You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
"เครื่องยนต์ฉีกออกราวกับปอกกล้วย" นักบินหญิงฮีโร่เล่านาทีชีวิต ขณะช่วย 148 ชีวิตบนสายการบินสหรัฐฯ รอดตาย
แทมมี่ โจ ชูลต์ส เคยฝันอยากขับเครื่องบินขับไล่มาตลอด เธอเติบโตขึ้นในทศวรรษ 1960 ในฟาร์มปศุสัตว์ใกล้ฐานทัพอากาศฮอลโลแมน ในรัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา และเธอก็ชอบเฝ้ามองเครื่องบินที่ส่งเสียงคำรามผ่านโรงนาของครอบครัว
การบินดูเหมือนมายากลวิเศษสำหรับเธอ
ในขณะนั้น เธอต้องทำงานอย่างหนักในฟาร์ม ที่สำคัญเธอยังสามารถขับรถแทรกเตอร์ได้ตั้งแต่ตอนอายุเก้าขวบ พ่อแม่ของเธอไม่ได้แบ่งแยกงานระหว่างชายและหญิง และสนับสนุนให้เธอหางานที่เหมาะสมกับตัวเอง
ดังนั้น ชูลต์สจึงบอกแม่ของเธอว่า "หนูอยากขับเครื่องบินขับไล่" แม่ของเธอตอบว่า "แทมมี งานนั้นต้องเป็นคนที่ฉลาดและเก่งมากนะ"
นั่นเป็นสัญญาณแรกที่ทำให้เธอรู้ว่าเส้นทางสู่การเป็นนักบินนั้นไม่ง่าย
อุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน
ในวันแนะแนวอาชีพที่โรงเรียนมัธยม เธอไปเข้าชั้นเรียนด้านการบิน ผู้พันที่ดูแลกล่าวว่า "นี่คือวันแนะแนวอาชีพ ไม่ใช่วันหางานอดิเรก คุณต้องหาสิ่งที่ผู้หญิงทำได้นะครับ"
ชูลต์สนั่งลงที่เก้าอี้ทันที และยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น "มันน่าตื่นเต้นจนถึงช่วงท้าย และฉันก็ตระหนักว่า... ฉันไม่ได้ยินอะไรที่เกินขีดความสามารถของผู้หญิงเลย" เธอกล่าว
เธอออกจากที่นั่นด้วยความมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้นที่จะเป็นนักบินทหาร
เมื่อเรียนจบ เธอไปเข้าไปสมัครงานในกองทัพอากาศสหรัฐฯ หลังจากเธอเคาะประตูเข้าไปหาพนักงานรับสมัครเขา "พอเขาได้ยินเสียง แล้วเขาก็บอกว่า ขอโทษนะ แต่เราไม่รับผู้หญิง" ชูลต์สย้อนเล่าให้ฟัง
นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอถูกปิดประตูใส่หน้า
ต่อมาเธอตัดสินใจลองสมัครงานในกองทัพสหรัฐฯ ในหน่วยงานอื่นของที่มีกิจการการบินเช่นกัน รวมถึงกองทัพบกซึ่งบอกว่าเธอไม่เหมาะสม และจากนั้นก็ไปที่กองทัพเรือ ซึ่งอย่างน้อยก็อนุญาตให้เธอสอบคัดเลือกนักบิน
"เจ้าหน้าที่รับสมัครบอกว่า 'ขอโทษนะ คะแนนคุณดีพอสำหรับผู้ชาย แต่ไม่เพียงพอสำหรับผู้หญิง คุณต้องทำคะแนนให้สูงกว่านี้ถ้าคุณอยากเป็นนักบินผู้หญิง'" ชูลต์สเล่าให้ฟัง
