ฟังเสียงชาวสวนทุเรียน พิมรี่พายไลฟ์ขายทุเรียนลูกละร้อย จะช่วยเกษตรกรได้จริงไหม ?

ที่มาของภาพ, Ministry of Commerce
- Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 10 นาที
"ทุเรียนครีมมี่อย่างเงี้ย ครีมมี่พรีเมี่ยมเงี้ย เดี๋ยวโทรศัพท์ก่อน" น.ส.พิมรดาภรณ์ เบญจวัฒนะพัชร์ หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักเธอในนาม "พิมรี่พาย" อินฟลูเอนเซอร์ผู้โด่งดังจากการไลฟ์ขายสินค้าออนไลน์ ระบุผ่านวิดีโอที่เผยแพร่ลงบนเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Pimrypie – พิมรี่พาย' เมื่อช่วงค่ำวันอาทิตย์ (26 เม.ย.) โดยเธอพูดพร้อมกินทุเรียนไปด้วย จากนั้นก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาทำท่าเหมือนโทรหาใครสักคน
"ฮัลโหลสำนักนายกรัฐมนตรีใช่ไหมคะ... ขอเรียนสายกับท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คุณศุภจีหน่อยค่ะ... จะบอกท่านว่าทุเรียนมันอร่อยค่ะ ทุเรียนอร่อยแบบนี้นะคะอยากจะขายค่ะ ปกติซื้อมา 600-700 เนื้อ A อย่างเงี้ย อยากขายลูกละร้อยค่ะ ล้านลูก พอดีเพื่อนรักเยอะค่ะ" เธอทำเหมือนกับคุยสายโทรศัพท์อยู่ และบอกว่าอยากให้มีการขายทุเรียน "เนื้อเริ่ด ๆ แบบนี้" ให้กับคนไทยในราคา "ร้อยเดียว" ได้หรือไม่
ก่อนที่ต่อมานางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ จะปรากฏตัวในวิดีโอเดียวกัน โดยกล่าวยืนยันกับอินฟลูเอนเซอร์สาวรายนี้ว่า "ก็ต้องได้สิคะ ๆ ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ สำหรับคนไทยต้องได้กินของดีและของถูก พิมรี่[พาย]จะช่วยไหมคะ" ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์สาวก็พูดโฆษณาว่าคนไทยเตรียมรับทุเรียน "เกรดดี" "ราคาดี" ที่ "ตัดจากสวน" ได้ในวันที่ 28 เม.ย. ซึ่งเธอประกาศในเวลาต่อมาว่าจะมีการไลฟ์ขายทุเรียนดังกล่าวในเวลา 19.00 น.
คลิปนี้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการสนับสนุนการตัดราคาการขายทุเรียนของเกษตรกรหรือไม่ ในเมื่อปัจจุบันทุเรียน "เกรดดี" ที่หมายถึง "คุณภาพดี" มีราคาสูงกว่าที่อินฟลูเอนเซอร์สาวรายนี้ประกาศขาย
บีบีซีพูดคุยกับสองสมาคมทุเรียนเพื่อหาคำตอบว่า ทุเรียน "เกรดดี" จะขายในราคาลูกละ 100 บาทได้จริงหรือไม่ และการค้นหาทุเรียนเพื่อนำมาขายในปริมาณ 1 ล้านลูกนั้น มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ?
