"ประท้วงก่อน แล้วค่อยเจรจา" เข้าใจวัฒนธรรมการชุมนุมประท้วงในฝรั่งเศส และเหตุบานปลายสู่การปล้นสะดม

 (Photo by Matthieu RONDEL / AFP via Getty Images)
    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

"ฉันคิดว่าในฝรั่งเศส แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้ออกมาชุมนุมก็ยังยึดถือหลักการของการชุมนุมประท้วง มันเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมทางการเมือง" ดร.ซิลวี โอลีโทรต์ ผู้อำนวยการวิจัยจากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) และผู้เชี่ยวชาญด้านความรุนแรงและสันติวิธีในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ประจำมหาวิทยาลัยปารีสนองแตร์ กล่าวกับบีบีซีไทยถึงการชุมนุมประท้วงระลอกล่าสุดในฝรั่งเศส

"บางคนอาจพูดว่ามีการชุมนุมประท้วงมากเกินไปแล้ว แต่จริง ๆ พวกเขาก็ยังไม่อยากให้การชุมนุมสูญหายไป เพราะนั่นหมายความว่าตัวพวกเขาเองก็จะไม่สามารถออกมาชุมนุมได้ในวันข้างหน้า หากมีความจำเป็น" ดร.โอลีโทรต์กล่าว แต่ก็บอกด้วยว่าเหตุการณ์การปล้นสะดมที่เกิดขึ้นระหว่างการประท้วงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่างจากวิถีการชุมนุมที่เคยเป็นมาในประเทศประชาธิปไตยแห่งนี้

บทสัมภาษณ์นี้เกิดขึ้นหลังฝรั่งเศสเกิดเหตุการณ์ประท้วงยืดเยื้อกว่า 3 สัปดาห์ โดยมีจุดเริ่มต้นจากกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย นำโดยสหภาพนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย (Union Syndicale Lycéenne - USL) ประท้วงในโรงเรียนทั่วประเทศเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อคุณภาพการศึกษาของรัฐ ก่อนการชุมนุมประท้วงมีการสมทบจากกลุ่มสมาพันธ์แรงงานทั่วไปแห่งฝรั่งเศส (General Confederation of Labour) ขยายไปสู่การเรียกร้องเกี่ยวกับนโยบายด้านอื่น ๆ รวมถึงปัญหาค่าครองชีพ การปรับขึ้นค่าจ้างและเงินบำนาญ ก่อนมีการชุมนุมใหญ่ทั่วฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 17 ต.ค. ที่ผ่านมา และเกิดความรุนแรงขึ้นหลายจุดกลายเป็นภาพที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก

บีบีซีไทยพูดคุยกับ ดร.โอลีโทรต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวฝรั่งเศส และ รศ.ดร.พิริยะดิศ มานิตย์ สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาควิชาภาษาตะวันตก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมการเมืองเบื้องหลังการออกมาประท้วงของชาวฝรั่งเศส ตลอดจนปฏิกิริยาของชาวฝรั่งเศสที่มีต่อการประท้วงครั้งล่าสุด

สืบรากการเมืองบนถนนของฝรั่งเศส "ประท้วงก่อน แล้วค่อยเจรจา"

"ฉันขอพูดว่าคนฝรั่งเศสมีนิสัยที่ต้องออกมาประท้วง เพราะพวกเขารู้ว่าถ้าไม่ประท้วง รัฐบาลก็จะไม่รับฟัง" ดร.โอลีโทรต์ เริ่มอธิบายถึงวัฒนธรรมทางการเมืองของฝรั่งเศส

เธอกล่าวโดยเปรียบเทียบว่าในการขับเคลื่อนข้อเรียกร้องทางสังคม ประเทศแถบสแกนดิเนเวียหรือเยอรมนีจะเริ่มต้นจากการหารือระหว่างฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อพยายามแก้ปัญหาก่อน แล้วจึงจะมีการชุมนุมประท้วงเพื่อเพิ่มแรงกดดัน

ขณะที่ในฝรั่งเศส ดร.โอลีโทรต์ อธิบายว่ารัฐบาลมักจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องก็ต่อเมื่อมีการเคลื่อนไหวบนท้องถนนเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น ดังนั้นการชุมนุมประท้วงจึงเป็นวิถีทางแรกสำหรับพลเมืองในการแสดงความไม่พอใจและสร้างแรงกดดันต่อผู้มีอำนาจ ก่อนจะนำไปสู่กระบวนการเจรจาโดยสหภาพแรงงานหรือองค์กรกลางต่อไป

ผู้เชี่ยวชาญด้านการประท้วงชาวฝรั่งเศสรายนี้ยังระบุว่าวัฒนธรรมเช่นนี้เกิดขึ้นมาจากรากฐานการสร้างประชาธิปไตยของฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน ดร.โอลีโทรต์ กล่าวว่า "ประชาธิปไตยของเราสร้างขึ้นมาผ่านการประท้วง... มันจึงเป็นเครื่องมือทางประชาธิปไตยไม่ต่างอะไรกับการเลือกตั้ง"

Police advance toward demonstrators calling for improved educational conditions, including the hiring of substitute teachers, increased resources, and adequate learning environments, as students gather in Saint-Denis, north of Paris, France, on October 1, 2026. (Photo by Tonny Linke/NurPhoto via Getty Images)
คำบรรยายภาพ, การประท้วงของกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในฝรั่งเศสที่เมืองแซงต์-เดอนีส์ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2026

รศ.ดร.พิริยะดิศ อาจารย์สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศสจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เห็นตรงกันว่าการประท้วงหรือการใช้ "สิทธิว่าด้วยการต่อต้าน" ของฝรั่งเศสเกิดขึ้นจากฐานทางประวัติศาสตร์ โดยมีจุดเริ่มมาตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789

"เราต้องนึกด้วยว่าในครั้งนั้นมันไม่ได้ปกครองด้วยระบอบสภา เพราะฉะนั้นมันแก้ด้วยการคุยกันในสภาไม่ได้ มันก็ต้องนำมาสู่ความรุนแรง จนเกิดการยึดคุกบัสตีย์ ยึด [พระราชวัง] แวร์ซาย" รศ.ดร.พิริยะดิศกล่าวกับบีบีซีไทย

ในเชิงรากฐานความคิด รศ.ดร.พิริยะดิศ ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำรายวิชาประวัติศาสตร์ความคิดฝรั่งเศส เชื่อว่าการปฏิวัติฝรั่งเศสยังได้รับอิทธิพลจากความคิดของฌอง-ฌาคส์ รุสโซ นักปรัชญาการเมืองในยุคศตวรรษที่ 17 โดยเฉพาะทฤษฎีเรื่องสัญญาประชาคม (Le Contrat Social) และความคิดนี้ได้ถูกส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน

"แนวคิดนี้เชื่อว่าหากผู้ปกครองไม่ทำตามสัญญา ประชาชนก็มีสิทธิที่จะโค่นล้มรัฐบาล เพราะฉะนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อมา ๆ จึงอยู่ในเจตนารมณ์เดียวกัน ทำให้ชาวฝรั่งเศสยึดถือเอาการเมืองบนท้องถนนเป็นเครื่องมือในการสร้างความเปลี่ยนแปลง"

การปฏิวัติฝรั่งเศสยังเป็นจุดเริ่มต้นของการประกาศคำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง ค.ศ. 1789 หลังการปฏิวัติฯ ส่วนหนึ่งของคำประกาศระบุโดยชัดแจ้งว่า "การแสดงความคิดและความเห็นได้โดยเสรีเป็นสิทธิอันทรงคุณค่าที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์"

รศ.ดร.พิริยะดิศ อธิบายว่า คำประกาศดังกล่าวได้สถาปนาเสรีภาพในการแสดงออกให้เป็น "เสาหลัก" ของ "จิตวิญญาณฝรั่งเศส" ซึ่งสังคมจะเปิดกว้างและอดทนอดกลั้นต่อการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเส้นแบ่งเดียวที่จะทำให้สิทธินี้ถูกจำกัดคือเมื่อใดก็ตามที่การแสดงออกนั้นล้ำเส้นไปสู่การสร้างความรุนแรง เช่น การปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังต่อตัวบุคคล หรือการสนับสนุนการก่อการร้าย

"คนไทยมีคำว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่ คนฝรั่งเศสก็จะมองว่าไม่เชื่อไงเลยลบหลู่ [แต่] คนไทยก็อาจจะวิจารณ์คนที่วิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่าง ๆ ด้วยซ้ำว่าจะไปวิจารณ์ทำไม" รศ.ดร.พิริยะดิศ ยกตัวอย่างถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างคนฝรั่งเศสกับคนไทย

La déclaration des droits de l'homme et du citoyen de 1789. (Photo by API/Gamma-Rapho via Getty Images)
คำบรรยายภาพ, คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง ค.ศ. 1789

นักวิชาการด้านวัฒนธรรมฝรั่งเศสจากจุฬาฯ ผู้นี้ชี้ว่าทั้งแนวคิดในการต่อรองกับอำนาจรัฐและความเชื่อในเสรีภาพในการแสดงออกของชาวฝรั่งเศสล้วนบ่มเพาะให้คนฝรั่งเศสโอบรับวัฒนธรรมนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แม้บางส่วนอาจจะ "รู้สึกหงุดหงิด" บ้าง

"บ้านเมืองไม่สะอาด ถูกทำลาย มีการเบียดเบียนผู้คน แต่ในระดับลึก สังคมฝรั่งเศสกลัวว่ารัฐจะลิดรอนสิทธิ์ เช่น เรื่องอายุเกษียณ สวัสดิการ มากกว่าความวุ่นวายบนบนท้องถนน" เขาระบุ

อย่างไรก็ดี รศ.ดร.พิริยะดิศ ชี้ด้วยว่าโครงสร้างรัฐรวมศูนย์ของฝรั่งเศสเองก็เอื้อต่อการเกิดความรุนแรงด้วยเช่นกัน กล่าวคืออำนาจรวมศูนย์อยู่ที่ประธานาธิบดีและรัฐบาลกลาง ทำให้การตัดสินใจในนโยบายหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเกิดขึ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกลไกของรัฐสภา ทำให้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ประชาชนจึงไม่มีช่องทางการเจรจามากนักและเลือกออกมาประท้วง

การประท้วงเป็นไปอย่างสงบโดยส่วนใหญ่ จนกระทั่งไม่นานมานี้

รศ.ดร.พิริยะดิศชี้ว่าความรุนแรงในการประท้วงเกิดขึ้นเรื่อยมาตลอดเส้นทางประวัติศาสตร์การเมืองฝรั่งเศส ควบคู่กับการทำลายเชิงสัญลักษณ์ หรือ "vandalism" โดยมักมุ่งเน้นไปที่การทำลายงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับสถาบันทางสังคมที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อขบวนการเคลื่อนไหว เช่น งานจิตรกรรม อนุสาวรีย์ของกษัตริย์ หรือศาสนสถาน

ดร.โอลีโทรต์กล่าวว่าเมื่อพิจารณาการรวมกลุ่มชุมนุมประท้วงในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และต้นศตวรรษที่ 21 จะพบว่าการชุมนุมประท้วงในฝรั่งเศสโดยทั่วไปมักเป็นไปอย่างสันติ เธอบอกว่าการประท้วงในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี้มักเป็นไปโดยสงบถึงขั้นที่หลายครอบครัวสามารถพาลูกหลานเข้าร่วมได้ และบางครั้งเมื่อมีการกระทำผิดกฎหมาย เช่น การปักหลักยึดพื้นที่ซึ่งไม่ถูกกฎหมาย ก็มักเป็นไปตามหลักอหิงสา (non-violent resistance) กล่าวคือผู้ทำผิดกฎหมายต้องยอมรับการจับกุม

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยการเคลื่อนไหวทางสังคมชาวฝรั่งเศสตั้งข้อสังเกตว่าสถานการณ์ดังกล่าวได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากปัจจัยหลัก 2 ประการ

ประการแรก ดร.โอลีโทรต์ชี้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ยุทธวิธี โดยกองกำลังควบคุมฝูงชนเข้าดำเนินการรวดเร็วกว่าในอดีต