เธอกลับไปเรียนต่อระดับปริญญาโท แต่รู้ว่าเธอต้องลองอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากเรียนจบในปี 1985 เธอไปที่สำนักงานรับสมัครทหารเรือสหรัฐฯ อีกแห่ง เธอบอกเจ้าหน้าที่ว่าเธอได้คะแนนไม่พอ "สำหรับผู้หญิง" และเธออยากสอบใหม่อีกครั้ง
"เขาก็บอกว่า 'คุณพูดอะไรของคุณนะ? เราไม่มีคะแนนแยกระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงหรอก' แล้วเขาก็บอกว่า 'เดี๋ยวผมจะตรวจคะแนนให้' แล้วเขาก็ดูและบอกว่า 'คะแนนของคุณใช้ได้'"
ไม่กี่เดือนต่อมา เธอก็โกนศีรษะและฝึกวิดพื้นอยู่ในโรงเรียนนายทหารอากาศ (Aviation Officer Candidate School) ที่รัฐฟลอริดา
การบินนั้นวิเศษอย่างที่ชูลต์สเคยฝันไว้ เธอผ่านการรับรองเป็นนักบิน
และต่อมากลายเป็นครูฝึก โดยเชี่ยวชาญด้าน "การบินขณะสูญเสียการควบคุม" การฝึกซ้อมนี้ยังต้องนำเครื่องบินขึ้นไปที่ระดับความสูงประมาณ 30,000 ฟุต (9.14 กิโลเมตร) แล้วทำให้เครื่องบินหมุนวน หน้าที่ของนักเรียนคือการควบคุมเครื่องบินให้กลับมาอยู่ในเส้นทางปกติ มิฉะนั้นชูลต์สจะเข้ามารับช่วงควบคุมแทน
ทั้งหมดนี้เป็นการฝึกซ้อมที่ดีเยี่ยมซึ่งเตรียมให้ชูลต์สพร้อมรับมือในวันที่เครื่องยนต์เครื่องบินโดยสารของเธอเองระเบิดเมื่อแปดปีก่อน (2018)
ในระหว่างที่อยู่ที่กองทัพเรือนั้นเธอยังได้พบกับสามีและทำงานเป็นนักบินของกองทัพเรือสหรัฐฯมากว่าหนึ่งทศวรรษ จนกระทั่งถึงช่วงทศวรรษ 1990 ทั้งคู่ได้ออกจากกองทัพเรือและเริ่มต้นสร้างครอบครัว และทั้งคู่ได้งานเป็นนักบินพาณิชย์ให้กับสายการบินโดยสารของสหรัฐฯ อย่างสายการบินเซาท์เวสต์แอร์ไลน์
เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2018 เที่ยวบินที่ 1380 บรรทุกเชื้อเพลิงหนักสำหรับการเดินทางระยะไกล และที่นั่งทุกที่นั่งเต็ม เมื่อเครื่องบินบินถึงระดับความสูง 33,000 ฟุต (10.06 กิโลเมตร) ชูลต์สได้ยินเสียงระเบิด
ความคิดแรกของเธอคือเครื่องบินชนกันกลางอากาศ "[เครื่องบิน] ไถลไปด้านข้างและเอียงลงในแนวดิ่งอย่างรวดเร็ว แล้วก็หมุนตัวไปทางซ้ายอย่างกระทันหัน" เธอเล่า
เธอควบคุมเครื่องบินได้ แต่หลังจากนั้นเครื่องบินก็เริ่มสั่นอย่างรุนแรงจนเธออ่านค่าจากเครื่องมือวัดไม่ได้
ใช้สัญชาตญาณ
ห้องนักบินเต็มไปด้วยควัน และมีเสียงเครื่องยนต์คำรามดังสนั่นจนชูลต์สและนักบินผู้ช่วยไม่ได้ยินเสียงกันและกัน
สิ่งที่เธอไม่รู้คือ ชิ้นส่วนจากใบพัดเครื่องยนต์ชิ้นหนึ่งหลุดออกมา ปลิวเข้าไปในส่วนลึกของเครื่องยนต์จนทำให้เกิดการระเบิด เธอเพิ่งรู้ภายหลังว่าฝาครอบเครื่องยนต์ถูกฉีกขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
"[มัน] ลอกออกเหมือนปอกกล้วย และชิ้นส่วนนั้นยังติดอยู่ตรงโคนปีก" เธอกล่าว
หน้าต่างบานหนึ่งถูกเศษซากกระแทกและแตก ทำให้ความดันภายในห้องโดยสารลดลงอย่างรวดเร็ว
"ที่ระดับความสูงนั้น คุณรู้ไหมว่าโพรงจมูกของคุณจะไม่สามารถปรับสมดุลได้เร็วเท่ากับความดันอากาศ ดังนั้นมันจึงเจ็บปวดอย่างมาก" ชูลต์สเล่า ความเจ็บปวดแล่นจากหูลงไปที่คอของเธอ
ถึงแม้จะเกิดเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ สัญชาตญาณและการฝึกฝนของเธอก็ทำงาน เธอจึงทำให้เธอกำหนดเส้นทางไปยังสนามบินที่ใกล้ที่สุดคือสนามบินฟิลาเดลเฟียได้
"ฉันจำได้ว่าในตอนนั้นฉันคิดว่า ฉันไม่แน่ใจว่าเราจะนำเครื่องลงสู่รันเวย์ได้ทันเวลาหรือเปล่า นั่นทำให้ฉันคิดว่านี่อาจเป็นวันที่ฉันจะได้พบกับพระเจ้า" เธอกล่าว
และถึงกระนั้น ในบันทึกเสียงที่ชูลต์สคุยกับหอบังคับการบิน เธอฟังดูสงบนิ่ง สามารถได้ยินเธอกล่าวว่า "ค่ะ ตอนนี้เรามีบางส่วนของเครื่องบินหายไป ดังนั้นเราจะต้องลดความเร็วลงเล็กน้อย"
จากนั้นเมื่อรันเวย์ปรากฏขึ้นตรงหน้า มีความไปได้ว่าในเครื่องบันทึกเสียงในห้องนักบินได้ยินเสียงกระซิบของเธอว่า "พระบิดาบนสวรรค์" เครื่องบินกำลังบินเอียงไปด้านข้าง โดยใช้เครื่องยนต์เพียงเครื่องเดียว และชูลต์สได้บินเลยรันเวย์ไปแล้ว
เธอต้องใช้ทุกกลเม็ดที่เธอรู้เพื่อนำเครื่องบินกลับมาลงจอดอย่างปลอดภัย ช่วยชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือ 148 คน
ผู้โดยสารคนหนึ่ง เจนนิเฟอร์ รีออร์แดน ได้รับบาดเจ็บรุนแรงเมื่อหน้าต่างแตก และเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล เป็นความสูญเสียที่ชูลต์สกล่าวว่าเธอไม่มีวันลืมเลือน
ต่อมาเธอได้รับการตรวจร่ายกายหลังการลงจอด เจ้าหน้าที่แพทย์กล่าวว่า "คุณต้องมีเส้นประสาทที่แข็งแกร่งมาก อัตราการเต้นของหัวใจของคุณยังไม่สูงขึ้นเลย"
แล้วชูลต์สอธิบายความนิ่งภายใต้แรงกดดันนี้อย่างไร
"เมื่อคุณเป็นคนที่รับผิดชอบ เมื่อผู้คนคาดหวังให้คุณเป็นผู้นำ สิ่งที่ถูกต้องคือการรักษาความสงบและจัดการกับปัญหาตรงหน้า" เธอกล่าว
นี่คือทัศนคติที่หล่อหลอมจากเส้นทางอาชีพที่เธอไม่เคยหวั่นไหว และไม่เคยยอมแพ้
เรียบเรียงจากรายการเอาท์ลุค (Outlook) ของ บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส