ดาต้าเซ็นเตอร์ 7 แสนล้าน ทำอย่างไรให้คนไทยไม่ใช่แค่ 'ถูกจ้างไปลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว' ตามมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ

Anthony WALLACE / AFP via Getty Images

ที่มาของภาพ, Anthony WALLACE / AFP via Getty Images

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

หลังบีบีซีไทยได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในย่านพระราม 9 ประเด็นเรื่องที่ตั้งและการอนุมัติใบอนุญาตประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ก็ถูกสังคมหยิบขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์เพียง 3 แห่งเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างตั้งแต่ปี 2565-2566 ขณะที่อีก 3 แห่ง ทาง กทม. สั่งหยุดก่อสร้างเพื่อไปทบทวนมาตรฐานใหม่

ผู้ว่าฯ กทม. แจกแจงเพิ่มเติมว่าศูนย์ข้อมูลอื่น ๆ อีกราว 30-40 แห่งนั้น ส่วนหนึ่งตั้งอยู่ในอาคารของตัวเองจึงไม่ต้องยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างใหม่

ตัวเลขศูนย์ข้อมูลจำนวนหลายสิบศูนย์ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ สอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่พบว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์หลักของไทย โดยมีสัดส่วนความจุประมาณ 52% ของทั้งประเทศ ขณะโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีสัดส่วนราว 41%

อย่างไรก็ดี ธุรกิจใหม่นี้ไม่ได้ส่งผลแค่กับผู้ที่อยู่อาศัยใกล้เคียงกับสถานที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือผู้คนจาก 3 จังหวัด ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกอย่าง จ.ชลบุรี จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ระยองเท่านั้น แต่นี่อาจกำลังหมายถึงภาระต่อคนไทยทั้งประเทศที่ต้องร่วมแบบรับหรือไม่

บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลกรณีในต่างประเทศที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มาก่อน เพื่อตอบคำถามว่าการจ้างงาน 'นับล้าน ๆ ตำแหน่ง' ในความเป็นจริงหมายถึงอะไร ทั้งยังรวบรวมบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญว่าเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุปทานของไทยจะได้ประโยชน์มากแค่ไหน และทำอย่างไรไทยจะไม่ตกไปในหลุมพรางของการเอามาก่อนโดยไร้ซึ่งการต่อรองหรือการวางแผนที่เพียงพอ

ตัวเลขจริงเรื่องการสร้างงาน

Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP via Getty Images)

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, "ดาต้าเซ็นเตอร์ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับรัฐเวอร์จิเนีย แต่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในช่วงก่อสร้างช่วงแรกเท่านั้น" ผลการศึกษาจากเวอร์จิเนีย รัฐที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มากถึง 685 แห่ง ระบุ

ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุดในโลกมากกว่า 4,400 แห่ง ตามข้อมูลจากเว็บไซต์รวบรวมฐานข้อมูลและสถิติ Statista ที่เผยแพร่และปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ขณะที่เมื่อลงไปดูในรายละเอียด งานศึกษาของสำนักวิจัยพิว (Pew Research Center) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ที่ผ่านมา พบว่า เวอร์จิเนียเป็นรัฐที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุด 685 แห่ง โดยตัวเลขดังกล่าวคำนวณรวมกันทั้งศูนย์ข้อมูลที่สร้างแล้วและดำเนินการอยู่ รวมไปถึงดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการวางแผน

หากนำตัวเลขจากรัฐเวอร์จิเนียกลับไปเทียบกับสถิติของ Statista แล้วก็ยังมากกว่าตัวเลขศูนย์ข้อมูลรวมในสหราชอาณาจักร ซึ่งรั้งอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลก ด้วยสถิติ 555 แห่ง

ด้วยเหตุนี้เองในปี 2566 คณะกรรมาธิการร่วมด้านการตรวจสอบและทบทวนทางนิติบัญญัติ (Joint Legislative Audit and Review Commission - JLARC) จึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ศึกษาผลกระทบของอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลในรัฐเวอร์จิเนีย

พวกเขาเผยแพร่ผลการศึกษาในปีถัดมา โดยสรุปใจความสำคัญไว้บนสุดว่า "ดาต้าเซ็นเตอร์ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับรัฐเวอร์จิเนีย แต่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในช่วงก่อสร้างช่วงแรกเท่านั้น"

รายงานดังกล่าวชี้ชัดต่อประเด็นการจ้างงานว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีพนักงานประจำน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น แต่ตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมนี้มักมีค่าตอบแทนอยู่ในระดับสูง โดยงานศึกษาระบุว่า ศูนย์ข้อมูลขนาด 23,000 ตารางเมตรหนึ่งแห่ง จะมีพนักงานประจำราว 50 คน ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นพนักงานสัญญาจ้าง

โดยงานศึกษาชิ้นเดียวกันนี้ สะท้อนว่าผลกระทบด้านการจ้างงานเห็นได้ชัดกว่าในช่วงก่อสร้าง เนื่องจากการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลหนึ่งแห่งใช้เวลาประมาณ 12-18 เดือน และในช่วงที่การก่อสร้างคึกคักที่สุด อาจมีแรงงานจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาทำงานในโครงการถึงประมาณ 1,500 คนพร้อมกัน

ในงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งซึ่งจัดทำโดยสถาบันบรูคกิงส์ (Brookings Institution) ที่เผยแพร่และปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา คณะวิจัยรวบรวมข้อมูลของศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ ประมาณ 1,500 แห่ง ซึ่งนับรวมโครงการที่มีการประกาศลงทุนแต่ภายหลังถูกยกเลิกอีก 52 โครงการ โดยพวกเขานำข้อมูลเหล่านี้เทียบกับข้อมูลการจ้างงานและค่าจ้างระดับมณฑล (county) จากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ ครอบคลุมช่วงปี 2546-2567 ซึ่งสรุปได้ว่าศูนย์ข้อมูลสามารถสร้างงานในท้องถิ่นได้จริง แต่มีข้อจำกัดเช่นเดียวกัน

พวกเขาพบว่า ตลาดแรงงานที่มีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ (Hyperscale) แห่งแรกเข้ามา จะเห็นการจ้างงานในภาคประมวลผลข้อมูลเพิ่มขึ้น 56% ในช่วงทศวรรษแรกของการดำเนินงาน ส่วนภาคโทรคมนาคมซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการเดินเครื่องดาต้าเซ็นเตอร์ ก็มีตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้น 43% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยรวมแล้วตัวเลขเหล่านี้เท่ากับการจ้างงานราว 100-200 ตำแหน่ง ขึ้นอยู่กับประเภทของศูนย์ข้อมูล อย่างไรก็ดี ค่าจ้างแรงงานกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ในงานวิจัยชิ้นนี้ของสถาบันบรูคกิงส์ พวกเขาแบ่งศูนย์ข้อมูลออกเป็นสองประเภท ได้แก่

  • ไฮเปอร์สเกล (Hyperscale) ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลที่สร้างโดยบริษัทด้านคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ เช่น แอมะซอน (Amazon), กูเกิล (Google), ไมโครซอฟท์ (Microsoft) และเมตา (Meta) เพื่อรองรับการประมวลผลและการให้บริการของตนเอง
  • โคโลเคชัน (Colocation) ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการที่ให้เช่าพื้นที่ศูนย์ข้อมูล เช่น อิควินิกซ์ (Equinix), ดิจิทัล เรียลตี (Digital Realty) และไซรัสวัน (CyrusOne) โดยเปิดให้ลูกค้าภายนอกเช่าพื้นที่สำหรับติดตั้งอุปกรณ์และระบบของตน

ส่วนกรณีในไทย สุชาติ คล้ายแก้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมพลังงาน ประจำองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ชี้ว่า เมื่ออ้างอิงจากรายงานการศึกษาที่มีการทำในประเทศไทย ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะท้อนว่า ดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่งแห่ง โดยทั่วไปจะมีแรงงานไทยราว 30-40 คน และจะมีเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ราว 80,000 บาท ขณะที่แรงงานต่างชาติอาจมีรายได้ราว 150,000 บาท/เดือน โดยแรงงานส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการดำเนินการและบำรุงรักษา

สุชาติ วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า หากอ้างอิงจากสถิติของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ในปี 2568 ที่มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 7.28 แสนล้านบาท เมื่อนำมาวิเคราะห์จึงอาจเทียบเท่ากับตำแหน่งงานราว 1,080-1,440 ตำแหน่ง และถ้าเปรียบเทียบสัดส่วน 90% เป็นคนไทย ในจำนวนงานดังกล่าว ก็หมายความว่าตัวแหน่งงานที่เป็นคนไทยจริง ๆ จะอยู่ที่ราว 970-1,300 ตำแหน่งเท่านั้น

นอกจากนี้ หากคำนวณต่อไปในเชิงรายได้ สุชาติชี้ว่าตัวเลขนั้นอยู่แค่หลักพันล้านบาท จากยอดเม็ดเงินลงทุนมูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท ซึ่งเขาย้ำว่า "มันไม่ได้เยอะเลย มันน้อยไปด้วยซ้ำ" ก่อนเสริมว่า ที่ตัวเลขออกมาได้น้อยขนาดนี้เป็นเพราะ "เป็นจ้างแค่ยาม จ้างแค่ไอที ส่วนใหญ่ก็จ้างชาวต่างชาติที่จะมาช่วยเรื่องการเทรนนิง"

เขาเสริมว่าที่แนวโน้มการจ้างงานออกมาเป็นเช่นนี้ เพราะแรงงานไทยทักษะสูงในอุตสาหกรรมนี้ยังมีไม่เพียงพอ

"ถ้าให้เทียบ เหมือนเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว แล้วเราจ้างคนไทยลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวอย่างเดียว ที่เหลือทุกอย่างเป็น[ต่างชาติ]" ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมพลังงานจาก GIZ กล่าว

เทคโนโลยีขั้นสูงแต่กำไรจาก "อิฐ หิน ปูน ทราย"

เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ออกรายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 2/2569 ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับตัวเลขไตรมาสที่ 2/2568 ทว่าเมื่อเทียบกับไตรก่อนหน้า เรากลับพบว่าตัวเลขจีดีพี หดตัวถึง 0.2%

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส ด้านนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมและเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยเมื่อวันที่ 18 ส.ค. โดยระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยนั้นสะท้อนว่าเครื่องยนต์ต่าง ๆ ของประเทศอ่อนแอทั้งหมด ขณะที่ปัจจัยเดียวที่ยังพอรั้งเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดลงไปนั่นก็คือ การลงทุนภาคเอกชนซึ่งก็ได้อานิสงส์สำคัญมาจากดาต้าเซ็นเตอร์

สุชาติ กล่าวอีกว่า เวลาประกาศว่ามีคำขอส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่ารวม 7.28 แสนล้านบาท ตามตัวเลขในปี 2568 นั่นไม่ได้หมายความว่าตัวเลขทั้งหมดนั้นจะเท่ากับเม็ดเงินที่ไปกระตุ้นจีดีพีของไทย ในความเป็นจริงตัวเลขดังกล่าวเพียงสะท้อนขนาดของการลงทุน

เขาเสริมว่า หากอ้างอิงงานศึกษาจาก ธปท. โครงสร้างเงินลงทุนของดาต้าเซ็นเตอร์นั้นจะแบ่งเป็น 40% สำหรับงานก่อสร้าง และ 60% สำหรับเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ และเพราะนี่เป็นอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนเครื่องมือหรืออุปกรณ์หลาย ๆ อย่างจึงต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ หรือแม้แต่ระบบต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับการก่อสร้างก็อาจไม่ได้มีที่มาจากในประเทศไทย

"40% เป็นงานก่อสร้าง เป็นมูลค่าเพิ่มในประเทศ ซึ่งตรงนี้มันเป็นประโยชน์กับประเทศไทยแน่นอน มันปฏิเสธไม่ได้ แต่ 60% ที่เข้ามาเป็นเรื่องเครื่องจักร อุปกรณ์ ส่วนใหญ่เรานำเข้ามาทั้งหมด… ดังนั้น สมมติ[เงิน]เข้ามา 7 แสนล้าน มันจะไปนับเป็นจีดีพี 7 แสนล้านไม่ได้ มันก็จะเป็นแค่ 40% แล้วไปดูว่าใน 40% หรือ 2.8 แสนล้านบาท นั้นเป็นเท่าไหร่อีกทีหนึ่ง" สุชาติ อธิบาย

ภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นศูนย์ข้อมูลของอาลีบาบา "เจ้อเจียง คลาวด์ คอมพิวติ้ง เหรินเหอ" ในเมืองหางโจว ประเทศจีน โดยศูนย์ข้อมูลแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจเฉียนเจียงทางตอนเหนือของเมืองหางโจว เป็นซูเปอร์ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกของเมือง และเป็นศูนย์ข้อมูลระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบจุ่มทั้งตัว (fully submerged liquid-cooled) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก Alibaba Zhejiang Cloud Computing Renhe Data Center in Hangzhou
An aerial photo is showing the Alibaba Zhejiang Cloud Computing Renhe Data Center in Hangzhou, China, on April 11, 2024. The data center, situated in the Qianjiang Economic Development Zone in the north of Hangzhou, is the first super data center in the city and the largest fully submerged liquid-cooled data center in the world. (Photo by Costfoto/NurPhoto via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ศ.ดร.ภัทรพงศ์ อินทรกำเนิด ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยกตัวอย่างว่าจีนคือหนึ่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมแวดล้อมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำที่ครบถ้วน ซึ่งภาครัฐไทยสามารถดูเป็นตัวอย่างได้

ต่อมิติเรื่องเม็ดเงินลงทุนที่แท้จริงซึ่งเข้าสู่เศรษฐกิจไทย ศ.ดร.ภัทรพงศ์ อินทรกำเนิด ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จากสถาบันนโยบายศึกษาแห่งชาติของญี่ปุ่น หรือ National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) ประจำประเทศญี่ปุ่น กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ไทยต้องมองดาต้าเซ็นเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่า (value chains) ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ไม่ใช่ปล่อยให้เม็ดเงินลงทุนที่เข้ามาสร้างเศรษฐกิจนั้นกระจุกอยู่แค่แวดวง "อิฐ หิน ปูน ทราย"

ศ.ดร.ภัทรพงศ์ ยกตัวอย่างว่าจีนคือหนึ่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมแวดล้อมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำที่ครบถ้วน ซึ่งภาครัฐไทยสามารถดูเป็นตัวอย่างได้

เขาอธิบายว่า "จีนมีหัวเว่ย อาลีบาบา ไป่ตู้ ผลิตชิปที่ใช้สำหรับเซิร์ฟเวอร์และตัวเซิร์ฟเวอร์ของดาต้าเซ็นเตอร์เอง มีบริษัทผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า และระบบระบายความเย็นด้วยของเหลว กลางน้ำมีบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมและ internet data center [หรือ ศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต ] และปลายน้ำมีบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์ อย่าง อาลีบาบา, เทนเซนต์, และไบต์แดนซ์ [บริษัทแม่ของติ๊กตอก(TikTok)]"

ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายผู้นี้อธิบายเสริมต่อว่า สำหรับกรณีของจีน การมีดาต้าเซ็นต์เตอร์คือการเพิ่มความต้องการทั้งกับสินค้าอย่างชิปประมวลผลและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำต่าง ๆ ที่ผลิตในประเทศ พร้อมกับเป็นการช่วยสร้างความเข้มแข็งผู้ให้บริการคลาวด์และออนไลน์แพล็ตฟอร์มสัญชาติจีนต่าง ๆ

"คำถามคือประเทศไทยมีบริษัทไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำหรือไม่ ถ้ามีคือบริษัทอะไร ถ้ายังไม่มีจะใช้โอกาสที่มีการส่งเสริมการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ชักจูงและสนับสนุนบริษัทไทยที่ทำธุรกิจใกล้เคียงและมีความสนใจให้เข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ได้หรือไม่ รัฐบาลเพิ่งประกาศส่งเสริมการผลิต photonics chip (ชิปโฟโตนิก หรือชิปแสง) ในประเทศจะถือโอกาสนี้กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ชิปโฟโตนิก ซึ่งใช้พลังงานและปล่อยความร้อนออกสู่สิ่งแวดล้อมน้อยกว่าหรือไม่" เขาตั้งคำถาม

Arnun Chonmahatrakool / Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ศ.ดร.ภัทรพงศ์ อินทรกำเนิด ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จากสถาบันนโยบายศึกษาแห่งชาติของญี่ปุ่น กล่าวถึงการทำงานของภาครัฐว่า "นโยบายของไทยมี แต่ต้องมีมาตรการและกลไกในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ..."

โอกาสที่มาพร้อมหลุมพรางหรือไม่

ย้อนกลับไปเมื่อเดือน พ.ย. 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมสองราย ที่ระบุว่ารัฐบาลจีนออกแนวทางใหม่ที่กำหนดให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐต้องใช้ชิปปัญญาประดิษฐ์ที่ผลิตขึ้นจากในประเทศเท่านั้น ส่วนโครงการที่ดำเนินการไปแล้วน้อยกว่า 30% ให้ถอนชิปที่นำเข้าจากต่างประเทศออกทั้งหมดหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ

"นโยบายของไทยมี [นโยบายด้านดาต้าเซ็นเตอร์] แต่ต้องมีมาตรการและกลไกในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ การหวังพึ่งสิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ ไม่เพียงพอ หลายประเทศสนับสนุนอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำในประเทศจากการให้เงินอุดหนุน เงินร่วมลงทุน และตลาดภาครัฐและเอกชน ดาต้าเซ็นเตอร์จะช่วยสร้างตลาดภาคเอกชนสำหรับอุตสาหกรรมต้นน้ำ ขณะเดียวกัน ภาครัฐเองต้องปรับปรุงขีดความสามารถในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง" ศ.ดร.ภัทรพงศ์ กล่าว

เขาเสริมว่าในกรณีที่ไม่มีบริษัทไทย อาจอนุญาตให้ต่างชาติมาลงทุนได้แต่ควรเป็นในรูปแบบการร่วมลงทุนกับบริษัทไทย ไม่ใช่ให้บริษัทต่างชาติลงทุนหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยบริษัทไทยที่จะมาร่วมลงทุนต้องเป็นบริษัทที่มีความสนใจจริง มีขีดความสามารถในการดูดซับและต่อยอดเทคโนโลยี อาจเริ่มจากบริษัทไทยรายใหญ่ที่มีศักยภาพในการเจรจาต่อรองกับบริษัทข้ามชาติได้ก่อน

เขายกตัวอย่างเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีการกำหนดโดยบีโอไอว่ารถยนต์แต่ละประเภทจะต้องมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไม่น้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนด อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า BEV 40% รถยนต์ไฟฟ้า PHEV 45% รถโดยสาร/รถบรรทุกไฟฟ้า 40% อุปกรณ์สำหรับ EV 15% และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ/เครื่องใช้ไฟฟ้า 40%

"ถ้าอยากให้เกิดมรรคเกิดผล มันต้องลงไปดูในรายละเอียด" ศ.ดร.ภัทรพงศ์ กล่าว

Arnun Chonmahatrakool / Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, "EIA ของไทยไม่ต้องทำ อันนี้สำคัญมาก ไทยไม่ต้องทำ กรุงเทพฯ ก็ไม่ต้อง คือแค่ขออนุญาตเลย…ถ้าทำ EIA ค่าใช้จ่ายเพิ่มไปเลยอีกเท่าหนึ่ง" สุชาติ คล้ายแก้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมพลังงาน ประจำองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) กล่าว

ขณะที่สุชาติ เสริมว่า ปัจจุบันภาพรวมสิทธิประโยชน์ของบีโอไอ คือชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100% ในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ได้รับอนุญาตให้ถือครองกรรมสิทธิที่ดินได้ รวมถึงยังอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานได้โดยไม่มีการระบุหรือสร้างข้อจำกัดว่าต้องเป็นคนไทย รวมถึงยังมีการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

"มันไม่มีประเทศไหนให้เยอะขนาดนี้" ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมพลังงานรายนี้กล่าวและเสริมว่า ไทยได้เปิดโอกาสให้กับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์สามารถเข้ามาทำธุรกิจได้โดยไม่ต้องจัดทำแม้กระทั่งการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งเป็นเหตุผลให้สังคมมีการเรียกร้องต่อมิติสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะทรัพยากรน้ำอย่างมาก

"EIA ของไทยไม่ต้องทำ อันนี้สำคัญมาก ไทยไม่ต้องทำ กรุงเทพฯ ก็ไม่ต้อง คือแค่ขออนุญาตเลย…ถ้าทำ EIA ค่าใช้จ่ายเพิ่มไปเลยอีกเท่าหนึ่ง" สุชาติ กล่าว


Fukushima Daiichi Nuclear Power Plant Unit 2 reactor radioactive water leak
FUKUSHIMA, JAPAN - AUGUST 18: A man walks with his dog on a beach close to the Fukushima Daiichi nuclear power plant in Okuma City, Fukushima Prefecture, Japan, where radioactive water was discovered leaking from reactor unit 2 on August 18, 2024. Tokyo Electric Power Company (TEPCO), the operator of Japan's Fukushima nuclear power plant, is continuing its controversial program to release 1.34 million tons of "nuclear-contaminated" water into the ocean, which began in August 2023, despite protests from local fishermen and neighboring countries. (Photo by David Mareuil/Anadolu via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ศ.ดร.ภัทรพงศ์ ชี้ว่า ในญี่ปุ่น เวลาที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะไปตั้งในบริเวณใด ชาวบ้านท้อนถิ่นอาจมีการต่อต้านน้อยเพราะกฎหมายและหน่วยงานท้องถิ่นของพื้นที่นั้นกำหนดไว้ชัดเจนว่าบริษัทเหล่านี้ต้องมอบสิ่งใดคืนให้กับชุมชนโดยรอบบ้าง

นอกจากเรื่องความง่ายดายในการเปิดรับชาวต่างชาติเข้ามาเปิดโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว ศ.ดร.ภัทรพงศ์ ยังเสริมว่าไทยอาจมีการต่อรองเพื่อให้เกิดประโยชน์กับชุมชนและสังคมโดยรอบกิจการขนาดใหญ่เหล่านี้น้อยเกินไป

เขายกตัวอย่างว่า ในญี่ปุ่น เวลาที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะไปตั้งในบริเวณใด ชาวบ้านท้องถิ่นอาจมีการต่อต้านน้อยเพราะกฎหมายและหน่วยงานท้องถิ่นของพื้นที่นั้นกำหนดไว้ชัดเจนว่าบริษัทเหล่านี้ต้องสร้างสวนสาธารณะ เปิดโอกาสให้ชาวบ้านหรือโรงเรียนท้องถิ่นเข้าไปศึกษาเรียนรู้หรือดูงานได้ เสียภาษีหรือให้เงินสนับสนุนองค์กรปกครองท้องถิ่น หรือมีการจ้างงานในท้องถิ่นในสัดส่วนหรือตัวเลขเท่าไหร่

ศ.ดร.ภัทรพงศ์ กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีการต่อรองในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์มากกว่าปัจจุบัน และให้ตระหนักไว้เสมอว่า ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์นั้นเพิ่มขึ้นทั่วโลกอย่างแน่นอน และไทยเองก็มีอำนาจในการต่อรองมากพอสมควร เพราะฉะนั้น "อย่ายอมหรือไม่ต่อรองจนเกินไป"

เขาชี้ว่าหน่วยงานของรัฐอย่างบีโอไอควรเข้าไปสนับสนุน ให้มากกว่าแค่การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการจับคู่ทางธุรกิจ นั่นคือต้องเข้าไปช่วยเจรจาต่อรอง การสนับสนุนบรรษัทข้ามชาติต้องอยู่บนเงื่อนไขการใช้เซิร์ฟเวอร์ ชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า ระบบทำความเย็นแบบน้ำหมุนเวียนที่ผลิตในประเทศหรือมีศักยภาพที่จะผลิตได้ในอนาคต หากได้รับการสนับสนุน ส่งเสริมการร่วมทุนกับบริษัทไทย การให้ผลตอบแทนแก่ชุมชนในท้องถิ่นที่ใช้เป็นที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ รวมทั้งการกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ระบบทำความเย็นแบบน้ำหมุนเวียนและมีแหล่งกำเนิดไฟฟ้าของตนเอง

"ไม่ต้องรีบร้อนที่จะมีดาต้าเซ็นเตอร์โดยเร็ว ต้องประเมินผลได้และผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับการทำลายโอกาสธุรกิจของบริษัทไทย การต้องนำเข้าและพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชุมชน มากกว่าตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น" ศ.ดร.ภัทรพงศ์ ทิ้งท้าย