"ชีวิตเราจะได้แค่นี้จริง ๆ หรือ" คำถามจากเฟิร์สต์จ็อบเบอร์ Gen Z ที่เวทีไอเอ็มเอฟ-ธนาคารโลก ก็ตอบพวกเขาไม่ได้

พงศ์สิทธิ์ อินทรจงใจ/ชนิสรา กมลกลาง/อนันตชัย ภาภรณ์
Published
เวลาอ่าน: 15 นาที

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ผู้นำองค์กรการเงินระดับโลกรวมตัวกันที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์เพื่อร่วมประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในย่านสุขุมวิทซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นั่น อนันตชัย ภาภรณ์ พนักงานครัวเจนซี (Gen Z) วัย 26 ปีกำลังยืนเตรียมอาหารให้กับแขกกว่า 400 คนที่จะลงมารับประทานอาหารเช้า

เขาเพิ่งเข้ามาทำงานที่นี่ได้เพียงสองเดือน ด้วยค่าตอบแทนราว 12,000 บาทต่อเดือนกับกะการทำงานตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น โดยมีคำถามหนึ่งที่เขาถามตัวเองในทุกวันคือ "ชีวิตเราจะได้แค่นี้จริง ๆ หรือ ก็ถามตัวเองว่าได้แค่นี้จริง ๆ หรือ ทุกวันนี้ก็ยังถามอยู่…"

ในเวลาเดียวกัน พงศ์สิทธิ์ อินทรจงใจ วัย 23 ปีเพิ่งได้งานแรกหลังว่างงานมาเกือบ 8 เดือน เขาเรียนจบจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิทยาการประกันภัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนนี้เขากำลังเริ่มเรียนรู้ว่าภาระวัยผู้ใหญ่มันหยุมหยิมขนาดที่ว่า "ค่าแชมพูสระผมที่ไม่เคยคิดว่าต้องจ่ายตอนเด็ก ก็ต้องเจียดเงินมาจ่าย"

ส่วนชนิสรา กมลกลาง ที่ทุกวันนี้ยังหางานและส่งใบสมัครต่อเนื่องทุกวันมาตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค. ที่เธอเรียนจบ ก็ต้องอยู่กับความจริงให้ได้ว่าการหางานมันยากกว่าที่เธอคิดไว้มาก

"ตอนที่หนูเรียนหนูไม่ได้คิดว่าต้องเผื่อเวลาในการหางาน คิดว่าเรียนจบแล้วหางานเดี๋ยวก็ได้ แต่เราลืมว่าเราไม่ได้แข่งกับคนที่จบ ม. 6 ทั่วประเทศ แต่เราแข่งกับคนที่จบใหม่ทั่วประเทศแล้วก็คนที่ทำงานแล้วหางานใหม่ มันกว้างกว่าที่เราคิดมาก ๆ" ชนิสราวัย 23 ปี บอกกับบีบีซีไทย

Napasin Samkaewcham/BBC Thai
คำบรรยายภาพ, ชนิสรา กมลกลาง ซึ่งปัจจุบันยังคงหางานอยู่บอกกับบีบีซีไทยว่า "เราลืมว่าเราไม่ได้แข่งกับคนที่จบ ม. 6 ทั่วประเทศ แต่เราแข่งกับคนที่จบใหม่ทั่วประเทศแล้วก็คนที่ทำงานแล้วหางานใหม่"

ในขณะที่หนึ่งหัวข้อที่ผู้นำการเงินระดับโลกพูดคุยกันคือเรื่องอนาคตการทำงานกับปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) เจนซี (Gen Z) หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี 2540-2552 ในไทยกำลังเผชิญกับภาวะการทำงานแบบไหน และพวกเขามองอนาคตของตัวเองอย่างไรในสภาวะทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของยุคนี้

คนละเส้นทางชีวิต… แต่ปัญหาเดียวกัน

เจนซีทั้ง 3 คน ที่บีบีซีไทยได้พูดคุยด้วยมีเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พวกเขาเติบโตกันมาจากคนละพื้นที่ เรียนกันคนละโรงเรียน และฝันถึงอนาคตที่แตกต่างกันอย่างลิบลับ ทว่าทั้งสามคนกลับเจอทางแยกเดียวกัน​

ในวันที่ต้องออกมาหางานทำในตลาดแรงงานไทย ในมุมมองของพวกเขามองว่าพวกเขาต้องใช้เวลา "นานมาก" กว่าจะได้งาน ๆ แรกทำเพื่อแลกกับเงินเดือนค่าตอบแทน โดยหนึ่งในผู้ที่บีบีซีได้พูดคุยด้วยกำลังรอวันที่จะได้เป็น "เฟิร์สต์จ็อบเบอร์" (first jobber) หรือคนที่ได้งานทำงานแรกหลังเรียนจบ

