เปิดปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ แต่ละพื้นที่คลี่คลายช้าต่างกัน น้ำเหนือที่กำลังไหลมาน่ากังวลแค่ไหน

เจ้าหน้าที่ระดมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนมาช่วยระดมสูบน้ำออกจากพื้นที่เคหะชุมชนคลองจั่น ย่านบางกะปิ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569
คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่ระดมนำเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนมาช่วยสูบน้ำออกจากพื้นที่เคหะชุมชนคลองจั่น ย่านบางกะปิ ในวันที่ 30 ก.ย.
Published
เวลาอ่าน: 9 นาที

เข้าสู่วันที่หกของเหตุอุทกภัยในหลายพื้นของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล หลังเกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันนับตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา สถานการณ์ในบางพื้นที่เริ่มคลี่คลายลงแล้ว ขณะที่พื้นที่บางส่วนยังคงจมอยู่ใต้น้ำที่ยังรอการระบาย

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุวันนี้ (30 ก.ย.) ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ เริ่มคลี่คลาย โดยหลายพื้นที่สามารถระบายน้ำได้ดีทำให้น้ำลดและถนนใหญ่หลายเส้นกลับมาใช้งานไ้ด้แล้ว แต่ก็มีบางพื้นที่ยังน่ากังวล

"ภายในวันนี้พรุ่งนี้ผมว่าหลัก ๆ สามคลองแรกน่าจะดีขึ้น แล้วก็ถนนหลัก ๆ 95% น่าจะแห้งภายในพรุ่งนี้ ที่กังวลที่สุดก็เป็นคลองประเวศฯ ที่ไปลาดกระบัง เพราะคลองประเวศฯ มันยาว และลาดกระบังก็รับน้ำจากด้านบนทางฝั่งตะวันออกด้วย" นายชัชชาติ กล่าว

แต่ ดร.สมชาย เวสารัชตระกูล สก.สายไหม วานนี้ออกมาเผยถึงความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ หลังระดับยังคงสูงหลังผ่านมาหลายวัน

"ขณะนี้ฝั่งทางเหนือ [ของประตูระบายน้ำคลองสอง] น้ำสูงระดับ 2.3 เมตร ตรงนี้ [ฝั่งขวา] สูง 1.49 เมตร เมื่อวาน 1.6 กว่าเมตร เช้านี้ผมอาละวาดไปว่าทำไมเขตสายไหมถึงไม่พร่องน้ำสักทีหนึ่ง เราก็คนกรุงเทพฯ ไม่ใช่คนกรุงเทพฯ ชั้นสอง…น้ำท่วมทุกจุด บางพื้นที่เน่าแล้ว" ดร.สมชาย กล่าว

อีกหลายพื้นที่ก็พบว่ายังมีน้ำอยู่ในระดับสูงเช่นกัน อย่างถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าสะพานใหม่ ทั้งขาเข้าและขาออกสองฝั่ง พื้นที่อื่น เช่น ซอยชินเขต แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่, โซนลาดพร้าว, ถนนสายหลักอย่างถนนวิภาวดีรังสิต น้ำลดลงจนแห้งแล้ว

บีบีซีไทย พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญถึงสาเหตุที่ฝนตกหนักครั้งนี้ทำพื้นที่กรุงเทพฯ ท่วมแค่บางส่วน และเหตุใดน้ำในบางพื้นที่ระบายช้ากว่าที่อื่น อะไรคือปัจจัยที่อยู่เบื้องหลัง

เหตุใดแต่ละพื้นที่ในกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบต่างกัน

สถานการณ์น้ำท่วมย่านบางกะปิ กรุงเทพฯ หลังระดับน้ำค่อยๆ ลดลง ขณะที่ประชาชนต่างออกมาจากบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม เพื่อซื้ออาหารสด เมื่อ 28 ก.ย. 2569
คำบรรยายภาพ, สถานการณ์น้ำท่วมย่านบางกะปิ กรุงเทพฯ หลังระดับน้ำค่อย ๆ ลดลง ขณะที่ประชาชนต่างออกมาจากบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมเพื่อซื้ออาหารสด เมื่อ 28 ก.ย. 2569

เหตุอุทกภัยครั้งนี้หลายคนอาจเข้าใจว่ามีเพียงพื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯ เท่านั้นที่เกิดเหตุน้ำท่วม แต่แท้จริงแล้วแทบทุกพื้นที่ก็มีน้ำท่วมเพียงแต่หนักหนาไม่เท่ากัน และนั่นอาจเป็นเพราะกายภาพของเมืองกรุงเทพฯ

