สำรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการ "แลนด์บริดจ์" พบนายกฯ ชี้แจงขัดแย้งกับเอกสารกระทรวงคมนาคม

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ
- Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ผลกระทบที่เป็นไปได้โดยตรงจากโครงการ "แลนด์บริดจ์" ของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน คือปัญหาสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นที่โครงการนี้จะก่อขึ้น
นายเศรษฐา ซึ่งเดินทางลงพื้นที่ที่จะก่อสร้างโครงการดังกล่าวที่ จ.ระนอง กล่าวต่อผู้ชุมนุมคัดค้านโครงการนี้ว่า โครงการนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับคนในพื้นที่ โดยยกตัวอย่างว่า เรือสำราญก็สามารถเข้ามาเทียบท่าที่โครงการนี้ จึงเชื่อว่านี่ถือเป็นโอกาสสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะของชาวระนอง แต่เป็นโอกาสของจังหวัดแถบฝั่งอันดามันทั้งหลายด้วย
ทว่า กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ต.ราชกรูด อ.เมืองระนอง จ.ระนอง ซึ่งได้ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีในวันที่ 22 ม.ค. สะท้อนความเห็นว่า พวกเขาคือกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากโครงการแลนด์บริดจ์ เนื่องจากในที่สุดแล้วคงไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ได้อีกต่อไป
ขณะที่วันนี้ (23 ม.ค.) กลุ่มคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์และเครือข่ายรักษ์พะโต๊ะเดินทางมาพบกับนายกรัฐมนตรีอีกรอบเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังข้อมูลจากคนพื้นที่อย่างรอบด้าน โดยข้อความสำคัญที่กลุ่มผู้คัดค้านดังกล่าวนี้ต้องการสื่อสารต่อรัฐบาลคือ การศึกษาผลกระทบต่อพื้นที่ใน จ.ชุมพร และ จ.ระนอง ยังไม่เสร็จสิ้น แต่นายกรัฐมนตรีกลับนำโครงการนี้ไปโรดโชว์ในต่างประเทศ
โครงการเรือธงของรัฐบาลที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงของสังคมนี้ จะส่งผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่และสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง บีบีซีไทยพาไปสำรวจ
แลนด์บริดจ์ กินพื้นที่เท่าไหร่
จากเอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 1 โครงการพัฒนาท่าเรือบริเวณแหลมริ่ว อ.หลังสวน จ.ชุมพร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการแลนด์บริดจ์ ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ระบุว่า พื้นที่ที่ศึกษาครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของ ต.บางน้ำจืด, ต.ปากน้ำ ของ อ.หลังสวน, ต.ปากตะโก ของ อ.ทุ่งตะโก โดยคิดจากรัศมี 5 กม. จากโครงการ

ที่มาของภาพ, เอกสารจากการประชุมของ สนข.
เมื่อพิจารณาถึงรูปแบบการพัฒนาท่าเรือด้าน จ.ชุมพร ที่มีหน้าท่าเทียบเรือสินค้าราว 7,580 เมตร ตามแผนของโครงการแลนด์บริดจ์ สนข. เสนอให้มีสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อรองรับการวางผังท่าเรือ อาทิ เขื่อนกันคลื่นสองแห่งความยาวประมาณ 5,400 เมตร และ 685 เมตร, งานขุดลอกรวมราว 130.09 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อสร้างร่องน้ำเดินเรือความยาวประมาณ 9.7 กิโลเมตร และความลึกน้ำ 17 เมตร จากเส้นเกณฑ์แผนที่
นอกจากนี้ ยังจะต้องมีการถมทะเลพื้นที่ขนาด 5,808 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ท่าเทียบเรือขนาดประมาณ 4,788 ไร่ และพื้นที่พัฒนาอเนกประสงค์ขนาดราว 1,020 ไร่
ส่วนรูปแบบการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกฝั่งทะเลอันดามัน บริเวณแหลมอ่าวอ่าง อ.เมืองระนอง จ.ระนอง ซึ่งจากการพื้นที่ศึกษาจะครอบคลุม ต.ราชกรูด และ ต.เกาะพยาม อ.เมืองระนอง และ ต.ม่วงกลวง ใน อ.กะเปอร์
สิ่งที่ทำให้ชุมชนในพื้นที่และนักเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมแสดงความกังวลต่อโครงการนี้เนื่องจากในพื้นที่ศึกษามีพื้นที่อนุรักษ์รวมอยู่ด้วย เช่น อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนองและอุทยานแห่งชาติแหลมสน, พื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่งปากแม่น้ำ-ปากคลองกะเปอร์ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ชุ่มน้ำ, ป่าชายเลน และแหล่งปะการัง