สำหรับชนิสรา ชาว จ.นครราชสีมา ทันทีที่เธอเรียนจบจากวิทยาลัยนานาชาติ ด้านการสื่อสารและเนื้อหาสร้างสรรค์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เธอก็รีบเดินทางเข้ามายังกรุงเทพมหานคร เพื่อหางานทำทันที

ชนิสรา กมลกลาง
คำบรรยายภาพ, ชนิสราบอกกับเราว่าเธอเลือกเรียนวิทยาลัยนานาชาติ เพราะอยากเก่งภาษาอังกฤษจะได้มีตัวเลือกในการทำงานมากขึ้น

"คุณแม่หนูเสียตอนช่วงเข้า ม. 1 พอตอนหนูจบ ม. 6 ขึ้นปีหนึ่ง คุณพ่อก็เสียระหว่างที่หนูเรียนอยู่ปีหนึ่ง บวกกับตอนนั้นคุณยายก็เสียด้วย" ชนิสรากล่าวกับบีบีซีไทยและบอกว่าหลังจากสูญเสียพ่อแม่และยาย จากนั้นชีวิตของเธอก็มีน้าเป็นผู้คอยดูแลมาโดยตลอด

ระหว่างที่เรียนอยู่นั้นเธอออกไปทำงานล่วงเวลาต่าง ๆ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้เป็นน้า และในยามปิดเทอมเธอก็ทำงานแทบทุกอย่าง

"หนูไปทำงานเยอะมาก ๆ… สองงานต่อวัน ตั้งแต่แปดโมงเช้าเลิกงานเที่ยงคืน… ทำ 6-7 วัน เพื่อให้มีเงินพอที่จะมาจ่ายค่าต่าง ๆ… เงินที่คุณน้าให้มามันต้องเอามาใช้จ่ายทุกอย่าง ทั้งค่ากิน ค่าหอ ค่าอยู่ เราก็เลยต้องไปทำงานเอง เพื่ออย่างน้อยลดภาระคุณน้า แล้วก็เอาชีวิตรอด" ชนิสราเล่า

ทันทีที่เธอเรียนจบ ความฝันของเธอมีอยู่สองอย่าง หนึ่งคือการเฉลิมฉลองการรับปริญญาในช่วงปลายปีนี้กับสมาชิกครอบครัวอีกสองคนที่เหลืออยู่นั่นคือน้าและตา และสองคือการหางานทำให้ได้เร็วที่สุดเพื่อที่จะได้มีเงินใช้จ่ายเป็นของตัวเองไม่ต้องพึ่งน้าของเธออีกต่อไป

ความฝันที่สองของเธอในตอนนี้ยังไม่เป็นความจริง ทว่าความฝันแรกของเธอก็แตกสลายไปส่วนหนึ่งเช่นเดียวกัน หลังจากตาเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมานี้เอง

ชนิสรา กมลกลาง
คำบรรยายภาพ, "ความฝันของหนูคือตั้งใจจะเรียนให้จบเพื่อที่อย่างน้อยใครสักคนมางานรับปริญญา... แต่พอเรียนจบคุณตาก็เพิ่งเสียเมื่อเดือนที่แล้ว... แบบมันไม่ทัน" ชนิสรา บอกกับบีบีซีไทย

ท่ามกลางความโศกเศร้าและการสูญเสีย เธอยังคงเดินหน้ากับชีวิตในเมืองหลวงต่อไป ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนแรกที่หางาน เธอยื่นใบสมัครไปยังบริษัทต่าง ๆ ในสาขาสร้างสรรค์เนื้อหาหรือสายงานคอนเทนต์ครีเออเตอร์ทุก ๆ วัน แต่ก็ไม่มีใครติดต่อเธอกลับมาเลย

"ตอนนั้นก็ถามตัวเองว่า เราไม่เก่งหรือว่าหรืออะไร ทำไมถึงไม่มีการติดต่อกลับมา มันก็เลยทำให้เราเริ่มคิดแล้วว่าไม่ได้ มันเราต้องทำอะไรสักอย่าง…" ชนิสรา ผู้ซึ่งเป็นนักศึกษาจบจากรั้วมหาวิทยาลัยหมาด ๆ กล่าว

เธอตัดสินใจสร้างช่องติ๊กต็อกขึ้นมาเล่าเรื่องราวความพยายามเป็นเฟิร์สต์จ็อบเบอร์ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาสังคมออนไลน์ก็ตั้งชื่อเล่นใหม่ให้พวกเขาและเธอว่า "ชาวเฟิร์สจ็อบแจ๊บ"

คำศัพท์ใหม่อย่าง "ชาวเฟิร์สจ็อบแจ๊บ" ถูกสร้างขึ้นมาด้วยกลุ่มเจนซีชาวไทยในติ๊กตอก ซึ่งเอาไว้เรียกถึงเด็กจบใหม่ที่ออกมาทำงานเป็นครั้งแรก ความหมายโดยเนื้อแท้ไม่ได้แตกต่างจากคำว่าเฟิร์สต์จ็อบเบอร์ เพียงแต่ให้ความหมายที่ดูเป็นกันเองกว่า โดยคอนเทนต์ที่อยู่ในกลุ่มนี้มักเป็นการระบายหรือเล่าเรื่องราวที่เด็กจบใหม่และเพิ่งออกมาทำงานเป็นครั้งแรกต้องเผชิญ

