You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
"ถ้าผมขายลูกสาวหนึ่งคน ผมจะเลี้ยงดูลูกที่เหลือได้อีกสี่ปี" พ่อชาวอัฟกันถูกบีบให้ต้องขายลูกเพื่อความอยู่รอด
- Author, โยกิตา ลิมาเย
- Role, ผู้สื่อข่าวประจำเอเชียใต้และอัฟกานิสถาน
- Published
- เวลาอ่าน: 9 นาที
คำเตือน: บทความนี้มีเนื้อหาที่น่าสะเทือนใจ อาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกไม่สบายใจได้
เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน ชายหลายร้อยคนมารวมตัวกันที่จัตุรัสที่เต็มไปด้วยฝุ่นในเมืองชากชาราน เมืองหลวงของจังหวัดกอร์ ในอัฟกานิสถาน
พวกเขายืนเรียงรายอยู่ริมถนนด้วยใบหน้าที่เหนื่อยล้า หวังว่าจะมีใครสักคนเดินผ่านมาเสนองานให้ทำ เพราะงานนั้นจะเป็นตัวกำหนดว่าครอบครัวของพวกเขาจะมีอาหารกินในวันนั้นหรือไม่
แต่โอกาสที่จะได้งานทำก็ต่ำมาก
จูมา ข่าน วัย 45 ปี หางานทำได้เพียงสามวันในรอบหกสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้รับค่าจ้างระหว่าง 150 ถึง 200 อัฟกานี (ราว 78-104 บาท) ต่อวัน
"ลูก ๆ ของผมเข้านอนด้วยความหิวโหยสามคืนติดต่อกัน ภรรยาของผมร้องไห้ ลูก ๆ ของผมก็ร้องไห้เช่นกัน ดังนั้นผมจึงไปขอเงินจากเพื่อนบ้านเพื่อซื้อแป้ง" เขากล่าว
"ผมอยู่ด้วยความหวาดกลัวว่าลูก ๆ ของผมจะตายเพราะความหิวโหย"
ทว่า เรื่องราวของเขาไม่ใช่เรื่องแปลกในอัฟกานิสถาน เพราะปัจจุบันที่นั่นมีประชาชนกรถึงสามในสี่ที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของตนเองได้ ตามรายงานของสหประชาชาติ
อัตราการว่างงานก็สูงมาก ขณะที่ระบบสาธารณสุขอยู่ในภาวะยากลำบาก และความช่วยเหลือที่เคยให้ปัจจัยพื้นฐานแก่ผู้คนนับล้านได้ลดลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่เคยมีมา
ขณะนี้ ประเทศอัฟกานิสถานกำลังเผชิญกับภาวะอดอยากในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยคาดการณ์ว่าผู้คนกว่า 4.7 ล้านคน หรือมากกว่าหนึ่งในสิบของประชากรอัฟกานิสถาน กำลังใกล้จะประสบภาวะอดอยาก
จังหวัดกอร์เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ผู้ชายที่นี่ต่างสิ้นหวัง
"ผมได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าลูก ๆ ของผมไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว" ราบานี กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ
"ผมรู้สึกอยากฆ่าตัวตาย แต่แล้วผมก็คิดว่านั่นจะช่วยครอบครัวผมได้อย่างไร ดังนั้นผมจึงมาที่นี่เพื่อหางานทำ"
ควาจา อาหมัด พูดได้เพียงไม่กี่คำก็เริ่มสะอื้นไห้
"พวกเรากำลังอดอยาก ลูก ๆ คนโตของผมเสียชีวิตไปหมดแล้ว ผมจึงต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัว แต่ผมแก่แล้ว ไม่มีใครอยากจ้างผม" เขากล่าว
เมื่อร้านเบเกอรีท้องถิ่นใกล้จัตุรัสเปิดทำการ เจ้าของร้านก็แจกขนมปังเก่า ๆ ให้กับฝูงชน ภายในไม่กี่วินาที ขนมปังก็ถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ ชายหกคนต่างคว้าเศษขนมปังอันมีค่าเหล่านั้นไว้
