เหตุใดเรือเดินทะเลหลายร้อยลำยังไม่ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ แม้ทรัมป์ประกาศข้อตกลงกับอิหร่าน

- Author, โธมัส โคปแลนด์
- Author, ชรูตี เมนอน
- Author, บาร์บารา เม็ตซ์เลอร์
- Role, บีบีซีเวริฟาย (BBC Verify)
- Published
- เวลาอ่าน: 7 นาที
เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยถึงข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ (14 มิ.ย.) และประกาศเรื่อง "การเปิด" ช่องแคบฮอร์มุซ เขาทิ้งท้ายในโพสต์บนทรูธโซเชียลของเขาว่า "เรือจากทั่วโลก พวกคุณสตาร์ทเครื่องยนต์ได้เลย ปล่อยให้น้ำมันไหลออกมาเลย"
บีบีซีเวริฟาย (BBC Verify) วิเคราะห์ข้อมูลจากระบบติดตามการเดินเรือของมารีน ทราฟฟิก (MarineTraffic) พบว่ามีเรือเพียง 7 ลำที่ล่องผ่านเส้นทางน้ำสายหลักนี้ออกไปนับตั้งแต่มีการประกาศข้อตกลง และยังคงมีเรือมากถึง 580 ลำที่ดูเหมือนยังรอดูสถานการณ์อยู่ในอ่าวอาหรับ
ทางการอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซจนไม่สามารถสัญจรได้ หลังถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ช่องทางนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซมากถึงหนึ่งในห้าของโลก
ผู้เชี่ยวชาญมองว่าอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การสัญจรในช่องแคบยังไม่กลับสู่ภาวะปกติก่อนสงครามจะเริ่มคือ มาตรการความปลอดภัย ทุ่นระเบิด และค่าธรรมเนียมผ่านทาง
ข้อมูลติดตามการเดินเรือจากมารีน ทราฟฟิกเมื่อวันอังคาร (16 มิ.ย.) พบว่ามีเรือบรรทุกน้ำมันกว่า 250 ลำ และเรือบรรทุกสินค้ากว่า 330 ลำที่อยู่ภายในอ่าว
ข้อมูลบ่งชี้ด้วยว่าเรือบรรทุกน้ำมันราว 75% หยุดนิ่งอยู่กับที่ โดยภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าหลายลำจอดนิ่งอยู่ใกล้กับสถานีส่งออกน้ำมันหลักในซาอุดีอาระเบีย อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)
อย่างไรก็ตาม จำนวนเรือในพื้นที่อาจจะมีจำนวนมากกว่าข้อมูลจากระบบติดตามเดินเรือ เพราะเรือหลายลำไม่ได้แสดงตำแหน่งของตัวเอง ทำให้ไม่ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลของมารีน ทราฟฟิก
"สิ่งแรกที่เราอาจจะได้เห็นเมื่อมีการสัญจรผ่านช่องแคบมากขึ้น คือการอพยพออกจากช่องแคบของบรรดาเรือเดินทะเลที่ติดอยู่ในอ่าว" นาวีน ดาส นักวิเคราะห์อาวุโสด้านน้ำมัน จากเคปเลอร์ (Kpler) บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการค้า ระบุ
แต่จนถึงตอนนี้ การเดินเรือผ่านออกไปทางช่องแคบฮอร์มุซดูเหมือนจะยังไม่เกิดขึ้น

1. ความมั่นคงและความปลอดภัย
"กัปตันเรือจะต้องกล้าหาญอย่างยิ่งยวด หากจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซในเวลานี้" มาร์ติน เคลลี จากอีโอเอส ริสก์ กรุ๊ป บริษัทด้านการบริหารจัดการวิกฤตบอกกับบีบีซีเวริฟาย
นับตั้งแต่อิหร่านเริ่มปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซจนไม่สามารถใช้การได้ในช่วงปลายเดือน ก.พ. อิหร่านได้ยิงเรือหลายลำที่พยายามจะข้ามช่องแคบแห่งนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต
ขณะที่สหรัฐฯ ได้เริ่มมาตรการปิดล้อมท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่านในวันที่ 13 เม.ย. และเข้าควบคุมและยุติการเดินเรือของ "เรือที่ไม่ฟังคำสั่ง" จำนวน 9 ลำนับจากนั้น และยังยิงขีปนาวุธเฮลไฟร์ใส่ห้องเครื่องยนต์ของเรือบางลำด้วย ตามการเปิดเผยของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือเซนต์คอม (US Central Command)
แม้ทรัมป์จะออกมาประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (14 มิ.ย.) ถึงการถอนการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ โดยทันที แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็กล่าวในภายหลังว่ามาตรการนี้จะยังคงอยู่เช่นเดิมจนกว่าข้อตกลงกับอิหร่านจะได้รับการลงนาม
ภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. แสดงให้เห็นเรือรบสหรัฐฯ จำนวน 4 ลำอยู่ในพิกัดใกล้เส้นทางการปิดล้อมของสหรัฐฯ บริเวณทางเข้าอ่าวโอมาน

ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งกล่าวว่า ภายหลังการประกาศข้อตกลง กัปตันเรือ เจ้าของเรือ และผู้รับประกันภัย กำลังเตรียมการและปรับตำแหน่งเรือที่อยู่ในอ่าวอาหรับของพวกเขาเพื่อเตรียมเดินทางออกจากทะเลอาหรับ แต่มีเรือเพียงไม่กี่ลำที่พร้อมจะออกเดินทางเป็นลำแรก
