วิเคราะห์: ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซอาจเพิ่มความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะลุกลามกลับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, เจเรมี โบเวน
- Role, บรรณาธิการข่าวต่างประเทศบีบีซี
- เวลาอ่าน: 6 นาที
ข้อตกลงหยุดยิงในอ่าวเปอร์เซียซึ่งมีอายุ 4 สัปดาห์ เริ่มส่งสัญญาณถึงความเปราะบางออกมาแล้ว ความพยายามของสหรัฐฯ และอิหร่านที่จะกดดันซึ่งกันและกันทำให้ข้อตกลงหยุดยิงตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง และนี่ถือเป็นช่วงเวลาที่อันตรายยิ่ง
การหยุดยิงเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาทางการทูต และในช่วงเวลาสั้น ๆ ดูเหมือนว่าจะมีความคืบหน้า ตัวแทนชาวอเมริกันและชาวอิหร่านเผชิญหน้ากันบนโต๊ะประชุมในกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน แต่พวกเขาก็ต้องเดินทางกลับไปมือเปล่า
ชาวปากีสถานกำลังพยายามฟื้นฟูกระบวนการเจรจาสันติภาพนี้ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จนัก ทั้งทางการอเมริกาและอิหร่านต่างต้องการบรรลุข้อตกลง แต่พวกเขาอยากบรรลุข้อตกลงที่แตกต่างกันและต่างฝ่ายต่างยึดมั่นในจุดยืนของตน ดังนั้น จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองจะตัดสินใจยอมอ่อนข้อ การปะทะกันอย่างเต็มรูปแบบครั้งใหม่ก็ยังคงเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงอย่างมากที่อาจเกิดความเข้าใจผิดและการคำนวณที่ผิดพลาดของเจตนาและผลลัพธ์ที่จะตามมา ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นหนทางที่คลาสสิกอันจะทำให้วิกฤตการณ์หลุดจากการควบคุม และทำให้สงครามทวีความรุนแรงขึ้น
การตัดสินใจก่อนหน้านี้ของสหรัฐฯ ในการคุ้มกันเรือสองลำให้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากอิหร่านตามมา คำถามที่สำคัญในสัปดาห์นี้คือ เรื่องนี้จะจบลงเพียงเท่านี้หรือไม่ หรือการกระทำและปฏิกิริยาตอบโต้ที่มากขึ้นจะนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบอีกครั้ง
ล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (5 พ.ค.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในการช่วยเหลือเรือที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซจะถูกระงับไว้ชั่วคราว
เขากล่าวว่า "โปรเจกต์ฟรีดอม" (Project Freedom) ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน จะถูกระงับโดย "ความเห็นชอบร่วมกัน" เนื่องจาก "เกิดความคืบหน้าขึ้นอย่างมาก" ในการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน
สื่อของรัฐบาลอิหร่านระบุว่านี่ถือเป็นชัยชนะของอิหร่าน พร้อมเสริมว่าการระงับปฏิบัติการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าทรัมป์ยอม "ถอย" หลังเผชิญกับ "ความล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง" ในการเปิดเส้นทางเดินเรือที่สำคัญต่อการขนส่งทางทะเลทั่วโลก
การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นประเด็นสำคัญในวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ก่อนหน้านี้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้เดินเรือได้โดยไม่มีข้อจำกัดหรือจัดเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันโจมตีอิหร่าน ขณะนี้อิหร่านได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การปิดช่องแคบมีความสำคัญในหลายด้าน ตั้งแต่เป็นอาวุธโจมตี ไปจนถึงการหารายได้ และเป็นหลักประกันความปลอดภัย ในสัปดาห์นี้ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้กล่าวต่อสมาชิกรัฐสภาว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่กลับไปสู่สถานะเดิมอีกต่อไป
สหรัฐฯ ไม่สามารถปล่อยให้อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นน่านน้ำของตนเองที่ระบอบอิหร่านสามารถควบคุมและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ขนส่งสินค้ามูลค่าหลายล้านดอลลาร์ได้ เพราะนั่นเท่ากับการยอมรับว่าชัยชนะทางยุทธวิธีเหนือกองกำลังติดอาวุธของอิหร่านได้กลายเป็นความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ
การปิดช่องแคบยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจระดับโลก ระยะเวลาที่ช่องแคบถูกปิดจะเป็นตัวกำหนดว่าผลกระทบจากสงครามจะรุนแรงแค่ไหนต่อผู้คนทั่วโลก การขาดแคลนน้ำมันและก๊าซ รวมถึงฮีเลียมสำหรับอุตสาหกรรมไฮเทคและวัตถุดิบสำหรับปุ๋ย กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้คนหลายล้านคนในพื้นที่ห่างไกลจากเขตสงคราม โดยวิกฤตปุ๋ยอาจทำให้เกิดภาวะอดอยากในประเทศที่ไม่มีแหล่งอาหารที่มั่นคง

แรงจูงใจของประธานาธิบดีทรัมป์ ทั้งที่ประกาศออกมาและไม่ได้ประกาศออกมานั้น ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เขาใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อพยายามโน้มน้าวผู้ค้าน้ำมันไม่ให้ขึ้นราคาน้ำมันสำหรับผู้ใช้รถยนต์ชาวอเมริกัน