ตามข้อมูลจากรายงานที่มีชื่อว่า "แนวโน้มการจ้างงานเยาวชนโลก ปี 2026: ทวงคืนอนาคต" โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) พบว่าอัตราการว่างงานของเยาวชน [อายุระหว่าง 15-24 ปี] ทั่วโลก ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำสุดของศตวรรษที่ 21 ในปี 2023 ที่สัดส่วน 12.3% มาอยู่ที่ 12.4% ในปี 2025

รายงานของ ILO ฉบับเดียวกันยังระบุว่าไทยเป็น 1 ใน 18 ประเทศและดินแดนที่อัตราการว่างงานของคนอายุ 20–24 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มักเพิ่งเข้าสู่ตลาดงานเป็นครั้งแรก อยู่ในระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ เมื่อไม่นับช่วงการระบาดของโควิด-19 ร่วมกับประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา และศรีลังกา อย่างไรก็ดี ข้อมูลในงานศึกษาครั้งนี้ของประเทศไทยหยุดอยู่ที่ปี 2024 เท่านั้น

ในรายงานการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรทั่วราชอาณาจักร ฉบับล่าสุด ไตรมาสที่ 2 ระหว่างเดือน เม.ย. - มิ.ย. ที่ผ่านมา ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าเยาวชนอายุ 15–24 ปี ว่างงานราว 2.07 แสนคน คิดเป็นกว่าครึ่ง (51.6%) ของผู้ว่างงานทั้งหมด 4.01 แสนคน

รายงานดังกล่าวคำนวณออกมาแล้วพบว่าในกำลังแรงงานอายุ 15–24 ปี ทุก 100 คน (ทั้งผู้ที่ทำงานอยู่และกำลังหางาน) มีผู้ว่างงาน 5.7 คน หากเจาะให้ลึกลงไปอีกจะพบว่า ณ ไตรมาสที่ 2 ในกลุ่มประชากรที่มีอายุระหว่าง 20-24 ปี คิดเป็นกำลังแรงงานรวมทั้งสิ้น 3.12 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้ว่างงาน 1.74 แสนคน

พงศ์สิทธิ์ อินทรจงใจ
คำบรรยายภาพ, "ตอน ม.ค. ก.พ. ยังรู้สึกว่ามันยังชิล ๆ อยู่… ทำเรซูเม่เสร็จ ส่ง ๆ ไป ไม่ได้รู้สึกกดดันมาก" พงศ์สิทธิ์ กล่าว

ชีวิตของชนิสราคือหนึ่งในตัวเลขข้างต้น ส่วนพงศ์สิทธิ์ เขาเพิ่งเดินออกมาจากสถิติว่างงานดังกล่าว

พงศ์สิทธิ์ วัย 23 ปี เพิ่งเข้าทำงานในบริษัทแห่งแรกของชีวิตยังไม่ครบหนึ่งเดือนเต็ม และเขาก็ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยจากที่พักใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่

หลังเรียนจบมหาวิทยาลัย พงศ์สิทธิ์เดินทางกลับไปอยู่กับครอบครัวที่ จ.เพชรบูรณ์

ด้วยจังหวะเวลาที่คล้ายคลึงกับชนิสรา เขาวางแผนไว้ว่าจะใช้เวลาราว 2-3 เดือนในการหางาน และคิดไว้ว่าหลังสงกรานต์ก็คงได้งานทำแล้ว โดยเขาหว่านใบสมัครไปยังสายงานประกันภัยที่ตนเองเรียนจบมาหลายที่

"ตอน ม.ค. ก.พ. ยังรู้สึกว่ามันยังชิล ๆ อยู่… ทำเรซูเม่เสร็จ ส่ง ๆ ไป ไม่ได้รู้สึกกดดันมาก" เขาเริ่มต้นเล่าให้บีบีซีไทยฟังอย่างยิ้มแย้ม

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปและวันปีใหม่ไทยก็ล่วงเลยไปแล้ว ตัวเขาเองก็ยังไม่ได้งานทำเสียที ในระหว่างนั้นมีเพื่อน ๆ ของพ่อแม่แวะเวียนกันมาที่บ้านและถามไถ่เขาอย่างบริสุทธิ์ใจ เขาปิดเทอมอยู่หรือ ถึงได้กลับมาอยู่บ้าน ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ เพื่อเรียนหนังสือ

พงศ์สิทธิ์บอกเราว่าเขาตอบกลับไปอย่างอ่อนใจในช่วงเวลานั้นว่า เรียนจบแล้วและกำลังหางานทำอยู่

แม้จะกลับไปอยู่ที่บ้านเป็นเวลากว่า 8 เดือน แต่เขาบอกว่าพ่อแม่ของเขาให้การสนับสนุนอยู่ตลอด และไม่ได้กดดันเขาเลย เป็นตัวเขาเองที่กดดันตัวเองอยู่ตลอดเวลา