"จริง ๆ ก็ท่วมขังนองไปทุกพื้นที่ เพียงแต่ว่ามันจะมีบางพื้นที่ที่น้ำลงเร็วจนเราคิดว่ามันไม่ท่วม แล้วก็มีบางพื้นที่ที่มันท่วมขังนานจนเรารับรู้ได้ว่าเกิดการท่วม ด้วยกายภาพกรุงเทพฯ ระดับสูงต่ำไม่เท่ากัน ตอนนี้ที่ท่วมหนัก ๆ คือพื้นที่ที่อยู่ต่ำ" รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกกับบีบีซีไทย

เธอเสริมด้วยว่า พื้นที่ที่อยู่ที่ต่ำและเกิดน้ำท่วมหนักก็อย่างเช่น บางกะปิ, ร่มเกล้า, รามคำแหง, มีนบุรี, หรือ พื้นที่ฝั่งตะวันออก แต่พื้นที่ฝั่งธนบุรี ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำจะไม่ค่อยท่วม แม้ปริมาณฝนไม่ได้ต่างกันมากกับทางฝั่งตะวันออก เพราะฝั่งธนบุรีเป็นพื้นที่สูง

"บางกะปิ รามคำแหง พื้นที่มันต่ำแล้วมันก็อยู่ใกล้[คลอง]แสนแสบด้วย คือมันระบายไม่ทัน คือสูบ[น้ำจากคลอง]แสนแสบออก แต่น้ำจากพื้นที่สูงมันมาเติมในคลองเสียก่อน" เธอบอกแต่ก็เสริมด้วยว่า น้ำที่ท่วมหนักบริเวณร่มเกล้า เป็นเพราะอีกสาเหตุ

"ร่มเกล้านี่เป็นอีกปัญหา ตรงนั้นเขาอยากจะสูบน้ำออกทางบางปะกง ซึ่งมันใกล้กว่าแต่ว่าถ้าบางปะกงตอนนี้สูบน้ำไปไม่ได้ เพราะบางปะกงท่วมสาหัสมาก น้ำออกไม่ได้เลย ฉะนั้นปริมาณน้ำตรงนั้นยังจะทรง ๆ อยู่อย่างนั้น นอกจากว่าจะพยายามดึงไปออกทางเจ้าพระยาซึ่งก็อยู่ไกล" รศ.ดร.สิตางศุ์ เสริม

ด้าน ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สาเหตุที่น้ำท่วมบางพื้นที่หนักกว่าที่อื่นเป็นเพราะกายภาพพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้ไม่ว่าฝนจะตกบริเวณใดก็มักจะไหลไปจุดนั้นได้

"บางกะปิเป็นที่ลุ่มต่ำ[และ]เปราะบางมาก ฉะนั้นฝนตกที่ใดก็ตาม หรือที่สูงกว่าข้าง ๆ น้ำก็จะไปกองรวมกันที่นั่น ให้ตกข้าง ๆ เขตบางกะปิน้ำก็ไปกองที่บางกะปิ นอกจากบางกะปิก็จะมีลาดกระบัง แล้วก็มีคลองสามวา" เขาบอก

.

เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาปริมาณฝนสะสมของศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพฯ ของวันที่ 25 ก.ย. พบว่าบางพื้นที่ กทม. มีฝนเล็กน้อยถึงปานกลางโดย เขตคลองสามวา มีปริมาณฝนสะสมสูงสุดที่ 107 มม. ส่วนเขตอื่น ๆ มีปริมาณฝนสะสมเฉลี่ยตั้งแต่ 76.5-103.5 มม.

แม้ปริมาณฝนสะสมไม่ได้ต่างกันมากนักในแต่ละพื้นที่ แต่ในวันที่ 25 ก.ย. พื้นที่บางส่วนของ กรุงเทพฯ กลับมีน้ำท่วมสูง ขณะที่พื้นที่บางจุดไม่พบน้ำท่วมขัง นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุว่า ระดับน้ำท่วมมีส่วนสัมพันธ์กับระยะทางจากคลองระบายน้ำ

"มันก็เกี่ยวข้องกับว่าพื้นที่นั้นอยู่ใกล้กับคลองระบายหรืออุโมงค์[ระบายน้ำ]ไหม เพราะว่าระบบบริหารจัดการน้ำของ กทม. อยู่ได้ด้วยการสูบเท่านั้น...ตรงไหนพื้นที่สูงมันก็จะไหลมาลงคลองก่อน ตรงไหนที่ต่ำตอนนี้ยังไม่ได้รับสิทธิให้ไหลมาเพราะว่าพื้นที่ที่สูงกว่ายังมาไม่หมด" รศ.ดร.สิตางศุ์อธิบาย

แต่นอกจากประเด็นเรื่องกายภาพของกรุงเทพฯ แล้ว อีกสาเหตุที่ทำให้น้ำไม่ท่วมในบางพื้นที่ก็อาจมาจากการจัดลำดับความสำคัญการระบายน้ำ โดยพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์และย่านธุรกิจสำคัญ เช่น ชิดลม, สีลม, หรือ สาทร ไม่เกิดน้ำท่วมขังจากเหตุฝนตกหนักครั้งนี้

"เข้าใจว่าเขา [กทม.] จะพยายามปกป้องพื้นที่ชั้นในด้วย เขาก็จะพยายามเร่งสูบออกก่อนเพราะมันจะกระทบกับเศรษฐกิจ ปกติเวลาที่เราป้องกันน้ำท่วม เราจะป้องกันพื้นที่ CBD (ย่านศูนย์กลางธุรกิจ) ให้มันไม่ท่วมเพราะผลกระทบมันเยอะ" รศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าว

เธอเสริมว่าการเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ชั้นในอาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ชั้นนอกมีความหนักหนา

"ทีนี้พอเร่งสูบจากตรงนั้น (พื้นที่ CBD) มันอยู่ข้างใน มันก็ต้องสูบมาไว้ข้างนอก [น้ำ]มันก็จะมากองกันอยู่แถวลาดกระบัง มันก็เลยเป็นเหตุผลว่า ที่ที่มันตกแล้วแห้งก่อนเพื่อนก็เพราะด้วยการสูบ...แห้งเร็วก็แปลว่าสูบออกก่อน แต่ว่าที่อยู่ปลาย ๆ คลองที่เราเห็นว่ามันไม่แห้งสักทีก็เพราะว่ามันทั้งอยู่ไกล[คลองระบายน้ำ]และอยู่ต่ำ" อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ม.เกษตรศาสตร์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม ดร.เสรี มีความเห็นต่าง โดยเขาเชื่อว่าปัจจัยที่ทำให้น้ำไม่ท่วมบริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในไม่ได้มาจากการบริหารงานของมนุษย์ แต่เป็นเพราะความพัฒนาของพื้นที่และระดับถนนที่ยกสูงกว่า

"พื้นที่ชั้นใน ระดับถนนมันถูกพัฒนา ทั้งระดับถนนระบบระบายน้ำก็ทำใหม่หมด เพราะฉะนั้นมันจึงไม่เกิดน้ำท่วมขังในลักษณะรุนแรง คือมันก็ขังบ้างถ้าฝนตกหนัก ๆ พอ 3-6 ชั่วโมงมันก็หายไป" เขาอธิบาย

ทำไมบางพื้นที่ยังระบายน้ำได้ช้า

จากการเปิดเผยในการแถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย ณ ทำเนียบรัฐบาล โดย นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีวันนี้ ระดับน้ำในคลองต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ลดลงอย่างมาก โดยพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังส่วนใหญ่อยู่บริเวณกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก

ต่อมา น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยถึงพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมสูง ได้แก่ ถ.สุวินทวงศ์ ตั้งแต่แยกเมืองมีนถึงแยกหทัยราษฎร์, ถ.ลาดกระบัง บริเวณโลตัสลาดกระบัง, ถ.นวมินทร์ บริเวณนวมินทร์ 8 และแยกบางกะปิ, ถ.ลาดพร้าว บริเวณแยกลาดพร้าว 113 แยกแฮปปี้แลนด์ และแยกบางกะปิ, รวมถึง ถ.แฮปปี้แลนด์สาย 1 และ ถ.ศรีบูรพา

นอกจากนี้ ยังมีชุมชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังได้รับผลกระทบ อีกจำนวน 15 เขต รวม 748 ชุมชน ได้แก่ เขตคลองสามวา, เขตคันนายาว, เขตจตุจักร, เขตบางเขน, เขตบางกะปิ, เขตบึงกุ่ม, เขตประเวศ, เขตมีนบุรี, เขตลาดกระบัง, เขตวังทองหลาง, เขตสวนหลวง, เขตสะพานสูง, เขตสายไหม, เขตหนองจอก, และเขตหลักสี่

บริเวณถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าสะพานใหม่ ทั้งขาเข้าและขาออกทั้งสองฝั่ง ยังมีน้ำท่วมขัง เมื่อเวลา 11.45 น. ของวันที่ 29 ก.ย. 69
คำบรรยายภาพ, บริเวณถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าสะพานใหม่ ทั้งขาเข้าและขาออกทั้งสองฝั่ง ยังมีน้ำท่วมขัง เมื่อเวลา 11.45 น. ของวันที่ 29 ก.ย. ที่ผ่านมา

ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต อธิบายว่า การเร่งระบายน้ำจะขึ้นอยู่กับการจัดลำดับความสำคัญของ กทม. โดยมักเร่งในจุดที่จะก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าก่อน

"ถามว่า[ย่านถนน]เพชรบุรีเป็นพื้นที่ CBD ไหม อันนี้เป็นการจัดการของมนุษย์แล้ว เขาก็จัดลำดับไงว่าตรงไหนมีส่วนสำคัญในการเดินทาง เศรษฐกิจ และสังคม" ดร.เสรี บอก

เขากล่าวต่อไปว่าบางพื้นที่การสูบน้ำก็อาจเป็นไปได้อย่างลำบากกว่าจุดอื่นด้วย เนื่องจากระยะทางความใกล้-ไกลคลองระบายน้ำหลัก

"ถ้าไม่มี[คลองระบายน้ำ]อยู่ใกล้ ๆ เขาก็ต้องสูบน้ำแบบสูบทอยน้ำ สูบจากจุดนี้ไปอีกจุด หรือไม่ก็วางท่อสูบที่ยาว มันก็จะลำบากกว่า เช่น แถวร่มเกล้า บางกะปิ แถวตะวันออก" เขาบอกพร้อมเสริมว่า การระบายน้ำของจุดที่อยู่ไกลคลองยังต้องผ่านจุดกีดขวางมากทำให้ระบายได้ช้า

"ตอนนี้เขา [กทม.] เร่งสูบที่ท่าด่านเพื่อให้สำโรงลดลงเร็ว เขาไปเร่งที่ปลายเลย มันก็เลยพูดง่าย ๆ ว่าระหว่างทางมันก็จะหลงทางได้ เพราะบางทีกว่าน้ำจะไปลงคลองท่าด่าน บางทีคลองท่าด่านแห้งแล้วน้ำยังไม่ไปเลยเพราะอุปสรรคจากบ้านเรือน หมู่บ้านจัดสรรมันขวางหมด" ดร.เสรี กล่าว

ด้าน รศ.ดร.สิตางศุ์ อธิบายว่า สาเหตุแรกที่ทำให้บางพื้นที่น้ำท่วมแห้งเร็วไม่เท่ากันเป็นเพราะระดับถนน โดยถนนที่สร้างใหม่มักจะสูงกว่าและสามารถจัดการทำให้แห้งได้เร็วกว่า

"เวลาสร้างถนนมันจะถมสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ถนนเส้นไหนที่สร้างทีหลังก็จะสูงกว่าเพื่อน แล้วมันก็จะสูงกว่าหมู่บ้านที่อยู่สองข้างทางของถนน นี่เป็นเรื่องปกติ คือถ้าถนนสูงก็จะจัดการง่ายจะแห้งไว"

รศ.ดร.สิตางศุ์ ระบุต่อไปว่าอีกสาเหตุคือระบบระบายน้ำสองข้างทางของถนน ถนนที่เก่ากว่าระบบระบายน้ำก็จะเก่าตามไปด้วย

"ระบบระบายน้ำกรุงเทพฯ มีประสิทธิภาพแค่ประมาณ 50-60% แปลว่าออกแบบที่[ให้รองรับฝนได้] 70 มม./ชม แต่ฝนตกมา 40 มม./ชม ก็ท่วมแล้ว...ถนนเส้นเก่า ประสิทธิภาพการระบายน้ำก็จะยิ่งต่ำไปกว่านั้นอีก พูดง่าย ๆ คือมันทั้งตัน ตกท้องช้าง ก็ยิ่งทำให้การระบายช้า" เธอเสริม

อีกสาเหตุที่ทำให้ประสิทธิภาพการรองรับน้ำของกรุงเทพฯ ทำได้ไม่เต็มที่ นอกจากความเก่าคือระบบท่อที่เป็นแบบระบบท่อร่วม (Combined System) ซึ่งคือระบบที่ใช้ท่อระบายน้ำฝนและน้ำเสียร่วมกัน หมายความว่าแม้ไม่มีฝนตกก็จะมีน้ำเสียรออยู่ก่อนแล้วในท่อ

"ระบบน้ำเสียกับน้ำฝนรวมกัน แม้ไม่มีฝนตกก็มีน้ำนอนรออยู่ในท่ออยู่แล้ว 20-30% แล้ว...เหลือประสิทธิภาพช่องว่างที่จะรับน้ำฝนได้เพียงนิดเดียว" เธออธิบาย

ดังนั้น หากพื้นที่ใดที่มีการระบายน้ำช้ากว่าจุดอื่น สิ่งที่ต้องตรวจสอบอย่างแรกคือ ความสูงต่ำของพื้นที่ และดูว่าจุดนั้นอยู่ใกล้-ไกลจากคลองเล็กหรือคลองสายหลักแค่ไหน โดยหากเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้คลองก็จริงแต่เป็นคลองที่มีปัญหาอย่างคลองแสนแสบแล้วพื้นที่ก็อยู่ต่ำ ความรุนแรงของเหตุน้ำท่วมก็จะสาหัสกว่า เช่น ย่านบางกะปิ และ เคหะคลองจั่น ที่อยู่ใกล้คลองแสนแสบ

น้ำเหนือจะซ้ำเติมสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ หรือไม่

.
คำบรรยายภาพ, คืนวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีมติให้จากเดิมที่เขื่อนเจ้าพระยามีการปล่อยน้ำ 2,000 ลบ.ม./วินาที ให้ปล่อยน้ำเพิ่มสูงสุดไม่เกิน 2,200 ลบ.ม./วินาที

เมื่อช่วงเย็นวานนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 7/2569 เรื่อง เฝ้าระวังผลกระทบจากการปรับระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา โดยระบุว่าเนื่องจากเหตุฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ประกอบกับน้ำจากกลุ่มน้ำสะแกกรังไหลมาสมทบ ทำให้ปริมาณน้ำไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงมีความจำเป็นต้องขอปรับเพิ่มปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจาก 2,000 ลบ.ม./วินาที เป็น 2,200 ลบ.ม./วินาที

ขณะที่ล่าสุดวันนี้ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. เวลา 16.00 น. สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,515 ลบ.ม./วินาที คิดเป็น 67% ของความจุลำน้ำ ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยา (C.13) จ.ชัยนาท มีการระบายน้ำอยู่ที่ 2,200 ลบ.ม./วินาที คิดเป็น 81% ของความจุลำน้ำ ทั้งนี้ กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำผ่านระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมหน่วงและชะลอปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง

กรมชลประทานระบุอีกว่า จากแนวโน้มปริมาณน้ำในลำน้ำสายหลักที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำ โดยปัจจุบัน เวลา 16.00 น. เขื่อนเจ้าพระยายังคงระบายน้ำในอัตรา 2,200 ลบ.ม./วินาที

"อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าปริมาณน้ำเหนือเขื่อนจะเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำเป็นรายวัน เพื่อพิจารณาปรับแผนการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์" กรมชลประทานระบุในเฟซบุ๊ก

ด้าน ดร.เสรี อธิบายว่าน้ำเหนือที่ปัจจุบันเข้ามาในคลองตอนบนของกรุงเทพฯ เป็นน้ำฝนที่ตกบริเวณทุ่งรังสิต ซึ่งทยอยไหลลงมา แต่ยังไม่ใช่น้ำฝนที่ตกหนักบริเวณ จ.กำแพงเพชร ฉะนั้นน้ำเหนือจากเจ้าพระยาจะใช้เวลาอีกราว 7-10 วัน กว่าจะเดินทางถึงกรุงเทพฯ

"ขณะนี้มีการประเมินกันว่า เขื่อนเจ้าพระยาซึ่งตอนนี้ระบาย 2,200 ลบ.ม./วินาที อาจต้องปรับการระบายเพิ่ม สิ่งที่เรากังวัลที่สุดคือน้ำที่จะผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะเกินความสามารถของเขื่อน" เขาอธิบาย และว่า หากน้ำมาเกินประสิทธิภาพที่เขื่อนเจ้าพระยาจะรับไหว น้ำก็จะทะลักออกข้าง เป็นอันตรายต่อชาวบ้านที่อาศัยบริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำและที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ แต่จะกระทบเขตใดบ้างขณะนี้ยังอยู่ในช่วงของการประเมิน

"7-10 วันข้างหน้ามันเป็นวิกฤตของน้ำเหนือ วิกฤตของน้ำฝนผ่านมาแล้ว เพราะฉะนั้นพื้นที่ที่อาจจะท่วมจะต่างกัน ครั้งที่แล้วฝนเล่นเอาเกือบทุกเขตเพราะตกหนัก แต่ครั้งนี้จะโดนเฉพาะบางเขต" เขากล่าวทิ้งท้าย