เหตุใดจึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีทหารเกาหลีเหนือระลอกใหม่เข้าร่วมรบกับรัสเซียในสงครามยูเครน

ที่มาของภาพ, BBC/Getty Images
- Author, เควนติน ซัมเมอร์วิลล์
- Role, ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ
- Reporting from, กรุงโซล
- Published
- เวลาอ่าน: 10 นาที
ศัตรูที่กรูกันเข้าสู่สนามรบเป็นกลุ่มใหญ่แม้อยู่ท่ามกลางการยิงถล่ม ราวกับไม่เกรงกลัวต่ออันตรายจากโดรนและอาวุธปืนกลอัตโนมัติ หน่วยทหารชั้นยอดราวกับทหารผีที่เลือกปลิดชีพตนเองแทนการยอมจำนน พวกเขาต่อสู้และล้มตายไปหลายพันนาย แล้วก็เหมือนว่าหายไปจากสนามรบเสียดื้อ ๆ
ทหารเกาหลีเหนือถูกรัฐบาลของตนส่งไปร่วมรบเคียงข้างกองกำลังรัสเซีย เพื่อช่วยผลักดันการตอบโต้การรุกของยูเครนที่เข้ามาในดินแดนของรัสเซียช่วงปลายปี 2024 โดยแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิตในการสู้รบมากถึง 3,000 นาย จากกำลังพลที่ถูกส่งไปราว 13,000 นาย
ท้ายที่สุด กองกำลังเกาหลีเหนือได้ปรับเปลี่ยนยุทธวิธีการรบ และร่วมกับรัสเซียขับไล่กองกำลังยูเครนออกจากภูมิภาคเคิร์สก์ (Kursk Region) ได้สำเร็จ
นับจากนั้นเป็นต้นมา แทบไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับบทบาทของทหารเกาหลีเหนือในสนามรบมากนัก แต่ตามคำกล่าวของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กองกำลังเกาหลีเหนือ รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ของพวกเขา อาจหวนกลับมามีบทบาทสำคัญในสงครามรัสเซีย-ยูเครนอีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้
เมื่อเดือนที่แล้ว เซเลนสกีออกมาเตือนว่า จะมีกำลังพลเกาหลีเหนือเกือบ 50,000 นาย เข้าประจำการในรัสเซีย โดยเป็นการปรับตัวเลขเพิ่มจากการประเมินก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะมีทหารมากถึง 30,000 นาย เขายังเรียกร้องให้เกาหลีใต้เพิ่มการสนับสนุนด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศแก่ยูเครน
ทว่าเหตุใดเกาหลีเหนือจึงยังคงส่งทหารไปรบให้รัสเซีย ทั้งที่ต้องเผชิญความสูญเสียอย่างหนัก และเกิดอะไรขึ้นกับทหารที่ถูกส่งไปก่อนหน้านี้
"พวกเขายังคงอยู่ที่นั่น" ดร.ยัง อุก นักวิจัยจากศูนย์วิจัยนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง (Center for Foreign Policy and National Security) ภายใต้สถาบันอาซานเพื่อการวิจัยนโยบาย (Asan Institute for Policy Studies) ในกรุงโซล กล่าว
"พวกเขากำลังป้องกันดินแดนของรัสเซียเพื่อรับมือกับการตอบโต้หรือการรุกระลอกใหม่จากยูเครน และเราเชื่อว่ากำลังพลบางส่วนจากหน่วยวิศวกรหรือแรงงานอาจอยู่ในพื้นที่ดอนบาส [ซึ่งรัสเซียยึดครอง] แต่คนเหล่านั้นไม่ใช่กองกำลังรบ"

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