การโดนปฏิเสธหลาย ๆ ครั้งสอนให้เขาเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงว่า บางครั้งอาจเป็นประสบการณ์ของเขาเองที่น้อยเกินบาง ทว่าบางครั้งก็อาจเป็นเพราะความเข้ากันได้กับที่ทำงาน เขาจึงไม่ควรมานั่งท้อกับตัวเองว่า "เราไม่เก่งเหรอ" หรือ "เราดีไม่พอเหรอ"

"เอชอาร์ [เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล] เขาโทรมาเลยว่า โดยรวมน้องพอร์ตดีหมดเลยนะ พี่ชอบน้องมาก แต่ว่าน้องไม่ได้เข้ากับทีมเฉย ๆ… ตอนนั้นผมเสียใจนะ ผมเสียใจมาก ผมอยากได้ที่นั่นมาก" พงศ์สิทธิ์กล่าว

ทว่าเมื่อความเศร้าจางไปและน้ำตาแห้งลง เขาก็เข้าใจว่า "บางทีมันแค่ว่าเราไม่ได้ฟิตกับเขา ไม่ใช่แปลว่าเราไม่เก่งนะ"

สุดท้ายสายโทรศัพท์จากแผนกบุคคลที่เขารอคอยก็มาถึง "มันก็ช้ำใจมาหลายรอบ… ก็เลยพยายามลดความคาดหวังตัวเองลง แล้วพอวันที่เขาโทรมาก็รู้สึกว่ามันจริงเหรอ… ถามพี่เขาว่าผมผ่านจริง ๆ ใช่ไหม" พงศ์สิทธิ์กล่าว

เอไอ (AI) กับงานของเฟิร์สต์จ็อบเบอร์ (first jobber) ที่หายไป

Getty Images
คำบรรยายภาพ, ไอเอ็มเอฟระบุว่าในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า งานราว 60% มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำอยู่ที่ 23%

ในเวทีเสวนาเรื่อง Small AI: More and Better Jobs ในงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ราจินี ไวทยนาธาน ผู้ประกาศข่าวรายการนิวส์อาวร์ (Newshour) ของบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส ถามคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุนไอเอ็มเอฟ ว่า "คุณเคยเปรียบเอไอว่าเป็นสึนามิที่จะถาโถมตลาดแรงงาน โดยคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงานจะได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ ผู้กำหนดนโยบายควรทำอะไรตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้เอไอสร้างโอกาสได้มากกว่าที่จะเข้ามาทำลายความมั่นคงของงาน"

คริสตาลินา จอร์จีวา ตอบกลับว่า เอไอคือ "สึนามิที่เคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ แต่ก็ยังเป็นสึนามิอยู่ดี"

Getty Images
คำบรรยายภาพ, คริสตาลินา จอร์จีวา กล่าวว่า เอไอคือ "สึนามิที่เคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ แต่ก็ยังเป็นสึนามิอยู่ดี"

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า ไอเอ็มเอฟประเมินว่าเมื่อเวลาผ่านไปผลกระทบต่องานทั่วโลกจะอยู่ที่ราว 40% ซึ่งนั่นหมายถึงทั้งงานที่จะถูกเสริมศักยภาพ ถูกลดระดับ หรือถูกทำให้หายไป และผลกระทบบางส่วนก็เริ่มเห็นได้ชัดแล้ว โดยในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า งานราว 60% มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำอยู่ที่ 23%

"คุณอาจคิดว่า 'อ้าว แบบนี้ประเทศเหล่านั้นก็ได้เปรียบสิ' ไม่ใช่เลย ตัวเลขต่ำเพียงเพราะเอไอยังมาไม่ถึง และยังไม่ได้แพร่ไปถึงประเทศเหล่านั้นทั้งหมด" จอร์จีวากล่าว

เธอกล่าวเพิ่มด้วยว่า ยังต้องมีการศึกษาอีกมากต่อประเด็นดังกล่าว อย่างไรก็ดีในงานศึกษาของกองทุนไอเอ็มเอฟต่อตลาดงานในสหรัฐอเมริกาพบว่างานราว 10% ต้องการทักษะเอไอรวมไปถึงทักษะต่าง ๆ ที่สูงขึ้น ซึ่งงานเหล่านี้ก็จ่ายค่าตอบแทนสูงขึ้นด้วย ขณะเดียวกันงานที่มีเนื้องานแบบซ้ำซากกำลังลดน้อยลง

"ที่น่าสนใจมากคืองานค่าแรงต่ำกลับเพิ่มขึ้น และเพิ่มในสองทิศทางคืองานก่อสร้างศูนย์ข้อมูล และงานภาคบริการ ถ้าถามถึงผลสุทธิ ในพื้นที่ที่เราศึกษาผลสุทธิออกมาเป็นบวก แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ควรฉลอง เพราะเป็นบวกในฝั่งของงานค่าแรงต่ำ" จอร์จีวากล่าว

