You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
รู้จัก "ภาวะเสพติดการฝันกลางวัน" ที่บางคนเปรียบเปรยว่าเหมือนอยู่ในโลกคู่ขนาน
- Author, มอลลี กอร์แมน
- Role, บีบีซี ฟิวเจอร์
- Published
- เวลาอ่าน: 11 นาที
เมื่อได้พูดคุยกับ โคลิน รอสส์ จิตแพทย์และนักวิจัยในสหรัฐฯ ฉันเล่าให้เขาฟังว่าฉันมีจินตนาการฝันกลางวันที่ชัดเจนและสมจริงมากจนสามารถทำให้ตัวเองร้องไห้หรือหัวเราะออกมาดัง ๆ ได้เลยทีเดียว
ฉันยังบอกเขาด้วยว่าฉันสามารถเข้าและออกจากภวังค์ฝันนั้นได้ตามต้องการ และฉันก็สนุกไปกับมันด้วย เขารู้สึกประทับใจกับ "พรสวรรค์อันแข็งแกร่ง" นี้ของฉัน และแนะนำให้ฉันลองพิจารณาเอาดีด้านการแสดง แม้จะยินดีรับคำชมไว้ แต่ฉันไม่ค่อยแน่ใจในเรื่องนั้นนัก
แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากคุณไม่สามารถดึงตัวเองออกมาจาก 'โรงภาพยนตร์ในหัว' นี้ได้ ? นั่นคือปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีภาวะฝันกลางวันผิดปกติ หรือที่เรียกว่า โรคฝันกลางวัน (Maladaptive Daydreaming) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า MD
พวกเขามักใช้เวลามากกว่าครึ่งหนึ่งของเวลาที่ตื่น ไปกับการสร้างจินตนาการที่มีรายละเอียดซับซ้อนประณีต ทั้งการผูกเรื่องราวและสร้างตัวละครขึ้นในหัว รอสส์กล่าวว่าในกรณีที่มีอาการรุนแรง บางคนอาจจมอยู่กับฝันกลางวันได้นานถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน
พล็อตเรื่องราวในจินตนาการของพวกเขาอาจดำเนินต่อเนื่องยาวนานเป็นสิบ ๆ ปี สิ่งนี้อาจฟังดูวิเศษและสร้างแรงบันดาลใจ แต่คนกลุ่มนี้กลับจมดิ่งอยู่ในโลกภายในของตนเองมากเสียจนมันสร้างความปั่นป่วนอย่างหนักต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และส่งผลให้เกิดความทุกข์ใจอย่างรุนแรง
ภาวะนี้ไม่ได้พบได้ยากอย่างที่คิด "มันอาจจะเกิดขึ้นกับประชากรวัยผู้ใหญ่ราว ๆ 2-4%" รอสส์กล่าว
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าการฝันกลางวันของเรากำลังกลายเป็นปัญหาและเราจะมีวิธีรักษามันได้อย่างไร ?
