ทรัมป์ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียบางส่วน ขณะที่ความขัดแย้งกับเซเลนสกีทวีความรุนแรงขึ้น

Trump and Putin speaking during a visit to Alaska
    • Author, แมกซ์ มาตซา
  • Published
  • เวลาอ่าน: 4 นาที

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ระงับมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียหลายรายการ ก่อนที่มาตรการเหล่านั้นจะมีผลบังคับใช้เพียงสองวัน ท่ามกลางความขัดแย้งกับโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาสหรัฐฯ และทรัมป์ได้ลงนามให้มีผลเป็นกฎหมายเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (16 ต.ค.) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร โดยระบุว่าการระงับมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับ "ผลประโยชน์แห่งชาติ" ของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ หลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความไม่พอใจ

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับรัฐบาลยูเครนเริ่มตึงเครียดมากขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากสหรัฐฯ ทำข้อตกลงที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากรัสเซีย หลังจากนั้นยูเครนได้กล่าวหาว่ารัฐบาลของทรัมป์กำลังถอนการสนับสนุนทางทหารที่สำคัญต่อยูเครน

นับตั้งแต่นั้นมาทรัมป์และเซเลนสกีต่างก็ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงตอบโต้กันไปมา โดยประธานาธิบดียูเครนกล่าวระหว่างการประชุมสุดยอดสหภาพยุโรป (EU) ว่า เขารู้สึกยินดีที่ได้อยู่ท่ามกลาง "ผู้นำตัวจริง" หลังจากทรัมป์กล่าวว่า เซเลนสกีเป็นบุคคลที่ "รับมือได้ยากกว่า" วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย

กฎหมายมาตรการคว่ำบาตรฉบับใหม่ของสหรัฐฯ มุ่งโจมตีไปที่เศรษฐกิจรัสเซีย โดยให้อำนาจทรัมป์อย่างกว้างขวางในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรสูงสุดถึง 100% จากสินค้านำเข้าจาก 5 ประเทศที่ซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียมากที่สุด ซึ่งประเทศที่มีความสำคัญมากที่สุดในกลุ่มนี้ ได้แก่ จีน และ อินเดีย

มาตรการดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการคว่ำบาตรบุคคลระดับสูงของรัสเซีย รวมถึงปูติน ตลอดจนสถาบันการเงินของรัสเซีย และกองเรือที่เรียกว่า "กองเรือเงา" (Shadow Fleet) ของมอสโก ซึ่งเป็นกลุ่มเรือที่ใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการห้ามค้าขายที่มีผลบังคับใช้อยู่ก่อนแล้ว

ขณะนี้ทรัมป์ได้ยกเว้นการบังคับใช้มาตรการหลายข้อในกฎหมายดังกล่าวแล้ว

สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตหลายคน รวมถึงดอน เบเยอร์ ได้วิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวนี้โดยกล่าวหาว่าทรัมป์ยอมจำนนต่อมอสโก และหันหลังให้รัฐบาลกรุงเคียฟและเซเลนสกี

"การยอมจำนนครั้งล่าสุดของทรัมป์ต่อปูตินถือเป็นการทรยศต่อพันธมิตรชาวยูเครนของเราอีกครั้งและขัดต่อเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของรัฐสภาในการออกกฎหมาย [คว่ำบาตร] ฉบับนี้ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อลงโทษรัสเซียจากการทำสงครามรุกรานอย่างผิดกฎหมาย" เบเยอร์เขียนบนบัญชีเอ็กซ์ (X) ของเขา

การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนของทรัมป์มีแนวโน้มจะทำให้ยูเครนไม่พอใจ เนื่องจากเซเลนสกีได้เน้นย้ำมาโดยตลอดถึงความจำเป็นในการใช้มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดเพื่อจำกัดแหล่งเงินทุนที่รัสเซียสามารถนำไปใช้ในการทำสงครามได้

ก่อนหน้านี้ทรัมป์ถูกเซเลนสกีและพันธมิตรของยูเครนในยุโรปวิจารณ์ต่อกรณีที่ระงับมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียชั่วคราวเพื่อนำเข้าน้ำมันดีเซลจากรัสเซียเพื่อพยายามกดราคาพลังงานในสหรัฐฯ ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงสงครามอิหร่าน

ทรัมป์ใช้เวลาหลายเดือนในการรับมือกับผลกระทบทางการเมืองจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม นอกจากนี้ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้คะแนนนิยมของทรัมป์ในหมู่ชาวอเมริกันเสื่อมถอยลงด้วย

เซเลนสกีชี้ว่าข้อตกลงดังกล่าวเปรียบเสมือนการที่สหรัฐฯ เข้าไปลงทุนในความพยายามทำสงครามของรัสเซีย

ไม่กี่วันต่อมา ทรัมป์กล่าวอ้างว่าทั้งรัสเซียและยูเครนได้บรรลุความเห็นชอบต่อ "ข้อตกลงหยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน" (energy ceasefire) เพื่ออำนวยความสะดวกให้รัสเซียส่งออกน้ำมันดีเซล

ทั้งสองชาติได้โจมตีระบบโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานของแต่ละฝ่ายอย่างเข้มข้น โดยรัฐบาลยูเครนกล่าวว่าเป็นไปเพื่อจำกัดรายได้ที่เครื่องจักรสงครามของรัสเซียจะได้รับ ขณะที่รัสเซียอ้างว่าเป็นเพียงการโจมตีเป้าหมายสถานที่ซึ่งกองทัพยูเครนใช้งานอยู่เท่านั้น

Zelensky initially expressed surprise at Trump's announcement, and said Kyiv would stop the strikes if Russia did the same. After three days which saw several fresh attacks from Russia, Kyiv resumed its strikes on Russian oil refineries.

This prompted scathing condemnation from Trump, who called the strikes a "disgrace". Zelensky replied that he was "only standing up for Ukraine's interests".

ในตอนแรกเซเลนสกีแสดงความประหลาดใจต่อประกาศของทรัมป์ และกล่าวว่ายูเครนจะยุติการโจมตี หากรัสเซียทำเช่นเดียวกัน แต่หลังจากผ่านไปสามวันซึ่งรัสเซียยังเดินหน้าโจมตีระลอกใหม่อยู่หลายครั้ง ยูเครนจึงกลับมาโจมตีโดยมุ่งไปที่โรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียอีกครั้ง

เหตุการณ์นี้ทำให้ทรัมป์ออกมาประณามอย่างรุนแรงโดยเรียกการโจมตีดังกล่าวว่าเป็น "เรื่องน่าอับอาย" ส่วนเซเลนสกีได้ตอบโต้ว่าเขา "เพียงแค่ปกป้องผลประโยชน์ของยูเครนเท่านั้น"

ความกังวลว่าทรัมป์กำลังยืนอยู่ข้างฝ่ายรัสเซียยิ่งหนักแน่นขึ้นจากเหตุการณ์ที่ระบบดาวเทียมซึ่งสหรัฐฯ จัดหาให้แก่ยูเครนเกิดการหยุดชะงักในการทำงาน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดาวเทียมสตาร์ลิงก์ได้จำกัดความเร็วในการบินของโดรนอย่างกะทันหันและไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า โดยมีเงื่อนไขว่าโดรนจะต้องยังคงเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ในขณะบิน ยูเครนระบุว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภารกิจทางทหารบางส่วนในสนามรบ และขัดขวางความสามารถของยูเครนในการป้องกันตนเองจากการโจมตีของรัสเซียที่กำลังมุ่งเข้ามา

ในช่วงที่ยูเครนเกิดปัญหาเกี่ยวกับการเชื่อมต่อกับสตาร์ลิงก์ รัสเซียได้เปิดฉากโจมตียูเครนหลายครั้ง ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต โดยประชาชนในพื้นที่และรัฐบาลยูเครนระบุว่า การโจมตีเหล่านี้เกิดขึ้นโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า

เมื่อวันศุกร์ (16 ต.ค.) เซเลนสกีกล่าวว่าความเร็วในการเชื่อมต่อของสตาร์ลิงก์ยังคงไม่ได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติอย่างเต็มที่

ขณะที่ทรัมป์ปฏิเสธว่าไม่ได้ระงับการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองและไม่ได้จงใจลดความเร็วเครือข่าย สตาร์ลิงก์ของยูเครน

รายงานเพิ่มเติมโดย เฮเลน ซัลลิแวน