่งธุรกิจเองอยากได้รับความช่วยเหลือ-ชดเชยอย่างไรบ้าง ผู้คร่ำหวอดในวงการบริษัททัวร์บอกกับบีบีซีไทยว่า เขาไม่หวังอะไรเลย เนื่องจากทุกวิกฤตที่ผ่านมา "ตั้งแต่โควิด น้ำท่วม หรือปิดถนน มีปิดสนามบินอะไรก็ตาม จะเห็นว่าคนที่ได้รับผลกระทบแรก ๆ เลยบริษัททัวร์ และคนที่ไม่เคยได้รับการช่วยเหลืออะไรเลยก็คือบริษัททัวร์"
วิกฤตต้มกบในธุรกิจการบิน
รอง ผอ.กพท. ชี้ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบนี้นับเป็น "วิกฤตต้มกบ" ซึ่งแตกต่างจากช่วงโควิด-19 ที่วิกฤตมาโดยฉับพลันทันที แต่รอบนี้ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นจากสงครามในอิหร่าน ก่อนจะส่งผลกระทบมาที่ภาคเชื้อเพลิง และต่อมาที่อุตสาหกรรมการบิน
เขาชี้ว่าในช่วงแรกหลายฝ่ายยังมองว่าปัญหาจะจบเร็ว แต่เมื่อเหตุการณ์ยืดเยื้อ ภาระต้นทุนของสายการบินจึงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ประจวบเหมาะกับช่วงเวลานี้เป็น "low season" หรือไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวในประเทศไทย ทำให้ตัวเลขผู้โดยสารน้อยลง และส่งผลต่อการคำนวณต้นทุนการดำเนินงานของสายการบินโดยตรง
"สำหรับผม ผมมองว่ามันเป็นแนวเหมือนกับเราอยู่ในหม้อต้มน้ำ ช่วงแรกมันก็ไปกันของมันกันได้ แต่ว่ามันจะค่อย ๆ ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ" นายศรัณย กล่าว
"ตอนนี้ผมกำลังหาวิธีสื่อสารว่าจริง ๆ สถานการณ์ตอนนี้มันเป็นวิกฤตเล็ก ๆ… ต้องบอกว่าตอนนี้น้ำมัน Jet A1 มันแพง เป็นอะไรที่เกินกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อยู่ยาวมาสองเดือนซึ่งไม่เคยแรงขนาดนี้มาก่อน"
นายศรัณย อธิบายเพิ่มเติมว่า ทันทีที่เกิดสงคราม กพท. ก็ติดตามราคาน้ำมันทันที โดยราววันที่ 2-3 มี.ค. ราคาของน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน Jet A1 ขึ้นจากประมาณ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 230 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทั้ง ๆ ที่ราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ที่ประมาณ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
เขาอธิบายเพิ่มว่า สถานการณ์นั้นเหมือนกับดีเซลกับเบนซิน แต่เนื่องจากกรณีดีเซลกับเบนซิน ประชาชนเป็นผู้ซื้อเอง พอประชาชนซื้อเองเห็นปัญหาก็ส่งต่อปัญหาให้รัฐบาล รัฐบาลก็เข้ามาแก้ไขตามที่พวกเราเห็น แต่ในส่วนของ Jet A1 คนซื้อคือสายการบิน เขาก็เลยต้องเข้ามารับตรงนี้ เพราะฉะนั้นตัวสายการบินก็ต้องรับปัญหาน้ำมันราคาสูง แล้วก็ไม่มีมาตรการจากรัฐเข้ามาช่วยเพราะว่ามันไม่ได้กระทบประชาชนโดยตรง
เขาปิดท้ายว่า "ทั้งหมดมันคือความซวยของทั้งระบบ สายการบินเป็นคนแรกที่ซวย หลังจากนั้นท่องเที่ยวก็ซวยตาม ผมยกตัวอย่างก็คือเหมือนขับรถชนท้ายกัน สายการบินไม่ใช่เป็นคนขับรถไปชนท้ายชาวบ้านนะ สายการบินโดนชนท้ายมาก่อน แล้วมันก็ไปชนท้ายคนอื่นต่อ สายการบินก็พยายามช่วย แต่ทีนี้อยากจะมองว่าท้ายสุด ถ้าจะว่ากันให้ดี มันต้องไปกันทั้งระบบ คือไม่ใช่บี้เอากับสายการบินซึ่งเป็นคนชนท้ายท่องเที่ยวคนเดียว"
ทั้งนี้เมื่อถูกถามถึงมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ เพิ่มเติม เขาเสริมว่า ที่ผ่านมา ฝั่ง กพท. ก็มีความพยายามในการช่วยเหลือสายการบิน เพื่อไม่ให้สายการบินต้องมาลดเที่ยวบิน หรือยกเลิกเที่ยวบินจากปัญหาราคาเชื้อเพลิง โดยตัวหน่วยงานเองได้เริ่มเสนอแผนต่อรัฐบาลตั้งแต่เดือน เม.ย. เพื่อขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยลดต้นทุนของสายการบิน โดยมีเป้าหมายให้สายการบินสามารถดำเนินการบินต่อได้โดยไม่ต้องยกเลิกเที่ยวบิน ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อผู้โดยสาร
กฎหมายไทย เทียบต่างชาติได้ไหม ?
รศ.ดร.ลลิล ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายอากาศและอวกาศบอกกับบีบีซีไทยว่า แท้จริงแล้วกฎหมายด้านนี้ของไทยถือว่าไม่แย่เพราะได้อิทธิพลมาจากกฎหมายของสหภาพยุโรปค่อนข้างมาก และก็พัฒนาจนมีกฎหมายเฉพาะทางออกมา อย่างข้อบังคับคณะกรรมการการบินพลเรือน ฉบับที่ 101
หากเทียบกันแล้ว เธอเสริมว่า ประเทศในภูมิภาคเดียวกับไทยที่หลายคนอาจมองว่ามีสายการบินที่ดีหรือมีบริการที่ดีกลับไม่ได้มีกฎหมายเฉพาะทางเช่นนี้ อาทิ กรณีอย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือญี่ปุ่น ซึ่งหากเกิดเหตุใด ๆ ขึ้นก็จะหันไปใช้กฎหมายเรื่องสัญญาหรือการคุ้มครองผู้บริโภคทั่วไป
เธอยกตัวอย่างว่า กรณีคนไทยเดินทางไปญี่ปุ่น หากสายการบินล่าช้าขณะอยู่ไทย ไม่ว่าผู้โดยสารจะเดินทางด้วยสายการบินอะไร ก็จะได้รับการชดเชยตามสิทธิของกฎหมายไทยตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ทว่าหากเกิดเหตุการณ์สุดวิสัยขณะจะเดินทางกลับจากญี่ปุ่น จะไม่มีกฎหมายเฉพาะใด ๆ มาคุ้มครอง
"สายการบินส่วนใหญ่เขาก็ทําแหละ ก็คือหาขนม อาหารให้เป็นมาตรฐาน แต่พอมันไม่มีกฎเฉพาะดูแล มันอาจจะต่างกันในแง่ว่าขนมให้อะไร ดูแลนานแค่ไหน… มันจะแตกต่างกันแน่นอนระหว่าง low cost (สายการบินราคาประหยัด) กับสายการบินฟูลเซอร์วิส" รศ.ดร.ลลิล เสริม
เธออธิบายด้วยว่า โดยภาพใหญ่แล้วสหภาพยุโรปมีกฎหมายที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้โดยสาร ซึ่งกฎหมายฉบับนั้นก็คือ EC 261/2004 ที่ถือว่าเข้มแข็งและเป็นมิตรกับผู้โดยสารมาก มีทั้งสิทธิด้านการดูแล ค่าชดเชย และการตีความโดยศาลในหลายกรณีสำคัญ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เธอยกตัวอย่างว่า เคยมีเหตุการณ์ที่ภูเขาไฟเอียฟยัทยาโยคุล (Eyjafjallajökull) ในไอซ์แลนด์ปะทุเขม่าลอยไปทั่วจนต้องปิดน่านฟ้า สายการบินอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ผู้โดยสารที่ตกค้างอยู่หลายวัน
