3 ปีที่ยืดเยื้อ ย้อนปม "หมอสรณ" ขาดคุณสมบัติ-มีลักษณะต้องห้าม เป็นประธาน กสทช. ก่อนศาลปกครองยกฟ้องคดีฟ้อง กก.สรรหา

ที่มาของภาพ, TNP/Supattra Plongklum
ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพาษาคดีที่ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. จากคำวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติจากกรณีรับค่าตอบแทนอื่น โดยศาลปกครองชี้ว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชอบด้วยกฎหมาย จากการที่ขาดคุณสมบัติจริง จึงพิพากษายกฟ้อง
วันนี้ (25 ก.ย.) เวลา 15.00 น. ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 หมายเลขแดงที่ 1590/2569 ระหว่าง ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะผู้ฟ้องคดี และคณะกรรมการสรรหา กสทช. ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดี
ในคดีนี้ ศ.คลินิก นพ.สรณได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ต่อศาลปกครองกลาง โดยร้องว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. กระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลังมีคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค. 2569 ที่ระบุว่าเขามีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย โดย ศ.คลินิก นพ.สรณชี้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเกินขอบเขตอำนาจที่กฎหมายบัญญัติไว้ และขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวโดยมีผลย้อนหลัง เสมือนว่าไม่มีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น
คำฟ้องของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือมีคำสั่งเป็นประการอื่น นอกจากนี้ยังขอให้ศาลมีคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราว โดยให้มีการระงับการดำเนินการใด ๆ เพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้ผู้ฟ้องคดีพันจากตำแหน่ง และระงับการดำเนินการใด ๆ เพื่อคัดเลือกและแต่งตั้งประธานกรรมการ กสทช. คนใหม่
รายงานของสื่อหลายสำนัก ได้แก่ ประชาชาติธุรกิจไทยโพสต์ และไทยพีบีเอส สรุปคำพิพากษาของศาลปกครองกลางใจความว่า ศาลเห็นว่าการทำหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ในการตรวจสอบคุณสมบัติถือว่าชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้เปิดโอกาสให้ ศ.คลินิก นพ.สรณชี้แจงแล้วอย่างเพียงพอ
ส่วนประเด็นการขาดคุณสมบัติประธาน กสทช. จากการถูกร้องเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของรัฐ รับรายได้ ค่าตอบแทนหรือประโยชน์อื่นใดจากโรงพยาบาลหรือหน่วยงานของรัฐอยู่ในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นประธาน กสทช.
ศาลเห็นว่าแม้จะไม่มีสัญญาว่าจ้างเป็นหลักฐานระหว่าง ศ.คลินิก นพ.สรณ กับโรงพยาบาลรามาธิบดี แต่พบการรับเงินเป็นรายชั่วโมงจากการประกอบวิชาชีพอยู่เช่นเดิม อีกทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของ ศ.คลินิก นพ.สรณ มีการใช้ทรัพยากรของโรงพยาบาลรามาธิบดี และได้รับค่าธรรมเนียมแพทย์และอื่นใดปรากฏขึ้น ทำให้มีสถานะเข้าลักษณะเป็นลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ และเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 คำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา กสทช. จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง
เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจที่มาที่ไปของคดีนี้ บีบีซีไทยรวบรวมไทม์ไลน์ตั้งแต่ปลายปี 2564 ที่วุฒิสภาเห็นชอบให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นกรรมการ กสทช. ก่อนได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นประธานในเดือน เม.ย. 2565 ต่อด้วยการถูกร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติในปี 2566 จากนั้นเรื่องนี้ผ่านการตรวจสอบทั้ง จาก กมธ.ไอซีทีของวุฒิสภา และคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ต่างเห็นว่าเขามีลักษณะต้องห้าม ก่อนที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ จะฟ้องศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว
2564-2565: ไทม์ไลน์ ศ.คลินิก นพ.สรณ เข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช.
จุดเริ่มต้นก่อนที่ ศ.คลินิก นพ.สรณจะก้าวเข้ามาเป็นประธาน กสทช. ย้อนกลับไปตั้งแต่ปลายปี 2564
- 20 ธ.ค. 2564 ที่ประชุมวุฒิสภาประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. จำนวน 7 คน โดยในครั้งนั้นวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นกรรมการ กสทช. 5 คน โดย ศ.คลินิก นพ.สรณเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับการเห็นชอบ
- 14 ม.ค. 2565 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้เชิญผู้ที่มีรายชื่อเป็นกรรมการ กสทช. ทั้ง 5 คน ซึ่งประกอบไปด้วย พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.พิรงรอง รามสูต, ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์, นายต่อพงศ์ เสลานนท์ และ รศ.ศุภัช ศุภชลาศัย มาประชุมร่วมกัน และให้มีการเลือกประธาน กสทช. กันเอง ท้ายสุดที่ประชุมมีมติเลือก นพ.สรณ นั่งเป็นประธาน กสทช.
