"กะทันหันขนาดนี้ เผลอ ๆ นักศึกษาอาจจะไม่ได้ไปต่อเลย" เปิดใจนักศึกษาอุเทนถวาย ในวันที่อาจต้องย้ายถิ่น

.
    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

"หลาย ๆ อย่างที่มันเกิดขึ้น [เหตุนักศึกษาทะเลาะวิวาท] คือพวกผมก็มีอนาคตที่จะต้องกลับไปเลี้ยงดูพ่อแม่ในครอบครัว ไม่ได้อยากจะเอาอนาคตมาทิ้งที่นี่อยู่แล้ว"

นี่คือเสียงที่ "ออฟ" นายวิวัฒน์ ญาติขำ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (มทร.ตะวันออก) เขตพื้นที่อุเทนถวาย หรือที่รู้จักในนาม "อุเทนถวาย" บอกกับบีบีซีไทย

"แต่ปัญหานี้ก็เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว หน่วยงานต่าง ๆ รับผิดชอบส่วนนี้ได้ลงมาดูอย่างจริงจังหรือเปล่า... ที่ผ่านมามีใครมาดูความปลอดภัยของพวกผมจริง ๆ หรือเปล่า" เขาสะท้อนความในใจ

ในช่วงปลายเดือน ส.ค. ถึงต้นเดือน ก.ย. 2569 เกิดเหตุวิวาทระหว่างนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน อย่างน้อย 2 ครั้ง

เหตุการณ์แรกเกิดการปะทะขึ้นบริเวณทางเดินยกระดับแยกปทุมวันเมื่อวันที่ 28 ส.ค. ส่วนเหตุปะทะอีกครั้งมีการใช้อาวุธบริเวณชั้น 3 สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ในเวลาต่อมามีรายงานว่ากลุ่มนักศึกษาอุเทนถวายจำนวน 20 คน ได้เดินทางเข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน โดยมีสมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย และตัวแทนคณาจารย์ร่วมเดินทางไปที่สถานีตำรวจด้วย

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ออกคำสั่งในวันที่ 9 ก.ย. งดจัดการเรียนการสอนในพื้นที่สถาบันทั้งสองเป็นเวลา 90 วัน และให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย เร่งจัดหาพื้นที่ใหม่ อย่างไรก็ดี นักศึกษาอุเทนถวายชี้ว่ามีข้อจำกัดด้านที่พักและอุปกรณ์ในการเรียนออนไลน์ ทำให้นักศึกษาอุเทนถวายกว่า 200 คน เข้าใช้พื้นที่กระทรวง อว. เป็นที่เรียนชั่วคราว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา บีบีซีไทยพูดคุยกับนายวิวัฒน์และเพื่อนร่วมสถาบันของเขาในช่วงเวลาหลังเลิกเรียนที่อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว. ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพมหานครเพื่อรับฟังมุมมองของนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสถาบันของพวกเขาและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน รวมทั้งข้อพิพาทด้านที่ดินระหว่าง มทร.ตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่กินเวลายาวนานหลายทศวรรษ

อุเทนถวาย : สถาบันในฝันของนักเรียนสายอาชีพหลายคน

"โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย (ชื่อเดิมของ มทร.ตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย) ผมคิดว่ามันเป็นมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาหลาย ๆ คน ต้องการเข้ามาเรียนเป็นอันดับต้น ๆ อยู่แล้วในสายช่างก่อสร้างหรือสถาปัตยกรรม เป็นความใฝ่ฝันของผมตั้งแต่สมัยวัยรุ่น วัย ปวช. เลยครับ" นายจิรวัฒน์ ชื่นจิตต์ หรือ "เจฟ" กล่าว นักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมวัย 19 ปีรายนี้เล่าต่อไปว่าเขาจบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาช่างก่อสร้างจากวิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี

"พอผมสมัครติดอุเทนถวายก็ดีใจ ทางครอบครัวผมก็ดีใจไปด้วย เพราะว่าทางครอบครัวก็รู้อยู่แล้วว่าโรงเรียนแห่งนี้เป็นสถาบันที่มีคุณภาพ" เขาย้อนความหลัง และชี้ว่าแม้ในด้านทฤษฎี สถาบันแห่งนี้อาจไม่โดดเด่นเท่าสถาบันอื่น แต่ในแวดวงของเขานั้น ความเป็นที่ยอมรับของอุเทนถวายในการปฏิบัติงานจริงก็ "ไม่แพ้ใคร"

น.ส.สุพิชฌาย์ แพทอง หรือ "อิง" นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาโลจิสติกส์ อายุ 19 ปี เป็นอีกคนที่เดินทางจากต่างจังหวัดเข้ามาศึกษาในกรุงเทพมหานคร หญิงสาวผู้จบการศึกษาสายสามัญจาก จ.พิจิตร รายนี้บอกว่ามีสองเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจเข้าเรียนที่อุเทนถวาย เหตุผลแรกคือความเชื่อมั่นในสถาบันแห่งนี้ว่าจะทำให้เธอพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน

"หนูหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเห็นเขาเปิดสอนโลจิสติกส์ หนูมองว่าสายนี้เป็นสาขาที่สามารถเข้าได้กับทุก ๆ หน่วยงาน" เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "หนูเป็นคนแรกในครอบครัวเลยนะที่ได้เรียนปริญญา"

ขณะที่เหตุผลอีกข้อ เธอเผยว่าในฐานะนักศึกษาหญิงไกลบ้าน สายสัมพันธ์ในชุมชนการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญและอุเทนถวายตอบโจทย์นั้น

"เพื่อนพ่อที่เป็นศิษย์เก่าแนะนำว่าที่นี่มีความแน่นแฟ้น ซึ่งหนูเรียนมาหนึ่งปีก็ได้รับความช่วยเหลือทุกอย่างเลย" เธอเล่าย้อนความหลัง "ครั้งหนึ่งทางครอบครัวติดขัดไม่สามารถจ่ายค่าเทอมตามที่กำหนดได้ เพื่อน ๆ ให้ความช่วยเหลือโดยการที่นำเงินส่วนตัวมาให้หนูยืม ซึ่งมันเป็นสิ่งที่หนูรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทุกคนที่เขาจะให้ความช่วยเหลือหนูขนาดนี้"

.
คำบรรยายภาพ, อิง นักศึกษาชั้นปีที่ 2 จากอุเทนถวาย บอกว่าสำหรับเธอแล้ว สายสัมพันธ์ในชุมชนการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญและอุเทนถวายตอบโจทย์นั้น

ส่วนนายวิวัฒน์ที่บ้านอยู่ในกรุงเทพฯ ระบุว่าสำหรับตนอุเทนถวายโดดเด่นในด้านประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของสถาบัน "การที่ผมมาเรียนที่อุเทนถวาย ส่วนหนึ่งก็เพราะผมอยากขึ้นชื่อว่าจบที่นี่ ผมอยากเรียนที่นี่ ผมอยากมาเจอบรรยากาศภายใน มองไปที่ไหนที่นี่ก็มีประวัติศาสตร์ความเป็นมา"

"อยู่ในรั้วนี้เรารู้สึกได้รับการยอมรับ" เขาบอกบีบีซีไทย พร้อมเล่าถึงความประทับใจที่เขามีต่อแต่ละพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัย ทั้งสนามฟุตบอลซึ่งนักศึกษาใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจในเวลาว่าง "ลานองค์พ่อ" หรืออาคารเรียนที่มีความ "ขลัง"

นอกจากนี้ นักศึกษาสาขาวิศวกรรมโยธารายนี้ยังยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาก็ไม่ต่างจากคนในวัยเดียวกันโดยทั่วไป ที่พิจารณาสถานที่ตั้งของสถาบันเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจเข้าศึกษา

