ก่อน กกต. ลงมติสั่งฟ้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหา "คดีโกงเลือก สว." หรือไม่ ย้อนกลไกกฎหมาย-เส้นทางคดี

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เหลืออีกเพียง 5 วัน จะถึงวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดพิจารณาลงมติชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาใน "คดีโกงเลือก สว." เมื่อปี 2567 หรือไม่ ด้วยเหตุผลอะไร
การตัดสินใจของ 7 กกต. ในวันที่ 14 ก.ย. มีความเป็นไปได้ 3 แนวทางคือ สั่งฟ้องทั้งหมด หรือสั่งฟ้องบางส่วน หรือยกฟ้องทั้งหมด ตามที่คณะทำงานชุดต่าง ๆ เสนอมา
คดีนี้เป็นที่จับตามองของผู้คนในสังคม เพราะถ้า กกต. สั่งไม่ฟ้องผู้ถูกกล่าวหาซึ่งมีทั้งหมด 229 คน ก็จะไม่มีช่องทางตามกฎหมายอื่นใดให้ "คดีโกงเลือก สว." ไปถึงศาลฎีกาได้อีกเลย พูดง่าย ๆ ว่าเป็นการ "ตัดจบ"
ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ทำให้การเลือก สว. ปี 2567 มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือที่ถูกเรียกขานว่า "คดีโกงเลือก สว." หรือ "คดีฮั้วเลือก สว." หลายคนเป็นบุคคลระดับสูงทั้งในฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ
ข้อมูลจากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พ่วง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 187, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค ภท., นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา และ สว. กลุ่ม 1 (การบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง) จาก จ.บุรีรัมย์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3, นายเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา และ สว. กลุ่ม 1 จาก จ.สุราษฎร์ธานี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ขณะที่นายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ต ซึ่งถูกยกให้เป็น "ครูใหญ่" แห่งพรรคสีน้ำเงิน เป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 228
มาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ระบุว่า ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น
ทันทีที่ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา สว. ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษาว่าผู้นั้นมิได้กระทำผิด

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ที่ผ่านมา ไอลอว์ และ สส. พรรคฝ่ายค้านร่วมกันเปิดเผยข้อมูล พยาน หลักฐานของ "ขบวนการโกงเลือก สว." ซึ่งมีทั้งเส้นเงินโอนไปถึงผู้สมัคร สว., การนัดประชุมจัดทำโพยฮั้วเลือก สว. ซึ่งผลการเลือกก็ออกมาตรงตามโพย, การชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรมที่พัก, ข้อมูลการโทรศัพท์เข้า-ออกระหว่างนักการเมืองค่าย ภท. กับบรรดา สว. ฯลฯ เพื่อชี้ให้สังคมให้เห็นว่า "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" มีการทุจริตเกิดขึ้นแล้ว
นอกจากนี้ไอลอว์และฝ่ายค้านยังเรียกร้องให้ กกต. สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด เนื่องจากไม่เชื่อมั่นการทำหน้าที่ของ กกต. ด้วยเพราะกรรมการ 4 จาก 7 คนถูกรับรองโดย สว. ชุดที่ 13 ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ อาจเข้าข่าย "งูกินหาง"
ไอลอว์นัดหมายจัดกิจกรรมสุดท้ายในวันที่ 13 ก.ย. ด้วยการเดินขบวนจากย่านลาดพร้าวถึงย่านปทุมวัน ระยะทาง 11 กม. เพื่อเรียกร้องให้ กกต. สั่งฟ้อง 229 ราย ทั้งนี้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประกาศผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กของเขาซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 4.9 แสนคนว่า "ก่อนที่ กกต. มีมติคดีโกง สว. ชวนทุกคนร่วมเดิน 11 กม. กดดัน กกต...."
อย่างไรก็ตาม นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. กลุ่มใหญ่ และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ประเมินว่ากิจกรรมดังกล่าวไม่น่ามีผลต่อการตัดสินใจของ กกต. เพราะ กกต. คงมีหลักการ กฎเกณฑ์ เหตุผลที่จะปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงมีกรอบกฎหมายในการพิจารณาในความผิดต่าง ๆ ของแต่ละบุคคล
ในวันที่ 14 ก.ย. ซึ่ง กกต. นัดชี้ชะตา 138 สว. นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้นัดหมายประชุมวุฒิสภาตามปกติเพื่อพิจารณาร่างกฎหมาย 6 ฉบับ
บีบีซีไทยชวนสำรวจกลไกทางกฎหมายและย้อนดูเส้นทางของคดีโกงเลือก สว. ก่อนถึงวันชี้ขาดสำนวนโดย กกต. ชุดที่ 6 ของประเทศ
กว่าสำนวนจะถึงมือ กกต.
กกต. ใช้เวลายาวนานในการพิจารณาคดีโกงเลือก สว. โดยตั้งต้นคดีตั้งแต่ยุคนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. ก่อนมาจบลงในยุคนายณรงค์ กลั่นวารินทร์
สำนักงาน กกต. ออกเอกสารข่าวชี้แจงหลายครั้งว่า กกต. ปฏิบัติตามกระบวนการของกฎหมาย มิได้ละเว้นหรือเพิกเฉยต่อหน้าที่ และการพิจารณาคดี ก็เป็นไปตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2566 ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน และมีอำนาจหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนี้
- ชั้นที่ 1 คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน: ให้ "ดำเนินการสืบสวนหรือไต่สวนและจัดทำความเห็น" ก่อนจัดส่งสำนวนไปยังสำนักงาน กกต.
- ชั้นที่ 2 สำนักงาน กกต.: ให้พนักงานสืบสวนและไต่สวนผู้รับผิดชอบสำนวน "ดำเนินการวิเคราะห์สำนวนและจัดทำความเห็น" เสนอขึ้นไปตามลำดับชั้นไปยังเลขาธิการ กกต.
- ชั้นที่ 3 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง: ให้ "พิจารณาและจัดทำความเห็น" เสนอต่อ กกต. พร้อมกับสำนวนจากสำนักงาน กกต.
- ชั้นที่ 4 กกต.: ต้อง "พิจารณาชี้ขาดหรือสั่งการ" ภายใน 90 วันหลังได้รับสำนวน
นั่นทำให้มีความเห็นจากคณะบุคคลอย่างน้อย 3 ชุดที่ กกต. ชุดใหญ่ต้องนำมาประกอบการพิจารณาว่าจะอิงตามความเห็นใคร เพราะแต่ละชุดมีกระบวนการการทำงานและบทสรุปสุดท้ายที่แตกต่างกัน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
บีบีซีไทยขอสรุปข้อมูลจากประธานวิปฝ่ายค้าน, ไอลอว์ ซึ่งระบุว่ามีสำนวนของชุดที่ 26 และเอกสารสรุปความเห็นของเลขาธิการ กกต. ในมือ, และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ซึ่งระบุว่ามีเอกสารสรุปความเห็นของชุดที่ 36 ในมือ เพื่อเปรียบเทียบกระบวนการทำงานของคณะกรรมการแต่ละชุด
คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน โดยมีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมทีมด้วย ประชุมราว 80-120 ครั้งในรอบ 4 เดือน (มี.ค. - ก.ค. 2568) ได้เอกสารสำนวนราว 80,000-90,000 หน้า
- มติเสนอให้ กกต. สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ประกอบด้วย สว. 138 คน, รมต. 13 คน, สส. 17 คน, ผู้สมัคร สว. และเครือข่าย 61 คน
เอกสารสรุปความเห็นของเลขาธิการ กกต. ซึ่งนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ปฏิบัติหน้าที่แทนนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เป็นผู้ทำความเห็นเอาไว้ (ก.ย. 2568)
- มติเสนอให้ กกต. สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 140 คน แบ่ง เป็น สว. 136 คน, รมต. และ สส. 3 คน ส่วนที่เหลือเป็นเครือข่าย โดยจุดแตกต่างสำคัญจากชุดที่ 26 คือเห็นควรให้ยกคำร้องฝ่ายการเมืองพรรค ภท. 21 คน
คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีนายเชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน ประชุมอย่างน้อย 24 ครั้งในรอบ 4 (พ.ย. 2568 - มี.ค. 2569) ทั้งนี้เฉพาะเอกสารที่นายสมชัยมีโอกาสเห็นมีกว่า 200 หน้า
- มติ 5:2 เสนอให้ กกต. ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน
กกต. มีนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เป็นประธาน ประชุมอย่างน้อย 12 ครั้งในรอบ 3 เดือน (มิ.ย. - ก.ย. 2569)
- นัดลงมติ 14 ก.ย. โดยเป็นการลงมติผู้ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล
กกต. ตีกรอบพิจารณารายกลุ่ม จว. และแบ่ง 7 กลุ่มข้อกล่าวหา
กรรมการ กกต. 2 คนที่เป็นอดีตผู้พิพากษาในศาลฎีกามาก่อนเคยออกมาระบุถึงกรอบการพิจารณาคดีโกงเลือก สว. ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญแห่งนี้
นายณรงค์ ประธาน กกต. กล่าวว่า กกต. พิจารณาคดีเป็นรายจังหวัด/กลุ่มจังหวัด หรือกลุ่มข้อกล่าวหา ซึ่งในคราวพิจารณาคดีของ จ.สุราษฎร์ธานีเพียงจังหวัดเดียวเมื่อ 8 มิ.ย. ใช้เวลานาน 3 ชม. ด้วยข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ กกต. ต้องซักถามผู้ชี้แจงอย่างละเอียดรอบคอบ
จากนั้นเมื่อประชุมพิจารณาคดีโกงเลือก สว. ไปได้ 3 นัด นายณรงค์กล่าวยอมรับว่ามีแรงกดดันเยอะมากว่าอยากให้ กกต. ส่งเรื่องไปเลย
"ผมอยากเรียนว่าทำไม่ได้ เมื่อมีเรื่องร้องเรียน กกต. กกต. ก็มีหน้าที่สืบสวนและวินิจฉัยทุกเรื่องว่าจะยกคำร้องหรือส่งศาลวินิจฉัย พูดง่าย ๆ คือ กกต. ไม่ใช่ไปรษณีย์ที่จะใครส่งเรื่องมาแล้วเราจะส่งต่อศาล ซึ่งเราทำไม่ได้ และผิดกฎหมายด้วย เราต้องมีคำวินิจฉัยทุกเรื่อง" นายณรงค์ ซึ่งเป็นอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อ 27 มิ.ย.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ขณะที่นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการ กกต. เปิดเผยว่า กกต. ใช้สำนวนของคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 เป็นสำนวนหลัก แล้วนำความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 มาประกอบการพิจารณาว่าเหตุผลที่เห็นแย้งกันนั้นเป็นอย่างไร
สำหรับขั้นตอนการพิจารณาในชั้น กกต. นายสิทธิโชติบอกว่า ได้ดำเนินการประชุมพิจารณาไล่เรียงแยกย่อยทีละข้อหา โดยข้อหาแรกใช้เวลาพิจารณาและพูดคุยกันเกือบ 1 เดือนเต็ม จากนั้นทยอยพิจารณาจนกระทั่งถึงข้อหาที่ 7 ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาชุดสุดท้าย เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนอาจถูกร้องเรียนและเชื่อมโยงในหลายข้อหาแตกต่างกัน บางคนอาจโดนหลายข้อหา บางคนอาจมีเพียงข้อหาเดียว กกต. จำเป็นต้องพิจารณาแยกแยะรายละเอียดของแต่ละข้อหา ก่อนนำมาประมวลภาพรวมทั้งหมดร่วมกัน
นายสิทธิโชติ ซึ่งเป็นอดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา กล่าวว่า การพิจารณาความหนักเบาของโทษมี 2 ระดับคือ ระดับโทษทางอาญา และระดับที่หลักฐานไปไม่ถึงอาญา แต่มีหลักฐานควรเชื่อได้ว่าการเลือกมีการทุจริตหรือไม่สุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ ซึ่งเพียงแค่อย่างหลังก็สามารถส่งศาลฎีกาได้แล้ว
"เมื่อพิจารณาในภาพรวมจากข้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติม ความคิดเห็นนั้นก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ เปรียบเสมือนการมองภาพช้างทั้งตัว หากเห็นเพียงแค่หู ก็ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นช้าง แต่เมื่อพิจารณาไล่เรียงจนเห็นขา เห็นงวง และเห็นหลัง จึงจะสรุปภาพรวมที่แท้จริงได้ ซึ่งเมื่อถึงเวลาลงมติ กรรมการ กกต. ทุกท่านจะต้องมีเหตุผลประกอบคำวินิจฉัยของตนเองอย่างชัดเจนว่าเห็นชอบตามสำนวนหลักของคณะที่ 26 ตามความเห็นของคณะที่ 36 หรือมีเหตุผลอื่นเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถตรวจสอบและอธิบายต่อสังคมได้อย่างสมเหตุสมผล" นายสิทธิโชติกล่าวเมื่อ 14 ส.ค.
ด้านนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ยกรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ขึ้นมาอ้าง โดยตีความว่าการจะยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณาเพิกถอนสิทธิหลังประกาศผลการเลือก สว. ไปแล้ว ต้องมีองค์ประกอบครบ 3 ข้อ ได้แก่ ต้องเป็นการกระทำของ "ผู้สมัครรับเลือก" เท่านั้น หรือผู้สมัครรับเลือกรู้เห็นการกระทำของบุคคลอื่น, ต้องมีพฤติการณ์เข้าข่ายทุจริต เช่น จ้างลงสมัคร จ้างลงคะแนน สมยอมแลกคะแนน หรือให้ประโยชน์เพื่อเลือกตนเอง, และต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกไม่สุจริตเที่ยงธรรม
อย่างไรก็ตามการตีความองค์ประกอบความผิดของเลขาธิการ กกต. ได้นำมาสู่เสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวาง เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้ความเห็นว่า หน้าที่ของ กกต. คือการไต่สวนมูลฟ้อง หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิด ก็ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา ไม่ใช่การชี้ขาดหรือตัดจบเสียเอง
"จุดน่าประหลาด" ในการทำหน้าที่ของอนุฯ ชุดที่ 36
แม้คณะกรรมการทั้ง 2 ชุดชงความเห็นให้ 7 กกต. แบบ "แตกต่างกันสุดขั้ว" แต่จุดเหมือนประการหนึ่งคือ กรรมการทั้ง 2 ชุดไม่ใช่กลไกที่มีอยู่ตามปกติ แต่เป็น "คณะกรรมการพิเศษ" ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีโกงเลือก สว. เป็นการเฉพาะ ซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้ดำเนินการได้
อย่างไรก็ตามนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการ กกต. ชุดที่ 4 ได้ตั้งคำถามต่อเหตุผลและความชอบธรรรมของการตั้งคณะอนุฯ ที่ 36 เพราะเดิมมีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยอยู่แล้ว 35 คณะ พอมีสำนวนเข้ามาก็จะใช้วิธีจ่ายคดีให้คณะอนุฯ ชุดต่าง ๆ เรียงตามลำดับไป ขณะที่การตั้งอนุฯ ที่ 36 ให้เหตุผลว่าเพื่อลดภาระงานและนำผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณาคดี ก็ต้องตรวจ

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคประชาชน
ภายหลังอ่านเอกสารที่อ้างว่าเป็นรายงานการประชุมของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 นายสมชัยสกัดออกมาเป็นวิธีการดำเนินการประชุมของกรรมการชุดนี้ ซึ่งเป็นรูปแบบซ้ำ ๆ ในการประชุมแต่ละนัด นั่นคือ เริ่มจากให้ทีมเลขานุการคณะอนุกรรมการผลัดกันนำเสนอสำนวนการไต่สวนแต่ละสำนวน, สรุปความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนฯ คณะที่ 26 และความเห็นเลขาธิการ กกต. ก่อนที่อนุกรรมการจะลงมติหลังรับฟังการนำเสนอ โดยไม่เคยเรียกผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจง และไม่เคยเรียกเอกสารหลักฐานชั้นต้นจำนวนหลายหมื่นหน้าของคณะกรรมการสืบสวนฯ คณะที่ 26 มาพิจารณาโดยตรง
อดีตกรรมการ กกต. รายนี้ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องการ "สร้างกรอบการประชุม เพื่อฆ่าตัดตอนไม่ให้ถึงนักการเมือง" โดยวางกรอบมาตรา 76 วรรคสอง ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เอาไว้ว่า 1. ผู้กระทำผิดต้องเป็นผู้สมัคร 2. มีการช่วยเหลือจากฝ่ายการเมือง 3. ยินยอมรับการช่วยเหลือ ซึ่งถ้าตอบว่า "ไม่รู้" แปลว่า "ไม่ยินยอม" และ 4. มีเจตนาเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. หากไม่มีความประสงค์จะเป็น สว. เช่น โหวตเตอร์ "พลีชีพ" ที่ได้ 0 คะแนนทั้งหลาย ก็กลายเป็นไม่มีความผิด
เขาเห็นว่า หากตีความแคบเกินไปอาจทำให้ความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองถูกตัดออกจากคดี
ขณะที่ในส่วนของฝ่ายการเมืองที่เป็นผู้ถูกร้อง 21 คน (ผู้ถูกร้องที่ 187-206 และ 208 ) และคนนอก 1 คน (นายเนวิน ชิดชอบ ผู้ถูกร้องที่ 228) ใช้ฐานความผิดมาตรา 76 วรรคแรก เป็นหลักในการวินิจฉัย ทั้งนี้ฝ่ายการเมืองในมาตรา 76 วรรคหนึ่ง หมายถึงบุคคล 6 ประเภท ได้แก่ 1) กรรมการบริหารพรรค 2) ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรค 3) สส. 4) สมาชิกสภาท้องถิ่น 5) ผู้บริหารท้องถิ่น และ 6) ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ในทัศนะของนายสมชัย รายงานของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 มี "จุดน่าประหลาด" และ "เป็นเหตุให้ควรสงสัย" 2 ประการ
- ความเห็นของเลขาธิการ กกต. หลังจากคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 ลงความเห็นว่าฝ่ายการเมืองกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาจริงทั้ง 21 คน แต่เลขาธิการ กกต. ลงความเห็นให้ยกคำร้องทั้ง 21 คน โดยไม่ระบุเหตุผล มีข้อความเพียงบรรทัดเดียวในทุกกรณีว่า "เห็นควรให้ยกคำร้อง"
- กรณีผู้ถูกร้องที่ 228 (นายเนวิน ชิดชอบ) คณะกรรมการสืบสวนฯ ชุด 26 เห็นว่า กระทำความผิดจริงตามข้อกล่าวหา แต่เลขาธิการ กกต. มีความเห็นยกคำร้อง ถ้าพิจารณาว่านายเนวินไม่มีตำแหน่งทางการเมือง เป็น "ผู้นำจิตวิญญาณ" "ผู้มีบารมีเหนือพรรค" ล้วนไม่ใช่ตำแหน่งที่จะมาใช้ในการกล่าวหาตามมาตรา 76 วรรคแรกได้ ดังนั้นการฟ้องในมาตรา 76 วรรคแรก อย่างไรก็หลุด ดังนั้นต้องใช้ฐานความผิดตามมาตราอื่น ๆ เช่น มาตรา 62 หรือ 77 แทน

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคประชาชน
ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. และประธานวิปฝายค้าน ตั้งคำถามเช่นกันว่ากระบวนการทำงานของคณะอนุฯ ที่ 36 ละเอียดรอบคอบเพียงพอหรือไม่เมื่อเทียบกับคณะกรรมการฯ ที่ 26 พร้อมวิจารณ์การทำหน้าที่ของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 ว่า ปฏิบัติตนเป็นศาล ตีตกหลักฐานที่น่าสงสัยเพียงเพราะยังไม่พิสูจน์จนสิ้นสงสัย, ปกป้องนักการเมือง ตีกรอบกฎหมายเพื่อสาวไปไม่ถึงนักการเมืองสีน้ำเงินเข้ม, ปฏิเสธความเป็นขบวนการ ตีความเหตุการณ์แยกขาดจากกันทั้งที่เชื่อมโยงกันและมีรูปแบบคล้ายกัน
ผลลัพธ์ที่ได้จากการหน้าที่ของคณะอนุฯ ที่ 36 ให้ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน ทำให้นายพริษฐ์อดสงสัยไม่ได้ว่า จากหลักฐานเส้นทางการโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. ก่อนวันเลือก, หลักฐานที่ จ.นครพนม ทั้งคลิปเสียง การจัดตั้ง ค่าตอบแทน ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และการทำโพย เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. โดยก่อนหน้านี้ที่ กกต. เคยส่งศาลจากหลักฐานเพียงข้อความไลน์ไม่กี่ข้อความที่ฝ่ายหนึ่งขอคะแนนอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่มีหลักฐานการเสนอเงิน ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์อื่น ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าเหตุใดหลักฐานในคดีนี้ จึงไม่เพียงพอแม้แต่จะส่งให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย
7 ข้อกล่าวหาที่มีทั้งโทษการเมือง-อาญา
สำหรับ 7 ข้อกล่าวหาที่มีต่อ สว. สส. และเครือข่ายพรรคสีน้ำเงินรวม 229 คน เป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 ถ้า กกต. มีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา/ผู้ถูกร้องรายใด ก็ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นต่อไป
นอกจากนี้แต่ละข้อกล่าวหา ยังมีความผิดทางอาญาซึ่งมีโทษจำคุกและปรับด้วย ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกสั่งฟ้องคดีการเมืองอาจถูกดำเนินคดีอาญาเพิ่มเติมได้ แต่ต้อง "พิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย"
1. กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง หรือไม่
- หากทำผิดจริง: ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง
2. ผู้สมัครยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง หรือไม่
- หากทำผิดจริง: ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง
3. ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขการแนะนำตัวตามที่ กกต. กำหนด ตามมาตรา 70 ประกอบมาตรา 36 หรือไม่
- หากทำผิดจริง: ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง 5 ปี
4. ผู้ใดจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (1) หรือไม่
- หากทำผิดจริง: ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง 20 ปี นอกจากนี้ให้ถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และให้ กกต. มีอำนาจส่งเรื่องให้ ปปง. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจได้
5. ผู้ใดเลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (3) หรือไม่
- หากทำผิดจริง: ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง 20 ปี
6. ผู้ใดเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัคร เพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัคร ตามมาตรา 79 หรือไม่
- หากทำผิดจริง: ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง 20 ปี
7. ผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81 หรือไม่
- หากทำผิดจริง: ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง 10 ปี
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์
