นอกจากนี้ทรัมป์ยังอาจหงุดหงิดกับความยืดหยุ่นและความมุ่งมั่นของระบอบอิหร่านที่จะยืนหยัดต่อต้าน ไม่ว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศมากแค่ไหนก็ตาม
ระบอบที่พร้อมจะยิงพลเมืองของตนเองบนท้องถนนเมื่อมีการประท้วง ดังเช่นที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามได้ทำอีกครั้งเมื่อเดือน ม.ค. คงไม่กังวลมากนักเกี่ยวกับสวัสดิภาพของพวกเขา อย่างน้อยก็จนกว่ามันจะส่งผลกระทบต่อการยึดกุมอยู่อำนาจของพวกเขาเอง
ความหงุดหงิดของทรัมป์เป็นผลมาจากการตัดสินใจที่บุ่มบ่ามของเขาเองที่จะทำสงครามโดยคาดหวังว่าจะได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย โดยไม่คิดนึงถึงผลที่ตามมาและสิ่งที่ต้องทำหากมันไม่เป็นไปอย่างที่หวัง สหรัฐฯ ได้แสดงให้เห็นถึงอำนาจของกองทัพที่มีประสิทธิภาพสูง แต่การตัดสินใจที่ผันผวนของประธานาธิบดีทำให้ประเทศตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากในทางยุทธศาสตร์
การตัดสินใจก่อนหน้านี้ของทรัมป์ที่สั่งให้กองทัพเรือสหรัฐฯ คุ้มกันเรือ 2-3 ลำผ่านช่องแคบไม่ได้เป็นการฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือ โดยก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะทำสงครามกันนั้น มีเรือประมาณ 40-60 ลำแล่นผ่านช่องแคบนี้ทุกวัน
ขณะที่อิหร่านแสดงให้เห็นว่าประเทศพร้อมที่จะกลับไปสู่การทำสงคราม และอาจพร้อมที่จะกำหนดจังหวะของการยกระดับความขัดแย้งด้วยซ้ำ นี่เป็นกลยุทธ์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่สำหรับผู้ที่เข้ามาแทนที่ผู้นำสูงสุดคนก่อนและผู้นำอาวุโสทั้งหมดที่ถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลสังหาร นั่นก็เป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่าจะลอง
ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี (UAE) ดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายหลักของอิหร่านในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย โดยเพื่อเป็นการตอบโต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จึงได้เสริมสร้างพันธมิตรกับสหรัฐฯ และอิสราเอลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
อิสราเอลได้ส่งระบบป้องกันขีปนาวุธ ไอเอิร์นโดม (Iron Dome) ไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และส่งกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอลหรือไอดีเอฟ (The Israel Defense Forces – IDF) ไปปฏิบัติการด้วย ซึ่งเป็นท่าทีที่สำคัญที่พวกเขาปฏิเสธที่จะทำให้กับยูเครน

ที่มาของภาพ, EPA
การตัดสินใจของอิหร่านในการมุ่งเป้าโจมตีท่าเรือฟูไจราห์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีความสำคัญอย่างยิ่ง ท่าเรือนี้ตั้งอยู่บนชายฝั่งเล็ก ๆ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่อยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซไปโดยหันหน้าไปทางอ่าวโอมาน
ฟูไจราห์ เป็นปลายทางของท่อส่งน้ำมันที่ช่วยให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ส่งออกน้ำมันได้โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซและมีคลังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ ฟูไจราห์จึงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจสำหรับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทำให้พวกเขากังวลอย่างมากเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของอิหร่าน แม้จะมีการเตือนทางการกรุงเตหะรานอย่างหนักแน่น และมีกองกำลังติดอาวุธที่มีศักยภาพ แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ยังคงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการโจมตีอิหร่านโดยตรง แต่นโยบายนี้อาจไม่ยั่งยืนหากการหยุดยิงล่มสลาย ในระยะยาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็กำลังใช้จ่ายเงินหลายพันล้านดอลลาร์มากขึ้นไปกับอาวุธของอเมริกา
ดูเหมือนทรัมป์ยังคงเชื่อว่าระบอบอิหร่านจะยอมจำนนต่อแรงกดดันและกำลังทหารของสหรัฐฯ โดยที่เขายังอยากบรรลุข้อตกลง แต่จะไม่ยอมรับข้อตกลงที่กลุ่มนักวิจารณ์ของเขาจะบอกว่าไม่ดีเท่าข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับนั้นกลายเป็นความสำเร็จด้านนโยบายต่างประเทศที่สำคัญที่สุดของประธานาธิบดีบารัก โอบามา
ในช่วงวาระแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์ได้ยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "ข้อตกลงร่วมว่าด้วยแผนปฏิบัติการครอบคลุม" (Joint Comprehensive Plan of Action หรือ JCPOA) ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล แต่ทรัมป์ได้แทนที่นโยบายดังกล่าวด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า "แรงกดดันสูงสุด" ซึ่งล้มเหลวในการหยุดยั้งอิหร่านจากการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และในขณะนี้ดูเหมือนว่าได้พาให้อเมริกาและอิหร่านเข้าสู่เส้นทางของสงครามที่ไม่มีทางออกที่ง่ายดาย