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ
สำหรับโครงสร้างพัฒนาท่าเรือเบื้องต้นในฝั่งอันดามัน ประกอบด้วย การสร้างเขื่อนกันคลื่นสามแห่ง มีความยาว 3,120 เมตร, 340 เมตร และ 290 เมตร และการสร้างร่องน้ำเดินเรือยาว 11.5 กิโลเมตร ที่มีความลึก 19 เมตร จากเส้นเกณฑ์แผนที่
นอกจากนี้ยังมีแผนการถมทะเลบนพื้นที่อีกประมาณ 6,975 ไร่ เพื่อทำท่าเทียบเรือขนาด 5,633 ไร่ และพื้นที่เอนกประสงค์ขนาด 1,342 ไร่ โดยจะมีขนาดหน้าท่าเทียบเรือที่มีความยาว 9,350 เมตร
คำชี้แจงของนายกฯ เกี่ยวกับการพัฒนาโครงการปิโตรเคมี ไม่ตรงกับเอกสารทางการของกระทรวงคมนาคม
คำชี้แจงส่วนหนึ่งของนายเศรษฐา ทวีสิน ต่อสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ที่ผ่านมาในระหว่างการพิจารณางบประมาณประจำปี 67 ได้ระบุถึงโครงการด้านพลังงานที่นักลงทุนต่างชาติสนใจจะเข้ามาลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ด้วย
"การที่เรามีแลนด์บริดจ์ก็จะทำให้หลาย ๆ ประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเขามีความมั่นคงทางพลังงานสูงมาก อยากจะมาลงทุน อยากจะมาสร้างโรงกลั่นน้ำมัน อยากจะมาสร้างโรงงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางพลังงานนอกเหนือไปจากความมั่นคงทางอาหาร ทำให้เรามีความพร้อมในการที่จะยืนในโลกที่ต้องอยู่บนความขัดแย้ง สามารถพึ่งตนเองได้ ทำให้ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนถูกยกระดับขึ้นมา" นายเศรษฐา กล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎร

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
คำชี้แจงดังกล่าวของนายกฯ ทำให้เกิดคำถามจากทั้งภาคประชาสังคมและพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่กังวลว่าโรงกลั่นน้ำมันและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องจะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ทั้ง ๆ ที่ในรายงานการศึกษาโครงการแลนบริดจ์ของ สนข. ไม่ได้ระบุถึงการมีอยู่ของโครงการดังกล่าว
ด้านนายสมโชค จุงจาตุรันต์ ตัวแทนเครือข่ายกลุ่มรักษ์พะโต๊ะ ได้หยิบยกประเด็นนี้มากล่าวในการเสวนา "วิพากษ์รายงานกรรมาธิการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์" เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา ที่ ต.พะโต๊ะ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร เช่นกัน โดยระบุว่า ข้อมูลที่นายกรัฐมนตรีกล่าวในรัฐสภาวันที่ 4 ม.ค. ที่ผ่านมา ขัดแย้งกับข้อมูลการศึกษาของ สนข. ที่ระบุว่า ไม่มีโครงการเกี่ยวกับโรงกลั่นน้ำมันหรืออุตสาหกรรมปิโตรเลียมในพื้นที่หลังท่าของโครงการแลนด์บริดจ์

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ
"การอภิปรายชี้แจงของนายกรัฐมนตรี ในวาระร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ที่บอกว่า หากโครงการแลนด์บริดจ์นี้สำเร็จจะมีประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีความมั่นคงทางพลังงานสูงมาก จะมาตั้งโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากน้ำมัน นั่นคือ ปิโตรเคมี มันย้อนแย้งครับ เพราะว่า สนข. บอกว่าไม่มี แต่นายกฯ บอกว่ามี" เขากล่าวในการเสวนาดังกล่าว
บีบีซีไทยตรวจสอบเอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 ในสองพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการแลนบริดจ์ ประกอบด้วย โครงการพัฒนาท่าเรือบริเวณแหลมอ่าวอ่าง อ.เมืองระนอง จ.ระนอง และโครงการท่าเรือบริเวณแหลมริ่ว อ.หลังสวน จ.ชุมพร ในส่วนสรุปประเด็นคำถาม ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะต่อโครงการ พบว่า มีคำถามในที่ประชุมรับฟังความคิดเห็น ที่สอบถามเกี่ยวกับการมีโรงกลั่นน้ำมันหรือโรงแยกก๊าซในอนาคตด้วย

ที่มาของภาพ, รายงานสรุปคำถาม ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ของ สนข.

ที่มาของภาพ, รายงานสรุปคำถาม ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ของ สนข.
เอกสารสรุปประเด็นดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ต่อสาธารณะทั้งสอง ระบุตรงกันว่า โครงการไม่มีแผนพัฒนาโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ หรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมบนพื้นที่ถมทะเลและบนฝั่ง ทั้งในฝั่งอ่าวไทยที่ จ.ชุมพร และฝั่งอันดามันที่ จ.ระนอง แต่ระบุเพียงว่า อาจจะมีความจำเป็นต้องเติมน้ำมัน โครงการจึงออกผังแม่บทการใช้พื้นที่ท่าเรือให้มีพื้นที่บริการน้ำมันสำเร็จรูป (bunkering service) ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนในอนาคต ที่ต้องได้รับการอนุญาต
ให้เวลารัฐบาลตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ 30 วัน
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มเครือข่ายกลุ่มรักษ์พะโต๊ะในวันนี้ (23 ม.ค.) ได้ยื่นหนังสือต่อรัฐบาลเพื่อให้ทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ต่อนายกฯ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ศูนย์การศึกษา จ.ระนอง
นายสมโชค ให้สัมภาษณ์หลังการยื่นหนังสือฉบับดังกล่าวว่า ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลให้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ ขณะนี้ยังไม่ได้คำตอบ เนื่องจากการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) สภาผู้แทนราษฎรที่เขามองว่า มีความเร่งรีบในการสรุปผลการศึกษา

"เราคาดหวังว่า นายกรัฐมนตรีจะกลับไปพิจารณาจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งจะให้เวลารัฐบาลประมาณ 30 วัน เพื่อรอฟังคำตอบ" ตัวแทนเครือข่ายกลุ่มรักษ์พะโต๊ะ กล่าวย้ำพร้อมกล่าวว่า อยากให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน ไม่ฟังเสียงเพียงภาคเอกชนเท่านั้น เนื่องจากมองว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะจาก พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) ซึ่งจะไม่แตกต่างจากปัญหาที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่บริเวณระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ EEC (Eastern Economic Corridor)
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการรับหนังสือของภาคประชาชน นายเศรษฐากล่าวว่า จะนำข้อเสนอของภาคประชาชนไปศึกษา
สำหรับผลกระทบจากการมีกฎหมายพิเศษในพื้นที่เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจกลายเป็นข้อกังขาในด้านวิชาการเช่นกัน
รศ.มาร์ค เอส โคแกน อาจารย์จากแผนกการศึกษาความขัดแย้งและสันติภาพ มหาวิทยาลัยคันไซ ประเทศญี่ปุ่น ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยต่อประเด็นความอ่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนว่า "โครงการดังกล่าวยังมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่อทั้งชายฝั่งทะเลของจังหวัดระนองและชุมพร วิธีเดียวที่จะสามารถบรรเทาความวิตกต่อปัญหาดังกล่าวคือ การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง"
"ประเทศไทยยังมีแผนที่จะตรากฎหมายพิเศษขึ้นเพื่อกำกับดูแลโครงการในลักษณะคล้ายคลึงกันกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งคงจะมีการเชิญต่างชาติเข้าไปลงทุนในโครงการดังกล่าว และนักลงทุนชาวตะวันตกมั่นใจว่าจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดมากกว่าโครงการรถไฟหรือโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางกับจีนก่อนหน้านี้" รศ.โคแกน กล่าว
โครงการควรโปร่ง ตรวจสอบได้ ไร้ผลประโยชน์ทางการเมือง
รศ.โคแกน เสนอแนะรัฐบาลไทยว่า สิ่งสำคัญในการดำเนินโครงการดังกล่าวนี้ คือการเปิดให้ขั้นตอนการประมูลเป็นไปอย่างโปร่งใส สุจริตและเปิดเผย มาตรการทางการเงินและทุกขั้นตอนควรจะเปิดโอกาสให้สาธารณะได้แสดงความเห็น เช่นเดียวกันกับการถกเถียงทางกฎหมาย รวมทั้งข้อกังขาต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาต่อรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเพื่อไทย
"ในวัฏจักรการพัฒนา มาตรฐานสำคัญคือการเปิดเผยข้อมูล ที่ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองหรือสื่อมวลชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและเอกสารได้ในทุกระดับที่เกี่ยวกับโครงการ ในลักษณะเดียวกับโครงการความโปร่งใสของความช่วยเหลือระหว่างประเทศ (the International Aid Transparency Initiative -IATI)" เขา กล่าว
ขณะที่ รศ.ดร.สมพงษ์ เสนอรัฐบาลว่า การนำเสนอโครงการขนาดใหญ่ หรือ เมกะโปรเจกต์ของประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งมักจะใช้สูตรแบบเดียวกัน นั่นคือการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติเพื่อการสร้างงานในประเทศและผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ที่มาของภาพ, AFP
"คุณไม่เข้าใจเรื่องดีมานด์ (ความต้องการที่แท้จริงของตลาด) แล้วเอาทางการเมืองเหนือการวางแผน" รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ อ.พิเศษ หลักสูตรสหสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยเมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา
เขายกตัวอย่างกรณีที่ประสบปัญหาในลักษณะเดียวกัน เช่น กรณีโครงการท่าเรือน้ำลึกแฮมบันโตตาของศรีลังกา และโครงการคลองเชื่อมมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิกของนิการากัว ที่มีระยะทาง 278 กิโลเมตร ซึ่งดำเนินการก่อสร้างโดยบริษัท HKND Group ของฮ่องกง มีแผนเปิดให้บริการในปี 2563 แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่แล้วเสร็จ
"สิ่งสำคัญคือ โครงการนี้จะต้องรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านและตรวจสอบได้" เขากล่าว





