- 14 เม.ย. 2565 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งประธาน กสทช. โดยรับรองให้ ศ.คลินิก นพ.สรณเป็นประธานกรรมการ กสทช. และมีผลตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. 2565 เป็นต้นไป

ที่มาของภาพ, TNP/Supattra Plongklum
2566: จุดเริ่มต้นการฟ้องร้องคุณสมบัติจากรองเลขาธิการ กสทช.
โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนหรือไอลอว์ (iLAW) ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคดีความและการฟ้องร้องประเด็นคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ระบุว่า จุดเริ่มต้นของการโดนขุดประเด็นคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ มีขึ้นระหว่างที่กำลังมีการคัดเลือก เลขาธิการ กสทช. คนใหม่
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2566 ผู้สมัครตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. 7 ราย ออกมาแสดงความไม่พอใจ หลังได้รับหนังสือแจ้งผลการคัดเลือกฯ ซึ่งระบุว่า "ประธาน กสทช. ขอแจ้งให้ทราบว่า ท่านไม่ได้รับคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ กสทช." อย่างไรก็ดี การตัดสินใจครั้งนั้นกลับไม่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการ กสทช. ทั้งคณะ
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น นายภูมิศิษฐ์ มหาเวศน์ศิริ รองเลขาธิการ กสทช. ได้ทำหนังสือร้องประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ว่ามีลักษณะต้องห้ามอย่างต่อเนื่องหลายกรณี
ต่อมาวันที่ 27 พ.ย. 2566 เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจรายงานอ้างแหล่งข่าวใน กสทช. ว่านายภูมิศิษฐ์ได้ลงนามในหนังสือสำนักงาน กสทช. ซึ่งเป็นการส่งหลักฐานเพิ่มเติมให้ประธานวุฒิสภาเพื่อพิจารณาว่า ศ.คลินิก นพ.สรณในฐานะประธาน กสทช. ฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง "โดยมีการประกอบวิชาชีพอิสระอื่นที่มีส่วนได้เสีย หรือมีผลประโยชน์ขัดแย้ง ทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือเบียดบังเวลาการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธาน กสทช. หรือไม่"
เนื้อความในหนังสือจากสำนักงาน กสทช. ฉบับนี้ ขอให้ตรวจสอบด้วยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ "ยังคงเป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน หรือนิติบุคคลอื่นใดตามนัยมาตรา 7 (12) แห่ง พระราชบัญญัติองค์การจัดสรรคลื่นความถี่ฯ หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) กับการปฏิบัติหน้าที่ ประธานกรรมการฯ หรือไม่ อย่างไร"
ในหนังสือฉบับนั้น นายภูมิศิษฐ์ ยังแนบหลักฐานเรื่องตารางการปฏิบัติงาน (ลงตรวจ) ของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ณ พรีเมียมคลินิกของโรงพยาบาลรามาธิบดีและที่สถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระราม 9
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ตามรายงานข่าวของประชาชาติธุรกิจ พบว่า พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข เลขาธิการประจำตัวและโฆษกด้านกฎหมายประธาน กสทช. ออกมาระบุว่า การออกตรวจโรคในโรงพยาบาลไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ และไม่มีอะไรน่ากังวล
"เรื่องการออกตรวจในขณะปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ก็เป็นอีกเรื่องที่ตรวจสอบได้ แต่ต่อให้ตรวจโรคหรือทำงานกับโรงพยาบาลจริง งานเหล่านั้นก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ซ้อนอะไรกับ กสทช." เขากล่าวกับประชาชาติธุรกิจ
2567: กมธ.ไอซีทีฯ ของสภาฯ พิจารณาว่าขาดคุณสมบัติ
ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2566 คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา หรือ กมธ.ไอซีที มีมติรับเรื่องไว้พิจารณา
ในวันที่ 24 พ.ค. 2567 สำนักข่าวอิศรารายงานว่า สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ออกหนังสือชี้แจงต่อ กมธ.ไอซีทีของวุฒิสภา กรณีการทำงานตรวจและรักษาคนไข้ของ ศ.คลินิก นพ.สรณ โดยมีรายละเอียดบางส่วนระบุว่า:
- ช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. 2564 จนถึงวันที่ 12 เม.ย. 2565 ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีสถานะเป็น "พนักงานมหาวิทยาลัย" ทำหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ต่อมาตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 2565 จนถึงวันที่ 12 เม.ย. 2565 เขามีสถานะเป็น "แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง"
- ช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 2564 จนถึงเดือน เม.ย. 2565 ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้รับค่าตอบแทน ตามระยะเวลาการปฏิบัติงานที่กล่าวอ้างไว้ข้างต้น