อนันตชัย ภาภรณ์
คำบรรยายภาพ, "ตั้งแต่ช่วง ม.ปลาย ผมเป็นคนมีความฝันอย่างหนึ่งที่ผมตอบตัวเองได้ชัดเจนคืออยากรวย ตั้งแต่ตอนนั้น ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร ต้องทำยังไงถึงจะรวย ทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้" อนันตชัย ภาภรณ์ ชายหนุ่มวัย 26 ปี บอกกับเรา

สำหรับอนันตชัยที่ทำงานอยู่ในสายงานภาคบริการและได้ค่าแรงในระดับเริ่มต้นเดือนละ 12,000 บาท เขาบอกว่าแม้แต่การจะได้งานในอุตสาหกรรมนี้ สำหรับเขาก็นับว่าเลือดตาแทบกระเด็นไม่ได้ง่ายไปกว่าคนอื่นเลย

อนันตชัยเกิดและเติบโตที่ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ โดยใช้ชีวิตเติบโตขึ้นมาอยู่กับตาและยาย เนื่องจากพ่อแม่แยกทางกัน และทั้งพ่อและแม่ต่างก็ต้องเข้าเมืองหรือแม้กระทั่งเดินทางไปต่างประเทศเพื่อหาเลี้ยงตัวเขาและน้องสาวต่างพ่อ

"ตั้งแต่ช่วง ม.ปลาย ผมเป็นคนมีความฝันอย่างหนึ่งที่ผมตอบตัวเองได้ชัดเจนคืออยากรวย ตั้งแต่ตอนนั้น ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร ต้องทำยังไงถึงจะรวย ทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้" ชายหนุ่มวัย 26 ปี บอกกับเรา

หลังเรียนจบระดับชั้นมัธยมศึกษา แม่ของอนันตชัย ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นมาหลายปีก็ชวนให้เขาลองไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นโดยให้เขาไปช่วยเธอทำร้านอาหารไทย

อนันตชัยต้องทำทุกอย่างในร้านอาหารของแม่ตัวเอง ทั้งอยู่ในครัว อยู่หน้าร้าน เขาใช้เวลาอยู่ที่นั่นราว 1 ปีก่อนจะตัดสินใจว่าจะเรียนต่อด้านอาหาร

"จริง ๆ ผมเป็นคนชอบพวกเศรษฐศาสตร์การเมืองอะไรพวกนี้มากกว่า แต่ด้วยชีวิตจริง มันก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คิด ผมก็เลยได้ลงเอยมาเรียนกับวิทยาลัยดุสิตธานี แต่ผมก็ยินดีนะที่ได้เรียน เพราะว่าอย่างน้อยมันก็เป็นอาชีพหนึ่งที่ผมคิดว่ามันเลี้ยงตัวได้แน่ ๆ" อนันตชัยบอกบีบีซีไทย

ในช่วงก่อนเรียนจบเขาบอกกับเราว่าไม่ได้กังวลเรื่องการหางานเลย เพราะก่อนเข้าเรียนสถาบันบอกว่าเมื่อเรียนจบไปมีงานทำ 90-95%

"ผมก็ 'โอ้ ดี' สายอาชีพนี้การันตีงานด้วย…" ชายหนุ่มวัย 26 กล่าว

แต่เมื่ออนันตชัยออกมาหางาน ความจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น

หลังเรียนจบปริญญาตรีบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาศิลปะการประกอบอาหาร เขาส่งใบสมัครงานไปไม่ต่ำกว่า 50 ที่และหลายที่ก็ตอบกลับมา "แต่เป็นตอบปฏิเสธ" จนสุดท้ายเพื่อเอาชีวิตให้รอด เขาจึงไปขับรถรับจ้างกับแพลตฟอร์มเรียกรถออนไลน์แห่งหนึ่ง

"มันยากอยู่นะ เพราะว่าจริง ๆ ผมคิดว่าผมจะตกงานแค่ประมาณสองอาทิตย์ เพราะว่าแบบสถาบันอุตส่าห์การันตีว่าได้งานตั้ง 90-95% พอเอาเข้าจริงตกงานอยู่เกือบสองเดือนกว่า" อนันตชัยกล่าว

ชีวิตที่เพิ่งเริ่มต้นโลกแห่งการทำงานของเด็กหนุ่มจาก จ.สุรินทร์ ผู้นี้ สอดคล้องสิ่งที่มีการพูดคุยกันในเวทีของไอเอ็มเอฟที่กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

กรรมการผู้จัดการกองทุนไอเอ็มเอฟบอกว่ากลุ่มประชากรที่น่าเป็นห่วงอันดับแรกและน่าห่วงมากที่สุดคือคนหนุ่มสาวที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพราะตามปกติพวกเขาและเธอจะต้องเริ่มต้นชีวิตการทำงานจาก "งานประจำที่ซ้ำซากเหล่านี้ แล้วค่อย ๆ ไต่เต้าขึ้นไป แต่ถ้างานเหล่านั้นหายไป ฉันไม่คิดว่าจะมีคนหนุ่มสาวคนไหนอยากเป็นบาริสต้าในร้านกาแฟไปตลอดอนาคตการทำงานของตัวเอง"

เธอย้ำว่าเอไอไม่ได้ทำให้ความต้องการแรงงานคนโดยรวมลดลง สิ่งที่เอไอทำในตอนนี้คือการ "ย้าย" ความต้องการแรงงาน ทว่าก็อย่างที่กล่าวไปแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นการย้ายไปสู่ตลาดแรงงานค่าจ้างต่ำ และในอนาคตเธอเตือนว่ามันก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีก

สำหรับเธอในฐานะกรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ จอร์จีวาเตือนว่าปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลกระทบกับคนหนุ่มสาวเท่านั้น แต่ยังหมายถึงกระเป๋าเงินของประเทศด้วย เพราะโดยปกติรัฐบาลหารายได้จากการเก็บภาษีซึ่งส่วนใหญ่เก็บจากคนที่มีรายได้ หากเอไอเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงาน ทำให้ใช้แรงงานน้อยลงและใช้ทุนมากขึ้น แล้วรัฐบาลจะเก็บภาษีจากอะไร รัฐบาลจะหารายได้ได้อย่างไร

"เพื่อสรุปเรื่องยาว ๆ เกี่ยวกับสึนามิที่เคลื่อนตัวช้านี้ให้สั้นลง วันนี้เรายังนึกไม่ออกว่าโลกของการทำงานในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรกันแน่ แต่เราสามารถมีวินัยในการประเมินอย่างรอบคอบว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นแล้วสรุปบทเรียน และที่สำคัญที่สุดคือลงมือทำตามบทเรียนนั้น" จอร์จีวากล่าว

Getty Images
คำบรรยายภาพ, "เราปล่อยให้ [งานแรก] หายไปไม่ได้ เพราะถ้าเสียมันไป ไม่ใช่แค่คนหนุ่มสาวรุ่นนั้นต้องรอไปอีกหนึ่งปี แล้วต้องไปแข่งกับคนรุ่นถัดไปในปีต่อมาเท่านั้น แต่เรายังสูญเสียทักษะไปมากกว่าหนึ่งปี เราสูญเสียหลายสิ่งที่จับต้องไม่ได้อีกหลายอย่าง และเราสูญเสียความเชื่อมั่นในอนาคต" ธาร์มัน ชันมูการัตนัม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์กล่าว

ด้านนายธาร์มัน ชันมูการัตนัม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ กล่าวไว้บนเวทีเดียวกันว่า อย่างน้อยที่สุดข้อดีของสึนามิที่เคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ นี้คือ การเข้ามาแทนที่งานของเอไอจะเกิดขึ้นทีละงานย่อย ๆ (task by task) และนั่นหมายความว่าเรายังมีเวลาในการปรับตัว เรียนรู้ทักษะใหม่ ต่อยอดจากสิ่งที่รู้อยู่แล้ว

ทว่าเขาย้ำว่ายังมีปัญหาเฉพาะอย่างหนึ่งที่รัฐบาลแต่ละประเทศทั่วโลกต้องแก้ในเร็ว ๆ นี้ ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา นั่นคือบันไดขั้นแรกของการจ้างงานคืองานแรกหลังเรียนจบ กำลังมีความต้องการน้อยลง

"เราปล่อยให้สิ่งนั้น [งานแรก] หายไปไม่ได้ เพราะถ้าเสียมันไป ไม่ใช่แค่คนหนุ่มสาวรุ่นนั้นต้องรอไปอีกหนึ่งปี แล้วต้องไปแข่งกับคนรุ่นถัดไปในปีต่อมาเท่านั้น แต่เรายังสูญเสียทักษะไปมากกว่าหนึ่งปี เราสูญเสียหลายสิ่งที่จับต้องไม่ได้อีกหลายอย่าง และเราสูญเสียความเชื่อมั่นในอนาคต" ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์กล่าว

เขาแนะนำว่า รัฐบาลต้องหาทางจูงใจภาคเอกชนให้รับเด็กจบใหม่เพื่อให้พวกเขาได้ก้าวเท้าเข้าประตูได้ก้าวแรก เข้าสู่ตลาด แล้วเรียนรู้จากตรงนั้น นอกจากนั้นแต่ละประเทศยังต้องลงไปดูเรื่องการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอุดมศึกษาด้วย

"ความจริงของระบบอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยคือเน้นวิชาการอย่างล้นหลาม และตรงนี้ข้อมูลก็ชัดแล้วเช่นกัน ความเชื่อมโยงระหว่างวุฒิการศึกษากับโอกาสในอาชีพกำลังอ่อนลง" ชันมูการัตนัมระบุ

