ทำไมคนกรุงเทคะแนนให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ทุบสถิติเก่า-เป็น "ผู้ว่าฯ ล้านเสียง" สมัยที่สอง

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ระบุว่า “ที่ผมมายืนอยู่วันนี้ได้ไม่ใช่ตัวคนเดียว แต่คือทีมชัชชาติ”

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ระบุว่า "ที่ผมมายืนอยู่วันนี้ได้ไม่ใช่ตัวคนเดียว แต่คือทีมชัชชาติ"
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 13 นาที

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รักษาสถานะ "ผู้ว่าฯ ล้านเสียง" เอาไว้ได้ หลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แบบไม่พลิกโผ ด้วยคะแนนสนับสนุนจากคนเมืองหลวงกว่า 1.44 ล้านเสียง ให้เขาหวนกลับไปทำหน้าที่เป็นสมัยที่ 2

ผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 23.00 น. ซึ่งนับไปแล้ว 95% ชี้ว่า ผู้สมัครหมายเลข 9 ที่ชื่อ ชัชชาติ มีคะแนนนำคู่แข่งขันอื่น ๆ ชนิดไม่เห็นฝุ่น และเป็นอีกครั้งที่เขาชนะแบบม้วนเดียวจบ-ชนะครบทุกเขตใน กทม.

ที่สำคัญคือ ผู้ว่าฯ หน้าเดิมสามารถทำลายสถิติเก่าที่เขาเคยทำไว้เมื่อ 4 ปีก่อน ด้วยคะแนน 1.38 ล้านเสียง (คิดเป็น 51% ของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง) แต่ครั้งนี้ได้ไป 1.44 ล้านเสียง (คิดเป็น 67% ของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง)

"ต้องขอบคุณทุกคะแนนเสียงทั้งที่โหวตให้เราและไม่โหวตให้เรา ผมดูก็ไม่รู้สึกว่าเหมือนกับมีชัยชนะอะไรนะ เพราะผู้ว่าฯ คนต่อไปงานหนักมาก เป็นจังหวะสำคัญของ กทม." ชัชชาติแถลงภายหลังทราบผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา

เขากล่าวย้ำว่า มายืนตรงนี้ "ด้วยความยำเกรง" และ "หนักใจ" เพราะประชาชนคาดหวังเยอะ จึงบอกทีมงานว่าต้องทำงานหนักกว่าเดิม 3-4 เท่า "ดังนั้นทำงาน ทำงาน ทำงาน เป็นคีย์เวิร์ดที่ต้องทำ ต้องทำน้อย แต่ได้ผลลัพธ์เยอะ"

ขณะที่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชี้ว่า คะแนนที่ชัชชาติได้สะท้อนความนิยมส่วนบุคคล พลัสความสามารถในการทำงานในฐานะผู้ว่าราชการ กทม. แต่ยากจะอนุมานว่ากระแสนิยมของชัชชาติสร้างฐานเสียงใน กทม. ได้จริงหรือไม่ เพราะผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่ "มีแกนเดียวกัน" เข้าสภาเล็กได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง

ด้านพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ "กรุงเทพฯ สีส้ม" ในการเลือกตั้งระดับชาติ 2 ครั้งหลังสุด (ปี 2566 และ 2569) ยังรักษาฐานที่มั่นทางการเมืองเอาไว้ได้ระดับหนึ่ง สะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่ผู้สมัครในนามพรรค ปชน. มีคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งใน 23 เขต จากทั้งหมด 50 เขต

บีบีซีไทยวิเคราะห์เบื้องหลังชัยชนะของว่าที่ผู้ว่าฯ หน้าเดิม

ชัชชาติแข็งแกร่งเพราะทำมา 4 ปี มีเทคนิคในการตอบ

ทีมอดีตรองผู้ว่าฯ ของชัชชาติ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ทีมอดีตรองผู้ว่าฯ ของชัชชาติ

ไม่กี่วันก่อนครบวาระ ชัชชาติลาออกจากตำแหน่ง-ประกาศตัวว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกหน หลังจากนั้นเขาต้องเผชิญกับข่าวลบกลบนโยบายที่ภูมิใจนำเสนอไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะการเปิดประเด็น "ระบบอากง/ระบอบอากง" ของคู่แข่งขันที่กล่าวหาว่า "คนทำงานหลังบ้าน" ให้ผู้ว่าฯ คนที่ 17 เข้าไปพัวพันกับความไม่โปร่งใสในการบริหารราชการ กทม. และการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม

นั่นทำให้นักการเมืองวัย 60 ปีที่เล่นการเมืองสไตล์นักบริหาร "เลี่ยงปะทะ-หลบการโต้ตอบประเด็นทางการเมือง" ต้องออกมาตอบสารพัดคำถามอย่างมิอาจปฏิเสธ

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า ชัชชาติรับมือกับการเมืองเก่า "ได้ดีพอสมควร" แต่อาจมีบ้างที่ออกอาการหงุดหงิด สุ้มเสียงและแววตาเปลี่ยนไปเมื่อถูกจี้ถาม แต่ก็ "มีเทคนิคในการตอบ" เช่น พอมีดราม่าเรื่องป้ายหาเสียงในรถไฟฟ้า ก็บอก ศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ ไปเช็กหน่อย หรือพอถูกวิจารณ์เรื่องผลสอบคดีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม. ก็ให้ ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ มาตอบหน่อย

"เหมือนเขาก็ไม่ได้อยากปะทะอยู่คนเดียว ในเมื่อตอนทำงานจริงมันแบ่งกันรับผิดชอบ ฉะนั้นพอโดนดราม่าการเมืองมาก ๆ ก็เอาคนที่รู้เรื่องมาพูดเลย ส่วนหนึ่งถือว่าเทคนิคดี อีกส่วนหนึ่งมันอาจพิสูจน์ได้ว่า 4 ปีที่ผ่านมา เขาก็เผชิญการเมืองภายใน กทม. มาตลอด ไม่ได้อยู่สบาย แล้วเขารับมือกับมันอย่างไร" ดร.สติธรกล่าวกับบีบีซีไทย

กรณี "ระบบอากง/ระบอบอากง" ที่คู่แข่งช่วยกันขุด-จุดประเด็น ดร.สติธรชี้ว่า ช่วงแรก ๆ เหมือนจะทำให้ชัชชาติเซ แต่สุดท้ายพลิกกลับกลายเป็นบวก เพราะพอมีกระแสนี้ ก็ทำให้ "อากง" ที่ออกหน้าเยอะและอาจมีหลายคนหมั่นไส้อยู่ ต้องถอยฉากกลับไปโดยปริยาย เหลือแต่หน้าชัชชาติซึ่งคน "เกลียดไม่ลง"

สอดคล้องกับความเห็นของ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่วิเคราะห์ผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 33 ว่า กรณีอากงกลายเป็น "บูมเมอแรง" ย้อนกลับไปทำให้คนโจมตีประเด็นนี้เสียแต้ม เพราะคน กทม. ต้องการการเมืองสะอาด การหาเสียงโปร่งใส ไม่เอา negative campaign (การรณรงค์หาเสียงเชิงลบ)

"ต่อให้มีข้อกล่าวหา แต่มันไม่ใช่ตัวคุณชัชชาติ จึงไม่ระคายผิว แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ" อาจารย์สิริพรรณกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ว่าฯ เดิมที่ลงสมัครรอบ 2 มักจะได้คะแนนสูงขึ้น หากไม่ได้ทำอะไรเสียหายในเทอมแรก

ชัชชาติ กับ ต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ ในระหว่างหาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย

ที่มาของภาพ, ทีมชัชชาติ

คำบรรยายภาพ, ชัชชาติ กับ ต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ ในระหว่างหาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย

การอยู่ในตำแหน่งมา 4 ปี ทำให้ผู้ว่าฯ คนที่ 17 ของ กทม. มีทั้ง "จุดแข็ง" และ "จุดอ่อน" ในตัวเอง เพราะไม่ว่าแตะไปที่ปัญหาใดในเมืองกรุง ก็จะถูกวิจารณ์-ตั้งคำถามว่า "อยู่มา 4 ปีไม่ทำ ทำไมเพิ่งคิดจะมาทำตอนหาเสียง" ทว่าการเคยเป็นมาแล้วทำให้ชัชชาติมีข้อมูลเหนือกว่าคู่แข่งในการชี้แจง-แสดงเหตุผลบนเวทีแข่งขันกันประชันวิสัยทัศน์ (ดีเบต)

เมื่อมองผ่านแว่นของ ดร.สติธร 4 ปีที่ผ่านมาของชัชชาติเป็น "จุดแข็ง" มากกว่า เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วไปรับข้อมูลผ่านสื่อหลัก ดังนั้นการปรากฏตัวบนเวทีดีเบตหรือให้สัมภาษณ์สื่อต่าง ๆ ของชัชชาติซึ่งปูพรมมาตั้งแต่ก่อนลาออกจากตำแหน่งเมื่อ 18 พ.ค. "มันโกยไว้หมดตั้งแต่แรก จนคนรับรู้ไปหมดแล้ว ต่อให้มีเรื่องระบอบอากงมาแทรก มันก็ไม่กระทบ เพราะคนเชื่อไปแล้วว่าชัชชาติทำงานดี เต็มที่คนก็อาจจะโทษว่าคนที่อยู่รอบ ๆ ชัชชาตินั่นแหละทำเสียเรื่อง หรือถ้าใครบอกว่าผู้ว่าฯ ทำเป็นหลับหูหลับตาไม่รู้ ก็จะมีคนแก้ตัวให้ว่าระบบมันเป็นแบบนี้ ลำพังชัชชาติคนเดียวจะไปทำอะไรได้"

"เวลาขึ้นดีเบต คนที่ทำมา 4 ปี พูดอะไร มันลงรายละเอียดได้หมดทุกจุด คนทั่วไปก็สัมผัสแค่นี้ ความแข็งแกร่งของชัชชาติคือตรงนี้" นักรัฐศาสตร์จากจุฬาฯ ให้ความเห็น

แม้ถูกคู่แข่งรุมวิจารณ์ไม่มีผลงานแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ ดร.สติธรชี้ชวนให้ลองมองจากมุมคนทั่วไปที่ตามดูไลฟ์ชัชชาติในช่วงกระแสสูงหลังชนะการเลือกตั้งปี 2565 ด้วยคะแนน 1.38 ล้านเสียง เสร็จคนก็ไม่สนใจแล้ว ไปทำอย่างอื่น ตราบใดที่งาน กทม. ขับเคลื่อนไปตามปกติ ผ่านไป 4 ปีถึงกลับมาดูไลฟ์อีกครั้ง แต่ชัชชาติมีจุดบวกเข้าไปอีกเป็นระยะ ๆ อาทิ เจอแผ่นดินไหว ตึก สตง. ถล่ม 28 มี.ค. 2568, ถนนทรุดหน้า รพ.วชิรพยาบาล 24 ก.ย. 2568, รถไฟชนรถเมล์จุดตัดทางรถไฟแยกอโศก-ดินแดง 16 พ.ค. 2569 ก็จะเห็นชัชชาติอยู่หน้างาน

"พอเกิดเหตุการณ์อะไร คนจะเห็นชัชชาติเสมอ ถามว่าไปทำอะไรรู้ไหม อาจจะรู้หรือไม่รู้ สนหรือไม่สน แต่อย่างน้อย คนเขาเห็นผู้ว่าฯ มาบัญชาการ" เขากล่าว

โพลซ้อนโพล กระแทกใจคนไม่ชอบส้ม-ไม่เอาแดง

ผลสำรวจคะแนนนิยมของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากสำนักโพลต่าง ๆ พบว่า ชัชชาติ "นำห่าง" คู่แข่งขัน จาก 67.3% ในสัปดาห์แรกของเดือน มิ.ย. ทะยานขึ้นเป็น 72.35% ในสัปดาห์ที่สาม ขณะที่เรตติ้งของผู้สมัครอื่น ๆ เป็นตัวเลขหลักหน่วยเท่านั้น

ผลโพลที่ชัชชาตินำขาดส่งผลต่อความรู้สึกของโหวตเตอร์แต่ละกลุ่มแตกต่างกันไป ตามการประเมินของนักวิชาการผู้เกาะติดการเลือกตั้งทุกระดับ

  • กลุ่มที่ตั้งใจจะเลือกชัชชาติอยู่แล้ว: โพลจะมีผลยืนยันความรู้สึกในทำนองว่า "เห็นไหมใคร ๆ เขาก็เลือก" "ฉันคิดเหมือนคนส่วนใหญ่" "นี่ไงคำตอบของฉันถูก" ทำให้คนกลุ่มนี้ออกไปเลือกชัชชาติแน่นอน
  • กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคส้ม: โพลอาจทำให้รู้สึกว่า "เลือกไปก็สู้ไม่ได้" อาจไม่ออกไปใช้สิทธิเลย
  • กลุ่มที่ไม่ชอบส้ม-ไม่เอาแดง: มันมีโพลซ้อนโพล คือที่ 1 นำขาด แต่ที่ 2 กับที่ 3 เบียดกัน และโพลสุดท้ายที่เผยแพร่ได้ ติ่ง-มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข พลิกมานำ โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร โพลจะทำให้เกิดความรู้สึกว่า "เฮ้ย.. มัลลิกามาเว้ย ไปโหวตติ่งกันเพื่อตบหน้าส้ม เอาติ่งเข้าที่ 2 ฉันจะได้ด่าส้มมันปากกว่าเดิม" แม้มัลลิกาไม่ใช่ตัวแทนอนุรักษนิยมตามอุดมคติของโหวตเตอร์กลุ่มนี้ แต่ถ้าดูวิธีคิด-วิธีตัดสินใจ ยังไงมันก็ออกทรงอนุรักษนิยม ทำให้มัลลิกากลายเป็น "ตัวแทนของความสะใจ" และ "อย่างน้อยมัลลิกาก็มาด่าแทนชาวบ้าน" จึงได้คะแนนแบบล้นทะลัก

ดร.สติธรระบุว่า เมื่อไม่มีแคนดิเดตพอฟัดพอเหวี่ยงกับชัชชาติได้ โหวตเตอร์ที่ไม่ต้องการเลือกชัชชาติจึงมี 2 ทางเลือกคือ 1. อยู่บ้าน แล้วนอนก็ดูชัชชาติชนะไป ดูส้มแพ้ไป หรือ 2. ออกไปโหวตยังไงก็ได้เพื่อทำให้รู้สึกว่าฉันก็เป็นผู้ชนะกับเขาด้วย

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ถ่ายภาพร่วมกับกองทัพสื่อมวลชนหลังแถลงขอบคุณประชาชนที่โหวตเลือกเธอจนมีคะแนนมาเป็นอันดับ 2

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ถ่ายภาพร่วมกับสื่อมวลชน หลังแถลงขอบคุณประชาชนชาว กทม. ที่โหวตเลือกเธอจนมีคะแนนมาเป็นอันดับ 2 ค่ำวันที่ 28 มิ.ย.

ส่วนคะแนน 1.44 ล้านเสียงที่ชัชชาติได้รับแบบไม่พลิกโพล-ไม่หักปากกาเซียน หาได้สะท้อนเพียงความนิยมในตัวของชัชชาติเท่านั้น แต่คะแนนตัวบุคคลพลัสความสามารถในการทำงานในฐานะผู้ว่าราชการ กทม.

"มันจะบวกกับ 4 ปีที่คนเขาไม่ได้ผิดหวัง อารมณ์เหมือนลุงจำลอง (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง) ที่เป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัย 1 แล้วลงต่อสมัย 2 คนรู้สึกว่าแกทำอะไรหลายอย่างตามที่หาเสียงไว้ เราเห็นคนกวาดถนน เราเห็นฟุตบาทสะอาดขึ้น แต่ถามว่าลุงจำลองทำเรื่องใหญ่ ๆ ไหม ก็ไม่ได้ทำ แต่พอลงสมัย 2 คนเลือกลุงจำลองมากกว่าเดิมอีก คู่แข่งก็อ่อนกว่าเดิมอีก อารมณ์แบบเดียวกับชัชชาติเลย"

สำหรับ พล.ต.จำลองเป็นผู้ว่าราชการ กทม. 2 สมัยติดต่อกัน (2528-2535) ในการลงสมัครรอบแรกปี 2528 ได้คะแนน 408,237 เสียง และในการลงสมัครรอบสองปี 2533 ได้คะแนน 703,671 คะแนน หรือคิดเป็น 61.32% ของผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

การเมืองแห่งความหวัง

กลับมาที่ชัชชาติ ผู้เข้าสู่สนามเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งที่ 2 ภายใต้คำขวัญ "เมืองสร้างโอกาส ทีมชัชชาติสร้างความหวัง" ผลการเลือกตั้งวันนี้ทำให้ทีมชัชชาติ "สมหวัง" ที่รักษาแชมป์เอาไว้ได้ แต่อะไรทำให้นักการเมืองวัย 60 ปีผู้นี้สามารถรักษาความหวังของผู้คนเอาไว้ได้?

"เอาจริง ๆ มันไม่เกี่ยวเลย คำขวัญนี้มันสร้างขึ้นมาเพื่อโต้กับคนที่วิจารณ์ชัชชาติว่า 4 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำอะไร ทั้ง ๆ ที่เขาก็รู้สึกว่าทำตั้งเยอะ... ที่เขาพยายามหาเสียงรอบนี้คือบอกว่า 4 ปีทำไปประมาณนี้ อีก 4 ปีจะมาทำเพิ่มขึ้นไปอีก" ดร.สติธรกล่าว

เขาวิเคราะห์ว่า คนกรุงเทพฯ ไม่ได้คาดหวังสูง คนที่โหวตเลือกชัชชาติเพราะเห็นว่า 4 ปีที่ผ่านมา มันพอรับประกันได้ว่า "ถ้าฉันเลือกชัชชาติอีก มันไม่แย่ไปกว่าเดิม แล้วยิ่งพอเจอคู่แข่งประมาณนี้ ดูแล้วไม่มีอนาคต แต่ถ้าเลือกชัชชาติคือยังเท่าเดิมแบบ 4 ปีที่ผ่านมา ฉันพอละ แต่ถ้าทำดีกว่านี้ได้ก็ดี ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร"

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ "ความหวัง" ถูกนำมาใช้-จุดประกายในสนามเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 "การเมืองแห่งความหวัง" ทำให้พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ภายใต้การนำของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สัมผัสชัยชนะเป็นครั้งแรกด้วยยอด สส. 151 เสียง ซึ่ง ดร.สติธรชี้ว่า โหวตเตอร์รู้สึกว่า "การเลือกพิธาน่าจะได้อะไรที่ดีกว่าลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้า คสช. และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ) ได้อะไรยังไม่รู้ แต่ความรู้สึกคือฉันอยู่กับลุงตู่มาแล้วได้แค่นี้"

ในมุมนี้เหมือนชัชชาติในแง่ที่ว่าคนอยู่กับผู้ว่าฯ กทม. แบบเดิม ไม่ใช่แค่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 16 (2559-2565) ที่มาจากการแต่งตั้ง แต่ตั้งแต่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 15 ที่มาจากการเลือกตั้ง (2552-2559) คนรู้สึกว่าได้อย่างคนอย่างชัชชาติมาน่าจะดีกว่า เป็นตัวแทนความหวังได้

แสนดี บุตรชาย แสดงความยินดีกับบิดาที่ชนะการเลือกตั้ง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, แสนดี บุตรชาย แสดงความยินดีกับบิดาที่ชนะการเลือกตั้ง

เช่นเดียวกับพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ภายใต้การนำของ ทักษิณ ชินวัตร ที่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปปี 2548 แบบแลนด์สไลด์ 377 เสียง ด้วยคะแนนความหวังในตัวผู้นำส่วนหนึ่ง ซึ่ง ดร.สติธรบอกว่า เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2544 แล้วพอบริหารประเทศครบ 4 ปี คนก็หวังต่อว่ามันน่าจะดี แต่คนอาจจินตนาการไม่ออกด้วยซ้ำว่ามันจะดีกว่า 4 ปีแรกอย่างไร

"ถ้าเทียบทักษิณกับชัชชาติ คู่นี้ใกล้เคียงกันมากคือ ปี 2544 คนเลือกทักษิณเพราะรู้สึกว่ายังไงก็คงดีกว่าการเมืองก่อนหน้านี้ ดีจริงหรือเปล่ายังไม่รู้ แต่พร้อมที่จะเสี่ยงเลือก มาปี 2548 ถ้าดูผลลอย ๆ เราอาจนึกว่าทักษิณประสบความสำเร็จมาก ก็ไม่จริงทั้งหมด เพราะทักษิณถูกคนด่าโน่นนี่นั่นเป็นระยะ ๆ เหมือนกัน แต่ก็มีช็อตมาเสียบ คล้าย ๆ ชัชชาติ ชัชชาติมีตึก สตง. ถล่ม ทักษิณก็มีสึนามิ มันอารมณ์เดียวกัน พอปี 2548 มองซ้ายมองขวา คู่แข่งตอนนั้นเป็นใคร บรรหาร (ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย) เอนก (เหล่าธรรมทัศน์ หัวหน้าพรรคมหาชน) บัญญัติ (บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) ไม่แลนด์สไลด์ทนไหวหรอ (หัวเราะ) ถ้าเกิดเป็นอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) แข่งในนามหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปี 2548 อาจจะสูสีกันหน่อย ไทยรักไทยอาจจะไม่ใช่ 377 เสียงก็ได้" นักรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

เทียบฟอร์มชัชชาติ-ทักษิณ

เมื่อให้เทียบฟอร์มระหว่างทักษิณ-ชัชชาติ เขาพบจุดอ่อนของผู้ว่าฯ กทม. ที่ "ไม่กล้าได้กล้าเสีย" ยังไม่ต้องไปเทียบกับทักษิณ เทียบแค่ พล.ต.จำลองก็พอ

เขาย้อนประวัติศาสตร์การเมืองว่า พล.ต.จำลองสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. รอบแรกในนามกลุ่มรวมพลัง และพัฒนาเป็นพรรคพลังธรรมในการลงสมัครรอบสอง โดยพ่วง ส.ก. ด้วย เพราะรอบแรกได้ ส.ก. น้อย เนื่องจากคนเลือกผู้ว่าฯ จำลอง แต่เลือก ส.ก. จากพรรค ปชป. จึงทำงานยาก พอรอบสอง คนเลือก ส.ก. จากพรรคลุงจำลองเกือบทั้งกรุงเทพฯ

"อันนี้คือจุดต่างกับชัชชาติ เพราะลุงจำลองชัดเจน กล้ากว่า ตรงไปตรงมากว่า พัฒนาจากกลุ่มไปตั้งพรรคการเมืองระดับชาติ ถ้าชัชชาติจะเดินตามรอยลุงจำลอง รอบหนึ่ง ลงในนามเป็นอิสระ รอบสอง เริ่มมีกลุ่ม ก็ควรประกาศตัวไปเลยว่าเป็นหัวหน้ากลุ่ม 'คนทำงาน' แล้วดูว่าจะได้เหมือนลุงจำลองรอบสอง ไหม ถ้าได้ ส.ก. ทั้งกรุงเทพฯ อย่างนี้คุณไปต่อยอดระดับชาติได้ แต่พอคุณเล่นการเมืองแบบกั๊ก คุณจะเป็นได้แค่ผู้ว่าฯ กทม. เพราะคนจะถามว่าถ้าคุณไปเป็นนายกฯ คุณจะบริหารการเมืองได้หรือ คุณเล่นการเมืองแบบนี้ ดังนั้นไม่ต้องไปเทียบกับทักษิณในมิตินี้ เพราะแกลุยเละเลย คนละอารมณ์เลย"

บีบีซีไทยได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวอย่างน้อย 2 คน ซึ่งมีฐานที่มั่นการเมืองใน กทม. และจังหวัดภาคกลาง ระบุว่า กุนซือคนสำคัญของทีมชัชชาติอยู่ระหว่างเดินสายพูดคุยและหยั่งท่าทีว่าพวกเขาสนใจจะเข้าร่วมอุดมการณ์กับพรรคการเมืองใหม่หรือไม่

ดร.สติธรยอมรับว่า "ได้ยินข่าว" ว่าบางคนในทีมชัชชาติต้องการตั้งพรรคการเมืองเพื่อทำงานการเมืองระดับชาติหลังชัชชาติครบวาระในสมัย 2 ซึ่งบริบทของการแข่งขันสนามชาติอาจจะเปิดโอกาสให้ชัชชาติ เพราะไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ที่โปรไฟล์ระดับเดียวกัน หากขึ้นไปก็สามารถสู้ได้-เทียบได้กับทุกคน สมมุติว่าชัชชาติเป็นแคนดิเดตนายกฯ ในการเลือกตั้งปี 2569 ก็มีโปร์ไฟล์ที่แทบจะ "เหนือกว่าแคนดิเดตทุกคน"

"แต่การเมืองระดับชาติคุณต้องพิสูจน์ตัวเองเยอะ คุณต้องใจถึงพึ่งได้ระดับหนึ่ง แม้ไม่ใช่ขนาดบ้านใหญ่ก็เถอะ ต่อให้คุณไม่เอาทรัพยากรมาหล่อเลี้ยงพรรคหนัก แต่ต้องใจถึง ต้องมีภาวะผู้นำที่จะเล่นการเมืองแบบกล้าหาญและตรงไปตรงมา แล้วก็ไปวัดกัน แต่ชัชชาติไปไม่สุดตรงนี้ นิสัยส่วนตัวแกเป็นแบบนั้น ถามว่ามี passion (ความมุ่งมาดปรารถนา) อยากไปไหม อยากไป แต่สมมติให้ต่อสู้ดิ้นรนขนาดนั้น ก็รอได้ ถอยก่อนก็ได้ รอมีคนมาดันเยอะ ๆ อะไรอย่างนี้ ถ้าให้แกขี่จักรยานไปเอง ก็ไปได้นะ แต่ไม่ไปไง มันเหนื่อยไง จอดจักรยานแล้วรอเสลี่ยงเฉยเลย" เขาเปรียบเทียบพลางกลั้วหัวเราะ

ในระหว่างการแถลงข่าวค่ำวันนี้ (28 มิ.ย.) ชัชชาติถูกถามด้วยว่าจะเป็นนายกฯ ต่อหรือไม่ เขาตอบว่า "นายกฯ ยังไม่เอาหรอก เอาแค่ผู้ว่าฯ"

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20 ปี หลังออกจากเรือนจำ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20 ปี หลังออกจากเรือนจำ

ถอดรหัสการตัดสินใจคน กทม. ผ่านบัตร ส.ก.

แม้เห็นว่าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ 2 ครั้งติดต่อกันของผู้ว่าฯ กทม. รายนี้ จะมีส่วนเปลี่ยนการเมืองภาพใหญ่ได้ แต่ ดร.สติธรชี้ว่า สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าชัชชาติมีฐานเสียงใน กทม. จริงหรือไม่ คือการที่ ส.ก. กลุ่มคนทำงานได้เข้าไปนั่งในสภา กทม. เกินครึ่งหนึ่ง แม้เจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นพวกกัน แต่องคาพยพเครือข่ายต่าง ๆ มีแกนเดียวกันหมด

ดังนั้นการที่กลุ่มคนทำงานมีคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่ 11 เขต ซึ่งไม่ถึงครึ่งของสภา กทม. จึงยากจะอนุมานว่ากระแสนิยมของชัชชาติสร้างฐานเสียงใน กทม. ได้จริงหรือไม่ เหมือนกับครั้งที่แล้วที่คนก็รู้สึกว่าชัชชาติกับพรรคเพื่อไทยเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะเพิ่งเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. มาหมาด ๆ ในการเลือกตั้งปี 2562 พอมาลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ปี 2565 คนเลือกชัชชาติแลนด์สไลด์ 1.38 ล้านเสียง แต่พอเลือกตั้ง สส.กทม. ปี 2566 คนเลือกเพื่อไทยแค่ 1 เขต แปลว่ามันไม่เชื่อมโยงกันเลย อย่างนี้เอาไปต่อยอดอะไรไม่ได้ ความฟีเวอร์ของชัชชาติไม่ได้เกี่ยวเลย เป็นเรื่องตัวชัชชาติล้วน ๆ

ผลการเลือกตั้ง ส.ก. เมื่อปี 2565 พรรค พท. เป็นแชมป์เก่า นำ ส.ก. เข้าสภาเล็กได้ 20 คน ตามด้วยพรรค ก.ก. 14 คน และพรรค ปชป. 10 คน

มารอบนี้ มีเพียง 2 พรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ก. ครบทุกเขตคือ พรรคสีส้มมีแนวโน้มได้ ส.ก. 22 ที่นั่ง พรรคสีฟ้าได้ 10 ที่นั่ง และกลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว 4 ที่นั่ง

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. กับ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค แถลงยอมรับความพายแพ้ ช่วงค่ำ 28 มิ.ย. โดยเชื่อว่า "ทุกการพ่ายแพ้จะทำให้พรรคเข้มแข็งขึ้น กล้านำเสนอประเด็นที่ก้าวหน้ามากขึ้นต่อไป"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. กับ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค แถลงยอมรับความพายแพ้ ช่วงค่ำ 28 มิ.ย. โดยเชื่อว่า "ทุกการพ่ายแพ้จะทำให้พรรคเข้มแข็งขึ้น กล้านำเสนอประเด็นที่ก้าวหน้ามากขึ้นต่อไป"

ดร.สติธรถอดรหัสการตัดสินใจของคน กทม. เอาไว้ว่า

  • คน กทม. เลือก สส.กทม. พรรคส้มยกจังหวัด 33 เขต จึงเป็นเรื่องยากที่จะไม่กาส้มเลยทั้ง 2 บัตรในสนามท้องถิ่น กทม.
  • คน กทม. โหวตตามผลการปฏิบัติงาน ไม่มีความภักดีต่อพรรคการเมืองใด แต่ในอดีตบังเอิญมีแค่ 2 พรรคคือ พรรค พท. กับพรรค ปชป. จึงสวิงไปมาอยู่ใน 2 พรรคนี้
  • รูปแบบการเลือกของคน กทม. ไม่ใช่โหวตไปคานอำนาจเท่านั้น ใครเป็นรัฐบาล ฉันจะโหวตให้พรรคตรงข้าม มันแล้วแต่ครั้ง

"อย่างครั้งนี้ สส. โหวตให้ส้มแล้ว ส.ก. ก็โหวตให้ส้ม ฉันมีผู้ว่าฯ สีเขียวแล้ว ส.ก. ควรจะสีเดียวกัน แต่พอเจอคำว่าระบอบอากงเข้าไป คนอาจจะรู้สึกว่าเอาไปคานดีกว่า เดี๋ยวไปเกี๊ยะเซียะกัน แทนที่จะเลือกคนไปสนับสนุนให้ชัชชาติทำงานคล่อง ไอ้พวกนี้เดี๋ยวไปต่อรองกัน แต่ถ้าเอาส้ม เขาจะรู้สึกว่าส้มเป็นพวกมีเหตุมีผล ตรงไปตรงมา อะไรดี ก็จะช่วยชัชชาติ อะไรแย่ ก็จะตรวจสอบชัชชาติ" ดร.สติธรกล่าว

กับผู้สนับสนุนพรรคสีส้มที่แสดงความไม่พอใจต่อการแต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัย เป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. มีผลต่อการตัดสินเลือกของคน กทม. หรือไม่ ดร.สติธรบอกว่า กรณีตั้ง ศ.ดร.สุรพล คนลงโทษ ดร.โจไปแล้ว ส่วน ส.ก. เป็นคนละหน้ากัน

"มันมี 2 บัตร บัตรหนึ่งได้ลงโทษพรรคที่เราชอบไปแล้ว อีกบัตร ฉันได้เลือกพรรคที่เราชอบ มันแฮปปี้ คนเรามันเลือก ไม่ได้เลือกเพื่อไปผิดหวังนะ โกรธพรรค ฉันก็ลงโทษพรรค อย่างตอนเลือกตั้ง สส. โกรธพรรคไหม โกรธ แต่สุดท้ายก็กลั้นใจเลือกส้มกันทุกคน เพราะกาหนูไม่ลง กาเพื่อไทยไม่ไหว" เขากล่าวทิ้งท้าย