ขายทุเรียนเกรด A ล้านลูก ลูกละ 100 บาท เป็นไปได้ไหม
ผู้บริหารสมาคมทุเรียน 2 สมาคม บอกบีบีซีไทยตรงกันว่า "เป็นไปไม่ได้" หากอินฟลูเอนเซอร์สาวจะขายขายทุเรียนเกรด A จำนวน 1 ล้านลูก ในราคาลูกละ 100 บาททั้งหมด
นายสมทบ ศรีคงรักษ์ อุปนายกสมาคมผู้ผลิตทุเรียนไทย ระบุว่า ปัจจุบันราคาส่งออกทุเรียนเกรด A อยู่ที่ประมาณ 150 บาท/กก. โดยราคาอาจแปรผันบวกลบได้ 10 บาท ขึ้นอยู่กับล้งที่รับซื้อ ซึ่งทุเรียนแต่ละลูกมีน้ำหนักประมาณ 3 กก. นั่นหมายความว่าต่อลูกจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 450 บาท
"ราคาที่กำลังส่งออกก็มีตั้งแต่ 140 ถึง 160 บาทต่อกิโลกรัม แล้วแต่ล้งรับซื้อ เกรด A ที่ส่งออกอยู่ตอนนี้ครับ แล้วก็ตัวเกรดที่ถูกที่สุดที่ส่งออกตอนนี้คือเกรด D ครับ ตอนนี้ราคาขึ้นมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาทแล้ว ลูกหนึ่งเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 1.2 กิโลกรัมขึ้นไป แสดงว่า 1 ลูกของเกรด D มันอยู่ที่ราคา 90-100 บาทแล้ว"
"ถ้าเป็นโปรโมชันเพื่อเป็นการทำการตลาด อันนี้อาจเป็นไปได้ครับ แต่ว่าขายทั้งหมด [1 ล้านลูก] มันไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอนครับ" อุปนายกสมาคมผู้ผลิตทุเรียนไทยระบุ
ขณะที่นายกฤติเดช อยู่รอด นายกสมาคมทุเรียนไทย ซึ่งเป็นสมาคมผู้ประกอบการทุเรียนอีกสมาคมหนึ่ง ก็เห็นพ้องกัน
"ถ้าเกิดเราอิงราคาของทุเรียน ณ ปัจจุบันตอนนี้ครับ เบอร์ AB (ทุเรียนเกรด A คละกับเกรด B) ที่เป็นเบอร์สวยเลย มันจะราคาอย่างน้อย ๆ กิโลหนึ่งต้องมี 135-150 บาทในปัจจุบัน ดังนั้นถ้าจะมาขายลูกละ 100 เนี่ย มันไม่ใช่ มันเป็นไปไม่ได้ครับ" นายกฤติเดช ระบุ
ทั้งนี้ เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับบีบีซีไทยว่า ที่เขาให้ข้อมูลทุเรียนโดยเรียกเป็นเกรด AB นั้น เพราะปัจจุบันทุเรียนเกรด A ล้วน ที่วงการทุเรียนเรียกกันว่า "ทรงนางฟ้า" นั้น หาได้ยาก ดังนั้นโดยทั่วไปผู้ประกอบการจึงรวมขายโดยคละเกรด A และ B ซึ่งจะเรียกรวมว่า "เกรด AB" มากกว่า
นายกสมาคมทุเรียนไทยยังประเมินลักษณะของทุเรียนที่อินฟลูเอนเซอร์สาวกินโชว์ในคลิปวิดีโอ ว่าเขาดูจากลักษณะเนื้อทุเรียนในถาด ส่วนใหญ่น่าจะมาลูกทุเรียนเกรด AB เพราะหากเป็นทุเรียนตกไซส์หรือที่เรียกว่า "ป๊อกแป๊ก" ลักษณะของพูและเม็ดทุเรียนจะไม่ใช่แบบนี้ ส่วนลูกทุเรียนที่เธอถือในอีกคลิปวิดีโอนั้น ก็เป็น "ทรงเพื่อการส่งออก"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เมื่อวานนี้ (27 เม.ย.) นายกรนิจ โนนจุ้ย รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการจะขายทุเรียนของพิมรี่พายนั้น พบว่าเป็น "ความตั้งใจในการจัดโปรโมชันพิเศษส่งเสริมการบริโภคทุเรียนภายในประเทศ และช่วยกระจายผลผลิตเกรดรองสู่ผู้บริโภค" โดยทุเรียนที่จะจำหน่ายเป็นทุเรียนเกรดขายในประเทศที่ "ค่อนข้างสุก คุณภาพดี แต่ทรงอาจจะไม่สวย" ซึ่งราคาต่อกิโลกรัมจะต่ำกว่าทุเรียนส่งออกเกรด D แต่จะมีการขายทุเรียนเกรดอื่น ๆ รวมถึงเกรดพรีเมียมร่วมด้วย