หน่วยข่าวกรองหลักแห่งกระทรวงกลาโหมยูเครน (HUR) ประเมินว่า ขณะนี้ยังมีกำลังพลเกาหลีเหนือราว 8,500 นายอยู่ในดินแดนรัสเซีย โดยถูกจัดกำลังเป็น 4 กองพลน้อย ซึ่งปฏิบัติการภายใต้กองกำลังกลุ่ม "เหนือ" (North) และได้รับมอบหมายให้ปกป้องพรมแดนของสหพันธรัฐรัสเซียในภูมิภาคเคิร์สก์จากการรุกล้ำของกองกำลังยูเครน
HUR ระบุในแถลงการณ์ต่อบีบีซีว่า "กำลังพลเหล่านี้ไม่ได้เข้าร่วมปฏิบัติการรบเชิงรุก และยังไม่พบหน่วยของกองทัพประชาชนเกาหลีในดินแดนยูเครนที่รัสเซียยึดครองอยู่ชั่วคราว"
ครั้งแรกสำหรับเกาหลีเหนือ
สำหรับคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ การส่งทหารไปยังภูมิภาคเคิร์สก์ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ และเป็นการส่งกองกำลังรบไปปฏิบัติการในต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ก่อนหน้านี้ ในปี 1973 เกาหลีเหนือเคยส่งกำลังพลและครูฝึกทหาร 1,500 นายไปยังอียิปต์ในช่วงสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) กับอิสราเอล และในช่วงปลายทศวรรษ 1960 มีการประเมินว่านักบินเกาหลีเหนือ 87 นายเข้าร่วมรบเคียงข้างเวียดนามเหนือในการต่อสู้กับกองกำลังสหรัฐฯ
แม้จะต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างหนัก การเดิมพันครั้งนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ นำมาซึ่งผลประโยชน์มากมายต่อประเทศที่ถูกโดดเดี่ยวและยากจนแห่งนี้ ทั้งยังช่วยพลิกโฉมสถานะทางเศรษฐกิจและศักยภาพทางทหารของเกาหลีเหนือ อีกทั้งยังอาจกลายเป็น ต้นแบบของความร่วมมือทางทหารที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียในอนาคต
"ตอนนี้ชาวเกาหลีเหนือรู้แล้วว่าการทำสงครามสมัยใหม่เป็นอย่างไร" ดร.ยัง อุก กล่าว
ทหารที่ถูกส่งไปร่วมรบในรัสเซียนั้นมาจาก หน่วยสตอร์มคอร์ปส์ (Storm Corps) ซึ่งถือเป็นกำลังรบชั้นแนวหน้าของกองทัพเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือซึ่งเป็นรัฐเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จและปิดประเทศอย่างเข้มงวด เป็นสังคมที่มีลักษณะเป็นรัฐทหารและมีการปลูกฝังอุดมการณ์อย่างหนัก
ในช่วงแรก ทั้งรัสเซียและเกาหลีเหนือไม่ได้ยอมรับด้วยซ้ำว่ามีกำลังพลเกาหลีเหนืออยู่ในพื้นที่ ยูเครนปะทะกับทหารเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกในเดือน พ.ย. 2024 และกว่าจะมีการจับกุมทหารเกาหลีเหนือได้ทั้งเป็นเป็นครั้งแรก ก็ต้องรอจนถึงเดือน ม.ค. ของปีถัดมา
จนกระทั่งเดือน เม.ย. 2025 รัสเซียจึงออกมายอมรับบทบาทของทหารเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรก โดยวาเลรี เกราซิมอฟ หัวหน้าคณะเสนาธิการทหารรัสเซีย กล่าวยกย่อง "ความกล้าหาญและการเสียสละ" ของพวกเขาในสนามรบ

ที่มาของภาพ, Reuters
ดร.ยัง อุก กล่าวต่อว่า "ทหารเกาหลีเหนือมีความกล้าหาญมาก โดยเฉพาะกำลังพลจากหน่วยสตอร์มคอร์ปส์ พวกเขาพร้อมสละชีวิตเพื่อประเทศของตน แต่ปัญหาคือ ความมุ่งมั่นเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะมีทักษะการรบที่มีประสิทธิภาพ... [พวกเขาสูญเสีย] กำลังพลจำนวนมากในช่วงแรกของปฏิบัติการที่เคิร์สก์ แต่ก็ได้เรียนรู้บทเรียนจากสงครามโดรนสมัยใหม่"
"Cannon fodder" [ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาไทยว่า 'ทหารที่ถูกส่งไปตาย'] คือคำที่ "สุลต่าน" ทหารจากกองพลจู่โจมทางอากาศที่ 95 ของยูเครน ใช้อธิบายกองกำลังเกาหลีเหนือ เขาเคยเผชิญหน้ากับพวกเขาในสมรภูมิเคิร์สก์ช่วงปลายปี 2024
"พวกเขาจะเริ่มด้วยการส่งหน่วยจู่โจมขนาดใหญ่เข้ามาก่อน จากนั้นก็ส่งกำลังอีก 15-20 นายเข้าโจมตีในตำแหน่งเดียวกัน และตามมาด้วยกำลังชุดอื่นอีก ทหารเกาหลีเหนือปฏิบัติการแตกต่างออกไป พวกเขาเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้พวกเขามีข้อได้เปรียบบางประการ แต่ก็ไม่ได้มากพอที่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดของการรบ" เขาเล่าย้อนความให้สัมภาษณ์ในกรุงเคียฟเมื่อไม่นานมานี้
เขากล่าวต่อว่า การสื่อสารระหว่างทหารเกาหลีเหนือกับกองกำลังรัสเซียที่เป็นพันธมิตรดูจะมีปัญหาอย่างมาก และทหารเกาหลีเหนือก็ได้รับอุปกรณ์ไม่เพียงพอ
หลังการสู้รบ สุลต่านและทหารในหน่วยของเขาจะตรวจค้นศพของฝ่ายตรงข้ามเพื่อหาเอกสารและข้อมูลข่าวกรอง จากศพทหารรัสเซีย พวกเขามักพบทรัพย์สินส่วนตัว เอกสารยืนยันตัวตน และอุปกรณ์ต่าง ๆ
"แต่เมื่อเราตรวจค้นศพทหารเกาหลีเหนือโดยเฉพาะ สิ่งเดียวที่พบคือกระสุน เราตรวจทุกกระเป๋าเล็ก ๆ อย่างละเอียดแล้ว ไม่มีเอกสารใด ๆ เลย ไม่มีอะไรเลย" เขาอธิบาย
ทหารยูเครนคนอื่น ๆ ยังรายงานด้วยว่า ทหารเกาหลีเหนือขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันร่างกาย เสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาว และหมวกนิรภัย
ในวิดีโออันน่าสะเทือนใจคลิปหนึ่งจากปฏิบัติการโจมตีของยูเครน ทหารเกาหลีเหนือที่ได้รับบาดเจ็บนายหนึ่งนอนคว่ำอยู่บนพื้นหิมะในพื้นที่ป่า ขณะที่ทหารยูเครนกำลังเข้าประชิดตัว เขาได้จุดชนวนระเบิดมือใต้คางของตนเอง หลังจากตะโกนเรียกชื่อผู้นำของเขา คิม จอง-อึน เป็นถ้อยคำสุดท้ายก่อนเสียชีวิต
เมื่อเดือน เม.ย. 2025 ในพิธีรำลึกที่กรุงเปียงยาง ณ พิพิธภัณฑ์ปฏิบัติการทางทหารในต่างประเทศ ซึ่งเพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ คิมได้ยกย่องเหล่าวีรบุรุษที่เลือกปลิดชีพตนเองแทนการยอมถูกจับเป็นเชลย
ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อญาติของทหาร โดยมี อันเดรย์ เบลูซอฟ รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียเข้าร่วมด้วย คิมกล่าวว่าพวกเขาเป็น "วีรบุรุษที่เลือกจุดชนวนระเบิดปลิดชีพตนเองและปฏิบัติการพลีชีพโดยไม่ลังเล เพื่อปกป้องเกียรติยศอันยิ่งใหญ่"

ที่มาของภาพ, Reuters
แม้เกาหลีเหนือจะไม่เคยออกมายอมรับตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการจากปฏิบัติการในภูมิภาคเคิร์สก์ แต่การวิเคราะห์ของ บีบีซีแผนกภาษาเกาหลี โดยอ้างอิงจากข้อมูลในเว็บไซต์รำลึกผู้เสียชีวิต พบว่าอาจมีทหารราว 2,300 นายเสียชีวิตระหว่างการสู้รบเพื่อรัสเซีย