"พอเรียนเสร็จ เราสามารถออกไปเดินเล่น ไปกินข้าวที่สยาม ไปเจอสังคมมากมาย ได้มีความผ่อนคลาย สำหรับตัวผมก็ต้องอยากไปอยู่แล้ว ยังไม่นับคอนเสิร์ต มินิคอนเสิร์ต มีอะไรมาจัดอย่างนี้ พูดตรง ๆ ... เรามีความชอบที่มันอยู่ตรงนี้"

คำสั่งย้ายสถาบัน

วันที่ 9 ก.ย. ศ.ดร.ยศชนัน มีคำสั่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ 120/2569 ให้งดการเรียนการสอน ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ (เขตพื้นที่อุเทนถวาย) และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เป็นเวลา 90 วัน

เอกสารคำสั่งฯ ชี้ว่าเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างนักศึกษาที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเหตุปะทะบริเวณสถานีรถไฟฟ้าสยามเมื่อวันที่ 7 ก.ย. จึงมีคำสั่งให้สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันงดจัดการเรียนการสอนในพื้นที่เป็นเวลา 90 วัน โดยต้องปรับรูปแบบการเรียนเพื่อไม่ให้กระทบมาตรฐานและสิทธิประโยชน์ของนักศึกษา นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังต้องจัดทำแผนเตรียมความพร้อมระยะยาวสำหรับการเปลี่ยนผ่านพื้นที่หากมีความจำเป็นในอนาคต และให้รายงานผลการดำเนินการต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ทุก 30 วัน

ส่วนกรณีของ มทร. ตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย นอกจากต้องทำตามเงื่อนไขเดียวกันแล้ว ยังได้มีคำสั่งเพิ่มเติมให้สถาบันแห่งนี้ "ดำเนินการจัดหาและเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการย้ายสถานที่จัดการเรียนการสอนของคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ (เขตพื้นที่อุเทนถวาย) โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลา 90 วัน" และระบุเพิ่มเติมว่าหากดำเนินการในระยะเวลาที่กำหนดไม่ได้ก็ให้ขยายระยะเวลาการงดเว้นการจัดการเรียนการสอนในเขตพื้นที่อุเทนถวายออกไปจนกว่าจะจัดหาพื้นที่ใหม่ได้

สำหรับนักศึกษาทั้งสาม พวกเขามองว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นการลงโทษแบบ "เหมารวม"

"ผมเข้าใจครับว่า คนภายนอกมองภาพลักษณ์อุเทนถวายคือเป็นเด็กที่อาจจะไม่ค่อยโอเค" นายวิวัฒน์ยอมรับเมื่อบีบีซีไทยสอบถามถึงเหตุรุนแรงซึ่งถูก อว. ใช้อ้างเป็นเหตุในการออกคำสั่ง "มองตาเขาก็รู้ คือเราจะถูกตราหน้าอยู่แล้วครับว่าอุเทนถวายนั้นเป็นเด็กที่เกเร"

"แต่คนที่เขาพยายามตัดสินเรา เป็นคนที่ไม่ได้รู้จักตัวตนเราจริง ๆ ด้วยซ้ำ" นักศึกษาชั้นปีสามรายนี้ระบุ

บรรยากาศในช่วงรับประทานอาหารเที่ยงที่ อว. ซึ่งนักศึกษาอุเทนถวายเข้าใช้พื้นที่ วันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา
คำบรรยายภาพ, บรรยากาศในช่วงรับประทานอาหารเที่ยงที่กระทรวง อว. ซึ่งนักศึกษาอุเทนถวายเข้าใช้พื้นที่เพื่อการเรียนการสอนชั่วคราว

"ปกติแล้วเด็กอุเทนจำนวนมาก ฐานะครอบครัวฐานะปานกลาง... เด็กบางคนยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ ครึ่งนึงของคนเหล่านี้ก็ทำงานหาเลี้ยงครอบครัวแล้ว" "โอม" หรือ นายคูณแสน โควศวนนท์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 อธิบายให้บีบีซีไทยฟังถึงลักษณะทั่วไปของนักศึกษาอุเทนถวายตามความเข้าใจของเขา

"อย่างไรส่วนมากก็อยากจะเรียนให้จบเพื่อที่จะเป็นการแบ่งเบาภาระครอบครัว" เขาเล่า

สถานการณ์ที่นายคูณแสนเล่าสอดคล้องกับบริบทของนักศึกษารายอื่น โดย น.ส.สุพิชฌาย์และนายจิรวัฒน์ ต่างระบุว่าพวกเขาเป็นลูกคนเดียวที่เป็นความหวังของบ้าน ขณะที่นายวิวัฒน์ระบุเพิ่มเติมว่า เขาคือลูกคนเล็กที่ครอบครัวคาดหวังให้เรียนจบเพื่อมารับช่วงดูแลพี่สาวที่พิการ

"[เหตุทะเลาะวิวาท] เราก็ไม่ได้มีความตั้งใจที่อยากให้มันเกิดขึ้น มันเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม หรือเรียกว่าเฉพาะบุคคลยังได้เลย" นายคูณแสนกล่าว และชี้ว่าเขาหวังว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจจะ "เล็งเห็นถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่มากกว่าแค่[คน]ส่วนเดียว"

นายคูณแสนยืนยันว่านักศึกษาจำนวนมากต้องการความปลอดภัยเช่นกัน และยังเป็นหูเป็นตาให้เพื่อนต่างสถาบันในพื้นที่ใกล้เคียง ในความทรงจำของเขามีครั้งหนึ่งในช่วงค่ำวันหนึ่งมีนักศึกษาหญิงจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเดินผ่านบริเวณริมรั้วของเขตพื้นที่อุเทนถวายซึ่งมีลักษณะโปร่ง และถูกบุคคลที่ดูเหมือนวิกลจริตพยายามเข้ามาประชิดตัว จังหวะนั้นมีนักศึกษาอุเทนถวายที่อยู่ภายในรั้วสังเกตเห็นเหตุการณ์ จึงได้เข้าไปห้ามปรามและขับไล่บุคคลดังกล่าวออกไป

"มันก็เป็นเหตุการณ์ประทับใจทั้งของเขาแล้วก็ของเรา แม่เขายังเอาไปโพสต์ในเฟซบุ๊กเลย" เขากล่าว

ผลกระทบระยะสั้น และระยะยาว

วันที่ 24 ก.ย. รมว.กระทรวง อว. ระบุต่อสื่อมวลชนถึงแผนจัดการเรียนการสอนในช่วงเปลี่ยนผ่านของนักศึกษาอุเทนถวายว่าแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น อว. วางแนวทางให้เน้นการเรียนออนไลน์ควบคู่ไปกับการจัดพื้นที่รองรับที่ มทร.ตะวันออก เขตพื้นที่จักรพงษภูวนารถ เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร และประสานใช้ห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) แห่งอื่นในพื้นที่กรุงเทพฯ

สำหรับระยะกลาง รมว. กระทรวง อว. ระบุว่าได้มีการเตรียมเช่าพื้นที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จ.สมุทรปราการ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนและฝึกปฏิบัติจริงในแหล่งอุตสาหกรรม ส่วนระยะยาว จะดำเนินการก่อสร้างเขตพื้นที่แห่งใหม่บนพื้นที่บริจาคเดิม ในเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายด้านพื้นที่เกษตรกรรม โดยคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างแล้วเสร็จในอีกประมาณ 2 ปี

คำสั่งกระทรวง อว. ที่ได้ออกมาในช่วงเดือน ก.ย. โดยเฉพาะการที่ให้ย้ายสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยฯ สร้างข้อกังวลให้นักศึกษาที่บีบีซีไทยได้พูดคุยด้วย

น.ส.สุพิชฌาย์ประเมินว่า ในระยะสั้น การย้ายสถานที่เรียนจะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งค่าเดินทางที่สูงขึ้น และข้อจำกัดเรื่องสัญญาเช่าหอพักปัจจุบันซึ่งเป็นสัญญารายปี หากต้องย้ายออกกะทันหันจะไม่ได้รับเงินมัดจำคืน

"ทั้งค่าเดินทางหรือการเปลี่ยนที่อยู่เป็นเรื่องใหญ่มาก มันต้องมีการมัดจำอะไรต่าง ๆ สัญญาหอก็เป็นรายปี หนูมองว่าหนูไม่สามารถที่จะ[ย้ายได้]ปุบปับ เพราะว่าทางครอบครัวหนูก็ไม่ได้พร้อมถึงขั้นที่ว่าจะทำอะไรได้เลยโดยแบบ...ปุบปับ" น.ส.สุพิชฌาย์สะท้อน

ด้านผลกระทบระยะยาว นายวิวัฒน์บอกตามมุมมองของตนว่า หลักสูตรของสถาบันต้องได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพ เพื่อน ๆ ของเขากังวลกันว่าหากสถานที่ใหม่ขาดความพร้อมด้านเครื่องมือหรือพื้นที่ปฏิบัติงาน อาจส่งผลให้สภาวิศวกรไม่รับรองหลักสูตร ทำให้การเรียนขาดความต่อเนื่องและพวกเขาอาจไม่ได้รับใบประกอบวิชาชีพ

"ในกรอบระยะเวลา 90 วัน คือเขาไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าจะเป็นภายในนี้ หรือถ้าภายในระยะเวลา 90 วัน การก่อสร้างหรือการย้ายไปเรียนในสถานที่อื่นมันยังไม่แล้วเสร็จ ก็ต้องขยายเวลาและยืดระยะเวลาต่อไปใช่ไหม ซึ่งตรงนี้มันสร้างความกังวลให้กับตัวนักศึกษาและตัวอาจารย์ด้วยครับ แล้วก็รวมถึงผู้ปกครอง" นายวิวัฒน์อธิบาย

.

นายจิรวัฒน์เล่าถึงข้อกังวลที่เขาได้รับฟังอย่างไม่เป็นทางการจากเพื่อนร่วมสถาบันในฐานะนายกสโมสรนักศึกษาคนปัจจุบันว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 4 และ 5 ที่กำลังจัดทำโครงงานจบการศึกษา ขณะเดียวกันความกังวลเรื่องอนาคตทางการศึกษายังแผ่ขยายไปถึงนักศึกษาชั้นปีอื่น ๆ และครอบครัวด้วย

"อย่างตอนนี้ก็มีครอบครัวของน้อง ๆ หลายคนที่เขารู้สึกถึงความไม่แน่นอนในจุดนี้... เขาก็เริ่มมีคำพูดประมาณว่า ออกเถอะ ไปเรียนที่อื่นดีกว่าไหม" นายจิรวัฒน์กล่าว "สำหรับบางครอบครัวกะทันหันขนาดนี้ เผลอๆ นักศึกษาอาจจะไม่ได้ไปต่อเลย"

ภาพสะท้อนดังกล่าวสอดคล้องกับสถานการณ์ของ น.ส.สุพิชฌาย์ที่เล่าถึงความกังวลของครอบครัวเธอว่า "พ่อกับแม่เห็นข่าวเขาก็จะโทรมาตลอด ว่าสรุปย้ายไหม... จะกลับบ้านก่อนไหม จะไปเรียนที่บ้านไหม ซึ่งหนูก็ยังดื้อที่จะอยู่"

"หนูก็บอกเขาว่าตอนนี้มันยังไม่ชัดเจน คือหนูก็พยายามพูดให้เขาเข้าใจว่าอย่าเพิ่งไปดูข่าวเยอะ มันจะเครียดกับตัวเขาเอง" น.ส.สุพิชฌาย์เล่า

พันธกิจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ความรู้สึก "ไม่ชัดเจน" และความกังวลต่ออนาคตของกลุ่มนักศึกษา ส่วนหนึ่งมีรากฐานมาจากข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ทศวรรษ ซึ่งในเวลาต่อมา ปัญหาแรกเริ่มนี้ก็ได้ถูกนำมาผูกโยงเข้ากับมาตรการแก้ปัญหาความรุนแรงระหว่างสถาบัน

จากข้อมูลตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ข้อพิพาทที่ดินระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มต้นขึ้นในปี 2546 โดยสัญญาเช่าที่ดินที่อุเทนถวายมีสถานะเป็นผู้เช่าสิ้นสุดลง ต่อมามีการลงนามบันทึกข้อตกลงในปี 2547 ให้อุเทนถวายย้ายออก แต่ไม่มีการปฏิบัติตาม

ต่อมาในปี 2552 คณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการฯ (กยพ.) มีมติให้อุเทนถวาย "ขนย้ายและส่งมอบพื้นที่คืนพร้อมชำระค่าเสียหายแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ต่อมาอุเทนถวายยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนมติ และคดีถูกส่งต่อไปยังศาลปกครองสูงสุดซึ่งมีคำพิพากษายืนยกฟ้องในช่วงปลายปี 2565 ส่งผลให้มติ กยพ. มีผลบังคับตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นมีการรวมตัวคัดค้านจากกลุ่มศิษย์เก่าและปัจจุบันของอุเทนถวาย ทำให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ต้องตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาในปี 2566 และไม่ปรากฏความคืบหน้าจนกระทั่งมีคำสั่ง กระทรวง อว. ฉบับล่าสุดออกมาโดยอ้างอิงเหตุวิวาทเป็นสาเหตุหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ

ขบวนประท้วงจากอุเทนถวาย
คำบรรยายภาพ, ศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่า สมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย สมาคมผู้ปกครองและครูมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย เดินขบวนไปยังไปสำนักงานจัดการทรัพย์สินแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2567

"ถ้าจะบอกว่าเราเอาความขัดแย้งของ 2 โรงเรียนเป็นศูนย์กลางจริง การย้ายโรงเรียนหนึ่งออกเพราะว่าเขาไม่มีสิทธิในที่ดิน มันก็ไม่ใช่เรื่องการแก้ปัญหา[การวิวาทกัน] ... มันเป็นการแก้ปัญหาการถือครองที่ดิน" รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และเมืองศึกษา (Urban Studies) จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวถึงปัญหาในมุมมองของตน โดยชี้ว่าที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยพยายามดำเนินการป้องกันเหตุรุนแรงอย่างจริงจัง เช่น การลงโทษผู้บริหาร หรือการดำเนินนโยบายที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขบ่อเกิดแห่งความรุนแรงนั้น

"ถ้าจุฬาฯ อยู่นอกเมือง มันจะไม่มีปัญหาแบบนี้ในวันนี้ เพราะผังเมืองตรงนี้มันเป็นสีแดง มันก็ต้องใช้กระบวนการเจนตริฟิเคชั่น (gentrification) (หรือกระบวนการผู้ดีภิวัฒน์) ในการจัดการในนามของความเจริญ" รศ.ดร.พิชญ์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง "เมือง กิน คน: แถลงการณ์ว่าด้วยเรื่องนคราภิวัฒน์ การพัฒนาเมือง และสุขภาวะเมืองของไทย" ชี้

"กระบวนการเจนตริฟิเคชั่น มันเป็นเรื่องของการทำให้ย่านต่าง ๆ เป็นย่านพาณิชย์" เขากล่าวต่อ

"แต่จุฬาฯ เองก็เป็นสถาบันสาธารณะ ที่มีพันธกิจเรื่องสังคม เพราะฉะนั้นคุณต้องตอบโจทย์ได้ว่าถ้ามันมีโรงเรียนหนึ่งหายไป ฟังก์ชัน (function) ของการที่พื้นที่มันจะตอบโจทย์ให้กับการศึกษา มันจะเป็นยังไง มันจะสร้างคุณค่าได้แบบที่อุเทนถวายเคยสร้างไหม" นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ตั้งคำถาม พร้อมเน้นย้ำว่าในปัจจุบันการศึกษาอาชีวะเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มแรงงานที่สำคัญของประเทศ

โครงการ PMCU MASTER PLAN หรือ แผนการพัฒนาพื้นที่ทิศทางการพัฒนาพื้นที่ สยาม-สามย่าน-สวนหลวง-บรรทัดทอง-สนามกีฬาฯ โดยรอบของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ภายใต้การพัฒนาโดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC-CEUS) ปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการว่ามีทิศทางพัฒนาพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของ มทร.ตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวายในปัจจุบันจะไปในทิศทางใด

ขณะเดียวกัน ศ.ดร.ยศชนัน ระบุระหว่างการประชุมหารือการจัดการพื้นที่ มทร.ตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย วันที่ 9 ก.ย. ว่า พื้นที่ปัจจุบันที่อุเทนถวายใช้งานอยู่นั้น จะไม่มีการนำไปใช้ในเชิงการค้าหรือเชิงพาณิชย์ โดยได้หารือร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่าพื้นที่ดังกล่าวจะถูกนำไปปรับปรุงให้เป็นพื้นที่ทางนวัตกรรมสำหรับประชาชนทั่วไป และจะยังคงยึดแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่เพื่อการศึกษาเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.พิชญ์ ระบุว่าคำมั่นนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใด ๆ

"ประวัติศาสตร์เกือบ 100 ปี....จะสูญเปล่าไปเลย"

เมื่อบีบีซีไทยสอบถามถึงเงื่อนไขหากต้องย้ายไปยังสถานที่แห่งใหม่ตามที่กระทรวง อว. จัดสรร กลุ่มนักศึกษาอุเทนถวายระบุว่า พวกเขายังนึกภาพการย้ายสถาบันไม่ออก และหวังว่าจะมีหนทางร่วมกันหาทางออกโดยไม่จำเป็นต้องโยกย้าย

"ผมมองว่าการแก้ปัญหาในครั้งนี้มันเป็นการแก้ปัญหาที่ 'มีปัญหาแล้วก็ ย้ายไปสิ' นายวิวัฒน์แสดงความคิดเห็นในมุมของคน "ผมมองว่ามันควรจะถูกแก้ไขปัญหา เป็นเชิงนโยบายในระยะยาว คือผมยินดีที่จะเข้าไปร่วมหาทางออกตรงนี้ด้วย"

ส่วนนายจิรวัฒน์เองก็เชื่อในทิศทางเดียวกัน โดยเขายังหวังต่อรองให้สถานศึกษาของเขาได้อยู่ที่เดิมต่อไป

"ในการย้ายไปสถานที่ใหม่ ผมเชื่อว่าเรื่องงบประมาณน่าจะทะลุพันล้านอยู่ ทำไมไม่เอาตรงนี้มาพัฒนาในที่ดินเดิม" เขาระบุ พร้อมชี้ถึงประวัติศาสตร์ของสถาบันตนที่อยู่มาเกือบร้อยปีและเป็นศูนย์กลางความศรัทธาของศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน

"ถ้าวันนึง จู่ ๆ มันหายไปกับตา... มันไม่ได้แค่เสียดาย แต่หมายถึงว่าประวัติศาสตร์เกือบ 100 ปี ที่ผ่านมา มันก็จะสูญเปล่าไปเลย" เขาทิ้งท้าย