เราเชื่ออะไรในโลกออนไลน์ได้บ้าง เมื่อคอนเทนต์ไรเดอร์สู้ชีวิตมีสคริปต์อยู่เบื้องหลัง

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ในคลิปวิดีโอที่ถูกโพสต์โดยบัญชี 'ช่องใหม่ขอแฉ' คู่สามีภรรยาที่ประกอบอาชีพไรเดอร์ เผยแพร่ภาพแผ่นกระดาษที่มีข้อความอยู่ด้านบนสุดว่า "สคริปต์คอนเทนต์ ครอบครัวบิ๊กบอส" ซึ่งมีลักษณะการวางแผนเนื้อหาแบ่งเป็นตอน ๆ และมีการวางเส้นเรื่อง (story line) ไว้
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 13 นาที

กรณี 'อินฟลูเอนเซอร์' ครอบครัวไรเดอร์ลูกหนึ่งที่ทำคอนเทนต์เผยแพร่เรื่องราวในชีวิตประจำวันที่สุดแสนจะสู้ชีวิต กระตุ้นอารมณ์เห็นใจและสงสารของคนไทย ออกมาเปิดเผยเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่แล้วว่าเรื่องราวในหลายคลิปวิดีโอที่พวกเขาได้เผยแพร่ลงแอปพลิเคชันติ๊กตอก มีการกำหนด "สคริปต์" โดยบริษัทที่มีผู้บริหารชาวจีน

บัญชีที่ใช้ชื่อว่า "ครอบครัวบิ๊กบอส" ซึ่งเคยมีผู้ติดตามกว่า 34,000 คน ถูกปิดการเข้าถึงภายหลังจากที่มีการเผยแพร่เรื่องราวนี้ ขณะที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมว่ายังมีกรณีอื่น ๆ อีกหรือไม่ ที่เรื่องราวชีวิตดราม่าในโลกออนไลน์ ที่จริงแล้วอาจมีการกำหนดสคริปต์

บีบีซีไทยชวนผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อร่วมมองและวิเคราะห์เหตุการณ์ที่กำลังเป็นกระแสข่าว พร้อมกับตั้งคำถามว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เราเห็นบนโลกออนไลน์ เชื่อถือได้แค่ไหน และมีปัจจัยอะไรทำให้คอนเทนต์ที่เผยแพร่ "ข้อมูลปลอม" หรือ "ข้อมูลที่บอกไม่หมด" รุ่งเรืองบนโลกออนไลน์

จุดเริ่มต้น

"ช่อง 'ครอบครัวบิ๊กบอส' ปลิวไปแล้วนะคะ เพราะว่ามีบริษัทอยู่เบื้องหลัง" หญิงผู้แนะนำตัวเองว่า 'สา' บอกเล่าในคลิปวิดีโอที่ถูกโพสต์ลงบนแอปพลิเคชันติ๊กตอกของบัญชีผู้ใช้ที่ชื่อว่า 'ช่องใหม่ขอแฉ' เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในคลิปวิดีโอที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์นี้ เธอเล่าว่าเธอและสามีซึ่งประกอบอาชีพ 'ไรเดอร์' คือขับรถรับส่งอาหารด้วยกันทั้งคู่เพื่อเลี้ยงดูลูกที่ยังเล็กนั้น เคยโพสต์คลิปวิดีโอเผยแพร่เรื่องราวในชีวิตประจำวันของตนเองจนมีคลิปหนึ่งกลายเป็นไวรัล จากนั้นก็มีบริษัทหนึ่งติดต่อเข้ามา ขอให้ผลิตคลิปตามแนวทางที่บริษัทต้องการ แลกกับค่าจ้างคลิปละ 1,000 บาท และต่อมาก็มีการเสนอให้เซ็นสัญญาตกลงจะให้ค่าตอบแทนเป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท ซึ่งเธอยังไม่ได้รับค่าตอบแทนรายเดือนส่วนที่ว่ามานี้

ในคลิปวิดีโอที่ถูกโพสต์โดยบัญชี 'ช่องใหม่ขอแฉ' คู่สามีภรรยายังเผยแพร่ภาพแผ่นกระดาษที่มีข้อความอยู่ด้านบนสุดว่า "สคริปต์คอนเทนต์ ครอบครัวบิ๊กบอส" ซึ่งมีลักษณะการวางแผนเนื้อหาแบ่งเป็นตอน ๆ ระบุเส้นเรื่อง (story line), รายการฟุตเทจที่ต้องถ่าย ไปจนถึงกำหนดสคริปต์เสียงพากย์มาแล้ว

"สวัสดีครับ พวกเราครอบครัวบิ๊กบอสนะครับ จากคลิปก่อนที่บิ๊กพาสาไปหางานกันทั้งวัน... จนถึงตอนนี้ยังหางานที่เหมาะกับสาไม่ได้เลยครับ" ข้อความช่วงต้นของสคริปต์เสียงพากย์ระบุถึงความพยายามในการหางานที่สามารถพาลูกไปสถานที่ทำงานด้วยได้ ก่อนจะตัดสินใจกันว่าจะ "ขายหมูปิ้งตอนเช้า"

"จริง ๆ สาเหตุที่พวกเราต้องรีบหาอาชีพเสริม เพราะน้องบอส (ลูกชาย) เข้าโรงพยาบาลกะทันหันครับ" สคริปต์ดังกล่าวระบุต่อไปโดยบอกเล่าอาการป่วยของ 'น้องบอส' ก่อนจะทิ้งท้ายว่า "คืนนั้น... เงินเก็บที่พวกเราวิ่งงานกันมาทั้งหมด ก็แทบจะหมดไปกับค่ารักษา ค่ายา และค่านมของน้องครับ แล้วมันก็ทำให้บิ๊กคิดได้ว่า... ถ้ามีรายได้ทางเดียว... วันไหนเกิดเรื่องฉุกเฉินขึ้นมาอีก พวกเราอาจรับมือไม่ไหวจริง ๆ"

ในคลิปดังกล่าว สองสามีภรรยายังเล่าว่าการ "ขายหมูปิ้ง" คือหนึ่งในจุดแตกหัก เพราะเป็นแนวคิดของบริษัทที่ต้องการให้ทำตามเสียงเรียกร้องของผู้ติดตาม ทั้งที่พวกเขาไม่มีประสบการณ์ และอยาก "ขายไก่ทอด" ตามความถนัดของตัวเองมากกว่า

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, บัญชี "ครอบครัวบิ๊กบอส" ในแอปพลิเคชันติ๊กตอก มีผู้ติดตามกว่า 34,200 คน ก่อนที่สองสามีภรรยาจะถูกปิดกั้นการเข้าถึงบัญชีนี้ ภายหลังเกิดข้อขัดแย้งกับบริษัทที่เข้ามาดูแลบัญชี

บีบีซีไทยติดต่อสองสามีภรรยารายนี้แล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบรับ

ทั้งนี้ ภายหลังจากสื่อหลายสำนักนำเสนอเรื่องราวที่ทั้งคู่ได้บอกเล่าผ่านบัญชีติ๊กตอก ก็มีรายงานข่าวในช่วงเย็นวันที่ 25 พ.ค. ว่าบริษัทที่ทั้งคู่ได้เซ็นสัญญาด้วยกำลังเตรียมพิจารณาการดำเนินการทางกฎหมาย จากนั้นคลิปวิดีโอในบัญชีติ๊กตอก 'ช่องใหม่ขอแฉ' บางคลิปที่มีการเปิดเผยชื่อบริษัทและเล่าเรื่องราวนี้ก็ถูกซ่อนหรือลบออกไปจากบัญชี

คำอธิบายจากคนในบริษัทเอเจนซี่ผู้ว่าจ้าง

บีบีซีไทยสืบค้นชื่อบริษัทตามที่สองสามีภรรยาระบุในบัญชีติ๊กตอกว่าเป็นผู้ว่าจ้างผลิตวิดีโอในฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าบริษัทนี้ถูกจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อ 11 ก.ค. 2567 ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท โดยระบุประเภทธุรกิจเป็น "การขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต" และมีวัตถุประสงค์เพื่อ "ประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-คอมเมิร์ซ ทางออนไลน์..." โดยมีผู้ร่วมลงทุนสองราย เป็นชาวไทยถือหุ้น 51% และชาวจีนถือหุ้น 49%

บีบีซีไทยค้นหาช่องทางติดต่อบริษัทดังกล่าวผ่านเว็บไซต์กูเกิล จนพบประกาศรับสมัครงานในกลุ่มเฟซบุ๊กกลุ่มหนึ่งที่ระบุเบอร์โทรศัพท์สำหรับสอบถามรายละเอียดไว้ เราจึงติดต่อไปยังเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าว

ปลายสายแนะนำตัวว่าเธอชื่อ 'เรียวโกะ' เป็น 'ครีเอทีฟ คอนเทนต์ครีเอเตอร์' ของบริษัท โดยปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อ-นามสกุลจริง แต่ก็ให้ข้อมูลในนามบริษัทอยู่หลายประเด็น

เธอบอกว่าก่อนหน้านี้บริษัทประกอบกิจการ "อีคอมเมิร์ซ" และ "ค้าขายออนไลน์" โดยเพิ่งมาเริ่มผลิตคอนเทนต์ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และช่อง "ครอบครัวไรเดอร์" ที่เป็นประเด็นนี้ เป็นบัญชีแรกที่เธอและเพื่อนร่วมงานอีกคน "ทำร่วมกัน" เป็นช่องแรกของบริษัท

"เจตนาของทางบริษัทจริง ๆ แล้ว ก็คืออยากจะเผยแพร่ เหมือนเป็นวิถีชีวิตของครอบครัวนี้นะคะ แล้วก็เราไม่ได้มีเจตนาที่อยากจะให้คนมาสงสารครอบครัวนี้ เพื่อที่จะทำการบริจาคของหรือเงินแต่ประการใดเลย" เธออธิบาย

"เจตนาของทางบริษัทจริง ๆ ก็คือต้องการที่จะให้เขามีอาชีพนะคะ แล้วก็เหมือนต่อยอดได้แบบในช่องทางออนไลน์ แล้วก็ให้เป็นแบบอย่างให้กับคนสู้ชีวิตอะไรประมาณนี้ด้วย" เธอระบุ

หญิงที่ใช้ชื่อว่า เรียวโกะ เปิดเผยต่อไปว่า บริษัทของเธอจดทะเบียนในไทยอย่างถูกต้อง แต่ยอมรับว่ามีผู้บริหารหลักเป็นคนจีน ซึ่งแนวคิดคอนเทนต์ลักษณะนี้ "ในจีนต่อยอดได้มาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเป็นแรงบันดาลใจ หรือว่าการต่อยอดในการสร้างรายได้ให้กับผู้รับจ้าง" เธอกล่าว

หญิงรายนี้ยืนยันว่ามีการว่าจ้างคู่สามีภรรยาผลิตคอนเทนต์จริง และตกลงกันเรื่องค่าจ้างเป็นจำนวนเงินตามข้อมูลที่ทั้งคู่ออกมาเผยแพร่ โดยมีการเซ็นสัญญา 3 ฉบับ ได้แก่ สัญญาว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์, สัญญาลิขสิทธิ์สำหรับช่องติ๊กตอกที่ใช้เผยแพร่คลิป และสัญญารักษาภาพลักษณ์/ปกปิดความลับของบริษัท ซึ่งทั้งคู่ยินยอมและได้ลงนามแล้วในสัญญาทุกฉบับ

เธอมองว่าการว่าจ้างทำคอนเทนต์ลักษณะนี้ "ไม่ใช่การบิดเบือนความเป็นจริง" เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวจริง ๆ ของครอบครัวนี้ในลักษณะของวล็อก (vlog) ซึ่งต้องมีการกำหนดฟุตเทจเพื่อให้ภาพและวิดีโอออกมาสวยงาม เช่น เรื่องที่ระบุว่าลูกชายป่วยเข้าโรงพยาบาลนั้น ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง มีการมาขอเบิกค่าใช้จ่ายจากทางบริษัทไปรักษาลูกด้วย ส่วนช่วงที่มีการกำหนดให้ทั้งคู่ "ขายหมูปิ้ง" ทั้งที่สองสามีภรรยาอยากทำอย่างอื่นนั้น เพราะมองว่าทั้งคู่เป็น "อินฟลูเอนเซอร์" แล้ว ก็ต้องรับฟังเสียงของผู้ติดตาม

"ถ้าถามว่าบริษัทได้อะไร จริง ๆ ต้องบอกกันเลยว่าตอนนี้บริษัทไม่ได้ผลประโยชน์ ไม่ได้อะไรจากช่องนี้เลยค่ะ คือเรามีเจตนาที่จะช่วยเหลือน้องจริง ๆ ถ่ายทอดวิถีชีวิตจริง ๆ ค่ะ" ปลายสายตอบเมื่อบีบีซีไทยถามถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจที่บริษัทจะได้รับ จากการที่เธอบอกว่าได้ช่วย "ปั้นช่อง" ของสองไรเดอร์จากผู้ติดตามหลักพันมาเป็นหลักหมื่น

"แต่เนื่องจากว่าเราเป็นฝ่ายช่วยเหลือนะคะ แล้วก็เราได้มีการทำสัญญากันเนี่ย ในอนาคตอันไกล อาจจะครึ่งปี หรือ 1-2 ปี ถ้าสมมติว่าช่องเรามองไปแล้วว่า สามารถต่อยอดได้ในทิศทางไหน อาจจะเป็นเอเจนซี่รับโฆษณา หรือว่ารับรีวิวสินค้าอะไรแบบนี้ค่ะ ในภายใต้การพิจารณาของบริษัท" เธอเปิดเผยถึงแผนระยะยาวซึ่ง "มีการตกลง [ส่วนแบ่ง] กันเรียบร้อยในสัญญา"

หญิงรายนี้ยังเปิดเผยจากมุมของเธอว่า ประเด็นที่เป็นจุดแตกหักคือการที่สองสามีภรรยาใช้ช่องติ๊กตอกที่อนุญาตให้บริษัทถือสิทธิ์ครอบครองแล้ว ไปโพสต์เนื้อหาโดยพลการ และบริษัทยังพบว่ามีการแอบรับเงินบริจาค ทำให้มีปากเสียงกันและทั้งคู่ "เข้าใจไปเอง" ว่าจะถูกยกเลิกสัญญาและจะไม่ได้รับเงินรายเดือนตามที่ตกลงกันไว้

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ส่วนหนึ่งใน "สคริปต์" ที่สองไรเดอร์นำมาเผยแพร่ ระบุถึงการตัดสินใจ "ขายหมูปิ้งตอนเช้า" เพื่อหารายได้เสริม หลังลูกป่วยเข้าโรงพยาบาล

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ "ถกไม่เถียง" ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่องวัน 31 ฝ่ายภรรยาที่เป็นไรเดอร์เช่นกันยอมรับว่าเธอแอบรับเงินบริจาคจริงตอนที่เริ่มมีปากเสียงกับทางบริษัทแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นไม่ได้รับ และไม่ได้ตอบข้อความใด ๆ เนื่องจากเป็นข้อห้ามของทางบริษัท

"มีช่วงหนึ่งที่พี่ ๆ เขาเห็นเราขายหมูปิ้งใช่ไหมคะ แล้วก็แบบอยากทำบุญ อยากอุดหนุนน้องบอส ก็มีอยากโอนมา แต่เขามาไม่ได้ เขาอยู่ต่างประเทศ" ไรเดอร์หญิงเปิดเผยกับรายการถกไม่เถียง โดยมีสามีนั่งอยู่ข้าง ๆ "ตอนนั้นเริ่มมีปากเสียงกันแล้วนะคะ ที่หนูแอบรับมา หนูก็แบบว่า อันนี้มันเป็นส่วนที่คนเอ็นดูน้องบอส น้องบอสอาจจะต้องได้หรือเปล่า"

ความจริงเพียงครึ่งเดียว ?

ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์คอนเทนต์ของสองไรเดอร์ที่ผลิตโดยมีบริษัทเอเจนซี่อยู่เบื้องหลังนั้น เข้าข่ายเป็น "false information" หรือข้อมูลที่ถูกสื่อสารออกไปอย่างผิดพลาด ซึ่งตามหลักการสามารถแบ่งแยกย่อยออกเป็นสามประเภท ได้แก่

  • Misinformation – ข้อมูลที่ถูกสื่อสารออกไปอย่างผิดพลาดโดยที่คนส่งสารไม่ได้มีเจตนา
  • Disinformation – ข้อมูลที่ถูกสื่อสารออกไปอย่างผิดพลาด โดยที่คนส่งสารรู้อยู่แล้วว่ามันผิด และส่งสารต่อไปด้วยเจตนาร้าย
  • Malinformation - ข้อมูลที่ไม่เป็นเท็จหรือบิดเบือน แต่ถูกสื่อสารออกไปด้วยเจตนาจะสร้างความเสียหาย เช่น เซ็กซ์เทป หรือข้อมูลหลุดต่าง ๆ

อาจารย์ภาควิชาการสื่อสารมวลชนรายนี้ มองว่าหากจะจัดให้คอนเทนต์ดังกล่าวอยู่ในความผิดพลาดประเภทไหน ต้องดูที่เจตนาของผู้ผลิตเนื้อหา ซึ่งส่วนตัวเขามองว่ามันเข้าข่ายการบอกความจริงเพียงครึ่งเดียว (half-truth) ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นการทำให้ผู้รับสารเกิดความเข้าใจผิด (misleading) ซึ่งคือรูปแบบหนึ่งของ "disinformation"

ผศ.ดร.เจษฎา มองว่าคอนเทนต์ประเภทที่บอกความจริงไม่หมดนี้ บางครั้งอาจถูกผลิตขึ้นเพื่อประโยชน์ทางการขาย หรือเพื่อโปรโมทสินค้าบางชนิด ซึ่งเขามองว่าผู้ผลิตคอนเทนต์ "ควรต้องบอก" ให้คนดูทราบหากเนื้อหานั้น ๆ มีสปอนเซอร์หรือมีผู้สนับสนุน

"ผมคิดว่าอันนี้มันเป็นเรื่องของความตรงไปตรงมาของตัวคอนเทนต์ที่ควรต้องบอก" นักวิชาการด้านการสื่อสารรายนี้ให้ความเห็น "แต่ในทางกลับกัน ผมรู้สึกว่า… เขา (ผู้ผลิต) อาจจะมองว่า ถ้าเกิดเราสร้างให้มันดราม่า ให้มันดูเสมือนจริงอะไรอย่างนี้ มันจะทำให้มียอดแชร์ยอดไลก์มากกว่า"

ด้าน รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่ากรณีนี้ร้ายแรงกว่าการบอกความจริงเพียงครึ่งเดียวด้วยซ้ำ แต่เป็นลักษณะการนำเสนอในรูปแบบของ "fiction" คือเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น โดยมีความจริงอยู่เพียงแค่ตัวตนของครอบครัวไรเดอร์เท่านั้น

"ไรเดอร์ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ทั้งสองคน ตอนแรกบอกว่าช่องเขาเกิดขึ้นจากความจริง ทำให้คนสนใจ พอคนสนใจแล้วทำให้บริษัทเข้ามา แต่อาจเอาความเป็นตัวตนของเขาสองคนนั้น เอามาสร้างพล็อตเรื่องใหม่" รศ.ดร.วิไลวรรณ ไล่เรียงโดยอ้างอิงถึงสิ่งที่สองไรเดอร์เคยให้สัมภาษณ์สื่อว่าถูกกำหนดพล็อตเรื่องและกำกับทิศทางของการนำเสนอเนื้อหาทั้งหมด ทั้งการทำให้บ้านรกกว่าความเป็นจริง และกำหนดบทบาทของฝ่ายหญิงให้ดูเหมือนเอาเล่นแต่โทรศัพท์ ไม่ช่วยสามีทำงานบ้าน

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, บัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกชื่อว่า "ครอบครัวบิ๊กบอส" เมื่อวันที่ 26 พ.ค. มีจำนวนผู้ติดตามลดลง และมีการตั้งค่าเป็นส่วนตัว

"ถ้าเกิดดูจากอันนี้ ดูจากสิ่งที่เขา (ไรเดอร์) บอกเลยนี่ว่ามีสคริปต์มาให้แล้ว ถึงขั้นมีบอกเลยว่า… คุณตั้งกล้องเองหมดเพื่อให้ดูเรียล (สมจริง) เพื่อให้มุมกล้องมันดูเรียล แต่เสร็จแล้วคุณจะต้องส่งกลับไปให้เขา (บริษัท) ดูก่อน แล้วเขาบอก เอ้ย บิวด์อารมณ์อีกแบบหนึ่งนะ ให้บิวด์แบบนี้นะ มันถูก production (ผ่านกระบวนการผลิต) ขึ้นค่ะ" อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ความเห็น

"สิ่งที่มันถูกนำเสนอออกมามันไม่ใช่ความจริง ดังนั้นจะบอกว่า half-truth (เป็นความจริงครึ่งหนึ่ง) ไม่ได้เลย" เธอแสดงความเห็น

วงจร "เศรษฐกิจแห่งอารมณ์"

รศ.ดร.วิไลวรรณ มองว่าการ "สร้างเรื่องเล่าเพื่อกระตุ้นอารมณ์ของผู้ชม" เช่น ทำให้เกิดความสงสาร เห็นใจ หรือโกรธ กำลังเป็น "ทุนนิยมในยุคดิจิทัล" ซึ่งยอดวิวและยอดแชร์สามารถแปลงไปเป็นรายได้ได้

เธอเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "เศรษฐกิจแห่งอารมณ์" ที่ผู้ผลิตแข่งขันกันสร้างคอนเทนต์กระตุ้นอารมณ์ แล้วแพลตฟอร์มก็ผลักดันคอนเทนต์ในลักษณะนี้ให้อยู่บนหน้าฟีดของผู้ชม ขณะที่ผู้ชมเองก็นิยมเข้าไปดู ทำให้ผู้ผลิตก็ยิ่งผลิตคอนเทนต์ลักษณะนี้เพิ่มขึ้นอีกเพื่อโกยรายได้จากยอดวิวและการโฆษณา

เธอยกตัวอย่างอินฟลูเอนเซอร์บางรายที่ใช้วิธีการทำคอนเทนต์กับผู้ที่มีภาวะออทิสติก โดย "แหย่" ให้เกิดการตอบสนองด่าทอกันรุนแรงหรือถึงขั้นตบตีกัน ซึ่งเธอมองว่าเป็นการ "เล่นกับความสงสาร" และ "ความโกรธเกลียด" ของผู้คน ขณะที่เจ้าของบัญชีโซเชียลมีเดียนั้นได้รายได้จากคอนเทนต์แบบนี้ ซึ่ง รศ.ดร.วิไลวรรณ ตั้งคำถามถึงความเหมาะสม

ขณะที่ ผศ.ดร.เจษฎา อ้างอิงรายงานของสำนักข่าวไทยพีบีเอส ว่ามีการตั้งข้อสังเกตกันว่าการเข้ามาของบริษัทที่มีผู้บริหารชาวจีนมาทำคอนเทนต์ลักษณะนี้ในไทย อาจมาจากการที่ทางการจีนคุมเข้มการผลิตเนื้อหาละครแนวตั้งที่ก่อนหน้านี้ทำเงินได้ค่อนข้างมากในจีนหรือไม่ ซึ่งเขามองว่าลักษณะการนำเสนอชีวิตคนที่มีตัวตนจริง ๆ ให้มีความ "ดราม่า" มีความคล้ายคลึงกับละครแนวตั้ง และยิ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับคอนเทนต์มากกว่าด้วย เพราะมีความจริงผสมอยู่ในนั้น

"คนไทยหรือคนโดยทั่วไปก็จะชอบเสพดราม่าอยู่แล้ว" อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าว "ที่ผ่านมาเราก็เห็นกระแส เห็นกรณีที่แบบ เฮ้ย ทำไมข่าวบางข่าวมันดังจังเลย อย่างเช่น ข่าวน้องชมพู่ หรือว่าข่าวคุณทราย สก็อต... เพราะคนไทยชอบเสพดราม่า"

"แล้วยิ่งถ้าเกิดมันเป็นดราม่าที่มันดูมีความจริง อย่างเช่นมันมีความเป็นข่าว ความเป็นคนจริงอย่างนี้ ผมรู้สึกว่าคนไทยจะยิ่งชอบ อันนี้ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งว่าทำไมเนื้อหาแบบนี้ แบบของไรเดอร์รายนี้ถึงโดนใจคนได้มาก เพราะว่ามันมีความเป็นดราม่า แล้ว[ใน]ดราม่ามันคือชีวิตจริง มันยิ่งเพิ่มมูลค่า เพิ่มคุณค่าให้กับตัวคอนเทนต์เข้าไปใหญ่" เขาอธิบาย

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, รศ.ดร.วิไลวรรณ บอกกับบีบีซีไทยว่า คอนเทนต์ที่กระตุ้นให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ร่วม มักได้รับการผลักดันจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และผู้ชมก็นิยมเข้าไปดู ทำให้ผู้ผลิตยิ่งป้อนคอนเทนต์ลักษณะนี้เข้ามายังแพลตฟอร์มเพื่อโกยรายได้จากยอดวิวและการโฆษณา

ผศ.ดร.เจษฎา ยังอ้างอิงบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารของมหาวิทยาลัยเยล เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ที่ระบุถึงความนิยมในละครแนวตั้งของจีนซึ่งกลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ส่งออก โดยมีข้อเสนอแนะในบทความ แนะนำให้ทางการสหรัฐฯ เข้าไปตรวจสอบความโปร่งใสของแพลตฟอร์ม ซึ่งเขามองว่าไทยเองก็ควรมีการตรวจสอบและกำกับดูแลบริษัทผู้ผลิตคอนเทนต์ในลักษณะนี้เช่นกัน

นอกจากเรื่องเนื้อหาที่นำเสนอแล้ว อาจารย์ด้านการสื่อสารรายนี้ยังมองด้วยว่า ควรตรวจสอบประเทศที่มาและลักษณะการทำธุรกิจของบริษัทที่เข้ามา เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นลักษณะคล้าย "ทัวร์ศูนย์เหรียญฯ" คือการที่รายได้ไหลไปสู่ชาวต่างชาติโดยที่คนไทยไม่ได้อะไร และป้องกันไม่ให้มีลักษณะของ "นอมินี" เข้ามาทำธุรกิจแบบนี้

ช่องโหว่การกำกับดูแลคอนเทนต์ออนไลน์

นักวิชาการด้านการสื่อสารทั้งสองรายมองตรงว่า ปัจจุบันไทยยังมีช่องโหว่ในการกำกับดูแลคอนเทนต์ที่ถูกเผยแพร่ผ่าน OTT (over-the-top) ซึ่งหมายถึงการให้บริการเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต โดยที่ผู้ให้บริการไม่ได้ลงทุนหรือเป็นเจ้าของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเอง

"เรามี กสทช. ที่ดูแล แต่ไปไม่ถึง OTT แล้วก็พยายามที่จะไปให้ถึง แต่ก็มีกระบวนการอะไรไม่รู้มากมายที่ทำให้ไปไม่ถึงสักที" รศ.ดร.วิไลวรรณ ตอบคำถามบีบีซีไทยที่ถามว่าภาครัฐควรเข้ามากำกับดูแลเนื้อหาลักษณะนี้อย่างไร ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า "ขณะเดียวกันเรามีกระทรวงดีอีที่ดูแล แต่ดูเหมือนว่ากระทรวงดีอีก็ไม่รู้ทำอะไรอยู่ ก็ปล่อยให้หลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นมากมาย"

"จริง ๆ รัฐ ในคำว่ารัฐนี่ก็คือคนที่เข้ามาบริหารจัดการประเทศ ควรจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก [เรื่อง]ที่เกี่ยวข้องกับการไหลของข้อมูลข่าวสารที่อยู่บนโลกออนไลน์ เพราะมันมีการหลอกลวงกันเกิดขึ้นเยอะมาก แล้วมันมีความเสียหายที่เกิดขึ้นเยอะมาก" เธอให้ความเห็น

อาจารย์จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีความก้าวหน้าในความพยายามจะกำกับดูแลอยู่บ้าง โดยมีการก่อตั้งสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งก็ต้องดูว่ากับกรณีนี้หรือกรณีอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน สมาคมฯ จะเข้ามาจัดการหรือดูแลอย่างไร

ทว่า ผศ.ดร.เจษฎา มองว่ายังมีช่องโหว่ใหญ่ ที่ทั้งสมาคมฯ และ กสทช. ยังไม่สามารถไป "ลงโทษ" อะไรได้จริง เมื่อมีการผลิตคอนเทนต์อย่างไม่เหมาะสมบนแพลตฟอร์มเหล่านี้

"คือตอนนี้ กสทช. กำลังพยายามที่จะกำกับดูแล OTT อยู่ ซึ่งมันยังไม่เกิดครับ ในขณะเดียวกัน มันก็เพิ่งจะมีการก่อตั้งสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย เขาก็พยายามจะสร้างขึ้นมา แต่ถึงกระนั้นก็ตามที ในเชิงของการบังคับใช้หรือว่าการกำกับดูแล มันก็ยังทำไม่ได้" เขาสะท้อนมุมมอง โดยยกตัวอย่างกรณีที่มีอินฟลูเอนเซอร์รายหนึ่งดูดคลิปจากนักข่าวหรือสำนักข่าวต่าง ๆ ไปใช้ในคอนเทนต์ของตัวเอง ซึ่งในท้ายที่สุดมีการออกแถลงการณ์จากสมาคมฯ แต่ทั้งตัวสมาคมและ กสทช. ก็ไม่สามารถไป "ลงดาบ" อะไรได้

'ความจริง' ที่ถูกประกอบสร้าง

ในขณะที่หน่วยงานรัฐของไทยยังไม่ได้เข้าไปกำกับดูแลเนื้อหาเหล่านี้ นักวิชาการทั้งสองรายแนะนำว่าผู้ชมอย่างเรา ๆ ควรเสพสื่อด้วยความรู้เท่าทัน

"จงพึงระลึกข้อนี้เอาไว้ว่า สิ่งที่เราเห็นบนหน้าจอ ไม่ใช่ว่ามันจะจริง 100%" ผศ.ดร.เจษฎา ย้ำเตือน "สิ่งที่เราเห็นในสื่อมันคือการประกอบสร้างความจริง อาจจะเห็นความจริงแค่มุมหนึ่ง เห็นบางส่วน หรืออาจจะไม่จริงเลยก็ได้ ที่มันทำให้เราดูว่าเหมือนเป็นจริง"

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "สิ่งที่เราเห็นในสื่อมันคือการประกอบสร้างความจริง" ผศ.ดร.เจษฎา ย้ำเตือนให้ผู้ชม "รู้เท่าทันตัวเอง" ในขณะที่เสพสื่อ

"คือเราต้องรู้เท่าทันตัวเองว่าเราเสพในฐานะที่เราเป็นคนดูครับ แต่ถ้าเกิดว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาบอกว่าบริจาคให้เราหน่อยสิ อันนี้มันกำลังจะพาเราก้าวข้ามจากคนดูไปสู่บทบาทอื่นแล้ว... อย่างเช่น[รายงาน]ของเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์เขาใช้คำว่า 'using good as bait' ผมว่าน่าสนใจเลยคำนี้ คือเหมือนกับว่าใช้ความเป็นคนดีของเราให้กลายเป็นเหยื่อล่อ" เขากล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.วิไลวรรณ มองว่านอกจากคนดูจะต้องมีความรู้เท่าทันสื่อ (media literacy) แล้ว ปัจจุบันยังต้อง "รู้เท่าทันอารมณ์" ด้วย

"ปัญหาสื่อดิจิทัลวันนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องของข่าวปลอมนะ แต่มันคือการที่ความจริงถูกทำให้กลายเป็นการแสดง และอารมณ์ของผู้ชมก็ถูกเปลี่ยนทำให้เป็นสินค้าในระบบของแพลตฟอร์ม" เธอกล่าว

"เมื่อก่อนเราแยกระหว่างคำว่าอะไร ระหว่างคำว่า fact กับ opinion คือข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น" รศ.ดร.วิไลวรรณ ระบุ "แต่ตอนนี้เห็นไหมคะ เมื่อสักครู่ยังถามเลยว่าอาจารย์มันเป็น half-truth ไหม มันเป็นความจริงกึ่งหนึ่งไหม ตรงนี้คือความน่ากลัวอีกเหมือนกันแล้วนะ ว่ามันทำให้คนเริ่มจะแยกไม่ออกว่าอันไหนคือความจริง อันไหนคือการแสดง และคนก็หลงเชื่อไปว่าอันนี้คือความจริง"

เธอมองว่านอกจากการกำกับดูแลจากภาครัฐแล้ว ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องใน 'ระบบนิเวศ' นี้ ทั้งเจ้าของแพลตฟอร์มและผู้ผลิตคอนเทนต์เองก็ควรต้อง "มีความเป็นมนุษย์" และมีความเห็นอกเห็นใจบนโลกดิจิทัล (digital empathy) ไม่ล้อเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกคนด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องเพื่อสร้างรายได้

"พอเราพูดถึงปัญหาจริยธรรม สิ่งสำคัญมากเลย เมื่อก่อนเราพูดว่าคือ accuracy (ความถูกต้องแม่นยำ) ณ วันนี้สิ่งที่สำคัญมากเลยคือเรื่องของ transparency (ความโปร่งใส) แล้วก็ความซื่อสัตย์ต่อผู้ชม และสิ่งสำคัญคือการไม่ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด ซึ่งทั้งเคสนี้มันเห็นชัดเลยว่ามันมีทั้งความไม่โปร่งใส มันมีทั้งความไม่ซื่อสัตย์ต่อผู้ชม แล้วก็การทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดตรงนี้ค่ะ" รศ.ดร.วิไลวรรณ กล่าว