ทรัมป์บอกรัฐสภาสหรัฐฯ ว่า การหยุดยิงหมายความว่า เขาไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาเพื่อทำสงครามกับอิหร่าน
- Author, ซารีน ฮาเบเชียน
- เวลาอ่าน: 5 นาที
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับรัฐสภาว่า การทำสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านได้ "ยุติลงแล้ว" ในช่วงที่ยังอยู่ระหว่างการหยุดยิง โดยเขาโต้แย้งว่าตนเองไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามเส้นตายในการขอความเห็นชอบทางกฎหมายสำหรับการทำสงคราม
ตามกฎหมายแล้ว ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาภายใน 60 วัน หลังจากแจ้งสมาชิกสภานิติบัญญัติเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหาร มิฉะนั้นจะต้องยุติการสู้รบ
ทว่าในจดหมายที่ส่งถึงระดับผู้นำของรัฐสภาของสหรัฐฯ ทรัมป์ระบุว่าเขาไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจการทำสงครามดังกล่าว เนื่องจากการหยุดยิงที่ตกลงกับอิหร่านเมื่อเดือนที่แล้วได้หยุดการนับกรอบเวลาดังกล่าวสำหรับภาระผูกพันใด ๆ
สหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่ได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพระยะยาวผ่านการเจรจา แม้ว่าสื่ออิหร่านรายงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (1 พ.ค.) ว่าทางการอิหร่านได้ส่งข้อเสนอฉบับใหม่ผ่านทางปากีสถานไปแล้ว
ในวันครบรอบ 60 วัน นับตั้งแต่ที่เขาแจ้งรัฐสภาอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการโจมตีอิหร่าน ทรัมป์ได้เขียนจดหมายถึงผู้นำรัฐสภาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า "ไม่มีการยิงกันระหว่างกองกำลังของสหรัฐฯ กับอิหร่านนับตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. 2026"
"การสู้รบที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2026 ได้ยุติลงแล้ว" เขาระบุ
จากรายงานของสำนักข่าวไออาร์เอ็นเอ (IRNA) ของทางการอิหร่าน ระบุว่าข้อเสนอสำหรับการเจรจากับสหรัฐฯ จากอิหร่าน ได้ถูกส่งไปยังปากีสถานซึ่งเป็นคนกลางแล้ว
อย่างไรก็ตาม ทางสำนักข่าวดังกล่าวไม่ได้เผยแพร่รายละเอียดเกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าว และไม่ชัดเจนว่าข้อเสนอนั้นส่งไปถึงฝ่ายสหรัฐฯ แล้วหรือไม่
ทว่า ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวต่าง ๆ ว่า "เราเพิ่งมีการพูดคุยกับอิหร่าน มาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ผมบอกได้ว่าผมยังไม่พอใจ"
เขาบอกว่าการบรรลุข้อตกลงระหว่างกันนั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากผู้นำอิหร่าน "สับสนอย่างมาก" หลังจากเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงหลายคนถูกคร่าชีวิตในสงครามครั้งนี้
ทรัมป์กล่าวด้วยว่าตนเองได้รับการบรรยายสรุปเกี่ยวกับทางเลือกต่าง ๆ โดยกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งมีตั้งแต่ "ถล่มพวกเขาอย่างหนักและจัดการให้สิ้นซาก" ไปจนถึง "ทำข้อตกลงร่วมกัน"
ต่อมาในวันศุกร์ ทรัมป์กล่าวว่า "พวกเขายังไม่ยอมรับข้อตกลงในแบบที่พวกเราจำเป็นต้องมี"
"เรากำลังจะจัดการเรื่องนี้ให้เหมาะสม เราจะไม่ถอนตัวก่อนเวลา แล้วปล่อยให้ปัญหานี้กลับมาอีกใน 3 ปีข้างหน้า"
ในเวลาเดียวกัน กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ออกประกาศเตือนว่าบุคคลหรือบริษัทใดก็ตามที่จ่าย "ค่าผ่านทาง" ให้อิหร่าน เพื่อให้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ จะมีความเสี่ยงฐานละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
ในตอนนี้ เส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญแห่งนี้ยังคงปิดใช้งานโดยพฤตินัย ทำให้เกิดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจไปทั่วโลก
