40 ปีที่รับสายคนอยากตาย "ไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญใด ๆ แค่ใช้หัวใจของความเป็นมนุษย์คุยกับเขา"

Wasawat Lukharang/ BBC THAI

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC THAI

คำบรรยายภาพ, "บางทีแค่เราขอบคุณคนอื่นที่เขากำลังเช็ดถูอะไรในห้องน้ำ หน้าเขาก็สว่างไสวขึ้นมาเลย แบบ 'งานของฉันนี่มีคนเห็นเหมือนกันนะ'" แป้งกล่าว
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

คำเตือน: มีเนื้อหาที่อาจทำให้รู้สึกสะเทือนใจ

"ผมเหนื่อยมาก" เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กรายหนึ่งที่ใช้ภาพโปรไฟล์เป็นสีดำพิมพ์ข้อความผ่านเข้าไปยังห้องสนทนาของเพจเฟซบุ๊กของสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย

วันนั้น แป้ง (นามสมมติ) อาสาสมัครของสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทยเป็นคนตอบกลับ

ข้อความจากชายคนนั้นเด้งขึ้นมาอีกครั้ง โดยบอกว่า "เขาอยู่บนยอดตึก เหนื่อยมาก"

หลังจากพิมพ์โต้ตอบเป็นเวลาหลายชั่วโมง เธอถามเขาว่า "อยู่มาตั้งนานแล้วหิวข้าวไหม หิวน้ำไหม"

บัญชีโปรไฟล์สีดำนั้นตอบกลับมาด้วยคำถามว่า "แล้วพี่ล่ะครับ พี่หิวน้ำไหม พี่หิวข้าวเปล่า อยู่กับผมมาตั้งนาน"

การทำงานมามากกว่าสี่ทศวรรษหล่อหลอมให้แป้งเป็นคนที่รู้จักหาเรื่องราวต่าง ๆ "ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน มาชื่นชมผู้อื่น"

ก่อนเลื่อนสายตาไปยังบรรทัดถัดไป ผู้เขียนชวนผู้อ่านทุกท่านจินตนาการดูว่าหากเป็นคุณที่กำลังตอบข้อความนั้นอยู่ และต้องพยายามกล่าวชมชายคนนั้นจากบทสนทนาทั้งหมดที่มีมาก่อนหน้าคุณจะชมเชยเขาว่าอย่างไร

สำหรับแป้ง เธอตอบเขาไปว่า "ขณะที่คุณเหนื่อยมากจนถึงกับยืนอยู่บนยอดตึก แต่คุณยังนึกถึงคนที่อาจจะสุขสบายดีอยู่ข้างล่าง ขณะที่คุณเหนื่อยขนาดนี้ คุณยังนึกถึงเราเลยนะ"

บัญชีเฟซบุ๊กโปรไฟล์สีดำบัญชีนั้นเงียบไปสักพัก ก่อนจะพิมพ์ตอบเธอกลับมาว่า "วันนี้ผมขอลงไปข้างล่าง ผมจะไปกินข้าวกินน้ำ"

Wasawat Lukharang/ BBC THAI

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC THAI

คำบรรยายภาพ, "บางทีเราอาจไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญใด ๆ ทั้งสิ้นเลย เพียงแต่ว่าเราใช้หัวใจของความเป็นมนุษย์นี่แหละ พูดคุยกับเขา" อาสาสมัครที่มีประสบการณ์รับฟังผู้อื่นกว่า 40 ปี กล่าว

แป้งหวนกลับไปคิดถึงบทสนทนานั้นของเธอกับชายที่มีภาพโปรไฟล์สีดำก่อนบอกกับเราว่า คงเป็นตอนที่เธอค่อย ๆ พิมพ์ชื่นชมเขาจากใจจริง ที่เขาตระหนักได้ว่ายังมีอีกคนหนึ่งในโลกใบนี้ที่กำลังนั่งคุยกับเขาอยู่ และเพราะคำชมนั้นเองที่ช่วยให้เธอได้ "เคลื่อนวิกฤตตรงนั้นออกไป"

ตั้งแต่เรียนจบใหม่ ๆ จนชีวิตเดินทางล่วงเลยมาอยู่ในวัยเกษียณ ผู้หญิงรูปร่างผอมบางแต่แข็งแรงคนนี้บอกว่าเส้นทางการเป็นอาสาสมัครของเธอสอนให้เธอรู้จักที่จะชื่นชมผู้คนรอบตัวไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ตัวหรือคนแปลกหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่

"บางทีแค่เราขอบคุณคนอื่นที่เขากำลังเช็ดถูอะไรในห้องน้ำ หน้าเขาก็สว่างไสวขึ้นมาเลย แบบ 'งานของฉันนี่มีคนเห็นเหมือนกันนะ'" แป้งกล่าว

ประสบการณ์และการกระทำของแป้งในฐานะอาสาสมัคร สอดคล้องกับงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในปี 2559 โดยแคเธอรีน เบลีย์ และเอเดรียน แมดเดน ที่ตั้งคำถามว่า "อะไรคือสิ่งที่ทำให้งานมีหรือไร้ความหมาย"

จากงานศึกษานี้พวกเขาพบว่า หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่างานของตัวเองมีความหมายคือเมื่องานของพวกเขานั้นมีความหมายกับผู้อื่นมากกว่าตัวเอง ในทางกลับกัน เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่างานของตัวเองไร้ความหมายนั้นคือการไม่ได้รับการยอมรับหรือไม่ถูกมองเห็น

อาสาสมัครเพื่อ "รับฟัง" เป็นอย่างไร

ปวริศ สุขนิรันด์ ผู้อำนวยการสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน บอกกับบีบีซีไทยว่า โดยปกติแล้วการจะมีอาสาสมัครที่เข้ามาทำงานหนึ่งคน แน่นอนว่าทุกอย่างเริ่มต้นจากความอยากช่วยเหลือผู้อื่นของคน ๆ นั้น อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะสมหรือมีความสามารถเพียงพอกับการเข้ามาอยู่ตรงนี้

เขาบอกกับบีบีซีไทยว่า กระบวนการฝึกอบรมตั้งแต่วันที่ผู้สมัครยื่นเรื่องเข้ามาหาสมาคมฯ จนถึงวันที่พวกเขาผ่านการคัดเลือกทั้งจากใบสมัครและการสัมภาษณ์ รวมถึงการฝึกอย่างเข้มข้นหลังได้รับเลือก จนถึงวันที่ออกมาทำงานจริง ๆ กินเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน

"[สมาคมฯ] อยู่มา 48 ปีแล้ว เราค่อนข้างจะเข้มข้นในการคัดเลือกอาสาสมัคร เพราะว่าทำงานกับใจคน" ปวริศ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นอาสาสมัครเช่นเดียวกันกล่าว

ตลอดเกือบห้าทศวรรษที่สมาคมฯ แห่งนี้ ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเปิดสาขาในประเทศไทย จากบ้านเกิดในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ทั้งสมาคมและอาสาต่างคอยรับสายโทรศัพท์และวิวัฒนาการร่วมไปกับเทคโนโลยีแห่งยุคสมัยผ่านการตอบแชท

สำหรับอาสาสมัครที่มีน้ำเสียงอ่อนโยน สดใส แต่ก็หนักแน่นในบางทีอย่าง แป้ง เธออยู่กับสมาคมแห่งนี้แล้วถึง 40 ปี โดยแป้งหนึ่งในคนที่มีประสบการณ์มากที่สุดจากจำนวนอาสาสมัครราว 30 คนของสมาคมที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาคอยรับฟังเรื่องราวของผู้คนที่เปราะบาง

บีบีซีไทยถามทั้งปวริศและแป้งต่อไปว่า สำหรับอาสาสมัครของสมาคมสะมาริตันส์ฯ กระบวนการฝึกฝนเพื่อรับฟังผู้เปราะบางเข้มข้นมากน้อยแค่ไหน

ปวริศตอบว่า เงื่อนไขของอาสาสมัครคือฟังได้แค่เสียง ดังนั้นอาสาสมัครเหล่านี้จะฟังลึกลงไปถึงเสียงรอบข้าง

"เราคุยกับเขาอยู่ ทำไมเสียงมันเป็นเสียงลมเข้ามา อาสาก็ต้องจับสังเกตตรงนี้ให้มั่น ๆ เลยว่า อันนี้แปลก เราอาจจะต้องถามเขาว่าเขาอยู่ตรงไหน หลายสายคุยกับเราเขายืนอยู่บนตึก หรือว่าฟังเขาแล้วมันมีเสียงรถวิ่งไปวิ่งมา เราอาจจะต้องถามเขา ประเมินความเสี่ยงแล้วว่าเขาอยู่ตรงไหน เขาทำอะไรอยู่ นี่คือองค์ประกอบพอเป็นอาสาแล้วมันก็ต้องใช้แค่การฟังอย่างเดียวจริง ๆ" ปวริศ เล่า

ผู้อำนวยการคนนี้กลับไปตอกย้ำประเด็นเดิมอีกครั้งว่า งานอาสานี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน

"จริง ๆ แล้วพอเราอบรมทีไร ประกาศแล้วสมัครทีไร คนสนใจเยอะมาก แล้วคนก็ยินดีที่อยากจะช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือผู้คน แต่ก็ไม่ได้เหมาะทุกคน คนที่เราตามหาต้องเป็นคนที่เหมาะกับงานนี้จริง ๆ ใจมาอันดับหนึ่งอยากช่วยคนอยู่แล้ว แต่หนึ่งก็คือว่าใจคุณพร้อมหรือเปล่า" ปวริศ กล่าว

เขาบอกว่าบางคนที่อยากเข้ามาเป็นอาสาสมัครนั้น "อินง่ายเกินไป" จนแทนที่ตัวอาสาจะได้ช่วยคนอื่น กลายเป็นว่าสมาคมต้องมาช่วยอาสากันเอง นี่จึงเป็นข้อพิจารณาสำคัญในการคัดเลือกอาสาสมัครด้วย

"เราต้องดูคนที่มีความมั่นคงกับภาวะภายในพอสมควร คือคุณต้อง empathy [มีความเข้าอกเข้าใจ] แต่คุณต้องไม่ sympathy [สงสารหรือเสียใจ] คำว่า sympathy คือหมายถึงว่าคุณต้องไม่อินกับเขามากเกินไป เพราะมันต้องมี boundary [ขอบเขต] บางอย่าง"

เงื่อนไขที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคืออาสาสมัครจำเป็นจะต้องพร้อมเข้ามาช่วยทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนจริง ๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง และครั้งละ 4 ชั่วโมง และที่สำคัญคือมีใจอยากทำงานตรงนี้กับสมาคมเป็นระยะเวลานาน

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "เราต้องดูคนที่มีความมั่นคงกับภาวะภายในพอสมควร คือคุณต้อง empathy [มีความเข้าอกเข้าใจ] แต่คุณต้องไม่ sympathy [สงสารหรือเสียใจ] คำว่า sympathy คือหมายถึงว่าคุณต้องไม่อินกับเขามากเกินไป เพราะมันต้องมี boundary [ขอบเขต] บางอย่าง" ปวริศ กล่าว

ส่วนแป้งเสริมว่า คุณสมบัติของการเป็นอาสาสมัครคอยรับฟังนั้นอาจสะท้อนผ่านบทสนทนาสายหนึ่งที่เพื่อนอาสาสมัครของเธอเป็นคนรับสาย