ขณะที่หน่วยข่าวกรองทางทหารของยูเครน (HUR) ประเมินว่ามีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตประมาณ 3,000 นาย และได้รับบาดเจ็บอีก 1,500 นาย
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการได้รับประสบการณ์การรบจริงแล้ว เหตุใดเกาหลีเหนือจึงยอมสูญเสียกำลังพลชั้นดีจำนวนมากในสงครามของต่างประเทศเช่นนี้
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล
การส่งกำลังพลไปร่วมรบครั้งนี้ถือเป็นแหล่งรายได้มหาศาลของเกาหลีเหนือและยังนับเป็นชัยชนะทางภูมิรัฐศาสตร์อีกด้วย ลิม ซูโฮ นักวิจัยอาวุโสแห่งสถาบันยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติในกรุงโซล กล่าว
เขาประเมินว่า การขายอาวุธให้รัสเซียและการส่งทหารไปร่วมรบได้สร้างรายได้ให้แก่ประเทศยากจนแห่งนี้เกือบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 แสนล้านบาท)
"ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเกาหลีเหนือในแต่ละปีคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.9 แสนล้านบาท)" เขากล่าวกับผม ก่อนอธิบายต่อไปว่า "นั่นหมายความว่า เกาหลีเหนือสามารถสร้างรายได้หนึ่งในสามของ GDP ทั้งปี ในช่วงเวลาเพียงสองปีครึ่ง จากการส่งออกอาวุธและการส่งกำลังพล ซึ่งสำหรับเศรษฐกิจขนาดเล็กอย่างเกาหลีเหนือมีนัยสำคัญอย่างมาก"
เพื่อแลกเปลี่ยนกับกำลังพล เกาหลีเหนือจะได้รับอาหาร น้ำมัน และสกุลเงินจากประเทศที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากกว่าและเป็นที่ยอมรับทั่วโลก แม้รัฐบาลจีนจะระบุว่าพวกเขาปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือ แต่รัสเซียไม่ได้ปฏิบัติเช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความร่วมมือกับรัสเซียได้ช่วยเปลี่ยนแปลงการพึ่งพาจีนในระยะยาวของเกาหลีเหนือ
ดังนั้น ในกรุงปักกิ่งเมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว คิม จอง-อึน จึงสามารถยืนเคียงข้างสี จิ้นผิงผู้นำจีนและวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียในการพบปะต่อสาธารณะของผู้นำทั้งสามเป็นครั้งแรก แม้จะยังไม่ถึงขั้นเป็นฝ่ายที่เท่าเทียมกันโดยสมบูรณ์ แต่เกาหลีเหนือก็ไม่ได้ต้องพึ่งพาจีนเพียงประเทศเดียวอีกต่อไปแล้ว

ที่มาของภาพ, Reuters
ลิมกล่าวว่า เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง "นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่"
"เมื่อเผชิญความยากลำบากจากการถูกโดดเดี่ยว เกาหลีเหนือมักจะยื่นมือเข้าหาเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ เพื่อพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ นั่นคือรูปแบบทางการทูตบนคาบสมุทรเกาหลีมาโดยตลอด แต่ตอนนี้ ความสัมพันธ์กับรัสเซียที่แน่นแฟ้นขึ้น กระตุ้นให้คิม จอง-อึน มองว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่สงครามเย็นรูปแบบใหม่ และเป็นระเบียบโลกแบบหลายขั้วอำนาจ"
ความร่วมมือกับรัสเซีย ซึ่งเริ่มต้นจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจและการทหาร ดูเหมือนจะกำลังพัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและยั่งยืนมากกว่าเดิม
ในการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีครั้งที่ 9 ปีนี้ คิม จอง-อึนแสดงความมั่นใจมากขึ้น และกล่าวถึงความสำเร็จหลายประการที่แม้แต่ คิม อิล-ซุง ผู้เป็นปู่ และ คิม จอง-อิล ผู้เป็นบิดา ก็ไม่เคยทำได้มาก่อน
ทว่าก็ยังมีอันตรายรออยู่ข้างหน้าเช่นกัน นับจนถึงปัจจุบัน ไม่มีทหารเกาหลีเหนือที่เข้าไปสู่รบในยูเครนหรือในดินแดนของยูเครนที่รัสเซียปกครองมาก่อน หากพวกเขาทำเช่นนั้น ก็จะมีผลลัพธ์ทางการทูตตามมา โดยเฉพาะกับเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรของยูเครน แม้ว่าจนถึงขณะนี้จะให้ความช่วยเหลือเพียงในรูปแบบ "ไม่ใช่อาวุธสังหาร" เท่านั้น
นี่เป็นประเด็นที่ ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เน้นย้ำมาโดยตลอด ขณะที่เขากดดันให้ทางการเกาหลีใต้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารที่มีความทันสมัยมากขึ้น รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศให้แก่ยูเครน
เซเลนสกีกล่าวว่า นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. ได้มีการเตรียมความพร้อมในแคว้นโวโรเนซห์ของรัสเซีย เพื่อรองรับกำลังพลเกาหลีเหนือชุดใหม่ และยังอ้างว่าเกาหลีเหนือกำลังเตรียมส่งมอบอาวุธขีปนาวุธแบบนำวิถีเพิ่มเติมให้แก่รัสเซีย
"รัสเซียกำลังช่วยให้เกาหลีเหนือได้เรียนรู้การทำสงครามสมัยใหม่ พัฒนาอาวุธของพวกเขา และได้มีประสบการณ์รบจริง นี่เป็นอันตรายต่อทุก ๆ ประเทศในเอเชียที่ตั้งอยู่ภายในพิสัยการยิงของขีปนาวุธเกาหลีเหนือ" เขากล่าวในการแถลงต่อประชาชนในฐานะประธานาธิบดีเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา
มีทหารเกาหลีเหนือเพียง 2 นายเท่านั้นที่ถูกจับเป็นเชลยขณะยังมีชีวิตอยู่ในการสู้รบกับกองกำลังยูเครน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่น้อยอย่างน่าตกตะลึง เมื่อพิจารณาว่ามีทหารเกาหลีเหนือเข้าร่วมปฏิบัติการในสมรภูมิภูมิภาคเคิร์สก์ ระหว่าง 11,000 ถึง 14,000 นาย (ตามข้อมูลของหน่วยข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ มีทหารเกาหลีเหนืออีกรายหนึ่งที่ถูกจับเป็นเชลยขณะยังมีชีวิตอยู่ แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมาจากอาการบาดเจ็บที่ได้รับจากการสู้รบ)

ที่มาของภาพ, @ZELENSKYYUA/X
เฉกเช่นเดียวกับเพื่อนทหารของพวกเขาที่เลือกฆ่าตัวตายแทนการถูกจับกุม ชายทั้งสองก็ไม่เคยตั้งใจที่จะถูกจับเป็นเชลยทั้งเป็น
"สำหรับทหารแห่งโชซอน (เกาหลีเหนือ) การตกเป็นเชลยศึกถือเป็นอาชญากรรมในตัวมันเอง มันไม่ใช่ทางเลือกเลย เราไม่สามารถเป็นเชลยศึกได้" หนึ่งในทหารที่ถูกจับกล่าวกับทีมผู้สร้างสารคดีของสถานีเอ็มบีซีของเกาหลีใต้ ซึ่งได้สัมภาษณ์เขาในเรือนจำที่ยูเครน
แบ็ก พย็องกัง ซึ่งไม่ใช่ชื่อจริงของเขา นอนบาดเจ็บจากการโจมตีด้วยโดรนอยู่เป็นเวลา 4 วัน ก่อนจะถูกจับกุม เขาถูกหลอกให้ยอมจำนน เมื่อเข้าใจผิดว่าทหารยูเครนเป็นทหารรัสเซียฝ่ายเดียวกับตนเอง
เชลยศึกรายที่สอง ลี คังอึน ซึ่งเป็นชื่อสมมติเช่นเดียวกัน ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคิม ยองมีว่า เขารู้สึกผิดที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่ เขาถูกทหารยูเครนพบในสนามรบขณะอยู่ในสภาพใกล้หมดสติ โดยได้รับบาดเจ็บสาหัสที่แขนและขากรรไกร
"ผมไม่มีทั้งระเบิดมือและมีดติดตัวที่จะใช้ระเบิดตัวเอง (เพื่อจบชีวิต)" เขาอธิบาย
เขาเล่าว่า ในช่วงแรกของสงคราม เพื่อนทหารจำนวนมากเสียชีวิตจากการโจมตีของโดรน โดยกล่าวว่าสนามรบ "อบอวลไปด้วยกลิ่นเลือด"
ชายทั้งสองคนไม่ต้องการกลับไปยังเกาหลีเหนือ โดยอีระบุว่าเขาเชื่อว่าสมาชิกในครอบครัวจะถูก "กวาดล้าง" เพื่อเป็นการลงโทษที่เขาถูกจับเป็นเชลย
ทั้งคู่ยังกล่าวด้วยว่าต้องการถูกส่งตัวไปยังเกาหลีใต้ และทางรัฐบาลเกาหลีใต้ก็พร้อมที่จะรับตัวพวกเขา

ที่มาของภาพ, @ZELENSKYYUA/X
มีเพียงรัสเซียเท่านั้นที่ได้ร้องขอให้ส่งตัวพวกเขากลับประเทศ โดยไม่มีคำขอจากเกาหลีเหนือ
อย่างไรก็ตาม ยูเครนยังไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะส่งตัวพวกเขาให้แก่ทางการเกาหลีใต้ เนื่องจากยูเครนยังคงต้องการใช้ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในแรงกดดันต่อทางการเกาหลีใต้เพิ่มความช่วยเหลือทางทหาร
ยูเครนระบุว่าจะปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ซึ่งห้ามการส่งตัวเชลยศึกกลับไปยังประเทศต้นทางโดยใช้การบังคับ
ชะตากรรมของทั้งสองคนยังคงไม่มีข้อสรุป แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะค่อนข้างแน่นอนก็คือ จะมีชาวเกาหลีเหนือเข้าร่วมสงครามของรัสเซียมากขึ้นในอนาคต การไปร่วมรบของพวกเขามีค่ามหาศาลต่อเกาหลีเหนือ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง รัสเซียเองก็ต้องการกำลังพลเหล่านี้อย่างยิ่งเช่นกัน
กว่า 4 ปีครึ่งหลังจากการเปิดฉากการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ ในขณะนี้ รัสเซียกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนกำลังพลอย่างหนัก
หน่วยข่าวกรองของชาติตะวันตกและยูเครนประเมินว่า รัสเซียสูญเสียทหารมากกว่าจำนวนที่สามารถรับสมัครทดแทนได้ราว 6,000 นายต่อเดือน ส่งผลให้รัสเซียจำเป็นต้องหันไปพึ่งนักรบต่างชาติจากหลายประเทศ อาทิ โคลอมเบีย เคนยา แคเมอรูน และเกาหลีเหนือ เพื่อรักษากำลังพลในแนวรบ
สำหรับรัสเซียและเกาหลีเหนือ นี่คือความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ เป็นพันธมิตรที่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ ในท้ายที่สุด เกาหลีเหนือน่าจะยังคงส่งทหารไปร่วมรบในสงครามของรัสเซียต่อไป แต่จะทำเช่นนั้นตราบเท่าที่การดำเนินการดังกล่าวยังสร้างผลตอบแทนและผลประโยชน์ที่คุ้มค่า




