"ดึงดูดความสนใจไปจนหมดสิ้น"
ประการแรก การฝันกลางวันไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้ายเสมอไปตรงกันข้ามเลยต่างหาก
"ถ้าคุณไม่ฝันกลางวันเลย ผมคงรู้สึกสงสารคุณ" รอสส์กล่าว
การฝันกลางวันได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นกิจกรรมตามปกติของจิตใจที่แทบทุกคนเคยมีประสบการณ์ จากการตอบแบบสอบถามประเมินตนเอง นักวิจัยประเมินว่า 30-50% ของกิจกรรมทางจิตใจในขณะที่เราตื่นนั้น หมดไปกับความคิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนั้น
การฝันกลางวันไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อการควบคุมอารมณ์ ความเห็นอกเห็นใจ และความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น แต่มันยังช่วยคลายความเบื่อหน่ายและช่วยให้ผู้คนค้นพบความหมายในประสบการณ์ชีวิตของตนเองได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม รอสส์กล่าวว่าภาวะฝันกลางวันผิดปกติอาจกลายเป็นสิ่งที่ "ดึงดูดความสนใจไปจนหมดสิ้น"
"มันทำให้เกิดความทุกข์ใจและรบกวนความสามารถในการใช้ชีวิตตามปกติ... แต่คุณก็ยังคงทำมันต่อไปเพราะมันมีลักษณะที่บีบบังคับให้หยุดทำไม่ได้"
นี่คือสิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นภาวะผิดปกติ เมื่อในที่สุดพวกเขาดึงตัวเองหลุดออกมาจากภวังค์ฝันได้ ผู้ที่เผชิญกับภาวะฝันกลางวันผิดปกติมักจะรู้สึกว่าจินตนาการของพวกเขานั้นไร้ประโยชน์และเสียเวลาเปล่า
ทว่าธรรมชาติของอาการที่ชวนให้เสพติดนี้ ทำให้วงจรดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งยากที่จะหลุดพ้นออกมาได้
เมื่อลองพิจารณาประสบการณ์ของ ไคลา บอร์เชิดส์ เธอยังจำได้ว่าเธอสร้าง "โลกอีกใบ" ขึ้นในหัวตั้งแต่เธออายุเพียง 4 ขวบ
อาการนี้รุนแรงขึ้นในเวลาต่อมาหลังจากที่เธอย้ายไปโรงเรียนใหม่ และเด็กคนอื่น ๆ ล้อเลียนสำเนียงท้องถิ่นของเธอ เรื่องราวเหล่านั้นในหัวจึงกลายเป็น "พื้นที่ปลอดภัย" ของเธอ ซึ่งเป็นที่ที่ "ไม่มีใครล้อเลียนฉัน และผู้คนก็ชื่นชอบฉัน"
การฝันกลางวันของบอร์เชิดส์ได้กลายมาเป็นกลายเป็นความหมกมุ่นที่กินเวลานานหลายชั่วโมงในแต่ละครั้ง
"มันเป็นแรงกระตุ้นที่รุนแรงมาก เหมือนกับเวลาที่ผู้คนบอกว่าพวกเขามีความอยากที่จะกินช็อกโกแลตแบบหยุดไม่ได้ หรือต้องเข้าไปเล่นโซเชียลมีเดีย" เธอกล่าว
นี่คือจุดที่พฤติกรรมปกติทั่วไปสามารถกลายมาเป็นผลเสียได้
"ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลนั้นไม่ได้เป็นผู้ควบคุมจินตนาการอีกต่อไป แต่จินตนาการเริ่มเป็นฝ่ายควบคุมบุคคลนั้นแทน" อีไล โซเมอร์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านจิตวิทยาคลินิกแห่งมหาวิทยาลัยไฮฟา ประเทศอิสราเอล กล่าว
เขาเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า "ภาวะฝันกลางวันผิดปกติ" (maladaptive daydreaming) และได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับภาวะนี้มานานกว่าสองทศวรรษ
ภาวะฝันกลางวันผิดปกติมักถูกกระตุ้นและรักษาให้คงอยู่ได้ด้วยการฟังเพลง หรือการทำกิจกรรมทางกายซ้ำ ๆ เช่น การเดินไปเดินมา โดยผู้คนราว 80% มีการเคลื่อนไหวร่างกายโดยไม่รู้ตัวร่วมด้วย เพื่อรักษาความจดจ่อในขณะที่กำลังจมดิ่งอยู่ในฝันกลางวันของตน
สำหรับบอร์เชิดส์ พฤติกรรมนี้รวมถึงการใส่รองเท้าโรลเลอร์สเกตไถไปมาตามทางรถวิ่งในบ้าน หรือการเดาะลูกบอลอัดกำแพงต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง
เนื่องจากต้องใช้เวลาไปกับการฝันกลางวัน ผู้ที่มีภาวะฝันกลางวันผิดปกติจึงมักจะปลีกตัวออกจากงานสังคมหรือความสัมพันธ์ต่าง ๆ และกลายเป็นคนโดดเดี่ยว ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่วงจรของความรู้สึกละอายใจและเสียใจ
"ฉันไม่เคยพยายามขวนขวายเพื่อให้ได้เลื่อนตำแหน่งเลย"
ในช่วงแรกของการทำงาน บอร์เชิดส์สังเกตเห็นว่าการฝันกลางวันเริ่มฉุดรั้งความก้าวหน้าของตัวเธอไว้
"ฉันไม่มีแรงจูงใจเลย ทำไมฉันถึงต้องทุ่มเทเวลาและแรงกายแรงใจมากมายเพื่อพยายามให้ได้เลื่อนตำแหน่งในการทำงาน ในเมื่อฉันสามารถมีสิ่งเหล่านั้นได้ทันทีในจินตนาการโดยไม่ต้องออกแรงเลย และมันก็รู้สึกดีเกือบ 95% เท่ากับของจริง" เธอกล่าว
"ฉันยังคงทำงานในระดับเริ่มต้นตอนที่อายุล่วงเข้าวัย 40 กว่าปีแล้ว เพราะฉันไม่เคยพยายามขวนขวายเพื่อให้ได้เลื่อนตำแหน่งเลย"
นั่นเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล "ลองจินตนาการถึงรายการทีวีเรื่องโปรดที่คุณได้เป็นตัวเอกดูสิ คุณจะยอมทิ้งมันไปได้อย่างไร หากชีวิตในโลกความเป็นจริงของคุณไม่ได้น่าตื่นเต้นเท่า" วันดา ฟิสเชอรา นักจิตวิทยาคลินิกและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสมาคมวิจัยด้านภาวะฝันกลางวันผิดปกติระดับนานาชาติ (International Society for Maladaptive Daydreaming) กล่าว
หากบุคคลหนึ่งมีความต้องการทางอารมณ์ที่ไม่ได้รับการเติมเต็ม ภาวะฝันกลางวันผิดปกติจะมอบโอกาสให้พวกเขารู้สึกราวกับว่าความต้องการเหล่านั้นได้รับการตอบสนองแล้ว ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีภาวะฝันกลางวันผิดปกติมักจะมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าตนเองมีตัวตนอยู่ในภวังค์ฝันนั้น และมักจะได้รับบทบาทเป็นที่รักหรือเป็นวีรบุรุษ
มาเรีย (สงวนนามสกุล) มักจะฝันกลางวันว่าเธอยืนอยู่บนเวทีและมีผู้คนมากมายกำลังจ้องมองมาที่เธอ ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่าเธอประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับ
พล็อตเรื่องในลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากผู้ที่มีภาวะ MD มักมี "ความรู้สึกละอายใจอยู่ลึก ๆ ว่า 'บางทีฉันอาจจะยังดีไม่พออย่างที่ฉันเป็น หรือคนอื่นอาจไม่ได้รักในตัวตนที่ฉันเป็น หรือฉันไม่สามารถแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาได้'" ฟิสเชอรากล่าว
"จินตนาการเหล่านี้มักจะเต็มไปด้วยความเชื่อมโยงกับผู้คน... ดังนั้นมันจึงแสดงให้เห็นถึงความต้องการอย่างยิ่งยวดที่จะลดทอนความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง"
มาเรียสารภาพว่าเธอรู้สึกเหงาในวัยเด็ก เธอจะโยกตัวไปมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงขณะฟังเพลงเพื่อช่วยกระตุ้นการฝันกลางวันของเธอ
"มันดึงดูดความสนใจของคุณอยู่ตลอดเวลา" เธอกล่าว "มันเป็นเหมือนโลกคู่ขนาน"
พ่อแม่และครูไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นของความยากลำบากที่เธอต้องเผชิญ
"มันรบกวนการใช้ชีวิตมากจนฉันไม่สามารถเรียนได้ และผู้คนก็จะทึกทักเอาเองโดยอัตโนมัติว่าฉันไม่อยากเรียน [หรือ] คิดว่าฉันขี้เกียจ"
มาเรียมักจะคิดค้นโครงเรื่องและตัวละครต่าง ๆ ขึ้นมา บางส่วนก็แต่งขึ้นเอง บางส่วนก็ดัดแปลงมาจากบุคคลที่มีอยู่จริง และจะหมกมุ่นจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งนานเป็นปี ๆ ในแต่ละครั้ง
เธอบอกว่าตอนนี้เธอมี "[เรื่องราว] มากพอที่จะนำไปสร้างภาพยนตร์ได้ถึง 10 เรื่อง" เมื่อเธอหลุดออกจากภวังค์ฝัน เธอไม่ได้นำวัตถุดิบเหล่านั้นไปทำอะไรต่อ เช่น การจดบันทึกมันไว้ และตระหนักดีถึงเวลาที่สูญเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์
เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ คน มาเรียเพิ่งมารู้จักกับภาวะฝันกลางวันผิดปกติในตอนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และรู้สึกโล่งใจอย่างมากที่พบว่าเธอไม่ได้เป็นแบบนี้อยู่คนเดียว
"ฉันโตมากับความคิดที่ว่า บางทีฉันอาจจะเป็นคนแปลกประหลาด" เธอกล่าว
ทำไมบางคนถึงมีภาวะฝันกลางวันหรือภาวะเหม่อลอยผิดปกติ
ภาวะฝันกลางวันผิดปกติมีความเชื่อมโยงกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นตัวเพิ่มความชุกของภาวะนี้ให้สูงขึ้น
ตัวอย่างเช่น งานวิจัยบางชิ้นเชื่อมโยงภาวะ MD เข้ากับบาดแผลทางใจในวัยเด็ก เช่น การถูกละเลย การถูกทำร้ายจิตใจ และปัญหาด้านความผูกพัน โดยบุคคลเหล่านั้นใช้ภาวะฝันกลางวันผิดปกติเพื่อหลีกหนีจากความทรงจำและความรู้สึกที่เจ็บปวด
นอกจากนี้ มันยังอาจเป็นวิธีหนึ่งในการรับมือกับความท้าทายที่เกิดจากความหลากหลายทางระบบประสาท
งานศึกษาชิ้นหนึ่งในผู้ใหญ่ 235 คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นกลุ่มอาการออทิสติกสเปกตรัม พบว่า 43% ของพวกเขารายงานว่าเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภาวะฝันกลางวันผิดปกติ และประสบการณ์เหล่านี้มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับความรู้สึกเหงา และความยากลำบากในการควบคุมอารมณ์
งานวิจัยอื่น ๆ ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอย่างมาก หรือลักษณะทางกระบวนการคิดที่คล้ายคลึงกัน กับกลุ่มความผิดปกติเกี่ยวกับการแตกแยกของตัวตน (dissociative disorders) และพฤติกรรมที่บีบบังคับให้หยุดไม่ได้ (compulsive disorders) เช่น โรคสมาธิสั้น (ADHD) โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) ภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวล
บอร์เชิดส์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าเมื่ออายุ 18 ปี
"โรคซึมเศร้าคือตัวปัญหา และฉันรับมือกับมันด้วยการตัดขาดจากชีวิตจริง" เธอกล่าว
ตอนที่อายุล่วงเข้าวัย 40 กว่าปี เธอใช้เวลาหนึ่งเดือนในหอผู้ป่วยจิตเวชเพื่อรับการรักษาโรคซึมเศร้า และในที่สุดก็รู้สึกราวกับว่าตนเองได้รับความช่วยเหลืออย่างที่ต้องการแล้ว
นั่นยังเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอกลับมาควบคุมการฝันกลางวันของตัวเองได้อีกครั้ง จินตนาการเหล่านั้นกลับมาเป็นสิ่งที่มีความสร้างสรรค์และให้ความเพลิดเพลินมากขึ้น และเธอไม่รู้สึกถึงแรงกระตุ้นที่บีบบังคับให้ต้องทำอีกต่อไป
ส่วนมาเรียยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติทางจิตใจแต่อย่างใด แต่ก็มีนักบำบัดเฉพาะทางคอยให้ความช่วยเหลือเธออยู่
"สำหรับโรคสมาธิสั้น (ADHD) อาการที่ทับซ้อนกันนั้นมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะการจมอยู่ในจินตนาการมากเกินไปอาจดูเหมือนการขาดสมาธิเมื่อมองจากภายนอก ส่วนโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) ก็มีลักษณะร่วมกันบางอย่าง เช่น การมีความคิดแทรกซ้อนเข้ามา พฤติกรรมที่บีบบังคับให้หยุดไม่ได้ และความยากลำบากในการดึงตัวเองออกมา" โซเมอร์กล่าว
แต่ "การที่อาการทับซ้อนกัน ไม่ได้หมายความว่ามันคือสิ่งเดียวกัน" เขากล่าว
"หลักฐานในปัจจุบันบ่งชี้ว่า ภาวะ MD ไม่สามารถสรุปรวมว่าเป็นเพียงแค่ ADHD หรือ OCD ได้อย่างสมบูรณ์ เพราะมันมีลักษณะของประสบการณ์การรับรู้เฉพาะตัว ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่การจมดิ่งในจินตนาการที่มีการผูกเรื่องราว การหมกมุ่นจนตัดขาดจากโลกภายนอก และการทุ่มเทอารมณ์ความรู้สึกไปกับโลกภายใน"
สรุปแล้ว ภาวะฝันกลางวันผิดปกติเป็น 'กลไกการรับมือ' ที่ช่วยให้คุณจัดการกับชีวิตจริง หรือเป็น 'ความผิดปกติเกี่ยวกับการแตกแยกของตัวตน' (dissociative disorder) ที่ตัดคุณขาดจากชีวิตจริงและตัวตนที่แท้จริงของคุณกันแน่ ?
โซเมอร์กล่าวว่า หลักฐานบ่งชี้ว่ามันมักจะเป็นทั้งสองอย่าง
"สำหรับหลาย ๆ คน ภาวะฝันกลางวันผิดปกติเริ่มต้นจากการเป็นกลไกการรับมือ โดยเฉพาะกับความรู้สึกเหงา ความเครียด ความทุกข์ใจจากบาดแผลทางจิตใจ หรือความต้องการทางอารมณ์ที่ไม่ได้รับการเติมเต็ม แต่ในคนกลุ่มย่อยกลุ่มหนึ่ง มันได้พัฒนาไปสู่รูปแบบการทำงานของจิตใจที่เรื้อรัง เป็นพฤติกรรมที่บีบบังคับให้หยุดไม่ได้และตัดขาดจากโลกความเป็นจริง" เขากล่าว
"ดังนั้น ผมจึงขออธิบายว่ามันเป็นกลไกการรับมือที่ผิดปกติ ซึ่งในระดับอาการทางคลินิกนั้น มันสามารถกลายมาเป็นความผิดปกติเกี่ยวกับการแตกแยกของตัวตนได้ในตัวของมันเอง" เขากล่าว
วินิจฉัยภาวะฝันกลางวันเป็นอย่างไร
สิ่งที่ควรคำนึงถึงก็คือ แม้ว่าโซเมอร์และเพื่อนร่วมงานจะถือว่าภาวะฝันกลางวันผิดปกติเป็นภาวะทางคลินิกแต่มันก็ยังไม่ได้รับการบรรจุไว้ในคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders - DSM) หรือบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศ (International Classification of Diseases - ICD)
ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่เกี่ยวกับจำนวนผู้ป่วยที่มีภาวะฝันกลางวันผิดปกติ มีเพียงการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กจำนวนมากเท่านั้น โซเมอร์กล่าวว่า สิ่งนี้ได้ขัดขวางการสร้างมาตรฐานการรักษาที่อิงตามหลักฐานเชิงประจักษ์ด้วย
"ถึงกระนั้น หลักฐานทางคลินิกในระยะเริ่มต้นก็ถือว่ามีแนวโน้มที่ดี" เขากล่าว
"รายงานผู้ป่วยและการศึกษาแนวทางการรักษาในเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า จิตบำบัดแบบมุ่งเป้าสามารถช่วยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับสิ่งเร้า, พฤติกรรมที่บีบบังคับให้จมดิ่งไปกับจินตนาการ, การควบคุมสมาธิ, การจัดการอารมณ์, พฤติกรรมการหลีกหนีปัญหา และความรู้สึกละอายใจ"
โซเมอร์กล่าวเสริมว่า เป้าหมายทางคลินิกมักจะไม่ใช่การกำจัดจินตนาการให้หมดไป แต่เป็นการฟื้นฟูทางเลือก ความยืดหยุ่น และการควบคุมตนเอง เพื่อให้ความสามารถในการจินตนาการกลับมาเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิต มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่ชีวิตจริง
การค้นหานักบำบัดที่รู้จักภาวะฝันกลางวันผิดปกติและรู้วิธีรับมือกับมันนั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากพอสมควร
แต่หากคุณกำลังถูกครอบงำด้วยฝันกลางวัน ฟิสเชอราได้แนะนำให้ลองใช้กลยุทธ์เหล่านี้ก่อนที่จะพิจารณาเข้ารับการบำบัด เช่น
- จดบันทึกการฝันกลางวันและความถี่ที่เกิดขึ้น: หากคุณใช้เวลาถึงสี่ชั่วโมงไปกับการฝันกลางวัน คุณจะนำเวลานั้นไปทำอย่างอื่นแทนได้อย่างไรบ้าง ? ตัวอย่างเช่น คุณสามารถเริ่มทำงานอดิเรกใหม่ ๆ ได้หรือไม่?
- ทำสมาธิเพื่อฝึกสมอง: ลองอ่านหนังสือและเสพเนื้อหาขนาดยาว แทนการเสพเนื้อหาสั้น ๆ เพื่อรับสารโดพามีน
- รู้เท่าทันสิ่งเร้าของคุณ: ตัวอย่างเช่น เลิกฟังเพลงแล้วเปลี่ยนไปฟังพอดแคสต์แทน หรือลดเวลาที่ต้องอยู่คนเดียว "ฉันมีลูกค้าคนหนึ่งบอกว่า เธอไม่สามารถฝันกลางวันได้เวลาที่แมวของเธออยู่ในห้องด้วย ดังนั้นแมวตัวนั้นจึงต้องอยู่ในห้องด้วยตลอดเวลา" เธอกล่าว
แม้การฟื้นตัวจากภาวะ MD อาจเป็นเส้นทางที่ต้องอาศัยความพยายามอย่างหนัก แต่มันก็สามารถก้าวข้ามไปได้ ฟิสเชอรากล่าว พร้อมยกตัวอย่างของมาเรียเป็นตัวอย่าง ที่ค้นพบว่าตัวเองชอบการเขียน และหันมาใช้วิธีจดบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ลงไปแทนที่จะปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับภาวะฝันกลางวันผิดปกติ
ในขณะนี้ บอร์เชิดส์ก็มีความสัมพันธ์ในแง่บวกกับการฝันกลางวันแล้วเช่นกัน เธอยังเป็นผู้ดูแลชุมชนในเว็บบอร์ดเร็ดดิท (Reddit) สำหรับผู้ที่มีภาวะ MD ซึ่งมีผู้เข้าชมถึง 18,000 คนต่อสัปดาห์ และกำลังดึงดูดผู้คนที่สงสัยว่าตนเองอาจมีภาวะนี้ให้เข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ
บอร์เชิดส์ฝากถึงใครก็ตามที่กำลังต่อสู้กับภาวะ MD ว่า "มันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ไปตลอด"
เธอต้องการจะยกย่องเรื่องราวที่อยู่ในหัวของเธอ เพราะตัวละครเหล่านั้น "เชื่อมั่นในตัวฉัน ในตอนที่ฉันไม่เชื่อมั่นในตัวเอง"
"การมีเรื่องราวต่าง ๆ อยู่ในหัวนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่การเสพติดเรื่องราวเหล่านั้นต่างหากที่เป็นปัญหา และนั่นคือความแตกต่างที่คนเกือบทั้งหมดบนโซเชียลมีเดียมักจะมองข้ามไป"