ในรัฐสภาของสหรัฐฯ สมาชิกสภานิติบัญญัติต้องเผชิญกับคำถามที่เพิ่มมากขึ้นว่า พวกเขาตั้งใจจะกำหนดวันลงมติในแต่ละสภาหรือไม่ เพื่อพิจารณาว่าควรให้การทำสงครามได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการหรือไม่
กฎหมายของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คือ กฎหมายว่าด้วยอำนาจการทำสงคราม ปี 1973 ซึ่งบัญญัติข้อกำหนดบางประการต่อประธานาธิบดีว่ามีเวลา "ภายใน 60 วันตามปฏิทิน" นับตั้งแต่เริ่มใช้กองกำลังติดอาวุธของสหรัฐฯ เข้าร่วมการสู้รบ
กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ประธานาธิบดีต้องยุติการใช้กองกำลังดังกล่าว เว้นแต่รัฐสภาจะประกาศให้เป็นการทำสงครามอย่างเป็นทางการ หรืออนุญาตให้ประธานาธิบดีขยายเวลาการใช้กำลังออกไปอีกไม่เกิน 30 วัน เพื่อให้มี "การถอนกำลังทหารทันที"
กฎหมายฉบับนี้ผ่านในปี 1973 เพื่อจำกัดความสามารถในการทำสงครามเวียดนามต่อไปของริชาร์ด นิกสัน ผู้เป็นประธานาธิบดีในขณะนั้น
ด้าน พีธ เฮกเซธ รมว.กลาโหมของสหรัฐฯ โต้แย้งต่อที่ประชุมรับฟังความคิดเห็นของรัฐสภาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า การนับเวลาสำหรับเดดไลน์เพื่อขอให้ฝ่ายนิติบัญญัติเห็นชอบกับการทำสงครามครั้งนี้ได้ยุติลงแล้ว
ขณะที่ ทิม เคน วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตตอบโต้ว่า "ผมไม่เชื่อว่าบทกฎหมายจะรองรับเหตุผลนั้น"
ความพยายามที่นำโดยพรรคเดโมแครตในการจำกัดบทบาทของทรัมป์กรณีอิหร่านในทั้งสองสภาของรัฐสภา ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สมาชิกพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่คัดค้านความพยายามของเดโมแครต แม้ว่าบางคนจะส่งสัญญาณว่าอาจทบทวนท่าทีของตนอีกครั้งหลังพ้นเส้นตาย 60 วัน
เมื่อถูกถามเมื่อวันศุกร์เกี่ยวกับการขออนุมัติจากรัฐสภา ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวว่า "ไม่เคยมีประเทศอื่นประเทศใดทำแบบนี้มาก่อน"
"คนส่วนใหญ่มองว่ามันขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง" เขากล่าว
การตีความกฎหมายว่าด้วยอำนาจการทำสงครามของฝ่ายบริหารของทรัมป์ ถูกตั้งคำถามจากผู้เชี่ยวชาญบางราย
ศ.เฮเทอร์ แบรนดอน สมิธ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ในกรุงวอชิงตัน ดีซี กล่าวว่า ต่อให้การหยุดยิงมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย แต่มันก็จะไม่ทำให้การนับกรอบเวลาสิ้นสุดลง
"การหยุดยิงไม่ใช่การยุติความขัดแย้งอย่างถาวร" เธอกล่าว "ในความเห็นของฉัน การยุติความขัดแย้งอย่างถาวรต่างหากที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้กรอบเวลา 60 วันนั้นสิ้นสุดลงจริง ๆ"
เธอกล่าวว่า ศาลหรือรัฐสภาเท่านั้นที่จะเป็นกลไกในการยุติสงคราม หากฝ่ายบริหารของทรัมป์ยังคงเดินหน้าความขัดแย้งครั้งนี้ต่อไป
ความขัดแย้งดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเป็นวงกว้าง ส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านถูกสังหาร โดยทางอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอลและรัฐต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซียที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ
สหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นแกนนำของฝ่ายตะวันตกในการคัดค้านโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยอ้างว่าอิหร่านพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งทางรัฐบาลอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด


