"หลายครั้งมีการบุกกระชับพื้นที่ของตำรวจก่อนจะเกิดเรื่องเสียอีก วัยรุ่นจึงหยิบก้อนหินรอบตัวปาใส่ตำรวจ และทันทีที่พวกเขาทำแบบนั้น มันก็กลายเป็นการปะทะกัน… แล้วก็มีผู้ได้รับบาดเจ็บ" เธอตั้งข้อสังเกตและชี้ว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เช่นนี้ยังเพิ่มแนวร่วมในการชุมนุมให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเฉพาะในกลุ่มพ่อแม่และครู

"[หลังเกิดเหตุปะทะกับตำรวจ] มีคุณแม่หลายคนที่ออกมารวมตัวบนท้องถนนพร้อมกับลูก ๆ ที่เป็นนักเรียนมัธยม โดยที่คุณแม่เหล่านี้ไม่เคยออกไปประท้วงมาก่อนเลยในชีวิต เพราะพวกเขารู้สึกว่าการที่คนเราสามารถประท้วงได้นั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา" ดร.โอลีโทรต์กล่าว

French police officers beat a man with batons during a demonstration against the "high cost of living", in Nantes, western France, on October 17, 2026 as part of a nationwide call for mobilisation bringing together various groups expressing their anger: former "Yellow Vest", secondary school and university students, climate activists and even farmers. After weeks of student protests, France faces broader, nationwide demonstrations on October 17, 2026 over the cost of living, setting up a potentially fraught six months heading into a presidential election. A police source told AFP that authorities estimated nearly 200,000 people could take part, with 40,000 in Paris. (Photo by Sebastien Salom-Gomis / AFP via Getty Images)
คำบรรยายภาพ, ตำรวจฝรั่งเศสตีผู้ชุมนุมด้วยกระบองที่เมืองน็องต์ เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2026

ประการที่สอง ดร.โอลีโทรต์ชี้ว่าความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นยังมาจากการปรากฏตัวของกลุ่มแบล็กบล็อกส์ (Black Bloc) ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มคนนิยมอนาธิปไตยหรือต่อต้านทุนนิยม โดยขบวนการนี้ไม่มีโครงสร้างหรือผู้นำชัดเจนและผู้เข้าร่วมกลุ่มมักสวมเสื้อผ้าสีดำและปิดบังใบหน้าเพื่อไม่ให้ถูกระบุตัว

เธออธิบายว่าขบวนการนี้มีความเคลื่อนไหวอยู่ในหลายประเทศทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ ในบางครั้งพวกเขาได้ฉวยโอกาสจากการชุมนุมประท้วงอย่างสันติเพื่อมุ่งโจมตีสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยม เช่น กระจกหน้าร้านค้าหรือสาขาของธนาคาร ด้วยการสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินดังกล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.พิริยะดิศตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มแบล็กบล็อกมักทำลายทรัพย์สินของสาธารณะเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เช่น ทุบทำลายธนาคารเพื่อต่อต้านทุนนิยม ขณะที่ ดร.โอลีโทรต์ แสดงความเห็นสอดคล้องกันว่ากลุ่มนี้มักทุบทำลายสถานที่เหล่านี้ แต่ไม่ได้ปล้นสะดม ต่างกับเหตุการณ์ล่าสุดที่มีการขโมยเกิดขึ้น

Protestors dressed in black and with the face covered hold smoke bombs and a banner reading "The Black bloc colours our lives" and depicting the Anarchist symbol as they take part in a march for the annual May Day workers' rally, in Paris, on May 1, 2018. (Photo by Thomas SAMSON / AFP) (Photo by THOMAS SAMSON/AFP via Getty Images)
คำบรรยายภาพ, กลุ่มแบล็กบล็อก (Black bloc) ที่ออกมาประท้วงในปี 2018 ชูธงแสดงสัญลักษณ์อนาธิปไตย

แล้วการปล้นสะดมเกิดจากกลุ่มไหน

ดร.โอลีโทรต์ระบุว่าภาพการปล้นสะดมร้านค้ารายย่อยขนาดเล็กซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ต.ค. ที่ผ่านมา ต่างจากวิถีการชุมนุมที่เคยเป็นมาในประเทศฝรั่งเศส

"แม้ชาวฝรั่งเศสจะนิยมการออกมาชุมนุมประท้วง แต่ฉันขอกล่าวว่าการทุบทำลายร้านค้า การทุบทำลายห้างร้านเพื่อปล้นสะดมนั้นไม่ใช่การชุมนุมประท้วง มันคือการก่อจลาจล ดังนั้นทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันที่จะปฏิเสธพฤติกรรมดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ" ดร.โอลีโทรต์กล่าว

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยปารีสนองแตร์ มองว่าพฤติกรรมการปล้นสะดม "เป็นสิ่งที่แทรกซ้อนเข้ามา และเป็นสิ่งที่สร้างเสียงดังจนกลบภาพการประท้วงที่อยู่เบื้องหลังไปหมด"

ดร.โอลีโทรต์เน้นย้ำว่าปัญหาการปล้นสะดมที่เกิดขึ้นมีรากฐานส่วนหนึ่งมาจากปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจและการขาดโอกาสในการเข้าถึงการจ้างงาน โดยผู้ก่อความรุนแรงเหล่านี้มักจะเป็นเยาวชนที่อาศัยอยู่ในย่านชานเมือง ซึ่งต้องเผชิญกับความยากจนและการถูกกีดกันทางสังคมและเศรษฐกิจในรูปแบบต่าง ๆ

นักวิชาการจากฝรั่งเศสกล่าวต่อไปว่าจากเหตุการปล้นสะดมที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ได้ส่งผลทำให้ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเหล่านักการเมืองฝ่ายซ้ายซึ่งเห็นพ้องกับจุดประสงค์แรกเริ่มของการประท้วงครั้งนี้ พากันออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ผู้ฉวยโอกาสก่อเหตุปล้นร้านค้าต้อง "ได้รับการควบคุมไม่มากก็น้อย"


Paris After The Anti-government Protests
Graffiti reading ''thieves' prices'' is visible on the shattered storefront of a Nicolas wine shop in Paris, France, on October 18, 2026. (Photo by Vincent Koebel/NurPhoto via Getty Images)
คำบรรยายภาพ, กราฟฟิตี้ระบุว่า "ราคาของหัวขโมย" ถูกพบเห็นหน้าร้านขายไวน์ในกรุงปารีสซึ่งถูกทุบกระจกและทำลาย

ภายหลังการประท้วงเมื่อวันที่ 17 ต.ค. ซึ่งเกิดเหตุความรุนแรงบานปลายขึ้น นายฌอง-ลุก เมลองชง แกนนำพรรค ลา ฟรองซ์ แองซูมิซ (LFI) ซึ่งเป็นพรรคซ้ายจัดของฝรั่งเศส โพสต์ข้อความผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์เอ็กซ์ (X) ประณามเหตุปล้นสะดมและการทำลายทรัพย์สิน พร้อมย้ำว่าผู้ก่อเหตุไม่ใช่ตัวแทนของขบวนการประท้วง เขาชี้ด้วยว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากยุทธวิธีควบคุมฝูงชนของรัฐ และปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ระบุว่าฝ่ายซ้ายมีส่วนรับผิดชอบต่อเหตุจลาจลที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้กลุ่มนายกเทศมนตรีเมืองต่าง ๆ จากพรรคฝ่ายซ้ายในฝรั่งเศสได้ออกมาร่วมประณามเหตุปล้นสะดมเช่นกัน

นายเกรกอรี ดูเซต์ นายกเทศมนตรีเมืองลียง และนางโฌอานา โรลองต์ นายกเทศมนตรีเมืองน็องต์ ระบุว่าความรุนแรงไม่มีพื้นที่ในระบอบประชาธิปไตย ขณะที่ตัวแทนเมืองแรนส์และลีลล์ประกาศแสดงความสนับสนุนต่อผู้ประกอบการ ส่วนนายเบอนัวต์ ปายอง นายกเทศมนตรีเมืองมาร์แซย์ เรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงเหตุการณ์และเร่งดำเนินคดีผู้ก่อเหตุ

"คนเหล่านี้ทุกคนเป็นฝ่ายซ้าย และพวกเขายืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการรายย่อย และกล่าวชัดเจนว่าพวกเขาอยู่ฝั่งเดียวกับร้านค้าเล็ก ๆ ดังนั้นฝ่ายซ้ายเองก็ตกใจอย่างมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น" ดร.โอลีโทรต์สรุป

ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองฝ่ายขวา รศ.ดร.พิริยะดิศ ชี้ว่าพรรคการเมืองและประชาชนฝ่ายขวาของฝรั่งเศส ได้เรียกร้องให้มีการปราบปรามผู้ก่อเหตุอย่างเด็ดขาด

ดร.โอลีโทรต์ วิเคราะห์ว่าเหตุการณ์นี้ยังอาจผลักดันให้ประชาชนที่ต้องการความสงบเรียบร้อยหันไปเลือกพรรคฝ่ายขวาจัดในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในต้นปี 2027 โดยในปัจจุบันฝ่ายขวาจัดกลายเป็นหนึ่งในสองขั้วทางการเมืองที่มีผู้นำและฐานเสียงแข็งแกร่งที่สุดในฝรั่งเศส ร่วมกับฝ่ายซ้ายจัดซึ่งสนับสนุนผู้ประท้วง

People hold placards reading 'Hands off our shops' whilst listening to mayor of Nice during a "rally in support of all French local authorities", in Nice, southeastern France, on October 19, 2026, two days after riots and looting occurred on the sidelines of nationwide cost-of-living demonstrations. (Photo by Valery HACHE / AFP via Getty Images)
คำบรรยายภาพ, ผู้คนถือป้ายข้อความ "อย่ายุ่งกับร้านค้าของเรา" ระหว่างรับฟังการปราศรัยของนายกเทศมนตรีเมืองนีซ ในการชุมนุมสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วฝรั่งเศสที่เมืองนีซ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2026 สองวันหลังเกิดเหตุจลาจลและการปล้นสะดมระหว่างการชุมนุมประท้วงที่จัดขึ้นทั่วประเทศ

สถานการณ์จะคลี่คลายได้หรือไม่

กลุ่ม "แอ็งแตร์แซ็งดีกาล" (intersyndicale) ซึ่งเป็นองค์กรใหญ่ที่รวม 5 สหภาพแรงงานหลักของประเทศฝรั่งเศสนัดชุมนุมทั่วประเทศอีกครั้งในวันที่ 5 พ.ย. นี้ โดยมีกลุ่มขบวนการ "เสื้อกั๊กเหลือง" (gilets jaunes) ซึ่งเคยรวมตัวประท้วงต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งปีเมื่อปี 2018 และกลุ่มสหภาพนักเรียนมัธยมปลายประกาศร่วมด้วย

ดร.โอลีโทรต์ มองว่าเพื่อคลื่คลายสถานการณ์ รัฐบาลจำเป็นต้องจัดการกับต้นตอหลักของความโกรธแค้นในสังคมเป็นอันดับแรกนั่นคือความรู้สึกของพลเมืองจำนวนมากที่มองว่ารัฐบาลไม่ยอมรับฟังข้อกังวลของพวกเขา ทางการจึงต้องมีความพร้อมที่จะรับฟัง

เธอกล่าวเสริมว่า พรรคการเมืองต่าง ๆ จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อลดความแตกแยกภายในสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงผู้ที่หันไปใช้ความรุนแรงให้กลับเข้าสู่วิถีทางปกติของการมีส่วนร่วมและการเรียกร้องตามระบอบประชาธิปไตย ควบคู่ไปกับการจำกัดอิทธิพลของกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่ง

"ปัญหาในฝรั่งเศสก็คือในเวลานี้ ผู้นำ [ขั้วทางการเมือง] ที่แข็งแกร่งที่สุดสองฝ่าย ก็ยังคงเป็นฝ่ายขวาจัดและฝ่ายซ้ายจัด" ผู้อำนวยการวิจัยจากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) วิเคราะห์

"ดังนั้นผู้คนตรงกลางหรือฝ่ายสายกลาง... ในเวลานี้จึงดูเหมือนจะไม่ได้รับการรับฟังเท่าที่ควร"