เธอเล่าว่ามีสายหนึ่งโทรเข้ามาหาอาสาสมัครและเริ่มต้นเล่าว่าตัวเขาประสบความสำเร็จอย่างไรบ้าง เขาช่วยคนอื่นไว้อย่างไรบ้าง โดยตัวผู้พูดคนนี้ก็เล่าไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้ร้องไห้อะไรเลย

จนกระทั่งช่วงท้ายของบทสนทนา อาสาสมัครที่รับสายก็บอกว่า "ดูแลคนอื่นมาตั้งเยอะแล้ว อย่าลืมดูแลตัวเองบ้างนะคะ"

ทันใดนั้น ผู้พูดปลายสายก็ปล่อยโฮออกมาทันที ก่อนบอกว่าเขาไม่เคยได้รับคำนี้จากคนอื่นเลย เพราะว่าทุกคนเห็นว่าเขาประสบความสำเร็จ ทุกคนคิดว่าเขาแข็งแกร่ง "แต่จริง ๆ แล้วเขาก็อยากได้เหมือนกัน คำที่เห็นอกเห็นใจเขาหรือว่าเข้าอกเข้าใจเขาว่า เขาก็เป็นคน ๆ หนึ่งเหมือนกัน"

แป้งบอกว่าเธอต้อนรับทุกคนที่อยากจะเข้ามาเป็นอาสาสมัคร แต่ย้ำเช่นเดียวกันว่าบางคนก็อาจไม่เหมาะจริง ๆ กับการเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้

"ถ้ารู้สึกว่าเป็นคนที่ไม่ตัดสินคนอื่น เป็นคนที่ไม่ช่างแนะนำหรือว่ามักจะเอาประสบการณ์ของตัวเองมาบอกเล่าว่า 'ฉันทำอย่างนั้นมาแล้วดีนะ เธอน่าจะทำได้ เธอก็น่าจะทำอะไรอย่างนี้' ถ้าไม่ใช่คนแบบนั้นเป็นแค่คนธรรมดาที่สนใจในเรื่องของจิตใจหรือว่าอยากช่วยเพื่อนมนุษย์ ก็เข้ามาเลย" แป้งกล่าว

ขณะที่ปวริศ เล่าว่า ปัจจุบันแต่ละเดือนอาสาสมัครสามารถรับสายโทรศัพท์ได้ราว 300 สาย/เดือน โดยข้อมูลของสมาคมพบว่าเหล่าอาสาสมัครมีศักยภาพในการรับสายได้ไม่ถึง 20% ของทุกสายที่โทรเข้ามา

"มันสะท้อนอย่างหนึ่งคืออาสาสมัครเราไม่เคยพอ แล้วคนโทรเข้ามาก็มากขึ้นด้วย" ปวริศ กล่าว

วิธีการรับฟังสำหรับคนทั่วไป

ชีวิตของแป้งนั้นแวดล้อมอยู่กับการฟัง อารมณ์ และผู้คน ทั้งในและนอกหมวกของการเป็นอาสาสมัคร

ตั้งแต่ตอนที่เรียนจบ แป้งประกอบอาชีพสายทรัพยากรมนุษย์ในธุรกิจโรงแรม ส่วนจุดเริ่มต้นในการเข้ามาเป็นอาสาสมัครของเธอนั้นก็เรียบง่ายและตรงไปตรงมา เธอเพียงแค่อยากทำอะไรเพื่อสังคม และงาน "รับฟัง" ก็ไม่ได้เรียกร้องให้เธอต้องมีพละกำลังหรือลงทุนอะไรมากนัก เพียงแต่ให้เวลาและเปิดใจ

สำหรับวิธีการรับฟังต้องฝึกอย่างไรนั้น เธอตอบคำถามนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า "บางทีเราอาจไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญใด ๆ ทั้งสิ้นเลย เพียงแต่ว่าเราใช้หัวใจของความเป็นมนุษย์นี่แหละ พูดคุยกับเขา"