เขายกตัวอย่างกรณีศึกษาในสหรัฐฯ ซึ่งพบเป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษที่ความต้องการผู้จบปริญญาลดลง ค่าจ้างเพิ่มเติมสำหรับผู้จบมหาวิทยาลัยก็ลดลงอย่างมาก เขากล่าวว่า "นี่คือสัญญาณแรกของยุคใหม่" ที่บีบให้ผู้กำหนดนโยบายต้องย้อนกลับไปแก้ที่ระบบการศึกษา ลดความเอียงไปทางการศึกษาเชิงวิชาการ ไปสู่การศึกษาที่ประยุกต์ใช้มากขึ้น มีช่วงทำงานจริงเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน มีการฝึกในสถานประกอบการและฝึกงานมากขึ้น และมีระบบทวิภาคีมากขึ้นที่นักศึกษาใช้เวลาอย่างจริงจังในบริษัทเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนมหาวิทยาลัย

อนาคตที่เจนซีชาวไทยฝันใฝ่

Napasin Samkaewcham/BBC Thai
คำบรรยายภาพ, "12,000 นะครับ ทำอะไรกิน ... ค่ากินผมเฉลี่ยมื้อละ 60-70 บาท เดือนนึงก็ 4-5 พันแล้ว แล้วคนเราก็ไม่ได้มีแค่ค่ากิน" ชายหนุ่มจาก จ.สุรินทร์บอกก่อนทิ้งท้ายว่าสุดท้ายเขาก็ทำได้แค่ทนทำงานต่อไป

สำหรับเด็กรุ่นใหม่ด่านแรกคือหางานให้ได้ แต่ด่านต่อไปคือทำให้ความฝันกลายเป็นจริง และสำหรับตัวคนหนุ่มสาววัยเจนซีทั้งสามคน พวกเขาก็มีเส้นทางที่อยากเดินไปให้ถึง

พงศ์สิทธิ์ในวัย 23 ปี บอกกับเราว่าตอนที่เขายังเรียนไม่จบและไม่ได้หาเงินเอง เขาเคยฝันไว้ว่าการที่จบออกมาแล้วได้เงินเดือนในหลักหมื่นหรือสองหมื่นบาท คงช่วยให้ตัวเขาทำอะไรได้มากมาย เพราะเขาเข้าใจว่าค่ากินข้าวก็แค่วันละหลักร้อยบาทเท่านั้น

ทว่าเมื่อเข้ามาอยู่ในโลกของการทำงานแล้ว เขาต้องรับผิดชอบตัวเองทุกอย่าง

"เราไม่เคยคิดมาก่อนว่าเราจะต้องจ่ายค่าแชมพูสระผม อะไรที่มันเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราไม่เคยจะต้องจ่ายในตอนเด็ก เราก็ต้องมาจ่ายเองมากขึ้น ก็เลยรู้สึกว่าชีวิตมันต้องฝ่าฝัน ความยากมันเพิ่มกว่าเดิมเยอะขึ้นมาก ๆ"

พงศ์สิทธิ์บอกกับบีบีซีไทยว่าสิ่งที่เขาวางแผนไว้ตอนนี้คือการหาสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับการใช้ชีวิต โดยเขาพร้อมจะทุ่มเวลาเต็มทั้ง 8 ชั่วโมงไปกับการทำงานและการเรียนรู้ต่าง ๆ แต่เมื่อจบจากช่วงเวลาดังกล่าว เขาก็อยากไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่เขาต้องการ และเรียนรู้ที่จะไม่กดดันหรือเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับคนอื่นในโลกออนไลน์

"ผมรู้สึกว่าเป็นเจนซีมันยากนะ เพราะว่ามันมีสื่อโซเชียลเยอะ บางทีเราก็ต้องมีคนบอกอย่าลืมออมเงินนะน้อง เด็กจบใหม่อย่าลืมลงทุนนะ ต้องเก็บเงินไปลงทุนบ้าง แล้วก็มีอีกเสียงหนึ่งบอกว่า ต้องไปเที่ยวด้วยนะ อย่าลืมใช้ชีวิตด้วยของตัวเองนะ แล้วมันก็ต้องใช้เงินไง ผมก็เลยรู้สึกว่ามันย้อนแย้ง" พงศ์สิทธิ์กล่าว

พงศ์สิทธิ์ อินทรจงใจ
คำบรรยายภาพ, "ผมรู้สึกว่าเป็นเจนซีมันยากนะ เพราะว่ามันมีสื่อโซเชียลเยอะ บางทีเราก็ต้องมีคนบอกอย่าลืมออมเงินนะน้อง เด็กจบใหม่อย่าลืมลงทุนนะ ต้องเก็บเงินไปลงทุนบ้าง แล้วก็มีอีกเสียงหนึ่งบอกว่า ต้องไปเที่ยวด้วยนะ อย่าลืมใช้ชีวิตด้วยของตัวเองนะ แล้วมันก็ต้องใช้เงินไง ผมก็เลยรู้สึกว่ามันย้อนแย้ง" พงศ์สิทธิ์กล่าว

สำหรับหญิงสาววัย 23 ปี อย่างชนิสรา เธอเองก็อยากจะค่อย ๆ เก็บเงินก่อร่างสร้างชีวิตขึ้นมา เธอบอกว่าหากได้งานแรก ด้วยเงินเดือนสัก 18,000 บาท เธอก็จะพยายามหักเงินเก็บไว้ก่อนเลย 10,000 บาท และพยายามเลี้ยงชีวิตให้ได้ด้วยเงินที่เหลือ เพราะเธอมีความฝันอยากจะกลับไปสร้างบ้านที่บ้านเกิดร่วมกับน้าที่เลี้ยงเธอมา

ขณะที่ในอนาคตต่อจากนี้ เธอก็ยังต้องคำนึงถึงหนี้การศึกษาที่รอคอยอยู่ และการค่อย ๆ ใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป

"ไม่อยากจะรบกวนทางบ้านมาก เพราะคุณน้าส่งเรามาตั้งสี่ปีแล้ว แล้วเรายังจะมาพึ่งเขาอีกหลังเรียนจบ ... ต้องรีบหางานแล้ว ต้องรีบมีอะไรเป็นของตัวเอง สร้างเนื้อสร้างตัวได้ ถ้าเรามีกำลังมากพอ เราสามารถช่วยเขาได้ในตอนที่เขาแก่ตัวขึ้น" ชนิสรากล่าว

เธอบอกเราว่าแม้ผู้ใหญ่หลายคนจะเตือนตอนที่เธอเลือกเรียนสายนิเทศศาสตร์ว่าจะหางานยาก หรือตลาดไม่ได้รุ่งเรืองอีกแล้ว แต่เธอก็มีใจรักกับสายงานนี้จริง ๆ และอยากเดินหน้าประสบความสำเร็จในเส้นทางที่เธอรัก

เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเอไอจะมาแย่งงานโดยเฉพาะในฝั่งของสายการผลิตคอนเทนต์ต่าง ๆ ในอนาคต ชนิสราไม่ปฏิเสธว่าไม่กลัว แต่ก็มองว่ามันเป็นเครื่องมือช่วยทุ่นแรงคนได้ และเธอเชื่อว่า "คนเรามันก็ต้องเก่งขึ้นเหมือนกัน"

ชนิสรา กมลกลาง
คำบรรยายภาพ, ชนิสราบอกบีบีซีไทยว่าแม้ผู้ใหญ่หลายคนจะเตือนตอนที่เธอเลือกเรียนสายนิเทศศาสตร์ว่าจะหางานยาก หรือตลาดไม่ได้รุ่งเรืองอีกแล้ว แต่เธอก็มีใจรักกับสายงานนี้จริง ๆ และอยากเดินหน้าประสบความสำเร็จในเส้นทางที่เธอรัก

ต่อคำถามสุดท้ายถึงอนาคต เธอบอกกับบีบีซีไทยว่า "รู้สึกว่ามันคงจะยากมาก ๆ แต่ก็คิดว่ามันคงจะไม่ยากเกินความสามารถ... ประสบการณ์ของเราที่ผ่านมามันเป็นดาบสองคม มันบั่นทอนเรา แต่มันก็ทำให้เรามองกลับไปว่าเรายังผ่านมันมาได้เลย"

ส่วนอนันตชัยที่อายุมากที่สุดในสามคนที่บีบีซีไทยสัมภาษณ์ครั้งนี้ บอกเราว่าเขาฝันที่จะมีร้านอาหารเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง แต่ตอนนี้ความฝันดังกล่าวยังติดอุปสรรคเรื่องเงินทุนอยู่ และเขาก็วางแผนจะค่อย ๆ ทำงานเก็บเงินเพื่อสานฝันนี้ให้เป็นจริง

ความคิดที่ว่า "อยากรวย" ของอนันตชัยคือการมีเงินใช้ตอนเกษียณอย่างเพียงพอ โดยเขาบอกตัวเลขมาสักเดือนละ 50,000 บาท แต่ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไปเมื่ออยู่ในโลกของการทำงาน เพราะเมื่อมาทำงานจริง ๆ ทุกอย่างก็รู้สึกว่ายากขึ้น โดยเฉพาะกับเงินเดือนเริ่มต้นของเขาที่ตัวเขาเองรู้สึกว่าน้อยมาก

"12,000 นะครับ ทำอะไรกิน ... ค่ากินผมเฉลี่ยมื้อละ 60-70 บาท เดือนนึงก็ 4-5 พันแล้ว แล้วคนเราก็ไม่ได้มีแค่ค่ากิน" ชายหนุ่มจาก จ.สุรินทร์บอก ก่อนทิ้งท้ายว่าสุดท้ายเขาก็ทำได้แค่ทนทำงานต่อไป

"เขาบอกว่าเจนซี เป็นคนไม่อดทน จริง ๆ ผมว่าผมอดทนมากนะ..."