ทำไมธรรมชาติถึงทำให้เรารู้สึกสงบมากขึ้น ความผูกพันที่เรามีต่อธรรมชาติมาจากไหน ?

ที่มาของภาพ, Tim Robberts/Lajst/ FG Trade/Ian.CuiYi via Getty Images
คุณออกไปข้างนอกและพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติบ่อยแค่ไหน
งานวิจัยพบว่าการเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอาจก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย ตั้งแต่การลดความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ไปจนถึงการลดระดับความดันเลือด และเราหลายคนต่างก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ดีขึ้นหลังจากได้ออกไปเดินเล่นท่ามกลางธรรมชาติ
ทว่าความผูกพันที่มีต่อธรรมชาตินี้มาจากไหน และทุกคนสามารถได้ประโยชน์เช่นนี้เหมือนกันหรือไม่
ธรรมชาติในฐานะยา
แวดวงสุขภาพได้กล่าวถึงประโยชน์ของธรรมชาติต่อสุขภาพมาเป็นเวลานานแล้ว
ในช่วงทศวรรษ 1980 มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดถุงน้ำดีสามารถกลับบ้านได้เร็วกว่าปกติเกือบหนึ่งวันโดยเฉลี่ย หากพวกเขามองเห็นต้นไม้จากหน้าต่างห้องพักผู้ป่วย
ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยที่มองเห็นเพียงกำแพงอิฐ ไม่เพียงต้องใช้ยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์แรงกว่าระหว่างพักฟื้นเท่านั้น แต่พยาบาลยังจดบันทึกข้อมูลเชิงลบมากกว่าด้วย เช่น "รู้สึกไม่สบายใจและร้องไห้" หรือ "ต้องการการให้กำลังใจอย่างมาก"
ปัจจุบัน โรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์หลายแห่งได้นำแนวคิดนี้มาต่อยอดและประยุกต์ใช้มากขึ้น
แมกกีส์ (Maggie's) ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่สนับสนุนผู้ป่วยโรคมะเร็ง มีศูนย์ดูแลด้านสุขภาวะของผู้ป่วยทั่วสหราชอาณาจักร รวมถึงในฮ่องกงและญี่ปุ่น โดยมี ดร.โรบิน เมียร์ นักจิตวิทยาคลินิกและหัวหน้าศูนย์แมกกีส์ ในเมืองแมนเชสเตอร์ สหราชอาณาจักร
เขาให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ของบีบีซี ชื่อ "Why Do We Do That" [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า 'เหตุใดเราถึงทำเช่นนั้น'] ว่า อาคารของศูนย์ถูกโอบล้อมด้วยสวน 360 องศา และมีหน้าต่างกระจกสูงจรดเพดาน ซึ่งช่วยให้ผู้มาเยือนรู้สึกสงบและเชื่อมโยงกับโลกภายนอก
"น่าเสียดายที่ในบางครั้ง เมืองต่าง ๆ อาจขาดแคลนพื้นที่ธรรมชาติ สัตว์ป่า และความเขียวขจี" เขากล่าว ดังนั้น สำหรับผู้ที่กำลังเข้ารับการรักษาโรคมะเร็ง "ผมคิดว่าสวนและธรรมชาติเหล่านี้มีบทบาทในการเยียวยาและบำบัดจิตใจได้อย่างแท้จริง" เขากล่าวเสริม

และประโยชน์ของธรรมชาติก็ดูเหมือนจะไม่ได้หยุดอยู่แค่แวดวงการแพทย์เท่านั้น
งานศึกษาชิ้นหนึ่งที่ดำเนินการในเรือนจำสเนกริเวอร์คอร์เร็กชันนัลอินสติติวชัน (Snake River Correctional Institution) รัฐออริกอนของสหรัฐฯ พบว่า ผู้ต้องขังที่ได้รับชมวิดีโอภาพธรรมชาติ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงลดลง 26% หรือคิดเป็นการลดเหตุรุนแรงได้ราว 13 ครั้งต่อปี
ธรรมชาติเปลี่ยนเราไปยังไง ?
แนวคิดที่เรียกว่า 'สมมติฐานไบโอฟิเลีย' (Biophilia Hypothesis) เสนอว่า มนุษย์มีแรงผลักดันโดยกำเนิดให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เพราะบรรพบุรุษของเราวิวัฒนาการมาจากป่า นักชีววิทยา เอ็ดเวิร์ด โอ. วิลสัน เสนอแนวคิดนี้ในช่วงทศวรรษ 1980 โดยมองว่าแรงกระตุ้นนี้ถูกเขียนไว้ในยีนของมนุษย์
แม้จะมีหลักฐานจากการศึกษาในฝาแฝดที่ชี้ว่าความชื่นชอบธรรมชาติอาจมีองค์ประกอบทางพันธุกรรมอยู่บ้าง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบยีนหรือกลุ่มยีนใดที่สามารถอธิบายได้โดยตรงว่าทำไมคนเราจึงรักหรือรู้สึกผูกพันกับธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์มีแนวคิดหลายประการที่อธิบายได้ว่าทำไมการใช้เวลาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติจึงช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น ทั้งในด้านสรีรวิทยาและการทำงานของสมอง
เกรกอรี แบรตแมน รองศาสตราจารย์และผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า มีทฤษฎีสำคัญอยู่ 2 ทฤษฎี
ทฤษฎีแรกคือ สมมติฐานการลดความเครียด ซึ่งระบุว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติสามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาในร่างกายที่ช่วยลดระดับความเครียดได้
สิ่งนี้สังเกตได้จากการทำงานที่เพิ่มขึ้นของ ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (parasympathetic nervous system) หรือที่มักเรียกว่าโหมด "พักผ่อนและย่อยอาหาร" (rest and digest) ซึ่งสัมพันธ์กับการเต้นของหัวใจที่ช้าลง
แบรตแมนกล่าวว่า ด้วยกลไกดังกล่าว การได้สัมผัสธรรมชาติอาจช่วยให้เรามีความพร้อมก่อนเผชิญเหตุการณ์ที่ก่อความเครียด ช่วยลดปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดในขณะนั้น และยังช่วยให้เราฟื้นตัว

ที่มาของภาพ, Francesco Riccardo Iacomino via Getty Images
อีกแนวคิดสำคัญหนึ่งคือ ทฤษฎีการฟื้นฟูความสนใจ (Attention Restoration Theory) ซึ่งเสนอว่า ธรรมชาติช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของเราในการตัดสิ่งรบกวนออกไปและจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ดีขึ้น หรือที่เรียกว่า "ความใส่ใจแบบจดจ่อ" (directed attention)
"สภาพแวดล้อมในเมืองมักเต็มไปด้วยสิ่งรบกวนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการหลบรถ การจราจร หรือเสียงต่าง ๆ" แบรตแมนกล่าว "สิ่งเหล่านี้ใช้พลังของความสนใจแบบจดจ่อของเรา จนทำให้มันค่อย ๆ หมดลง"
ในทางตรงกันข้าม สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติหลายแห่งจะกระตุ้น ความสนใจทางอ้อม (indirect attention) ของเรา
"มันให้ความรู้สึกเหมือนได้หลีกหนีจากความวุ่นวาย และรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมนั้นสอดคล้องกับตัวเรา เมื่อความสนใจในลักษณะนี้ถูกกระตุ้น ก็จะเปิดโอกาสให้ความสนใจแบบจดจ่อได้ฟื้นฟูตัวเอง" เขาอธิบาย
งานวิจัยของแบรตแมนยังพบว่า ผู้ที่เดินในธรรมชาติมีความจำเพื่อการใช้งาน (working memory) ดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่เดินในเขตเมืองเป็นเวลา 50 นาทีเท่ากัน
ตามข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ระบุว่า "ความจำเพื่อการใช้งาน" คือความสามารถในการเก็บข้อมูลระยะสั้นหรือข้อมูลชั่วคราวไว้ในใจ ขณะเดียวกันก็นำข้อมูลนั้นมาใช้เพื่อทำงานหรือทำภารกิจบางอย่างให้สำเร็จ
นอกจากระดับความวิตกกังวลที่ลดลงแล้ว กลุ่มที่เดินในธรรมชาติยังทำผลงานได้ดีกว่าในการทดสอบที่ต้อง จำชุดตัวอักษรแบบสุ่มไปพร้อมกับแก้โจทย์คณิตศาสตร์
"พวกเขาจำตัวอักษรได้มากขึ้นโดยเฉลี่ยราว 9-10 ตัว หลังจากปรับผลลัพธ์โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพในการทำโจทย์คณิตศาสตร์แล้ว" แบรตแมนกล่าว "ขณะที่กลุ่มที่เดินในเมืองยังคงมีผลลัพธ์ใกล้เคียงเดิม"

ที่มาของภาพ, Patchareeporn Sakoolchai via Getty Images
เป็นไปได้ว่าธรรมชาติส่งผลดีต่อเราผ่านทั้งกลไกการลดความเครียดและการฟื้นฟูความสนใจไปพร้อมกัน "ผมไม่คิดว่าทั้งสองแนวคิดนี้จะเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันหรือเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง" เขากล่าว
ธรรมชาติสีเขียวหรือทะเลทราย ?
แต่สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่า ไม่ใช่ทุกคนจะตอบสนองต่อธรรมชาติในแบบเดียวกัน
ในการศึกษาชิ้นหนึ่ง นักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้เปรียบเทียบกลุ่มชายหนุ่มที่ใช้เวลาอยู่ในป่ากับกลุ่มที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเมือง
โดยพบว่าประมาณ 80% ของผู้ที่อยู่ในป่า มีระดับการทำงานของระบบประสาทพาราซิมพาเทติกเพิ่มขึ้นจากตัวชี้วัดหนึ่ง ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะผ่อนคลายของร่างกาย แต่อีก 20% กลับมีระดับการทำงานของระบบดังกล่าวลดลง
แบรตแมนกล่าวว่า หนึ่งในคำถามที่นักวิจัยกำลังให้ความสนใจในขณะนี้คือ ธรรมชาติแต่ละประเภทส่งผลต่อผู้คนแต่ละคนแตกต่างกันอย่างไร
เขายกตัวอย่างงานวิจัยที่ทำร่วมกับเพื่อนร่วมงานในเมืองเอลพาโซ รัฐเท็กซัส ของสหรัฐฯ โดยให้อาสาสมัครเผชิญกับสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียด จากนั้นจึงให้สัมผัสสภาพแวดล้อมเสมือนจริง (Virtual Reality) 3 รูปแบบ ได้แก่ ภูมิทัศน์สีเขียวที่อุดมด้วยพืชพรรณ ภูมิทัศน์ทะเลทราย และสำนักงาน ซึ่งใช้เป็นกลุ่มควบคุม
"เราตั้งสมมติฐานว่าสภาพแวดล้อมสีเขียวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนมากที่สุด" เขากล่าว "ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในทฤษฎีการลดความเครียดเชิงจิตวิทยา-วิวัฒนาการ (psycho-evolutionary stress reduction theory) ที่มองว่าสภาพแวดล้อมสีเขียวช่วยกระตุ้นระบบ 'พักผ่อนและย่อยอาหาร' ของร่างกาย เพราะมันเปิดโอกาสให้เรามองเห็นได้ว่าผู้ล่าอยู่ที่ไหน เหยื่ออยู่ที่ไหน และแหล่งน้ำอยู่ที่ไหน"
แต่ผลการศึกษากลับสร้างความประหลาดใจให้กับนักวิจัย เพราะสภาพแวดล้อมแบบ ทะเลทราย ดูเหมือนจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมฟื้นตัวจากความเครียดได้ ในระดับใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมสีเขียว
แบรตแมนกล่าวว่า "ทั้งที่ตามทฤษฎีเชิงวิวัฒนาการนั้น ทะเลทรายไม่มีน้ำ ไม่มีแหล่งยังชีพใด ๆ อยู่เลย" ทำให้ผลลัพธ์ดังกล่าวชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอาจมีความซับซ้อนกว่าที่ทฤษฎีเดิมอธิบายไว้

ที่มาของภาพ, George Pachantouris/Marco Bottigelli via Getty Images
นักวิจัยยังไม่ทราบคำอธิบายที่แน่ชัด แต่เป็นไปได้ว่าผลลัพธ์ดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า เอลพาโซเป็นเมืองในเขตทะเลทราย และผู้เข้าร่วมการทดลองอาจรู้สึกว่า สภาพแวดล้อมแบบทะเลทรายเป็นสถานที่ที่คุ้นเคยและให้ความรู้สึกปลอดภัยมากกว่า
แบรตแมนคาดว่า ประสบการณ์ชีวิตและความชอบส่วนบุคคลของแต่ละคน อาจมีบทบาทสำคัญในการกำหนดว่าเราจะตอบสนองต่อธรรมชาติอย่างไร
"เรารู้สึกหรือไม่ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ เรามีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับสถานที่นี้ หรือเกี่ยวกับธรรมชาติประเภทนี้" เขากล่าว "สิ่งเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง"
"ออกไปเจอบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ"
สิ่งที่งานวิจัยจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ บ่งชี้ก็คือ การได้สัมผัสหรือมีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง สามารถส่งผลดีต่อสุขภาพของคนจำนวนมากได้
องค์การสหประชาชาติ ระบุว่า ปัจจุบันประชากรมากกว่า 80% ของโลกอาศัยอยู่ในเมืองและชุมชนเมือง และแบรตแมนกล่าวว่า เราควรพิจารณาว่าจะ ทำให้ทุกคน โดยเฉพาะเด็ก ๆ สามารถเข้าถึงธรรมชาติได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นในสนามโรงเรียนหรือในย่านที่อยู่อาศัยของพวกเขา
เขากล่าวว่า แม้บางครั้งเราอาจไม่รู้สึกอยากออกไปเดินเล่นนอกบ้าน แต่เขาชี้ว่า แม้การเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์หรือรูปแบบความคิดจากการอยู่ใกล้ธรรมชาติจะมีเพียงเล็กน้อย ผลกระทบเหล่านี้ก็มักจะค่อย ๆ สะสมเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา
"ดังนั้น การได้สัมผัสธรรมชาติซ้ำ ๆ ตลอดช่วงหลายวัน หลายสัปดาห์ หลายเดือน หรือหลายปี อาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ที่ลึกซึ้งอย่างมากได้ในบางกรณี" เขากล่าว































