เบาะแสจากเอกสาร ตามหาเชลยศึกชาวโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ชาวยุโรปเคยช่วยไว้จากค่ายนาซี

A picture of a man in a frame
คำบรรยายภาพ, ครอบครัว เลอ เบรตง เก็บภาพของ "ทอม" เชลยศึกชาวโซเวียตไว้ ด้วยความหวังที่ว่า สักวันหนึ่งพวกเขาจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับทอม
    • Author, โอลกา อิฟชินา
    • Role, บีบีซีนิวส์ แผนกภาษารัสเซีย
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

เป็นเวลากว่า 80 ปี ที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเชลยศึกชาวโซเวียตที่หลบหนีจากนาซีบนเกาะแชนเนล (Channel) มาอยู่กับคนท้องถิ่นครอบครัวหนึ่งเพื่อซ่อนตัวจากผู้ยึดครองชาวเยอรมัน ตลอดช่วงเวลาที่เหลือของสงครามโลกครั้งที่สอง

เขาเป็นที่รู้จักในชื่อจริงว่า โบกิยอน หรือเรียกในชื่อเล่นว่า ทอม เขาเป็นหนึ่งในเชลยศึกและแรงงานบังคับชาวโซเวียตประมาณ 2,000 คนที่ถูกนำตัวมายังเกาะเจอร์ซีย์เพื่อสร้างป้อมปราการของนาซี

หลังได้รับอิสรภาพ ทอมและเชลยศึกที่รอดชีวิตคนอื่น ๆ ถูกส่งกลับไปยังสหภาพโซเวียต และแม้ทอมสัญญาว่าจะติดต่อมา แต่หลังจากที่เขากลับไปแล้วก็ไม่มีใครได้ยินข่าวคราวจากเขาอีกเลย

จนกระทั่งทีมงานบีบีซีออกตามหาลูกหลานของเขาในภูมิภาคเอเชียกลางซึ่งอยู่ห่างไกลจากเกาะเจอร์ซีย์ ไปไกลถึงสุดเขตภาคตะวันออกของประเทศอุซเบกิสถาน

Map showing Jersey. Please put your translation of all words in here for people who are sight impaired.
คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงบริเวณของแคว้นนามังแกน (Namangan) ในภาคตะวันออกสุดของประเทศอุซเบกิสถาน ในภูมิภาคเอเชียกลาง

ในปี 1943 ทอมหนีรอดจากค่ายแรงงานบังคับของนาซีบนเกาะเจอร์ซีย์ได้สำเร็จ ด้วยความเหนื่อยล้า อดอยาก และสิ้นหวัง เขาจึงไปเคาะประตูบ้านของจอห์นและฟิลลิส เลอ เบรตง เกษตรกรท้องถิ่น แม้ทั้งสองจะรู้ถึงความเสี่ยงในการให้ที่หลบซ่อนแก่เชลยศึก แต่พวกเขาก็รับทอมเข้ามาและช่วยชีวิตทอมไว้

ในบันทึกไดอารีของทอม เขาบรรยายสภาพความเป็นอยู่ในค่ายแรงงานบังคับของนาซีว่าโหดร้ายมาก

"พวกเราขุดหินจากเหมืองหิน ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น อาหารของเรามีเพียงซุปตอนกลางวัน และขนมปังกับเนยเพียงเล็กน้อยในมื้อเย็น เราไม่มีอาหารเช้า" ทอมเขียนไว้ในไดอารีของเขาในภายหลัง

"ด้วยเรื่องเล็กน้อยที่สุด พวกเราก็ถูกทุบตีอย่างโหดร้าย… และถ้าเราทำงานไม่ได้ พวกเราก็จะถูกปล่อยให้หิวโหยและถูกทุบตีซ้ำ พวกเขาไม่มีวันเชื่อว่าเราป่วย"

ทอมหลบซ่อนตัวอยู่กับครอบครัวเลอ เบรตง นานกว่าสองปี

ความเสี่ยงต่อการให้ที่พักแก่เชลยศึกโซเวียตนั้นร้ายแรงมาก ชาวเจอร์ซีย์คนอื่นอย่างลุยซา กูลด์ ถูกเนรเทศไปยังค่ายกักกันราเวนส์บรุค (Ravensbrück) และถูกสังหารในห้องรมแก๊ส เนื่องจากเธอให้ที่พักพิงแก่ผู้หลบหนีชาวโซเวียตที่ชื่อ ฟีโอดอร์ บูร์รีย์ ซึ่งเพื่อนบ้านของเธอได้แจ้งเรื่องนี้ต่อทางการเยอรมัน

A German soldier stands on a rocky ledge, with a small rocky peninsula topped by a lighthouse in the background.

ที่มาของภาพ, Atlantic-Press/Ullstein bild via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทหารเยอรมันที่เข้ายึดครองเกาะเจอร์ซีย์ ขณะยืนอยู่บนชายฝั่งในฤดูร้อนปี 1940

จอห์น และฟิลลิส เลอ เบรตง ไว้ใจทหารที่หลบหนีมามาก ถึงขนาดอนุญาตให้ทอมอ่านหนังสือให้ลูก ๆ ฟังและเล่นกับพวกเขา ซึ่งรวมถึงดัลซี ผู้เป็นลูกสาวด้วย

"ลุงทอมที่รัก เรารักเขามาก เขาเป็นความทรงจำหลักของฉันเกี่ยวกับสงคราม และรูปถ่ายของเขายังคงอยู่ข้างเตียงของฉัน" ดัลซี ซึ่งจะอายุครบ 90 ปี ในเดือน มิ.ย. ปีนี้กล่าว

"แต่ฉันยังรู้สึกงงงวยอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาหลังสงคราม"

หลังจากหมู่เกาะแชนเนลได้รับการปลดปล่อยในเดือน พ.ค. 1945 ทอมและเชลยศึกโซเวียตที่รอดชีวิตคนอื่น ๆ ถูกส่งตัวกลับไปยังสหภาพโซเวียต จากนั้นมีจดหมาย 3 ฉบับส่งมาถึงเกาะเจอร์ซีย์ ขณะที่ทอมถูกส่งตัวกลับบ้านข้ามทวีปยุโรป แต่หลังจากนั้นทอมก็เงียบหายไป

อดีตเชลยศึกที่เดินทางกลับไปยังสหภาพโซเวียตมักถูกคัดกรองและสอบสวนในค่ายคัดกรองของ หน่วยปฏิบัติการลับ NKVD ซึ่งทำหน้าที่เหมือนตำรวจลับโดยขึ้นตรงต่อคำสั่งจากพรรคคอมมิวนิสต์ยุคสหภาพโซเวียต ทางการโซเวียตมักมองว่าการถูกจับกุมเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความไม่จงรักภักดีหรือการร่วมมือกับศัตรู

บางคนได้รับอนุญาตให้กลับไปใช้ชีวิตปกติได้ในที่สุด แต่หลายคนถูกตราหน้าว่าเป็นคนที่เชื่อไม่ได้ ต้องเผชิญอุปสรรคในการทำงานและการเลื่อนตำแหน่ง และใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การถูกสงสัยอย่างต่อเนื่อง

บางคนถูกตัดสินจำคุกและถูกส่งไปยังค่ายแรงงานภายในสหภาพโซเวียต แม้หลังจากการเสียชีวิตของโจเซฟ สตาลิน ผู้นำเผด็จการโซเวียตในปี 1953 ตราบาปที่ติดอยู่กับอดีตเชลยศึกก็ไม่ได้หายไปในชั่วข้ามคืน

John and Phyllis Le Breton pictured smiling in an old sepia photograph. He is wearing a flat cap and suit and she is wearing a hat, coat and scarf. They appear to be standing in front of a stone monument.

ที่มาของภาพ, Le Breton family archive (Carolyn Horn)

คำบรรยายภาพ, จอห์น และฟิลลิส เลอ เบรตง รู้ดีถึงความเสี่ยงอย่างมากในการซ่อนตัวเชลยศึกที่หลบหนี

ทอมลงชื่อในจดหมายจ่าหน้าถึงสมาชิกครอบครัว เลอ เบรตง ว่า "โบกิยอน อัคราม" แต่ครอบครัวเบรตงและนักประวัติศาสตร์ของเกาะเจอร์ซีย์ไม่ทราบชื่อเต็มหรือที่มาที่แน่ชัดของเขา

จากนั้นทีมงานจากบีบีซี แผนกภาษารัสเซีย จึงเข้าร่วมการค้นหา

แม้ว่าทีมงานจะสืบค้นเอกสารสำคัญของโซเวียตและช่วงสงครามมาหลายปีแล้ว แต่กรณีนี้ก็ท้าทายอย่างยิ่ง

ทอมลงนามเป็นภาษาอังกฤษและไม่แน่ชัดว่าจะเขียนเป็นภาษารัสเซียอย่างไร ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในเอกสารราชการทั่วสหภาพโซเวียตในขณะนั้น

บีบีซีตรวจสอบบันทึกหลายสิบรายการและตัวสะกดหลายร้อยแบบ ค่อย ๆ จำกัดขอบเขตการค้นหาโดยใช้รายละเอียดที่เขาบันทึกไว้ในบันทึกไดอารีของเขา

จากบันทึกเหล่านั้น ปรากฏว่าเขามีอายุประมาณ 30 ปีเมื่อถูกเกณฑ์ทหารในปี 1941 เคยต่อสู้และถูกจับกุมในดินแดนของประเทศยูเครนในปัจจุบัน และอาจมีเชื้อสายเอเชียกลาง

จากนั้นการค้นหาก็แคบลงเหลือเพียงหนึ่งเดียวที่น่าจะตรงกัน คือ โบกิยอน อัครามอฟ เกิดในปี 1910 และถูกเกณฑ์ทหารจากแคว้นนามังแกน (Namangan) ซึ่งอยู่ในประเทศอุซเบกิสถานในปัจจุบัน

 Uzbekistan, Ferghana valley, Namangan - people shop at market stalls in front of an old medersa

ที่มาของภาพ, Alamy

จากการสืบค้น เราพบรายการบันทึกที่แสดงว่าเขาได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์สงครามแห่งมาตุภูมิในอีกหลายสิบปีต่อมา ที่สำคัญคือบันทึกนั้นมีที่อยู่บ้านของเขาด้วย

ณ จุดนี้ ทีมงานจากบีบีซี อุซเบก ได้เข้าร่วมการค้นหาและเดินทางไปยังแคว้นนามังแกนเพื่อตรวจสอบที่อยู่โดยหวังว่าจะมีใครบางคนที่นั่นจดจำโบกิยอนได้ หรือจำเขาได้จากภาพถ่ายที่ครอบครัวเลอ เบรตง เก็บรักษาไว้

"ทำไมคุณถึงมีรูปของคุณปู่ของผม คุณได้มาจากไหน" ชายคนหนึ่งที่เปิดประตูต้อนรับบีบีซีถาม

ชายผู้นั้นชื่อ ชัมซุตดิน อัคฮุนบาเยฟ และเป็นหลานชายของโบกิยอน อัครามอฟ

ขณะที่เขาฟังเรื่องราวเบื้องหลังภาพถ่ายในช่วงสงคราม อัคฮุนบาเยฟก็น้ำตาไหล

ตามคำบอกเล่าของครอบครัว โบกิยอนแทบไม่เคยพูดถึงประสบการณ์ของเขาในสงครามโลกครั้งที่สองเลย

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเขาสงสัยมาตลอด แม้ว่าเขาจะเป็นคนฉลาดและมีความสามารถ แต่เขากลับถูกปฏิเสธงานที่มีทักษะหรืองานที่มีความอ่อนไหวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเวลาหลายปีที่เขาทำงานเป็นคนสวนในโรงงานแห่งหนึ่งในแคว้นนามังแกน

จากข้อมูลตอนนี้ดูเหมือนว่าการถูกจับเป็นเชลยในช่วงสงครามอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตการทำงานของเขาด้วย

โบกิยอน อัครามอฟ เสียชีวิตในปี 1996 หลังจากมีชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขตามคำบอกเล่าของครอบครัวของเขา และลูกสาวของโบกิยอนก็เสียชีวิตไปหลังจากนั้นเช่นกัน

An elderly woman with white hair and glasses holding an old photograph up to the camera and wearing a pink top
คำบรรยายภาพ, ดัลซี เลอ เบรตง ถือรูปภาพของ โบกิยอน อัครามอฟ ซึ่งครอบครัวของเธอเก็บรักษาไว้ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

ทางทีมงานบีบีซีได้ช่วยจัดให้มีการสนทนาทางวิดีโอระหว่างครอบครัวของโบกิยอนในอุซเบกิสถาน กับดัลซี เลอ เบรตง ซึ่งยังคงอาศัยอยู่บนเกาะเจอร์ซีย์

"ถึงคุณดัลซี เราขอขอบคุณครอบครัวของคุณสำหรับความกล้าหาญและความเมตตา" ชัมซุตดิน อัครามอฟ กล่าวกับเธอ "ปู่ของเรารอดชีวิตจากสงครามและให้กำเนิดเราได้ก็เพราะคุณ เราดีใจมากที่ได้พบคุณ เราขอเชิญคุณไปที่อุซเบกิสถานและเราจะรอคุณอยู่ที่บ้านของเราเสมอ"

"พ่อแม่ของฉันทำในสิ่งที่พวกเขาทำเพียงเพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง" ดัลซี เลอ เบรตง ตอบ "และพวกเขาไม่ใช่คนเดียวในเจอร์ซีย์ที่ช่วยเหลือทหารโซเวียต มีเรื่องราวแบบนี้อีกมากมาย และฉันอยากให้ผู้คนรับรู้และจดจำเรื่องราวเหล่านั้นทั้งหมด"

หลังจากทราบเรื่องราวนี้ ทางการอุซเบกิสถานจึงตัดสินใจมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์มิตรภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในรางวัลสูงสุดของรัฐ ให้แก่ จอห์น และฟิลลิส เลอ เบรตง หลังเสียชีวิต เพื่อเป็นการยกย่อง "ความกล้าหาญและความเมตตา" ของพวกเขา

เครื่องราชอิสริยาภรณ์มิตรภาพจะถูกมอบให้แก่ ดัลซี เลอ เบรตง ในวันที่ 6 พ.ค. 2026

A black and white image on Alderney showing two prisoners of war wearing quilted cotton wool jackets and hats. The one in the centre is sitting, the one on the right standing and holding what looks like a farming tool. Behind them is a wooden hut with open windows.

ที่มาของภาพ, Alderney archives

คำบรรยายภาพ, เชลยศึกและแรงงานทาสชาวโซเวียตในค่ายแห่งหนึ่งบนหมู่เกาะแชนเนล