เปิดปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ แต่ละพื้นที่คลี่คลายช้าต่างกัน น้ำเหนือที่กำลังไหลมาน่ากังวลแค่ไหน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เข้าสู่วันที่หกของเหตุอุทกภัยในหลายพื้นของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล หลังเกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันนับตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา สถานการณ์ในบางพื้นที่เริ่มคลี่คลายลงแล้ว ขณะที่พื้นที่บางส่วนยังคงจมอยู่ใต้น้ำที่ยังรอการระบาย
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุวันนี้ (30 ก.ย.) ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ เริ่มคลี่คลาย โดยหลายพื้นที่สามารถระบายน้ำได้ดีทำให้น้ำลดและถนนใหญ่หลายเส้นกลับมาใช้งานไ้ด้แล้ว แต่ก็มีบางพื้นที่ยังน่ากังวล
"ภายในวันนี้พรุ่งนี้ผมว่าหลัก ๆ สามคลองแรกน่าจะดีขึ้น แล้วก็ถนนหลัก ๆ 95% น่าจะแห้งภายในพรุ่งนี้ ที่กังวลที่สุดก็เป็นคลองประเวศฯ ที่ไปลาดกระบัง เพราะคลองประเวศฯ มันยาว และลาดกระบังก็รับน้ำจากด้านบนทางฝั่งตะวันออกด้วย" นายชัชชาติ กล่าว
แต่ ดร.สมชาย เวสารัชตระกูล สก.สายไหม วานนี้ออกมาเผยถึงความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ หลังระดับยังคงสูงหลังผ่านมาหลายวัน
"ขณะนี้ฝั่งทางเหนือ [ของประตูระบายน้ำคลองสอง] น้ำสูงระดับ 2.3 เมตร ตรงนี้ [ฝั่งขวา] สูง 1.49 เมตร เมื่อวาน 1.6 กว่าเมตร เช้านี้ผมอาละวาดไปว่าทำไมเขตสายไหมถึงไม่พร่องน้ำสักทีหนึ่ง เราก็คนกรุงเทพฯ ไม่ใช่คนกรุงเทพฯ ชั้นสอง…น้ำท่วมทุกจุด บางพื้นที่เน่าแล้ว" ดร.สมชาย กล่าว
อีกหลายพื้นที่ก็พบว่ายังมีน้ำอยู่ในระดับสูงเช่นกัน อย่างถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าสะพานใหม่ ทั้งขาเข้าและขาออกสองฝั่ง พื้นที่อื่น เช่น ซอยชินเขต แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่, โซนลาดพร้าว, ถนนสายหลักอย่างถนนวิภาวดีรังสิต น้ำลดลงจนแห้งแล้ว
บีบีซีไทย พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญถึงสาเหตุที่ฝนตกหนักครั้งนี้ทำพื้นที่กรุงเทพฯ ท่วมแค่บางส่วน และเหตุใดน้ำในบางพื้นที่ระบายช้ากว่าที่อื่น อะไรคือปัจจัยที่อยู่เบื้องหลัง
เหตุใดแต่ละพื้นที่ในกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบต่างกัน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เหตุอุทกภัยครั้งนี้หลายคนอาจเข้าใจว่ามีเพียงพื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯ เท่านั้นที่เกิดเหตุน้ำท่วม แต่แท้จริงแล้วแทบทุกพื้นที่ก็มีน้ำท่วมเพียงแต่หนักหนาไม่เท่ากัน และนั่นอาจเป็นเพราะกายภาพของเมืองกรุงเทพฯ
"จริง ๆ ก็ท่วมขังนองไปทุกพื้นที่ เพียงแต่ว่ามันจะมีบางพื้นที่ที่น้ำลงเร็วจนเราคิดว่ามันไม่ท่วม แล้วก็มีบางพื้นที่ที่มันท่วมขังนานจนเรารับรู้ได้ว่าเกิดการท่วม ด้วยกายภาพกรุงเทพฯ ระดับสูงต่ำไม่เท่ากัน ตอนนี้ที่ท่วมหนัก ๆ คือพื้นที่ที่อยู่ต่ำ" รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกกับบีบีซีไทย
เธอเสริมด้วยว่า พื้นที่ที่อยู่ที่ต่ำและเกิดน้ำท่วมหนักก็อย่างเช่น บางกะปิ, ร่มเกล้า, รามคำแหง, มีนบุรี, หรือ พื้นที่ฝั่งตะวันออก แต่พื้นที่ฝั่งธนบุรี ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำจะไม่ค่อยท่วม แม้ปริมาณฝนไม่ได้ต่างกันมากกับทางฝั่งตะวันออก เพราะฝั่งธนบุรีเป็นพื้นที่สูง
"บางกะปิ รามคำแหง พื้นที่มันต่ำแล้วมันก็อยู่ใกล้[คลอง]แสนแสบด้วย คือมันระบายไม่ทัน คือสูบ[น้ำจากคลอง]แสนแสบออก แต่น้ำจากพื้นที่สูงมันมาเติมในคลองเสียก่อน" เธอบอกแต่ก็เสริมด้วยว่า น้ำที่ท่วมหนักบริเวณร่มเกล้า เป็นเพราะอีกสาเหตุ
"ร่มเกล้านี่เป็นอีกปัญหา ตรงนั้นเขาอยากจะสูบน้ำออกทางบางปะกง ซึ่งมันใกล้กว่าแต่ว่าถ้าบางปะกงตอนนี้สูบน้ำไปไม่ได้ เพราะบางปะกงท่วมสาหัสมาก น้ำออกไม่ได้เลย ฉะนั้นปริมาณน้ำตรงนั้นยังจะทรง ๆ อยู่อย่างนั้น นอกจากว่าจะพยายามดึงไปออกทางเจ้าพระยาซึ่งก็อยู่ไกล" รศ.ดร.สิตางศุ์ เสริม
ด้าน ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สาเหตุที่น้ำท่วมบางพื้นที่หนักกว่าที่อื่นเป็นเพราะกายภาพพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้ไม่ว่าฝนจะตกบริเวณใดก็มักจะไหลไปจุดนั้นได้
"บางกะปิเป็นที่ลุ่มต่ำ[และ]เปราะบางมาก ฉะนั้นฝนตกที่ใดก็ตาม หรือที่สูงกว่าข้าง ๆ น้ำก็จะไปกองรวมกันที่นั่น ให้ตกข้าง ๆ เขตบางกะปิน้ำก็ไปกองที่บางกะปิ นอกจากบางกะปิก็จะมีลาดกระบัง แล้วก็มีคลองสามวา" เขาบอก

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาปริมาณฝนสะสมของศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพฯ ของวันที่ 25 ก.ย. พบว่าบางพื้นที่ กทม. มีฝนเล็กน้อยถึงปานกลางโดย เขตคลองสามวา มีปริมาณฝนสะสมสูงสุดที่ 107 มม. ส่วนเขตอื่น ๆ มีปริมาณฝนสะสมเฉลี่ยตั้งแต่ 76.5-103.5 มม.
แม้ปริมาณฝนสะสมไม่ได้ต่างกันมากนักในแต่ละพื้นที่ แต่ในวันที่ 25 ก.ย. พื้นที่บางส่วนของ กรุงเทพฯ กลับมีน้ำท่วมสูง ขณะที่พื้นที่บางจุดไม่พบน้ำท่วมขัง นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุว่า ระดับน้ำท่วมมีส่วนสัมพันธ์กับระยะทางจากคลองระบายน้ำ
"มันก็เกี่ยวข้องกับว่าพื้นที่นั้นอยู่ใกล้กับคลองระบายหรืออุโมงค์[ระบายน้ำ]ไหม เพราะว่าระบบบริหารจัดการน้ำของ กทม. อยู่ได้ด้วยการสูบเท่านั้น...ตรงไหนพื้นที่สูงมันก็จะไหลมาลงคลองก่อน ตรงไหนที่ต่ำตอนนี้ยังไม่ได้รับสิทธิให้ไหลมาเพราะว่าพื้นที่ที่สูงกว่ายังมาไม่หมด" รศ.ดร.สิตางศุ์อธิบาย
แต่นอกจากประเด็นเรื่องกายภาพของกรุงเทพฯ แล้ว อีกสาเหตุที่ทำให้น้ำไม่ท่วมในบางพื้นที่ก็อาจมาจากการจัดลำดับความสำคัญการระบายน้ำ โดยพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์และย่านธุรกิจสำคัญ เช่น ชิดลม, สีลม, หรือ สาทร ไม่เกิดน้ำท่วมขังจากเหตุฝนตกหนักครั้งนี้