ทุกครั้งที่เธอรับสายหรือพิมพ์พูดคุยตอบกลับผู้คนที่เปราะบาง เธอจะปล่อยให้พวกเขาได้พรั่งพรูสิ่งต่าง ๆ ออกมาอย่างเต็มที่ บางครั้งสิ่งเหล่านี้อาจมาในรูปแบบของเรื่องราวที่ผสมปนเป หรือแม้แต่การร้องไห้อย่างหนัก

"เราบอกว่า เรามีเวลาให้ คุณร้องไห้ได้เลย จนกระทั่งเขาสงบลง เราถึงเริ่มพูดคุยสอบถามว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไรเหรอ ลองเล่าให้ฟังได้ไหม" แป้งอธิบายถึงเนื้องานการฟังของเธอ

จากนั้น ในฐานะคนรับฟัง เธอจะเปิดโอกาสให้ผู้พูดเล่าเรื่องต่าง ๆ ออกมา หากเรื่องราวผสมปนเป เธอจะค่อย ๆ แจกแจงและคอยสรุปในตอนท้ายให้ผู้ที่ติดต่อเข้ามาว่า บทสนทนาครั้งนี้มีเรื่องอะไรบ้างหรือพยายามช่วยกันกับผู้พูดดูว่าจะเริ่มหาทางออกกันอย่างไร

"มันช่วยได้จริง ๆ เพราะว่าการรับฟังมันไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย แค่มีเวลา นั่งลงข้าง ๆ เขาแล้วก็ฟังสิ่งที่เขาพูดคุยมา โดยที่เราอาจจะยังไม่ต้องนึกว่า 'เอ๊ะ เราจะช่วยเขาแก้ปัญหายังไงดี' ก็แค่ฟังเขาไปเรื่อย ๆ ก่อน แล้วก็ช่วยเขาสรุปว่าที่ฉันได้ยินมามันเป็นอย่างนี้นะ ก็พอแล้ว" แป้งบอก

Wasawat Lukharang/ BBC THAI

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC THAI

คำบรรยายภาพ, "เขาแค่ต้องการ คนที่เข้าใจเขาในอารมณ์ที่เขาเป็น แต่เราไปยัดเยียดในสิ่งที่เราคิดว่า 'เฮ้ย อันนี้มันดีสำหรับเขา มันเวิร์กสำหรับเขา' เราก็เลยให้สิ่งที่เอาจริง ๆ ผมว่าเขาไม่ต้องการ ณ ตอนนั้น" ปวริศ สุขนิรันด์ ผอ.สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน กล่าว

ต่อคำถามเดียวกันนี้ ผู้อำนวยการสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย ตอกย้ำมุมมองเดียวกันกับแป้งว่า "แค่ฟัง คนที่มีความคิดฆ่าตัวตายมันสามารถลดภาวะตรงนั้นลงไปถึง 60-70% ได้แล้ว" ทว่าการฟังในที่นี้ของปวริศ คือการรับฟังอย่างตั้งใจ และให้เวลากับผู้พูดตรงหน้าร้อยเปอร์เซ็นต์

"คำว่าร้อยเปอร์เซ็นต์หมายถึงว่า เดี๋ยวนี้เราฟัง แต่เราทำงานไปด้วย เราฟังไปด้วย เล่นมือถือไปด้วย ทำอะไรไปด้วย อันนี้ผมว่ามันไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์" ผอ.สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย กล่าว

สำหรับบุคคลทั่วไป เขาแนะนำว่า นอกจากจะเปิดใจรับฟังคนใกล้ตัวโดยพุ่งความสนใจอย่างเต็มที่ไปกับบทสนทนานั้น เขาเสริมว่าอยากให้ผู้ฟังตั้งใจมองให้ลึกลงไปถึงความรู้สึกของผู้พูดด้วยว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร และที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ฟังคือต้องหยุดเสียงในหัวที่อยากจะถามหรืออยากจะให้คำแนะนำกับผู้พูดให้ได้