อย่างไรก็ดี เมื่อผู้สื่อข่าวถามนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ในช่วงเช้าวันนี้ (28 เม.ย.) ถึงกระแสความกังวลในคุณภาพของทุเรียนที่อินฟลูเอนเซอร์สาวจะนำมาขายราคา 100 บาทต่อลูก ว่าจะไม่ตรงปกหรือไม่นั้น เธอมองว่า "เป็นเทคนิคในการทำโปรโมชัน" ซึ่งต้องรอดูเงื่อนไขและระยะเวลาที่นำมาขาย แต่เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาเรื่องคุณภาพไม่ตรงปก เพราะกระแสแรงและมีคนจับตามองเยอะ ซึ่งหมายรวมถึงหน่วยงานที่กำกับดูแลด้วย
ด้านนายกสมาคมทุเรียนไทย มองว่าหากเป็นการจะทำ "โปรโมชัน" อินฟลูเอนเซอร์สาวก็ควรระบุรายละเอียดที่ชัดเจนและตรงไปตรงมามากกว่านี้
"ส่วนหนึ่งเราต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า มันคือการทำตลาด มันคืออีเวนท์ มันคือลักษณะของคนโฆษณา มันก็มีความเป็นไปได้ที่เขาจะใช้ลักษณะของการใช้คำพูดแบบนี้ แต่มันก็ควรจะต้องมีการอธิบายรายละเอียดหลังจากนั้น" นายกฤติเดช กล่าวถึงคลิปวิดีโอของพิมรี่พายซึ่งเป็นประเด็น
"ถ้าเกิดว่าทางคุณพิมเองจะมาบอกว่า ลูกละ 100 บาท จะขายจำนวน 1 ล้านลูก มันก็ต้องมีการโชว์ให้เห็นด้วยว่า ลักษณะลูกแบบไหนที่จะขายในราคา 100 บาท ไม่ใช่ชูลักษณะของลูกที่มีน้ำหนัก 2 กก. 5 กก. พูกลม ๆ และลักษณะเนื้อเป็นแบบนี้ อันเนี้ยมันเป็นการโฆษณาที่อาจจะไม่ถูกต้องซะทีเดียว" เขาระบุ
"อยากให้มันมีการสื่อสารถึงผู้บริโภคแบบชัดเจนขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง เพราะว่าในลักษณะของคนที่จ่ายเงินเพื่อซื้อทุเรียน เขาก็คาดหวังว่าเขาจะต้องได้ลักษณะเนื้อแบบที่คุณพิมกิน แต่ถ้าเกิดในมุมของผู้จัดจำหน่าย อย่างพวกผมที่เป็นชาวสวนเนี่ย เราก็คิดในใจแหละว่า คุณจะไปซื้อทุเรียนเพื่อเอามาขายลูกละ 100 จากที่ไหน เพราะว่ามันไม่มีใครแน่นอน เพราะว่าไปตามล้งอ่ะ เขาสามารถขายได้ราคาที่สูงกว่าครับ" ผู้ประกอบการทุเรียนรายนี้ระบุ
จะหาทุเรียนล้านลูกได้จากไหน ?
นี่คือคำถามของผู้บริหารทั้งสองสมาคม โดยนายสมทบอ้างว่าเขาทราบข้อมูลว่าอินฟลูฯ รายนี้ได้ติดต่อไปตามล้งใหญ่ ๆ ใน จ.จันทบุรี เพื่อขอซื้อทุเรียนในราคาถูกกว่าปกติ ภายหลังจากที่โฆษณาเรื่องที่จะไลฟ์ขายไปแล้ว ซึ่งเขามองว่าเป็นเรื่องยากที่ผู้ผลิตจะขายให้จนได้จำนวนตามที่เธอประกาศไว้ ขณะที่นายกฤติเดช ระบุว่าจำนวนทุเรียนที่ระบุว่า "ล้านลูก" นั้น ถือเป็นจำนวนมากกว่าล้งใหญ่ ๆ ในไทยส่งออกต่อวันอย่างมหาศาล
บีบีซีไทยลองคำนวณตามข้อมูลที่นายกฤติเดชระบุว่า โดยปกติแล้วในหนึ่งตู้คอนเทนเนอร์ที่ผู้ผลิตจัดส่งทุเรียนไปยังจีน จะสามารถบรรจุทุเรียนได้เต็มที่ 18 ตัน หรือคิดเป็น 18,000 กก. ซึ่งหากเป็นทุเรียนเกรด AB น้ำหนักเฉลี่ยจะอยู่ที่ 3 กก./ลูก
นายกสมาคมทุเรียนไทย ชวนคำนวณต่อไปว่า หากจะขนทุเรียนเกรดนี้รวม 1 ล้านลูก หมายความว่าจะมีน้ำหนักทุเรียนรวม 3,000,000 กก. ซึ่งเมื่อนำน้ำหนักทั้งหมดหารด้วยน้ำหนักที่ตู้คอนเทนเนอร์แต่ละตู้สามารถบรรทุกได้ เท่ากับว่าจะต้องใช้ตู้คอนเทนเนอร์ 167 ตู้ ในการขนทุเรียนทั้ง 1 ล้านลูกนี้
"มันเยอะมาก ๆ นะครับ ตู้ 100 กว่าตู้คอนเทนเนอร์เนี่ย มันวางในสนามฟุตบอลมันจะพอหรือเปล่า" นายกฤติเดชตั้งข้อสังเกตก่อนกล่าวในเวลาต่อมาว่า "ถ้าเกิดใครสามารถส่งได้ทุเรียนวันละ 100 ตู้นี่คือถือว่าคุณเก่งมาก ๆ นะครับ ล้งใหญ่ ๆ ที่อยู่ในจันทบุรีเนี่ย ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเขาน่าจะส่งได้ไม่เกินวันละ 10 ตู้"
บีบีซีไทยติดต่อพิมรี่พายแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบกลับกระทั่งช่วงเวลาที่บทความนี้เผยแพร่
ชวนอินฟลูไลฟ์ฯ ช่วยเกษตรกรระบายทุเรียนได้จริงไหม

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลวันนี้ (28 เม.ย.) นางศุภจีเปิดเผยว่าเนื่องด้วยปีนี้มีผลผลิตทุเรียนมากขึ้น 33% หรือประมาณ 2 ล้านตัน ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องทำการตลาดเชิงรุก เนื่องจากหากมีผลผลิตเกินและมาแก้ไขปลายเหตุก็อาจทำให้ราคาตกต่ำได้ โดยสำหรับตลาดนอกประเทศ ก่อนหน้านี้มีการมอบหมายกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศดำเนินการขยายตลาดในประเทศจีน ส่วนตลาดในประเทศก็มีหลายช่องทาง ซึ่ง รมว.พาณิชย์ ยกตัวอย่าง live commerce (รูปแบบการขายสินค้าผ่านการถ่ายทอดสด) และการประสานงานกับอินฟลูเอนเซอร์ เป็นช่องทางหนึ่งในการช่วยกระจายสินค้า
ในมุมของผู้ประกอบการทุเรียนทั้งสองราย มองว่าความตั้งใจนี้มาผิดเวลา เพราะตอนนี้เป็นหน้า "ทุเรียนขาดรุ่น" ที่ราคากำลังขยับสูงขึ้นตามความต้องการอยู่แล้ว ดังนั้นแทนที่การไลฟ์ขายในราคาถูกจะมาช่วยเกษตรกรระบายสินค้า จึงกลับกลายเป็นว่าไปตัดราคาของผู้ผลิตซึ่งควรจะขายได้ราคาดีอยู่แล้วตามกลไกตลาด
"ตอนนี้ทุเรียนจะมี 2 แบบ คือเกรดที่ตัดส่งออก แล้วก็มีเกรดที่พ่อค้าคนกลางมารับซื้อบริเวณตลาดท้องถิ่น... ตอนนี้ราคาก็สูงมาอยู่ในระดับเดียวกันแล้ว เพราะว่าช่วงนี้ครับ ตั้งแต่ 20 เม.ย. ไปจนถึง 10 พ.ค. มันจะเป็นทุเรียนช่วงเขาเรียกว่าทุเรียนขาดรุ่นครับ เพราะว่ารุ่นนี้ที่เก็บเกี่ยวไป ที่มีอยู่เป็นประมาณ 30-40% ของพื้นที่ภาคตะวันออก เก็บไปเกือบหมดแล้วครับ ช่วงนี้กำลังจะเป็นช่วงที่ทุเรียนขาดตลาด ราคาก็ขยับสูงขึ้น" สมทบอธิบาย
"อย่างตัวผมเองมีเพจที่เราขายออนไลน์ด้วย ซึ่งอันนี้ผู้ประกอบการ... ที่คุยกันเมื่อวานที่มีประเด็นก็คือว่า ตอนนี้มันทำราคาตลาดออนไลน์ คือชาวสวนที่เราขายเอง มันมาถูกตัดราคาโดยแม่ค้าอินฟลูฯ นึกออกไหมครับ จากปกติที่เขาขายกันกิโลกรัมละ 190 บาท 170 บาท แล้วมาเจอกระแสทุเรียนลูกละ 100 อ่ะครับ มันทำให้ยอดการสั่งซื้อและก็ออเดอร์ของเขาเนี่ย มันกระทบ" อุปนายกสมาคมผู้ผลิตทุเรียนไทยกล่าว
ด้านนายกฤติเดช ระบุถึงผลกระทบของการที่บุคคลระดับ รมว.พาณิชย์ เข้าไปปรากฏในคลิปวิดีโอที่เสนอขายทุเรียน "ลูกละร้อย" นี้ ว่ายิ่งเป็นการตอกย้ำคำพูดของพิมรี่พาย และทำให้คนในภาคการผลิตเขาเกิดคำว่า "เอ๊ะ" ขึ้นมาในใจ
"เอ๊ะข้อแรกเลยคือ คุณจะไปหาสินค้าในราคาแบบนี้ที่คุณต้องการขายจากที่ไหน สินค้าในตลาดมันแทบจะไม่มีของอยู่แล้ว แล้วราคาแบบนี้ในปัจจุบัน คุณจะทำการค้าการขายแบบไหน แล้วมันก็ต่อเนื่องไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้าที่ทำออนไลน์อยู่ในปัจจุบันว่า ในขณะที่เขาซื้อสินค้าโดยซื้อลูกทุเรียนกิโลละ 200–300 [บาท] เนี่ย เอ๊ะ ทำไมฉันต้องซื้อในราคาที่แพง ทั้ง ๆ ที่ภาครัฐเองก็มาคอนเฟิร์มว่าสามารถหาสินค้าทุเรียนคุณภาพมาจำหน่ายในราคาลูกละ 100 บาทได้ อันนี้มันก็เป็นผลกระทบทางความรู้สึกครับ" นายกสมาคมทุเรียนไทยระบุ
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการทั้งสองรายมองว่า การให้อินฟลูฯ มาช่วยไลฟ์ขายทุเรียนนั้น ที่จริงแล้วอาจทำได้ในช่วงเวลาที่ทุเรียนอาจกลับมาล้นตลาดอีกครั้ง คือช่วงกลางเดือน พ.ค. ซึ่งผลผลิตทุเรียนในหลายจังหวัดทั่วประเทศจะออกมาในปริมาณมากพร้อม ๆ กัน ซึ่งราคาจะตกลงจากตอนนี้ และการที่มีอินฟลูฯ มาช่วยไลฟ์ขายในเวลานั้นก็เป็นช่องทางหนึ่งที่อาจช่วยระบายสินค้าได้
"ช่วงประมาณสักกลาง พ.ค. เป็นต้นไปเนี่ย เราจะเจอปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดค่อนข้างสูง ค่อนข้างเยอะเลย เมื่อออกสู่ตลาดเยอะเนี่ย ราคาจะเริ่มตกลงเป็นเรื่องปกติ" นายกฤติเดชระบุ
"ช่วงนั้นถ้าเป็นเบอร์เพื่อการส่งออกอาจจะไม่มีปัญหา หรืออาจจะมีปัญหาไม่มาก แต่ถ้าเกิดเป็นเบอร์ที่เป็นลักษณะของเบอร์ตกไซส์ หรือทุเรียนที่ไม่ใช่เพื่อการส่งออก อาจจะเป็นเบอร์ D แล้วก็เบอร์ป๊อกแป๊กอะไรพวกนี้ การกระจายสินค้าภายในประเทศ การหาช่องทางการตลาดเสริม อย่างเช่น การค้าออนไลน์ หรือการแกะเนื้อเพื่อแช่แข็ง... มันก็ถือว่าเป็นช่องทางที่จะช่วยในเรื่องของการทำให้สินค้าโดยเฉพาะเบอร์ล่างเนี่ย ไม่ล้นตลาดไม่ราคาตกต่ำได้ การไลฟ์สดก็ถือว่าเป็นช่องทางหนึ่งเหมือนกันครับ" เขาอธิบาย
เช่นเดียวกับนายสมทบที่มองว่าการให้อินฟลูฯ มาช่วยไลฟ์ขายทุเรียน หากมาในช่วงกลางเดือน พ.ค. ก็มีประโยชน์ในการช่วยระบายของ โดยเป็นการดึงเอาปริมาณทุเรียนในตลาดให้มาอยู่ที่อินฟลูฯ เพื่อให้ผลผลิตในตลาดออฟไลน์ยังอยู่ในปริมาณที่ปกติ ไม่ล้นตลาด ซึ่งหากจะขายลูกละ 100 บาทในช่วงเวลานั้น เขาก็เชื่อว่าอาจทำได้สำหรับทุเรียนเกรด C และ D