- ช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. 2565 ถึงวันที่ 13 ม.ค. 2566 ศ.คลินิก นพ.สรณ ไม่พบสถานะการเป็นบุคลากรของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ส่วนตั้งแต่วันที่ 14 ม.ค. 2566 ถึงปัจจุบัน ศ.คลินิก นพ.สรณ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง "อาจารย์แพทย์จิตอาสา" โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน
อีกสี่วันต่อมา 28 พ.ค. 2567 กมธ.ไอซีทีของวุฒิสภา เปิดเผยผลการพิจารณาว่า การที่ ศ.คลินิกนพ.สรณ ยังคงมีสถานะเป็น "เป็นพนักงาน มหาวิทยาลัย" ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. 2564 จนถึงวันที่ 12 เม.ย. 2565 และยัง "ทำหน้าที่ ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในของคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี" ตลอดมาจนกระทั่งปี 2567 และยังมีสถานะเป็น "แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง" ถึงวันที่ 12 เม.ย. 2565 โดยไม่ได้ลาออก ถือว่ามีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 4 (2) และ (3) "ด้วยเหตุยังมีสถานะเป็นพนักงานหรือลูกจ้าง ของหน่วยงานของรัฐ และประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระอื่นที่มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ขัดแย้ง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ"
นอกจากนี้ กมธ.ไอซีที ยังได้ตรวจสอบกรณีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยินยอมให้เสนอชื่อตนเองต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2565 เพื่อให้ผู้ถือหุ้นเลือกและยอมรับการเป็นกรรมการของบริษัทฯ ด้วยว่า "เป็นการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 มาตรา 8 และมาตรา 18 ประกอบมาตรา 20 และมาตรา 26"
กมธ.ไอซีทียังตรวจสอบพบว่า ก่อนสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ กสทช. ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังมีตำแหน่งเป็นรองคณบดี ฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ โดยเขาเพิ่งลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว เมื่อได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ กสทช. อ้างอิงจากหลักฐานหนังสือลาออก ลงวันที่ 8 ม.ค. 2565
ด้วยเหตุนี้ กมธ.ไอซีที จึงพิจารณาว่า การที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงมีสถานะเป็นผู้บริหารหรือเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก ช่องรามาชาแนล (Rama Channel) ก่อนเข้ารับสมัครเป็นกรรมการ กสทช. จึงมีผลให้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 ข. (12) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความฯ พ.ศ. 2553 เนื่องจากมิได้ลาออกจากการเป็นผู้บริหารหรือเป็นพนักงานของหาวิทยาลัยมหิดล ภายในระยะเวลา หนึ่งปีก่อนที่จะสมัครเข้ารับการสรรหาเป็น กสทช.
ท้ายสุด กมธ.ไอซีทีลงความเห็นว่า "จากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในชั้นพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ประกอบกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้ว เห็นว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ เป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 7 ข. (12) มาตรา 8 และมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 18 มาตรา 20"
หลังจากที่ กมธ.ไอซีที เผยแพร่ผลการพิจารณา ต่อมาในวันที่ 15 มิ.ย. 2567 พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข เลขานุการประจำตัว ศ.คลินิก นพ.สรณ ประธาน กสทช. ออกมาให้ข่าวกับสำนักข่าวอิศราระบุว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้ทำหนังสือถึงประธานวุฒิสภาชี้ว่า การดำเนินการของ กมธ. วุฒิสภาชุดนี้ ไม่ชอบและไม่มีอำนาจ พร้อมเสริมว่า ข้อสรุปของ กมธ.ไอซีทีนั้น "ถ้าอ่านดู ก็รู้ว่า เป็นการจับแพะชนแกะ อ้างกฎหมาย อ้างอะไร ก็ไม่ถูก และทุกอย่างมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ตามหนังสือที่ท่านประธาน (กสทช.) ได้ชี้แจงไป"
ศ.คลินิก นพ.สรณ โต้แย้งว่าการรับเรื่องของ กมธ.ไอซีที จากนายภูมิศิษฐ์ รองเลขาธิการ กสทช. เป็นการจงใจขยายอำนาจหน้าที่ของตัวเองเพราะตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2562 ข้อ 78 วรรคสอง (17) ที่กำหนดอำนาจและหน้าที่ กมธ. ไม่ได้กำหนดเรื่องการตรวจสอบบุคคลหรือคุณสมบัติของบุคคลแต่ประการใด
เกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติงานตรวจคนไข้นั้น ศ.คลินิก นพ.สรณ ชี้ว่าตนเองไม่มีสถานะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของ รพ.รามาธิบดี มาตั้งแต่วันที่เข้ารับตำแหน่ง กสทช. แล้ว นอกจากนี้ยังได้ประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งและเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระอื่นที่มีส่วนได้เสียหรือมีประโยชน์ขัดแย้งไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ กสทช.