อย่างไรก็ดี ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปวินิจฉัยว่า สายการบินไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยก็จริงเพราะเป็นเหตุสุดวิสัย แต่สิทธิในการได้รับการดูแลของผู้โดยสาร เช่น ค่าอาหารและค่าที่พัก ยังต้องมีอยู่ตลอดช่วงเวลาที่ผู้โดยสารถูกทิ้งให้ตกค้าง และสายการบินต้องรับผิดชอบ
"[สายการบิน]ยังมีหน้าที่ต้องดูแลอยู่ถ้าผู้โดยสารเขามีความเสียหายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิที่เขาจองโรงแรมไว้ต้องจ่ายค่าโรงแรมเพิ่ม หรือต้องไปยกเลิกโรงแรมที่เขาไม่ได้ไป [สิทธิ]ยังต้องมีอยู่ อันนี้เป็นแนวทางการคุ้มครองของสหภาพยุโรปที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้โดยสาร แล้วก็เป็นอิทธิพลต่อมาให้กับประเทศไทย" รศ.ดร.ลลิล กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
คำแนะนำต่อผู้โดยสารในยุคนี้
"ถ้าได้รับแจ้งว่ามีการยกเลิกเที่ยวบิน สิ่งแรกคือควรติดต่อสายการบินเพื่อยืนยันข้อมูล และดูให้ครบว่าทางเลือกที่เขาเสนอให้ตรงกับความสะดวกของเราจริง ๆ หรือไม่ เรามีสิทธิเลือก ไม่จำเป็นต้องรับข้อเสนอแรกโดยอัตโนมัติ" รศ.ดร.ลลิล ย้ำ
เธอชี้ว่า เวลาจองตั๋ว ผู้โดยสารควรศึกษาสิทธิของตัวเองให้ดี โดยเฉพาะกรณีจองแบบไป–กลับเป็นแพ็กเกจ เพราะถ้าอยากยกเลิกเฉพาะขาเดียว ส่วนใหญ่ทำไม่ได้ เพราะระบบมักจะยกเลิกทั้งคู่ ดังนั้นหากผู้โดยสารมีความกังวลเรื่องความเสี่ยง บางกรณีการแยกจองขาไปกับขากลับอาจช่วยให้จัดการได้ง่ายกว่าเวลามีปัญหาเฉพาะเที่ยวบินใดเที่ยวบินหนึ่ง
เธอแนะนำเพิ่มเติมว่า กรณีจองผ่านเอเจนต์ ถ้ามีปัญหาเรื่องยกเลิกหรือเปลี่ยนไฟลท์ ผู้โดยสารควรลองเช็กข้อมูลเที่ยวบินกับสายการบินโดยตรงก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าจริง ๆ มีไฟลท์ไหนให้เลือก แล้วค่อยกลับไปคุยกับเอเจนต์
"ในยุคที่ความไม่แน่นอนยังสูงมาก การทำประกันการเดินทางเป็นอีกวิธีหนึ่งในการบริหารความเสี่ยงของผู้โดยสาร แม้จะไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายบังคับก็ตาม"
"ถ้ารู้สึกว่าสายการบินไม่ได้ปฏิบัติตามสิทธิพื้นฐาน เช่น ไม่ดูแล ไม่เสนอไฟลท์ใหม่ หรือไม่จ่ายค่าชดเชย ทั้งที่เข้าเงื่อนไข ผู้โดยสารสามารถร้องเรียนไปที่หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคหรือหน่วยงานกำกับการบินได้" เธอทิ้งท้าย