เขาอธิบายว่า สาเหตุที่เขาแนะนำเช่นนี้คือผู้ฟังเองก็ไม่อาจทราบได้ว่าคำแนะนำของตนนั้นจะดีหรือถูกจริงหรือไม่ และจากประสบการณ์ร่วมทศวรรษของปวริศ ทั้งในฐานะอดีตอาสาสมัคร และวันนี้ที่ขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการของสมาคมที่เน้นในเรื่องการรับฟัง ทั้งยังเป็นคนดูแลหลักสูตรการฝึกอบรมอาสาสมัคร เขาบอกว่า ณ เวลานั้นผู้พูดเองก็ไม่ได้ต้องการคำแนะนำ

"เขาแค่ต้องการคนที่เข้าใจเขาในอารมณ์ที่เขาเป็น แต่เราไปยัดเยียดในสิ่งที่เราคิดว่า 'เฮ้ย อันนี้มันดีสำหรับเขา มันเวิร์กสำหรับเขา' เราก็เลยให้สิ่งที่เอาจริง ๆ ผมว่าเขาไม่ต้องการ ณ ตอนนั้น" ปวริศ กล่าว

"ถ้าผมชอบเทียบว่ามันเหมือนเราให้อากาศเขาหายใจก่อน ให้เขาได้ระบายอารมณ์ความรู้สึกออกมาให้หมดก่อน แล้วหลังจากนั้นพออารมณ์มันกลับมาในภาวะปกติ เดี๋ยวความคิดเขาจะทำงาน ในจังหวะนั้นแหละมันเหมาะกับการที่เราจะชวนเขาคุยต่อ" ปวริศ กล่าว

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปวริศเปรียบเทียบว่าการตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้พูดอยากสื่อสารออกมาทั้งหมด โดยไม่ขัด หรือใส่คำแนะนำของเราลงไปอาจเทียบได้กับการ "ให้อากาศเขาหายใจ"

เขาเสริมว่า การฟังคือการจับสัญญาณเตือนซึ่งเป็นได้ทั้งมิติของคำพูดหรือการกระทำ

"น้ำเสียงหรือว่าคำพูดเขา บางทีเราอาจจะต้องดูว่าเขาเศร้ามากน้อยแค่ไหน เขาพูดประเด็นว่าเขาไม่อยากจะมีชีวิตอยู่หรือเปล่า เขาอยากจะหายไปจากโลกนี้ไหม คำพูดพวกนี้เป็นสัญญาณสำคัญเลย หรือแม้กระทั่งเดี๋ยวนี้อาจเป็นเฟซบุ๊กแล้วก็โพสต์อะไรต่าง ๆ"

ขณะที่ในด้านการกระทำนั้น ปวริศยกตัวอย่างว่าอาจมีกรณีคนเคยเศร้ามาก ๆ แล้วอยู่ดี ๆ ก็หายปลิดทิ้งขึ้นมาดื้อ ๆ แล้วมีพฤติกรรมส่งต่อข้อมูลเอกสารทางการเงินทั้งสมุดบัญชี เลขรหัส "เหมือนเขาเตรียมพร้อมไว้ทุกอย่างแล้ว เขาพร้อมจะไปแล้ว" ก็เป็นพฤติกรรมที่คนรอบตัวสามารถสังเกตได้

"เสียงตามสาย" ที่โทรเข้ามาเป็นเด็กมากขึ้น

นอกจากเรื่องของปริมาณของสายโทรศัพท์ที่โทรเข้ามามากขึ้นกับตัวเลขอาสาสมัครที่ไม่เคยเพียงพอ ผอ.สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย ยอมรับว่าสถิติของเด็กที่โทรหรือแชทเข้ามาก็มีเพิ่มมากขึ้นด้วย