ส่วนเรื่องการถูกเสนอชื่อเป็นกรรมการของธนาคารกรุงเทพ เขาเองก็ได้ปฏิเสธการเข้ารับตำแหน่งและไม่เคยปฏิบัติงานเป็นกรรมการของธนาคารกรุงเทพแต่อย่างใด พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการมีตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกช่องรามาแชนแนล
ทั้งนี้เมื่ออ้างอิงจากรายงานของสำนักข่าวอิศรา ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2567 หรือราว 3 เดือน หลังจากที่ กมธ.ไอซีที วุฒิสภา เผยแพร่คำพิจารณาออกมา พบว่าสาเหตุที่เรื่องคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังค้างอยู่นั้น เป็นเพราะในช่วงเวลาดังกล่าว สว. ใกล้จะหมดวาระและเป็นช่วงปิดสมัยประชุมพอดี
2568-2569: ส่งเรื่องต่อถึงนายกฯ จนวนกลับมาคณะกรรมการสรรหา กสทช.
ขณะที่เรื่องยังคงค้างคาอยู่นั้น ในวันที่ 3 เม.ย. 2568 คณะกรรมการ กสทช. ทั้งหมด 4 คน ประกอบด้วย พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.พิรงรอง รามสูต, รศ.ศุภัช ศุภชลาศัย และ รศ.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ได้เตรียมทำหนังสือถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น
ต่อสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 เพื่อหารือประเด็นข้อกฎหมายจากการร้องเรียน ศ.คลินิก นพ.สรณ ทว่าคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) มีมติไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาในเดือน ส.ค. ปีเดียวกัน โดยชี้ว่าเป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่จะพิจารณาในเรื่องนี้
ในช่วงเดือนเดียวกันนี้เอง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2568 จากกรณี "คลิปเสียงอังเคิล"
ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเดือน ก.พ. 2569 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือลับลงวันที่ 26 มี.ค. 2569 ถึงเลขาธิการวุฒิสภา ขอให้พิจารณาดำเนินการกรณีปัญหาคุณสมบัติของประธานกรรมการ กสทช.
คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้นัดประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อ 8 พ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาวินิจฉัยหน้าที่และอำนาจกรณีสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีส่งเรื่องให้พิจารณา โดยมีมติเสียงข้างมากยืนยันว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีอำนาจวินิจฉัย
หลังจากนั้นในช่วงเดือน มิ.ย. ถึง 10 ก.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้ทำหนังสือให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง 2 ครั้ง ทว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ อ้างว่าติดภารกิจทั้งสองครั้ง
ทว่าในวันที่ 3 ก.ค. สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับหนังสือจาก ศ.คลินิก นพ.สรณ เพื่อขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิฉัยอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ว่าเมื่อสิ้นสุดภารกิจการสรรหาแล้ว ยังมีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติกรรมการภายหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือไม่
ท้ายสุดเมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่ผ่านมา วุฒิสภาได้เผยแพร่เอกสารข่าวการประชุมคณะกรรมการสรรหา กสทช. ระบุว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 จึงถือว่าได้สละสิทธิเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564
ต่อมามีการเปิดเผยคำวินิจฉัยเต็ม ความยาว 19 หน้า ในวันที่ 21 ก.ค. ซึ่งคณะกรรมการสรรหาฯ สรุปใจความได้ว่า
- คณะกรรมการสรรหา กสทช. วินิจนัยว่าในระหว่างวันที่ 8 ม.ค. 2565 ถึงวันที่ 12 เม.ย. 2565 ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงที่คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ ด้วยมติเอกฉันท์
- คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเอกฉันท์ว่าการปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น เป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553
- คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติเอกฉันท์ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
การฟ้องศาลปกครอง ของ ศ.คลินิก นพ.สรณ
หลังมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ออกมา เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ต่อศาลปกครองกลาง โดยชี้ว่าคณะกรรมการสรรหา กสทช. กระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว โดยมีผลย้อนหลัง สมือนว่าไม่มีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น
อย่างไรก็ดี ในวันที่ 8 ส.ค. ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
ต่อมา ศ.คลินิก นพ.สรณ ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา และต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งลงวันที่ 31 ส.ค. 2569 ไม่เห็นพ้องกับการที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดี ออกจากสารบบความ จึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา และมีคำสั่งในเรื่องคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีของผู้ฟ้องคดีต่อไป จนเป็นที่มาของคำพิพากษาของศาลปกครองกลางในวันนี้ (25 ก.ย.)