"เข้าใจว่าเขา [กทม.] จะพยายามปกป้องพื้นที่ชั้นในด้วย เขาก็จะพยายามเร่งสูบออกก่อนเพราะมันจะกระทบกับเศรษฐกิจ ปกติเวลาที่เราป้องกันน้ำท่วม เราจะป้องกันพื้นที่ CBD (ย่านศูนย์กลางธุรกิจ) ให้มันไม่ท่วมเพราะผลกระทบมันเยอะ" รศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าว
เธอเสริมว่าการเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ชั้นในอาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ชั้นนอกมีความหนักหนา
"ทีนี้พอเร่งสูบจากตรงนั้น (พื้นที่ CBD) มันอยู่ข้างใน มันก็ต้องสูบมาไว้ข้างนอก [น้ำ]มันก็จะมากองกันอยู่แถวลาดกระบัง มันก็เลยเป็นเหตุผลว่า ที่ที่มันตกแล้วแห้งก่อนเพื่อนก็เพราะด้วยการสูบ...แห้งเร็วก็แปลว่าสูบออกก่อน แต่ว่าที่อยู่ปลาย ๆ คลองที่เราเห็นว่ามันไม่แห้งสักทีก็เพราะว่ามันทั้งอยู่ไกล[คลองระบายน้ำ]และอยู่ต่ำ" อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ม.เกษตรศาสตร์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม ดร.เสรี มีความเห็นต่าง โดยเขาเชื่อว่าปัจจัยที่ทำให้น้ำไม่ท่วมบริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในไม่ได้มาจากการบริหารงานของมนุษย์ แต่เป็นเพราะความพัฒนาของพื้นที่และระดับถนนที่ยกสูงกว่า
"พื้นที่ชั้นใน ระดับถนนมันถูกพัฒนา ทั้งระดับถนนระบบระบายน้ำก็ทำใหม่หมด เพราะฉะนั้นมันจึงไม่เกิดน้ำท่วมขังในลักษณะรุนแรง คือมันก็ขังบ้างถ้าฝนตกหนัก ๆ พอ 3-6 ชั่วโมงมันก็หายไป" เขาอธิบาย
ทำไมบางพื้นที่ยังระบายน้ำได้ช้า
จากการเปิดเผยในการแถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย ณ ทำเนียบรัฐบาล โดย นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีวันนี้ ระดับน้ำในคลองต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ลดลงอย่างมาก โดยพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังส่วนใหญ่อยู่บริเวณกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก
ต่อมา น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยถึงพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมสูง ได้แก่ ถ.สุวินทวงศ์ ตั้งแต่แยกเมืองมีนถึงแยกหทัยราษฎร์, ถ.ลาดกระบัง บริเวณโลตัสลาดกระบัง, ถ.นวมินทร์ บริเวณนวมินทร์ 8 และแยกบางกะปิ, ถ.ลาดพร้าว บริเวณแยกลาดพร้าว 113 แยกแฮปปี้แลนด์ และแยกบางกะปิ, รวมถึง ถ.แฮปปี้แลนด์สาย 1 และ ถ.ศรีบูรพา
นอกจากนี้ ยังมีชุมชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังได้รับผลกระทบ อีกจำนวน 15 เขต รวม 748 ชุมชน ได้แก่ เขตคลองสามวา, เขตคันนายาว, เขตจตุจักร, เขตบางเขน, เขตบางกะปิ, เขตบึงกุ่ม, เขตประเวศ, เขตมีนบุรี, เขตลาดกระบัง, เขตวังทองหลาง, เขตสวนหลวง, เขตสะพานสูง, เขตสายไหม, เขตหนองจอก, และเขตหลักสี่

ที่มาของภาพ, สำนักงานเขตบางเขน/ FB
ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต อธิบายว่า การเร่งระบายน้ำจะขึ้นอยู่กับการจัดลำดับความสำคัญของ กทม. โดยมักเร่งในจุดที่จะก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าก่อน
"ถามว่า[ย่านถนน]เพชรบุรีเป็นพื้นที่ CBD ไหม อันนี้เป็นการจัดการของมนุษย์แล้ว เขาก็จัดลำดับไงว่าตรงไหนมีส่วนสำคัญในการเดินทาง เศรษฐกิจ และสังคม" ดร.เสรี บอก
เขากล่าวต่อไปว่าบางพื้นที่การสูบน้ำก็อาจเป็นไปได้อย่างลำบากกว่าจุดอื่นด้วย เนื่องจากระยะทางความใกล้-ไกลคลองระบายน้ำหลัก
"ถ้าไม่มี[คลองระบายน้ำ]อยู่ใกล้ ๆ เขาก็ต้องสูบน้ำแบบสูบทอยน้ำ สูบจากจุดนี้ไปอีกจุด หรือไม่ก็วางท่อสูบที่ยาว มันก็จะลำบากกว่า เช่น แถวร่มเกล้า บางกะปิ แถวตะวันออก" เขาบอกพร้อมเสริมว่า การระบายน้ำของจุดที่อยู่ไกลคลองยังต้องผ่านจุดกีดขวางมากทำให้ระบายได้ช้า
"ตอนนี้เขา [กทม.] เร่งสูบที่ท่าด่านเพื่อให้สำโรงลดลงเร็ว เขาไปเร่งที่ปลายเลย มันก็เลยพูดง่าย ๆ ว่าระหว่างทางมันก็จะหลงทางได้ เพราะบางทีกว่าน้ำจะไปลงคลองท่าด่าน บางทีคลองท่าด่านแห้งแล้วน้ำยังไม่ไปเลยเพราะอุปสรรคจากบ้านเรือน หมู่บ้านจัดสรรมันขวางหมด" ดร.เสรี กล่าว
ด้าน รศ.ดร.สิตางศุ์ อธิบายว่า สาเหตุแรกที่ทำให้บางพื้นที่น้ำท่วมแห้งเร็วไม่เท่ากันเป็นเพราะระดับถนน โดยถนนที่สร้างใหม่มักจะสูงกว่าและสามารถจัดการทำให้แห้งได้เร็วกว่า
"เวลาสร้างถนนมันจะถมสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ถนนเส้นไหนที่สร้างทีหลังก็จะสูงกว่าเพื่อน แล้วมันก็จะสูงกว่าหมู่บ้านที่อยู่สองข้างทางของถนน นี่เป็นเรื่องปกติ คือถ้าถนนสูงก็จะจัดการง่ายจะแห้งไว"
รศ.ดร.สิตางศุ์ ระบุต่อไปว่าอีกสาเหตุคือระบบระบายน้ำสองข้างทางของถนน ถนนที่เก่ากว่าระบบระบายน้ำก็จะเก่าตามไปด้วย
"ระบบระบายน้ำกรุงเทพฯ มีประสิทธิภาพแค่ประมาณ 50-60% แปลว่าออกแบบที่[ให้รองรับฝนได้] 70 มม./ชม แต่ฝนตกมา 40 มม./ชม ก็ท่วมแล้ว...ถนนเส้นเก่า ประสิทธิภาพการระบายน้ำก็จะยิ่งต่ำไปกว่านั้นอีก พูดง่าย ๆ คือมันทั้งตัน ตกท้องช้าง ก็ยิ่งทำให้การระบายช้า" เธอเสริม
อีกสาเหตุที่ทำให้ประสิทธิภาพการรองรับน้ำของกรุงเทพฯ ทำได้ไม่เต็มที่ นอกจากความเก่าคือระบบท่อที่เป็นแบบระบบท่อร่วม (Combined System) ซึ่งคือระบบที่ใช้ท่อระบายน้ำฝนและน้ำเสียร่วมกัน หมายความว่าแม้ไม่มีฝนตกก็จะมีน้ำเสียรออยู่ก่อนแล้วในท่อ
"ระบบน้ำเสียกับน้ำฝนรวมกัน แม้ไม่มีฝนตกก็มีน้ำนอนรออยู่ในท่ออยู่แล้ว 20-30% แล้ว...เหลือประสิทธิภาพช่องว่างที่จะรับน้ำฝนได้เพียงนิดเดียว" เธออธิบาย
ดังนั้น หากพื้นที่ใดที่มีการระบายน้ำช้ากว่าจุดอื่น สิ่งที่ต้องตรวจสอบอย่างแรกคือ ความสูงต่ำของพื้นที่ และดูว่าจุดนั้นอยู่ใกล้-ไกลจากคลองเล็กหรือคลองสายหลักแค่ไหน โดยหากเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้คลองก็จริงแต่เป็นคลองที่มีปัญหาอย่างคลองแสนแสบแล้วพื้นที่ก็อยู่ต่ำ ความรุนแรงของเหตุน้ำท่วมก็จะสาหัสกว่า เช่น ย่านบางกะปิ และ เคหะคลองจั่น ที่อยู่ใกล้คลองแสนแสบ
น้ำเหนือจะซ้ำเติมสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ หรือไม่

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เมื่อช่วงเย็นวานนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 7/2569 เรื่อง เฝ้าระวังผลกระทบจากการปรับระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา โดยระบุว่าเนื่องจากเหตุฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ประกอบกับน้ำจากกลุ่มน้ำสะแกกรังไหลมาสมทบ ทำให้ปริมาณน้ำไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงมีความจำเป็นต้องขอปรับเพิ่มปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจาก 2,000 ลบ.ม./วินาที เป็น 2,200 ลบ.ม./วินาที
ขณะที่ล่าสุดวันนี้ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. เวลา 16.00 น. สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,515 ลบ.ม./วินาที คิดเป็น 67% ของความจุลำน้ำ ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยา (C.13) จ.ชัยนาท มีการระบายน้ำอยู่ที่ 2,200 ลบ.ม./วินาที คิดเป็น 81% ของความจุลำน้ำ ทั้งนี้ กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำผ่านระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมหน่วงและชะลอปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง
กรมชลประทานระบุอีกว่า จากแนวโน้มปริมาณน้ำในลำน้ำสายหลักที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำ โดยปัจจุบัน เวลา 16.00 น. เขื่อนเจ้าพระยายังคงระบายน้ำในอัตรา 2,200 ลบ.ม./วินาที
"อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าปริมาณน้ำเหนือเขื่อนจะเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำเป็นรายวัน เพื่อพิจารณาปรับแผนการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์" กรมชลประทานระบุในเฟซบุ๊ก
ด้าน ดร.เสรี อธิบายว่าน้ำเหนือที่ปัจจุบันเข้ามาในคลองตอนบนของกรุงเทพฯ เป็นน้ำฝนที่ตกบริเวณทุ่งรังสิต ซึ่งทยอยไหลลงมา แต่ยังไม่ใช่น้ำฝนที่ตกหนักบริเวณ จ.กำแพงเพชร ฉะนั้นน้ำเหนือจากเจ้าพระยาจะใช้เวลาอีกราว 7-10 วัน กว่าจะเดินทางถึงกรุงเทพฯ
"ขณะนี้มีการประเมินกันว่า เขื่อนเจ้าพระยาซึ่งตอนนี้ระบาย 2,200 ลบ.ม./วินาที อาจต้องปรับการระบายเพิ่ม สิ่งที่เรากังวัลที่สุดคือน้ำที่จะผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะเกินความสามารถของเขื่อน" เขาอธิบาย และว่า หากน้ำมาเกินประสิทธิภาพที่เขื่อนเจ้าพระยาจะรับไหว น้ำก็จะทะลักออกข้าง เป็นอันตรายต่อชาวบ้านที่อาศัยบริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำและที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ แต่จะกระทบเขตใดบ้างขณะนี้ยังอยู่ในช่วงของการประเมิน
"7-10 วันข้างหน้ามันเป็นวิกฤตของน้ำเหนือ วิกฤตของน้ำฝนผ่านมาแล้ว เพราะฉะนั้นพื้นที่ที่อาจจะท่วมจะต่างกัน ครั้งที่แล้วฝนเล่นเอาเกือบทุกเขตเพราะตกหนัก แต่ครั้งนี้จะโดนเฉพาะบางเขต" เขากล่าวทิ้งท้าย
