"ผมมองว่ามีโอกาสได้ แต่ไม่ใช่ช่วงนี้" เขากล่าว "อาจจะกินเป็นเบอร์ D เบอร์ C อะไรอย่างนี้ครับ กิโลละ 50-60 [บาท] เอามาขายก็ยังพอสูสี พอมีลุ้นว่าเขาจะไม่เอากำไรเลยอย่างนี้ได้ครับ มาทำช่วยจริง ๆ โดยไม่เอากำไร แบบว่าหักแค่ค่าใช้จ่ายเขาก็น่าจะพอทำได้ครับ ถ้าเขาอยากจะช่วยเกษตรกรจริง ๆ"

ที่มาของภาพ, สมทบ ศรีคงรักษ์/handout
ด้านนายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center หรือศูนย์ศึกษานโยบายเพื่ออนาคตของพรรคก้าวไกล และอดีตหัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่า รัฐบาล "คงตั้งใจที่จะช่วยขยายตลาดทุเรียน" แต่อาจไม่ได้ระมัดระวังในประเด็นความชัดเจนเรื่องคุณภาพ ราคา และช่วงเวลาที่สื่อสาร จึงทำให้เกิดกระแสความกังวล
"มันอาจจะเป็นในช่วงเวลาที่ยังไม่เหมาะ คือช่วงนี้ทุเรียนเกรดคุณภาพดี เกรดส่งออกเนี่ย เราก็ยังมีราคาดีอยู่ ก็คือทุเรียนโดยรวมยังพอไปได้" นายเดชรัตระบุ เขามองว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของรัฐบาลสะท้อนว่ามีการ "ทำความเข้าใจกับรายละเอียดของตัวสินค้าน้อยไปหน่อย"
"จริง ๆ แล้วถ้ามาทำกับเรื่องมะม่วงที่ตอนนี้ช่องทางมันตันนะ ไม่มีคนรับมะม่วงออกมาช่วยเกษตรกรจำหน่าย อันนั้นอาจจะได้เสียงตอบรับที่ดีนะครับ แต่ว่าในกรณีมะม่วงนี่ก็อาจจะต้องคอมเมนต์ว่าไม่ได้เข้าไปช่วยดำเนินการเลย แต่ว่ามาทำกับเรื่องของทุเรียน ซึ่งไม่ได้ผิดอะไรอย่างที่บอก แต่ว่าจังหวะมันอาจไม่ใช่" เขาให้ความเห็น
ผู้อำนวยการ Think Forward Center ของพรรคสีส้ม ยังระบุถึงปัญหาการสื่อสารของกระทรวงพาณิชย์ที่ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความสับสนว่ากระทรวงมีส่วนร่วมด้วยแค่ไหนกับการไลฟ์ของอินฟลูเอนเซอร์สาวรายนี้ เมื่อมีนางศุภจีร่วมอยู่ในคลิปด้วย ซึ่งเมื่อการสื่อสารไม่ชัดเจน ก็เหมือนเป็นการ "ส่งสัญญาณราคา" ที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และอาจทำให้เกษตรกรขายทุเรียนราคาสูงที่คุณภาพดีได้ยากขึ้น
อย่างไรก็ดี เขามองว่าวิธีการไลฟ์ขายเช่นนี้ หากมาถูกเวลาก็สามารถช่วยเกษตรกรได้เช่นกัน
"ทุเรียนไลฟ์แบบเนี้ยก็ช่วยได้ครับ แต่ว่าอาจจะต้องรออีกสักระยะหนึ่ง เพราะแม้ผลผลิตจะมาก แต่ว่าขณะเดียวกันตลาดก็ไปได้ดี เราก็ดูจากราคาก็ยังไปได้ดี เพราะฉะนั้นก็อาจจะยังไม่จำเป็นจะต้องรีบไลฟ์ขายของเกรดรองในช่วงเวลานี้นะครับ" นายเดชรัตให้ความเห็น
อย่างไรก็ดี เขามองว่าวิธีการกระจายผลผลิตเมื่อมีผลผลิตล้นตลาดนั้น มีปัจจัยที่แตกต่างกันไปตามชนิดของผลผลิต ซึ่งการไลฟ์ขายสามารถช่วยได้ในส่วนหนึ่ง แต่ในผลผลิตบางชนิดอาจใช้วิธีอื่น ๆ เช่น มะม่วง หรือมะพร้าวน้ำหอม อาจใช้การแปรรูปและทยอยขายร่วมด้วยได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์น่าจะมีการทำการศึกษาในรายละเอียดไว้ และควรออกมาตรการต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับช่วงเวลาและชนิดของผลผลิต