"สิ่งที่เรากำลังได้เห็นอยู่นี้คือจิตวิทยาของการรอดูสถานการณ์ไปก่อน ไม่มีใครอยากจะเป็นคนแรกที่ต้องรับความเสี่ยงนั้น" ดาสกล่าว
"เจ้าของเรือและกัปตันเรือบางลำที่รับความเสี่ยงได้มากกว่า เช่นบริษัทเรือสัญชาติกรีซบางบริษัท เราอาจได้เห็นพวกเขาเข้าออกได้สำเร็จ และมันอาจสร้างความมั่นใจให้กับเรือลำอื่น ๆ" เขาระบุ
ด้าน มิเชล วีส บ็อคแมน นักวิเคราะห์อาวุโสจากวินด์วาร์ด มาริไทม์ อินเทลลิเจนซ์ (Windward Maritime Intelligence) มองว่ากัปตันเรือหลายลำยังคงจดจำเหตุการณ์เมื่อต้นเดือน เม.ย. ที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ได้
บ็อคแมนกล่าวว่า เพียงหนึ่งวันหลังจากนั้น ทางการอิหร่านก็บอกว่าช่องแคบถูกปิดลงแล้ว และเรือกว่า 33 ลำถูกกดดันให้เดินเรือกลับไปทางเดิม ขณะที่มีรายงานว่าเรือหลายลำถูกยิง
"เราต้องรออีกสองสามวัน อาจจะถึงวันศุกร์ (19 มิ.ย.) เพื่อดูว่ามันจะเป็นยังไง" มาร์ติน เคลลีกล่าว
2. ความเสี่ยงจากทุ่นระเบิด
อิหร่านเคยขู่ไว้ตั้งแต่ในช่วงเริ่มต้นของสงครามว่า หากแนวชายฝั่งและเกาะต่าง ๆ ของอิหร่านถูกโจมตี พวกเขาจะวาง "ทุ่นระเบิดทางทะเลหลายประเภท รวมถึงทุ่นระเบิดลอยน้ำที่สามารถปล่อยออกมาจากชายฝั่ง" ในอ่าวอาหรับได้ ตามรายงานของสำนักข่าวฟาร์ส สำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน
ศูนย์ข้อมูลทางทะเลร่วม (Joint Maritime Information Center) ซึ่งเป็นหน่วยงานข้ามชาติ และศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเลของโอมาน (Oman's Maritime Security Centre) ออกคำเตือนเกี่ยวกับวัตถุ "ลอยน้ำ" ที่ต้องสงสัยว่าเป็นทุ่นระเบิดนับจากนั้น และมาร์โค รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ บอกกับคณะกรรมาธิการในวุฒิสภาว่าอิหร่านได้ "วางทุ่นระเบิดในพื้นที่ส่วนใหญ่ของฮอร์มุซ"
อาร์เซนิโอ โดมิงเกซ เลขาธิการองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization - IMO) บอกกับบีบีซีว่า การถอนทุ่นระเบิดเหล่านั้นออกไปคือขั้นตอนสำคัญขั้นตอนแรกในการฟื้นคืนการสัญจรให้กลับเข้าสู่ภาวะก่อนสงคราม

ที่มาของภาพ, Royal Navy
ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งประเมินว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นกระบวนการที่ล่าช้า ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 30 วันไปจนถึง 6 เดือน
"เราไม่รู้เรื่องนี้เลย และการที่ไม่มีความชัดเจนเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก" ฟิลลิป เบลเชอร์ จากสมาคมเจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันอิสระระหว่างประเทศ (International Association of Independent Tanker Owners) ระบุ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเส้นทางทางใต้ซึ่งใกล้กับประเทศโอมานดูเหมือนจะเป็นพื้นที่ปลอดทุ่นระเบิดเป็นส่วนใหญ่ และความพยายามในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจะมุ่งเน้นไปที่เส้นทางหลักที่ตัดผ่านช่องแคบแห่งนี้
"พวกเขาจะต้องค่อย ๆ ไปอย่างช้า ๆ อาจจะด้วยความเร็ว 2-3 นอต เพื่อที่พวกเขาจะสามารถสำรวจสภาพแวดล้อมที่อยู่ใต้น้ำได้" เคลลีกล่าว
ผู้เชี่ยวชาญยังบอกว่า จากนั้นเรือกวาดทุ่นระเบิดจะต้องเคลียร์เส้นทางให้กว้างมากพอเพื่อที่จะเปิดการสัญจรทางเรือให้สามารถเข้าออกช่องแคบได้ในเวลาเดียวกัน
ด้านสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสได้ส่งเรือทหารเข้าไปในภูมิภาคแล้ว ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าจะมีปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ
เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ให้คำมั่นเมื่อวันอังคาร (16 มิ.ย.) ว่าสหราชอาณาจักรจะเข้าไปมี "บทบาทเต็มที่" ในการทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดอีกครั้ง "อย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"
จากข้อมูลติดตามการเดินเรือพบว่า เรือสนับสนุนของกองทัพเรืออังกฤษที่ชื่อว่า อาร์เอฟเอ ไลม์ เบย์ (RFA Lyme Bay) ซึ่งติดตั้งเครื่องมือค้นหาทุ่นระเบิด มีพิกัดอยู่บริเวณนอกฐานทัพอากาศอาร์เอเอฟ อัคโครทิรี (RAF Akrotiri) ในไซปรัสเมื่อวานนี้ (16 มิ.ย.)
3. ค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียม
ในฐานะช่องทางน้ำตามธรรมชาติที่ผ่านอาณาเขตน่านน้ำของอิหร่านและโอมาน ในอดีตเรือต่าง ๆ สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
แม้ว่าทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านจะไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งกำหนดให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเปิดให้มีการเดินทางผ่านน่านน้ำของประเทศได้อย่างปลอดภัย แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าจุดยืนของสหรัฐฯ ในการยืนหยัดให้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย มีที่มาตามธรรมเนียมของกฎหมายระหว่างประเทศ
ขณะที่คลองที่มนุษย์สร้างขึ้นบางแห่ง เช่น คลองปานามา และคลองสุเอซ ต่างก็เรียกเก็บค่าผ่านทางและค่าธรรมเนียมสำหรับบริการเฉพาะบางอย่าง
ในช่วงเวลาของสงคราม อิหร่านพยายามยืนหยัดในอำนาจอธิปไตยเหนือช่องแคบ โดยมีการจัดตั้ง "สำนักงานควบคุมช่องแคบอ่าวเปอร์เซีย" ซึ่งทางการระบุว่าจัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารจัดการ "การอนุญาตผ่านทางอย่างปลอดภัย"
ด้านสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรต่าง ๆ ในอ่าวอาหรับได้ปฏิเสธซ้ำหลายครั้งถึงความพยายามอ้างสิทธิ์ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน
ตอนที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถึงการตกลงกับอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ (14 มิ.ย.) ผู้นำสหรัฐฯ บอกว่าช่องแคบจะถูกเปิดโดย "ปราศจากค่าผ่านทาง"
ทว่าสำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านรายงานว่า ภายใต้ข้อตกลงใหม่กับสหรัฐฯ ในท้ายที่สุดช่องแคบจะถูกบริหารจัดการโดยอิหร่านร่วมกับโอมาน ซึ่งอาจมี "ค่าธรรมเนียมในการบริการ" สำหรับเรือที่จะผ่านเส้นทางน้ำแห่งนี้ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าบริการใดบ้างที่จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม
ดาสมองว่า ระบบการชำระเงินแบบใหม่สำหรับการผ่านช่องแคบจะ "เพิ่มอุปสรรคอีกอย่างเข้ามา" ซึ่งอาจเป็นการเพิ่ม "ข้อจำกัดทางโลจิสติกส์ หรือทำให้เกิดภาวะคอขวด" จากจำนวนเรือที่สามารถผ่านช่องแคบไปได้ในแต่ละวัน
"ใครจะเป็นผู้บังคับใช้ระบบนี้ มันจะถูกบังคับใช้อย่างไร ค่าธรรมเนียมจะถูกเก็บอย่างไร ประเทศอื่น ๆ ในอ่าวมองเรื่องนี้อย่างไร" ดาสตั้งคำถาม
คำถามต่าง ๆ เหล่านี้อาจได้รับคำตอบในระหว่างการเจรจาต่อรองระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ หลังจากข้อตกลงได้รับการลงนามในวันศุกร์นี้ (19 มิ.ย.) แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าทางการอิหร่านไม่น่าจะปล่อยให้เรือสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างอิสระอย่างที่เคยทำได้ก่อนสงครามจะเริ่มขึ้น
"ประเด็นที่สำคัญคือ ช่องแคบอาจกลับมาเปิดให้ผ่านได้อย่างรวดเร็วในแง่การเมืองหรือทางความมั่นคง แต่กับระบบการเดินเรือเชิงพาณิชย์มีแนวโน้มว่าจะค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติอย่างช้า ๆ" ดมิตริส แอมปาสซิดิส จากเคปเลอร์ ระบุ
รายงานเพิ่มเติมโดยชายัน ซาร์ดาริซาเดห์, พอล บราวน์, อเล็กซ์ เมอร์เรย์ และโจชัว ชีแธม





