แป้งเล่าให้บีบีซีไทยว่า มีครั้งหนึ่งที่เธอได้แชทพูดคุยกับเด็กอายุ 12 ปี ซึ่งเธอถามไปว่าเด็กคนนี้รู้จักสมาคมหรือช่องทางติดต่อของสะมาริตันส์ได้อย่างไร

"เขาคุยกับเอไอ (AI) ทุกวัน จนกระทั่งเอไอบอกว่าให้คุยกับคนบ้าง เขาก็เลยติดต่อ [สมาคมสะมาริตันส์ฯ] เข้ามา" แป้งย้อนเล่า

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "คุณพ่อคุณแม่เล่นแต่มือถือ ไม่มีเวลาที่จะคุยกับเขา เขาอยากจะคุยกับพ่อแม่นะ แต่พ่อแม่ไม่มีเวลาให้เขา ก็เป็นสิ่งที่เด็กสะท้อนมาจากเสียงตามสายโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาหาเรา" แป้งเล่า

ในฐานะผู้รับฟังสายโทรศัพท์ที่โทรเข้ามา เธอสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของอายุของผู้พูดปลายสายที่อายุน้อยลงเรื่อย ๆ ได้อย่างชัดเจน

เธอตกตะกอนว่า สำหรับเด็กหลายคนที่ติดต่อเข้ามายังสมาคม นอกจากปัญหาเรื่องการถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน อีกปัญหาสำคัญคือเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว

"โลกสมัยใหม่ก็จะมีเรื่องพ่อแม่แยกทางกัน แล้วเขาต้องไปอยู่กับปู่-ย่า หรือญาติ ซึ่งทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องช่องว่างระหว่างวัย หรือกรณีคุณพ่อคุณแม่เล่นแต่มือถือไม่มีเวลาที่จะคุยกับเขา เขาอยากจะคุยกับพ่อแม่นะ แต่พ่อแม่ไม่มีเวลาให้เขาก็เป็นสิ่งที่เด็กสะท้อนมาจากเสียงตามสายโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาหาเรา" แป้งเปิดเผยกับบีบีซีไทย

สำหรับแป้ง เธอย้ำว่าการฟังของคนในครอบครัวมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะหลายต่อหลายครั้งเป็นผู้ใหญ่เองที่เมินลูก ๆ ของตัวเอง ทั้งติดโทรศัพท์มากเกินไป หรือทำอะไรต่าง ๆ มากเกินไป จนบีบให้เด็กยิ่งถอยห่างออกไป

"วัยนี้คือเขาอยากจะให้คุณฟังเขา แต่หากว่าเขาโตขึ้นแล้ว คุณจะบอกให้เขามาฟังคุณ มันก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าตั้งแต่เล็ก คุณไม่ได้ฟังเขา" แป้งแนะนำ

จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาจนถึงวัยเกษียณ แป้งบอกว่า แม้แต่อาสาสมัครเองก็เป็นมนุษย์ปุถุชนทั่ว ๆ ไป ที่มีความทุกข์เป็นของตัวเองเช่นกัน ทว่าการที่เธอได้เข้ามารับฟังความเศร้าของผู้อื่นนั้นกลับกลายเป็นครูที่คอยเตือนเธอว่า "ความทุกข์มันมาแล้วมันก็ไป เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปทุกข์กับมันมาก"

"ความทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ได้มีไว้ให้เป็น" แป้ง ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

หากวันนี้คุณอยากคุยกับใครสักคน สามารถติดต่อสายด่วนสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย ที่ 02-113-6789 ให้บริการรับฟังทุกวัน เวลา 12.00 – 22.00 น. หรือช่องทางออนไลน์ เฟซบุ๊กสมาคมฯ คุณยังสามารถติดต่อสายด่วนสุขภาพจิตที่เบอร์ 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง