ร้อนแค่ไหนถึงเรียกว่าร้อนเกินไป เมื่อนักวิทยาศาสตร์เตือนภัยมะเร็งหลอดอาหารจากการดื่มเครื่องดื่มที่ร้อนจัด

A collage shows a woman in a hijab holding a cup of tea while looking into the distance. Next to her is a cut out of a thermometer, and the background shows a stock image scan of the oesophagus with a tumour inside.

ที่มาของภาพ, BBC/Getty Images

    • Author, มิเชลล์ โรเบิร์ตส์
    • Role, บรรณาธิการสุขภาพดิจิทัล
  • Published
  • เวลาอ่าน: 4 นาที

การวิจัยจากสหราชอาณาจักรระบุว่า การดื่มเครื่องดื่มอย่างชาและกาแฟที่ร้อนจัดเป็นประจำ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร

นักวิจัยกล่าวว่า ผลลัพธ์จากการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างเกือบหนึ่งล้านคนในครั้งนี้ ทำให้งานวิจัยชิ้นนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในการยืนยันความเชื่อมโยงดังกล่าว

การศึกษานี้พบว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มในระดับ "ร้อนจัด" มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งชนิดนี้สูงกว่าผู้ที่ดื่มชาหรือกาแฟในอุณหภูมิ "อุ่น" ประมาณ 3 เท่า แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะเน้นย้ำว่าโอกาสโดยรวมในการพัฒนาโรคมะเร็งนี้จะมีน้อยก็ตาม

นั่นก็เพราะของเหลวที่ร้อนจัดจนมีควันกรุ่นสามารถสร้างความเสียหายแก่เนื้อเยื่อบุผิวของหลอดอาหารในระหว่างที่ไหลลงสู่กระเพาะอาหารได้

เครื่องดื่มร้อนจัด

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดที่ตีพิมพ์ใน วารสารนานาชาติว่าด้วยโรคมะเร็ง (International Journal of Cancer) นิยามเครื่องดื่มใด ๆ ที่มีอุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียสขึ้นไปว่าเป็น "เครื่องดื่มที่ร้อนจัด" และอาจก่อให้เกิดความเสี่ยง

ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างวัยกลางคนทั้งเพศชายและหญิงจำนวน 977,282 คนระบุว่า การดื่มเครื่องดื่มร้อนวันละ 6 แก้วขึ้นไปจะเพิ่มความเสี่ยงดังกล่าวด้วยเช่นกัน

นักวิจัยกล่าวว่า แม้การเติมนมจะช่วยให้เครื่องดื่มเย็นลงได้เล็กน้อย แต่ชาหรือกาแฟใส่นมก็ยังอาจมีความร้อนสูงจนเกินไป

ชาที่ชงเสร็จทันทีหลังเดือดจัดจะมีอุณหภูมิใกล้เคียงจุดเดือดที่ 100 องศาเซลเซียส และเมื่อเทใส่ถ้วย อุณหภูมิจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 90 หรือ 95 องศาเซลเซียส

คำแนะนำคือให้รอสักสองถึงสามนาทีก่อนดื่ม เพื่อให้เครื่องดื่มเย็นลงจนอยู่ในระดับอุณหภูมิที่ปลอดภัย

องค์กรการกุศลด้านการวิจัยโรคมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร (Cancer Research UK) ระบุว่า เป็นการยากที่จะระบุระยะเวลาที่แน่นอนว่าควรทิ้งเครื่องดื่มร้อนไว้ให้เย็นลงนานแค่ไหน

"แต่หากคุณรู้สึกกังวล เราขอแนะนำให้รอจนกว่าจะดื่มได้อย่างสบาย ๆ แทนที่จะดื่มในขณะที่มันยังร้อนจัด" ทางองค์กรดังกล่าว ระบุ

Boiling water is poured from a white teapot into a white teacup.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เครื่องดื่มที่ร้อนจัดอาจเป็นอันตรายต่อหลอดอาหาร ดังนั้นคุณจึงควรปล่อยให้เครื่องดื่มเย็นลงก่อนดื่ม

ดร.เคเรน พาเพียร์ หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า การวิจัยในอเมริกาใต้ ซึ่งผู้คนจำนวนมากนิยมดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรร้อนจัดที่เรียกว่า "มาเต" (mate) ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่คล้ายคลึงกันระหว่างเครื่องดื่มร้อนกับโรคมะเร็งหลอดอาหารมาแล้ว

แต่เธอกล่าวว่า "ขณะนี้ยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อระบุอุณหภูมิที่แน่ชัดของเครื่องดื่มที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้"

การศึกษาอีกงานในกลุ่มผู้ใหญ่ตอนต้น 118 คน ที่ทดลองชิมกาแฟดำหลายครั้ง พบว่า คนส่วนใหญ่จะมองว่าเครื่องดื่มนั้นร้อนเกินไปก็ต่อเมื่อมีอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไปเท่านั้น

ข้อมูลจากผู้ผลิตแก้วกาแฟแบบซื้อกลับบ้านรายหนึ่งระบุว่า อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับกาแฟร้อนระหว่างเดินทางคือระหว่าง 49 ถึง 60 องศาเซลเซียส

เอมทีแพ็ก คอฟฟี่ (MTPak Coffee) ระบุว่า หากบาริสต้าต้องการให้กาแฟคงความร้อนได้นานขึ้น ในกรณีที่ลูกค้าขอแบบร้อนพิเศษก็สามารถเสิร์ฟที่อุณหภูมิสูงกว่า 82 องศาเซลเซียสได้

ความเสี่ยงโดยรวมต่ำ

โรคมะเร็งหลอดอาหารเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 10 ของโลก และเป็นสาเหตุอันดับ 7 ของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั่วโลก อ้างอิงจาก องค์การการกุศล เวิลด์ไวด์ แคนเซอร์ รีเสิร์ช (Worldwide Cancer Research)

อาการในระยะแรกของมะเร็งหลอดอาหารอาจสังเกตได้ยาก ทำให้มักได้รับการวินิจฉัยในระยะลุกลาม โดยอาการเหล่านี้ได้แก่

  • มีปัญหาในการกลืน
  • อาการแสบร้อนกลางอกหรือกรดไหลย้อน
  • รู้สึกคลื่นไส้หรืออาเจียน
  • เสียงแหบ
  • เบื่ออาหาร

นักวิจัยระบุว่า มะเร็งหลอดอาหารประมาณ 1 ถึง 2 ใน 10 ราย สามารถหลีกเลี่ยงได้หากผู้คนเลิกดื่มเครื่องดื่มที่ร้อนจัด

มะเร็งหลอดอาหารชนิด squamous cell carcinoma (SCC) เป็นโรคที่พบได้ยาก โดยส่งผลกระทบต่อผู้คนเพียงไม่กี่พันคนต่อปี ในสหราชอาณาจักร ประชากรประมาณ 1% มีความเสี่ยงตลอดชีวิตที่จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งชนิดนี้

ดังนั้น แม้ว่าเครื่องดื่มที่ร้อนจัดจนลวกปากอาจเพิ่มความเสี่ยงของใครบางคน แต่โอกาสที่พวกเขาจะเป็นมะเร็งชนิดนี้ก็ยังคงต่ำอยู่

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น การสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่มากกว่าสำหรับโรคมะเร็งหลอดอาหาร

ฟิโอนา โอสกัน จากองค์กร Cancer Research UK ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนทุนวิจัยชิ้นนี้ ย้ำว่า "วิธีที่สำคัญที่สุดในการลดความเสี่ยงของมะเร็งชนิดนี้คือการไม่สูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์"