ทันใดนั้นก็เกิดการแย่งชิงกันอีกครั้ง ชายคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์มาเพราะต้องการจ้างคนงานหนึ่งคนเพื่อแบกอิฐ แต่มีชายหลายสิบคนพุ่งตัวเข้าหาเขา
ในช่วงสองชั่วโมงที่เราอยู่ที่นั่น มีเพียงสามคนเท่านั้นที่มีคนจ้างงานไป
ในชุมชนใกล้เคียง ซึ่งเป็นบ้านร้างกระจัดกระจายอยู่บนเนินเขาแห้งแล้งสีน้ำตาล โดยมีฉากหลังเป็นยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะของเทือกเขาเซียโคห์ ผลกระทบที่ร้ายแรงของการว่างงานนั้นเห็นได้ชัดเจน
อับดุล ราชิด อาซิมี พาเราเข้าไปในบ้านของเขาและพาเด็กสองคนออกมา โรคิอาและโรฮิลา ฝาแฝดวัยเจ็ดขวบ เขาโอบกอดพวกเธอไว้แน่น พร้อมพยายามอธิบายว่าทำไมเขาถึงต้องตัดสินใจทำสิ่งที่ยากจะรับได้
"ผมยินดีที่จะขายลูกสาวของผม" เขาร้องไห้ "ผมยากจน เป็นหนี้ และหมดหนทาง"
"ผมกลับบ้านจากที่ทำงานด้วยริมฝีปากแห้งผาก หิว กระหายน้ำ ทุกข์ใจ และสับสน ลูก ๆ ของผมมาหาผมแล้วพูดว่า 'พ่อคะ ขอขนมปังหน่อย' แต่ผมจะให้อะไรได้ล่ะ งานอยู่ที่ไหน"
อับดุลบอกเราว่า เขายินดีที่จะขายลูกสาวเพื่อการแต่งงาน หรือเพื่อทำงานบ้าน "ถ้าผมขายลูกสาวหนึ่งคน ผมจะเลี้ยงลูกที่เหลือได้อีกอย่างน้อยสี่ปี" เขากล่าว
เขากอดโรฮิลา จูบเธอขณะที่เขาร้องไห้ "มันเจ็บปวดใจเหลือเกิน แต่มันเป็นหนทางเดียวเท่านั้น"
"เรามีกินแค่ขนมปังกับน้ำร้อน ไม่มีแม้แต่ชา" คายฮาน ผู้เป็นแม่กล่าว
เหตุผลที่คนเลือกขายลูกสาวมากกว่าลูกชายก็เพราะตามวัฒนธรรมแล้ว ลูกชายถูกมองว่าเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวในอนาคต และที่นี่ในอัฟกานิสถาน ด้วยข้อจำกัดด้านการศึกษาและการทำงานของสตรีและเด็กหญิงจากกลุ่มตาลีบัน ทำให้เรื่องนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีประเพณีที่ครอบครัวของฝ่ายชายจะมอบของขวัญแต่งงานให้แก่ครอบครัวของฝ่ายหญิงในระหว่างการแต่งงาน
ลูกชายวัยรุ่นสองคนของอับดุลและคายฮานทำงานขัดรองเท้าในใจกลางเมือง อีกคนหนึ่งเก็บขยะ ซึ่งคายฮานนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการประกอบอาหาร
ซาอีด อาห์หมัด บอกเราว่าเขาถูกสถานการณ์บีบให้ต้องขายลูกสาววัยห้าขวบที่ชื่อ ไชการ์ หลังจากที่เธอเป็นไส้ติ่งอักเสบและมีซีสต์ในตับ
"ผมไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล ดังนั้นผมจึงขายลูกสาวให้ญาติ" เขากล่าว
การผ่าตัดของไชการ์ประสบความสำเร็จ เงินที่ใช้ในการรักษามาจากเงิน 200,000 อัฟกานี (ราว 104,000 บาท) ที่ได้มาจากการขายเธอ
"ถ้าผมรับเงินทั้งหมดในตอนนั้น เขาคงพาเธอไป ผมเลยบอกเขาว่าให้เงินผมพอสำหรับการรักษาตอนนี้ และในอีกห้าปีข้างหน้าค่อยให้ส่วนที่เหลือ หลังจากนั้นค่อยพาเธอไป เธอจะเป็นลูกสะใภ้ของเขา" ซาอีดอธิบาย
ไชการ์กอดคอเขาด้วยแขนเล็ก ๆ ความผูกพันที่แน่นแฟ้นของพวกเขานั้นเห็นได้ชัด แต่ในอีกห้าปีข้างหน้า เมื่อเธออายุเพียง 10 ขวบ เธอจะต้องจากไปและไปอยู่บ้านญาติเพื่อแต่งงานกับลูกชายคนหนึ่งของญาติ
"ถ้าผมมีเงิน ผมคงไม่ตัดสินใจแบบนี้" ซาอีดกล่าว "แต่แล้วผมก็คิดว่า ถ้าเธอตายไปโดยไม่ได้รับการผ่าตัดล่ะ ?"
"การยกเด็กให้คนอื่นตั้งแต่อายุยังน้อยนั้นทำให้เกิดความกังวลใจอย่างมาก การแต่งงานในวัยเด็กก็มีปัญหาของมัน แต่ผมไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เธอ ผมจึงคิดว่า อย่างน้อยเธอก็จะยังมีชีวิตต่อไป"
การแต่งงานในวัยเด็กยังคงแพร่หลายในอัฟกานิสถานและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากรัฐบาลตาลีบันห้ามการศึกษาสำหรับเด็กผู้หญิง
เมื่อสองปีก่อน ซาอีดยังได้รับความช่วยเหลืออยู่บ้าง
ในเวลานั้น เขาและครอบครัว เช่นเดียวกับชาวอัฟกานิสถานอีกหลายล้านคน ได้รับความช่วยเหลือด้านอาหาร ได้แก่ แป้ง น้ำมันปรุงอาหาร ถั่วเลนทิล และอาหารเสริมสำหรับเด็ก
แต่การลดความช่วยเหลือครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้คนส่วนใหญ่ในอัฟกานิสถานขาดความช่วยเหลือที่ช่วยชีวิตได้
สหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของอัฟกานิสถาน ได้ตัดความช่วยเหลือเกือบทั้งหมดที่ให้กับประเทศนี้เมื่อปีที่แล้ว ผู้บริจาครายสำคัญอื่น ๆ อีกหลายรายก็ลดการสนับสนุนลงอย่างมากเช่นกัน รวมถึงสหราชอาณาจักร ตัวเลขปัจจุบันของสหประชาชาติแสดงให้เห็นว่าความช่วยเหลือที่ได้รับในปีนี้ต่ำกว่าในปี 2025 ถึง 70%
ภัยแล้งรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อจังหวัดมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ กำลังทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
"เราไม่ได้รับการช่วยเหลือจากใครเลย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือองค์กรพัฒนาเอกชน" อับดุล มาลิก ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว
รัฐบาลตาลีบันซึ่งยึดอำนาจในปี 2021 ยังกล่าวโทษรัฐบาลชุดก่อนของอัฟกานิสถานด้วย โดยรัฐบาลชุดก่อนถูกบีบให้ออกไปเมื่อกองกำลังต่างชาติถอนตัวออกจากประเทศ
ฮัมดุลลาห์ ฟิตราต รองโฆษกรัฐบาลตาลีบัน กล่าวกับบีบีซีว่า "ในช่วง 20 ปีของการรุกราน เศรษฐกิจเทียมถูกสร้างขึ้นเนื่องจากการไหลเข้าของเงินดอลลาร์สหรัฐ"
"หลังจากการรุกรานสิ้นสุดลง เราได้รับมรดกเป็นความยากจน ความยากลำบาก การว่างงาน และปัญหาอื่น ๆ"
อย่างไรก็ตาม นโยบายของตาลีบันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อจำกัดต่อสตรี ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้บริจาคถอนตัว
เมื่อถูกถาม รัฐบาลตาลีบันปฏิเสธความรับผิดชอบใด ๆ ต่อการที่ผู้บริจาคถอนตัว โดยระบุว่า "ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไม่ควรถูกนำไปใช้ทางการเมือง"
ฟิตราตยังชี้ให้เห็นถึงแผนของตาลีบัน "ในการลดความยากจนและสร้างงานโดยการดำเนินโครงการทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่" พร้อมยกตัวอย่างโครงการโครงสร้างพื้นฐานและเหมืองแร่บางโครงการ
แต่ถึงแม้โครงการระยะยาวอาจช่วยได้ในสักวันหนึ่ง แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามีผู้คนนับล้านที่ไม่สามารถมีชีวิตรอดได้หากปราศจากความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
เช่นเดียวกับ โมฮัมหมัด ฮาเชม ที่ลูกสาววัย 14 เดือนของเขาเสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน
"ลูกของผมเสียชีวิตเพราะความหิวโหยและขาดยา... เมื่อเด็กป่วยและหิวโหย ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาจะต้องตาย" เขากล่าว
ผู้อาวุโสในท้องถิ่นกล่าวว่า อัตราการเสียชีวิตของเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากภาวะทุพโภชนาการ "เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก" ในช่วงสองปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ที่นี่ไม่มีบันทึกการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ สุสานเป็นเพียงสถานที่เดียวที่พบหลักฐานการเพิ่มขึ้นของการเสียชีวิตของเด็ก ดังนั้น เช่นเดียวกับที่เราเคยทำมาในอดีต เราจึงนับหลุมฝังศพขนาดเล็กและขนาดใหญ่แยกกัน มีหลุมฝังศพขนาดเล็กมากกว่าหลุมฝังศพขนาดใหญ่ประมาณสองเท่า ซึ่งบ่งชี้ว่ามีเด็กเสียชีวิตมากกว่าผู้ใหญ่ประมาณสองเท่า
มีหลักฐานเพิ่มเติมอีกที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดหลักในเมืองชากชาราน
แผนกทารกแรกเกิดเป็นแผนกที่ยุ่งที่สุด เตียงทุกเตียงเต็ม บางเตียงมีทารกสองคน ส่วนใหญ่มีน้ำหนักตัวน้อย และส่วนใหญ่หายใจลำบาก
พยาบาลเข็นเปลเล็ก ๆ ที่มีเด็กหญิงฝาแฝดแรกเกิดเข้ามา พวกเธอคลอดก่อนกำหนดสองเดือน คนหนึ่งหนัก 2 กก. อีกคนหนักเพียง 1 กก.
พวกเธออยู่ในภาวะวิกฤตและถูกนำตัวส่งให้ออกซิเจนทันที
แม่ของพวกเธอ ชากิลา อายุ 22 ปี กำลังพักฟื้นอยู่ในแผนกคลอดเด็ก
"เธออ่อนแอเพราะแทบไม่ได้กินอะไรเลยตอนตั้งครรภ์ ได้กินแค่ขนมปังกับชา" กุลบาดาน ยายของฝาแฝดอธิบาย "นั่นเป็นเหตุผลที่เด็ก ๆ อยู่ในสภาพเช่นนี้"
ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เราออกจากโรงพยาบาลในวันนั้น ทารกที่ตัวหนักกว่าได้เสียชีวิตก่อนที่จะถูกตั้งชื่อด้วยซ้ำ
"หมอพยายามช่วยเธอ แต่เธอก็เสียชีวิต" ยายที่เสียใจกล่าวในวันรุ่งขึ้น
"ฉันห่อตัวเล็ก ๆ ของเธอไว้แล้วพาเธอกลับบ้าน พอแม่ของเธอรู้เรื่องก็เป็นลม"
กุลบาดานชี้ไปที่เด็กทารกที่รอดชีวิต พร้อมกล่าวเสริมว่า "ฉันหวังว่าอย่างน้อยเธอจะรอดชีวิต"
พยาบาล ฟาติมา ฮุสเซนี กล่าวว่าบางวันมีทารกเสียชีวิตมากถึงสามคน
"ตอนแรก ฉันรู้สึกแย่มากเมื่อเห็นเด็กเสียชีวิต แต่ตอนนี้มันเกือบจะกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเราไปแล้ว" เธอกล่าว
ดร.มูฮัมหมัด โมซา โอลดัต ผู้ดูแลหน่วยดูแลทารกแรกเกิด กล่าวว่าอัตราการเสียชีวิตในทารกสูงถึง 10% ซึ่งเป็นเรื่องที่ "ยอมรับไม่ได้"
"แต่เนื่องจากความยากจน จำนวนผู้ป่วยจึงเพิ่มขึ้นทุกวัน" เขากล่าว "และที่นี่เราก็ไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะรักษาทารกอย่างเหมาะสม"
ในหน่วยดูแลผู้ป่วยเด็กที่อาการหนัก ซาเมียร์ วัย 6 สัปดาห์ กำลังป่วยเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบและปอดบวม ทั้งสองโรคสามารถรักษาได้ แต่แพทย์จำเป็นต้องทำการสแกน MRI และพวกเขาก็ไม่มีอุปกรณ์ที่เหมาะสม
แต่สิ่งที่น่าตกใจที่สุดที่แพทย์ระบุก็คือ โรงพยาบาลของรัฐไม่มีเวชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ ครอบครัวต้องไปซื้อยาจากร้านขายยาภายนอก
"บางครั้ง ถ้าหากยาเหลือจากเด็กของครอบครัวที่มีฐานะดี เราก็จะนำไปใช้กับเด็กที่ครอบครัวไม่มีกำลังซื้อ" ฟาติมากล่าว
การขาดแคลนเงินกำลังบีบให้หลายครอบครัวต้องตัดสินใจอย่างยากลำบาก
หลานสาวที่รอดชีวิตของกุลบาดันน้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและการหายใจก็คงที่ แต่ไม่กี่วันต่อมา ครอบครัวของเธอก็พาเธอกลับบ้าน พวกเขาไม่มีเงินพอที่จะดูแลเธอในโรงพยาบาล
เด็กชายซาเมียร์ก็ถูกพ่อแม่พากลับบ้านด้วยเหตุผลเดียวกัน
ร่างกายเล็ก ๆ ของพวกเขาจะต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดด้วยตัวเอง
รายงานเพิ่มเติมโดย อิโมเจน แอนเดอร์สัน, มาห์ฟูซ ซูไบเด และซานเจย์ กังกูลี