20 นาทีในโมงยามแห่งความยินดีของครอบครัว-เสื้อแดง-เพื่อไทย วันปล่อยตัวทักษิณพ้นเรือนจำเข้าสู่การคุมประพฤติ

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 13 นาที

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก้าวพ้นประตูชั้นนอกของเรือนจำกลางคลองเปรม ในเวลา 07.40 น. ของวันนี้ (11 พ.ค.) โดยมีทนายความเดินตามมาติด ๆ หลังเข้าไปรับตัวและรับเอกสารต่าง ๆ จากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์

เขาปรากฏตัวในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว กางเกงยีนส์ขายาว จึงไม่มีใครเห็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ที่ติดไว้ที่ข้อเท้าของนักโทษชายที่ได้รับการ "ปล่อยตัวคุมประพฤติ" ผู้นี้

ผมของเขาสั้นลงถนัดตาหากเทียบกับภาพสุดท้ายตอนอยู่นอกเรือนจำเมื่อ 8 เดือนก่อน

ใบหน้าของชายวัย 76 ปีแลดูผ่องใส มีรอยยิ้มเปื้อนหน้าเกือบตลอดเวลาที่ทักทาย พูดคุย และกวาดสายตามอง "คนข้างนอก" ที่มารอต้อนรับเขาออกสู่โลกภายนอก

ทักษิณได้อยู่ท่ามกลางอ้อมกอดครอบครัวอย่างแท้จริง ลูกทั้ง 3 ของเขา โอ๊ค-พานทองแท้ บุตรคนโต, เอม-พินทองทา บุตรสาวคนรอง, อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร บุตรสาวคนเล็ก สลับกันโผเข้ากอดบิดาแน่น โดยมีสมาชิกในครอบครัวและบรรดาญาติมิตรร่วมฉากแห่งความปีตินี้

ถัดไปด้านหลัง นักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ทั้งรุ่นใหญ่-รุ่นใหม่ มารอต้อนรับ "ผู้นำทางจิตวิญญาณ" ของพรรค พวกเขาได้รับการจัดสรรพื้นที่ให้อยู่ในบริเวณที่สามารถสบตา-สัมผัสตัว-ส่งดอกไม้ให้ทักษิณได้

ห่างออกไปราว 50 เมตร ประชาชนที่เรียกตัวเองว่า "คนเสื้อแดง" หลายร้อยคน (เฉพาะที่ได้เข้ามาอยู่ภายในรั้วเรือนจำ) มาปักหลักรออยู่ตรงจุดนี้ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ และจดจ่ออยู่กับเหตุการณ์เบื้องหน้า นาทีที่เห็นทักษิณได้รับอิสรภาพกลับคืนมา เสียงตะโกนเรียก "นายกฯ ทักษิณ ๆ" ก็ดังขึ้น สลับกับ "เรารักทักษิณ ๆ" เกือบทั้งหมดพร้อมใจกันยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพ-ถ่ายคลิปวิดีโอ-ถ่ายทอดสด (ไลฟ์) เหตุการณ์ในโมงยามแห่งความยินดี

อดีตนายกฯ คนที่ 23 โบกมือทักทายมวลชนและสื่อมวลชน พยายามกวาดสายตามองกว้างและมองไกลที่สุด ราวกับต้องการบันทึกภาพใบหน้าของทุกคนลงในความทรงจำของเขาเช่นกัน

07.53 น. ทักษิณประจำการหน้าเสาธง ร่วมร้องเพลงชาติกับผู้คนที่ไปรวมตัวกันหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เขตจตุจักร กทม.

จากนั้นถึงเวลาต้องบอกลา รถยนต์คันงามวนไปรับทักษิณ โดยมีแพทองธารนั่งเคียงข้างไปในรถคันเดียวกัน พลขับขับรถผ่านฝูงชนไปอย่างช้า ๆ ลดกระจกด้านซ้ายลงเพื่อเปิดโอกาสให้ "มวลชน" กับ "นาย" ได้ทักทายกันในเวลาช่วงสุดท้ายก่อนออกจากประตูรั้วของคุกลาดยาว ทว่าช่างภาพสื่อมวลชนบางส่วนยังวิ่งประกบรถ-ตามเก็บภาพอย่างต่อเนื่อง จนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของอดีตนายกฯ ต้องตะโกนเป็นระยะ "เปิดทางให้ประชาชนด้วยครับ" ขณะที่ฝ่ายประชาชนก็พยายามอย่างเต็มที่ในการได้ยื่นมือมาสัมผัสอดีตนายกฯ

แม้รถหรูเคลื่อนลับสายตาไปแล้ว แต่ความยินดียังเปี่ยมล้นใจของ ละเอียด ศรีวิชัย ครูเกษียณวัยย่าง 73 ปี ที่เดินทางมาจาก จ.เชียงราย เกือบ 800 กม. เพื่อรอต้อนรับชายที่เธอยกให้เป็น "วีรบุรุษของประเทศไทย"

"เสียใจเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นตัว เห็นแต่รถ แต่ไม่เป็นอะไร เพราะป้าให้สัมภาษณ์สื่อแล้ว เดี๋ยวนายกฯ ทักษิณคงได้เห็นป้าจากทีวี และรู้ว่าป้ามารอให้กำลังใจอยู่ตรงนี้" ครูละเอียดกล่าวกับบีบีซีไทย

หญิงชราบอกรักอดีตผู้นำผ่านที่คาดผมของเธอ ในมือกอดกล่องหมูย่างเชียงรายเอาไว้แน่น ขณะมองดูขบวนรถของทักษิณ เนื่องจากเพื่อนของเธอที่ชื่อ "ป้าพร" ฝากฝังเอาไว้ว่าให้นำของดีเมืองเชียงรายที่ทักษิณชื่นชอบมาส่งมอบให้ถึงมือ แต่เมื่อไม่มีโอกาสกระทั่งเห็นหน้าอดีตนายกฯ เธอจึงส่งผ่าน ก่อแก้ว พิกุลทอง อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ไปมอบแทน

ทักษิณ "ไปจำศีลมา 8 เดือน จำอะไรไม่ได้"

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) มีคำสั่งบังคับโทษจำคุกทักษิณเป็นเวลา 1 ปี หลังเปิดศาลไต่สวน "คดีชั้น 14" รวม 7 นัด ได้ข้อเท็จจริงว่า "การบังคับโทษจำเลยเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย" และ "ไม่อาจนำเอาระยะเวลาที่พักอยู่ที่ รพ.ตำรวจ มาหักเป็นวันคุมขังได้"

สิ้นการอ่านคำสั่งของศาล อม. เมื่อ 9 ก.ย. 2568 ทักษิณถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวเข้าเรือนจำทันที

วันนี้ ทักษิณกล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้น ๆ 2 ครั้ง ที่สำนักงานคุมประพฤติ กรุงเทพฯ 1 และที่หน้าบ้านพักของเขา โดยบอกเพียงว่า "จำอะไรไม่ได้แล้วเนี่ย เป็นอัลไซเมอร์แล้ว" และ "ไปจำศีลมา 8 เดือน จำอะไรไม่ได้"

"Relieved" (โล่งอก เบาใจ) คือคำตอบจากทักษิณ หลังผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกอย่างไรหลังจากได้รับการปล่อยตัว

ติดกำไล EM

คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ หรือที่รู้จักในชื่อ คณะกรรมการพิจารณาการพักโทษระดับกระทรวงยุติธรรม "เห็นชอบ" ให้พักการลงโทษทักษิณ ผู้ต้องขังเด็ดขาดเรือนจำกลางคลองเปรม ที่คุมขังอยู่ภายในเรือนจำตั้งแต่ 9 ก.ย. 2568 และคุมขังครบ 2 ใน 3 ของอัตราโทษ 1 ปี ในวันที่ 10 พ.ค. 2569 เข้าเกณฑ์การพักการลงโทษกรณีปกติ และสามารถปล่อยตัวคุมประพฤติได้ตั้งแต่ 11 พ.ค. 2569 เป็นต้นไป

แต่การ "พักโทษ" ไม่ใช่การ "พ้นโทษ" ทักษิณต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมประพฤติอย่างเคร่งครัดในช่วง 4 เดือนหลังจากนี้ จนกว่าจะถึงวันครบกำหนดโทษตามคำสั่งศาล-กลายเป็นผู้บริสุทธิ์เต็มขั้น 9 ก.ย. 2569

เงื่อนไขที่สำคัญ ได้แก่

  • ต้องติด "กำไลอีเอ็ม" หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM)
  • ต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติเดือนละ 1 ครั้ง โดยมีกำหนดรายงานตัวครั้งแรก 25 พ.ค.
  • ต้องพักอาศัยอยู่กับผู้อุปการะตามที่อยู่ที่กำหนดไว้คือ บ้านจันทร์ส่องหล้า ถ.จรัญสนิทวงศ์ 69 เขตบางพลัด กทม. กรณีจะออกนอกจังหวัด ต้องขออนุญาตเจ้าพนักงานก่อน
  • ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
  • ห้ามประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย เช่น ดื่มสุรา เสพยาเสพติด
  • ห้ามกระทำความผิดอาญาอื่น

ภายหลังออกจากเรือนจำ ทักษิณเดินทางไปยังสำนักงานคุมประพฤติ กรุงเทพฯ 1 เขตบางกอกน้อย เพื่อรับฟังเงื่อนไขในการคุมประพฤติ ก่อนกลับบ้านพักจันทร์ส่องหล้า ทั้งนี้ วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของทักษิณ เปิดเผยว่า อดีตนายกฯ ติดกำไลอีเอ็มตั้งแต่ก่อนออกจากเรือนจำแล้ว

ก่อนหน้านี้ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร เคยเปิดเผยความรู้สึกของบิดาหลังทราบว่าได้รับการพักโทษ แต่ต้องติดกำไลอีเอ็ม โดยบอกว่า "ก็มีบ่นนิดหน่อยว่าท่านแก่แล้ว และเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีมาด้วย แต่พอต้องติดกำไลอีเอ็ม ก็รู้สึกนิดหนึ่ง แต่ไม่เป็นไร เราก็พร้อมทำตามกระบวนการทุกอย่าง"

เสียงจากคนเสื้อแดง

ตลอดเวลา 8 เดือนที่ "ผู้นำครอบครัวชินวัตร-ผู้นำจิตวิญญาณของเพื่อไทย" ใช้ชีวิตอยู่ภายในเรือนจำกลางคลองเปรม คนเสื้อแดงได้จัดกิจกรรมทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัดเพื่อส่งกำลังใจให้อดีตนายกฯ ในดวงใจของพวกเขาและสื่อสารว่า "คนติดไม่ท้อ คนรอไม่ทิ้ง"

หนึ่งในจำนวนนี้คือกิจกรรม "กินข้าวข้างเรือนจำ" ในเวลา 15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการรับประทานอาหารเย็นของผู้ต้องขัง เพื่อส่งสัญญาณว่า "ทักษิณไม่ได้กินข้าวคนเดียว" รวมถึงกิจกรรม "เขียนสมุดแดงส่งกำลังใจให้ทักษิณ" โดยมีอดีตแกนนำ นปช., อดีต รมต. และอดีต สส. "ดาวแดง" หลายคนแวะเวียนมาพบปะมวลชน

ก่อแก้ว พิกุลทอง อดีตแกนนำ นปช. และประธานภาคใต้ของพรรค พท. หล่อเลี้ยงความหวังเล็ก ๆ ให้คนเสื้อแดงที่นัดเยี่ยมทักษิณหน้าเรือนจำ ด้วยการแจกสลากกินแบ่งรัฐบาลหลายร้อยคู่ให้แก่พวกเขาทุกวันอาทิตย์

"ถึงแม้จะเป็นความหวังเล็ก ๆ แต่ตราบใดที่ยังมีความหวัง ก็จะเป็นพลังใจให้แก่หลายชีวิต" เขาให้เหตุผลในการแจกหวย

เมื่อถึงวันปล่อยตัวจากเรือนจำ กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "RED never dies - แดงไม่มีวันตาย" จัดกิจกรรม "วันฉลองอิสรภาพ" ให้ทักษิณ โหมโรงกันตั้งแต่วันสุดท้ายในเรือนจำ (10 พ.ค.) บางส่วนปักหลักพักค้าง ขณะที่บางส่วนตามมาสมทบในเช้าวันใหม่ (11 พ.ค.) ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น

บริบูรณ์ แสนดวง พ่อค้าวัย 35 ปี จาก อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เดินทางมาพร้อมผู้สนับสนุนพรรค พท. และคนเสื้อแดงอุบลฯ ราว 1,300 คน เพื่อรอต้อนรับอดีตนายกฯ ทักษิณกลับบ้าน โดยถือเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิตที่เขาจะมีโอกาสเจอทักษิณ หลังเคยเห็นตัวเป็น ๆ เมื่อปี 2567 ในช่วงที่ทักษิณเดินสายหาเสียงช่วยผู้สมัครนายก อบจ.อุบลฯ ของพรรค พท.

แม้รู้ว่าเป็นเรื่องยากที่ทักษิณจะมองเห็นเขาซึ่งเป็นเพียง "จุดเล็ก ๆ" ท่ามกลางมวลชนนับพันที่มารวมตัวกัน แต่เขาก็ตั้งใจมาอยู่ ณ จุดนี้ "ท่านจะไม่เห็นผมก็ช่าง แต่ขอให้ผมได้เห็นท่านก็พอ"

สำหรับชาวอุบลฯ ผู้นี้ ทักษิณเปรียบเสมือน "ผู้นำทางจิตวิญญาณที่พึ่งพาได้เสมอ" เขาเคยผ่าตัดแขนโดยใช้โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคที่ริเริ่มสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และทุกวันนี้ยังได้ใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้

เช่นเดียวกับ เมษา ลมบัวรอด หรือที่รู้จักในชื่อ "เปรี้ยว ตลาดแตก" แกนนำคนเสื้อแดงนครพนม ที่แวะมาหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม 2 ครั้งในช่วงที่ทักษิณถูกจองจำอยู่ภายใน เพื่อร่วมกิจกรรม "กินข้าวข้างเรือนจำ"

เธอบอกว่า "ดีใจ" ที่ไม่ต้องกินข้าวพร้อมอดีตนายกฯ โดยมีกำแพงคุกคั่นกลางอีกต่อไป และรอดูภาพทักษิณได้ร่วมโต๊ะอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาลูก ๆ หลาน ๆ

"ตอนท่านอยู่ข้างใน ทำเรานอนไม่หลับเลย คิดถึงและเป็นห่วงท่านที่ต้องไปอยู่อย่างลำบาก เพราะท่านก็แก่แล้ว" เปรี้ยว ตลาดแตก กล่าว พลางยกถุงลิ้นจี่สายพันธุ์ดังของจังหวัดคือ นพ.1 หรือนครพนม 1 โชว์บีบีซีไทย และบอกว่า "วันนี้เอาลิ้นจี่มา 20 กก. รู้ว่าท่านชอบ เมื่อท่านได้ออกมาแล้ว ก็อยากให้ท่านได้กินของดี"

เมษา-บริบูรณ์ระบุในทำนองเดียวกันว่า เมื่อทักษิณได้ออกจากเรือนจำแล้ว คาดหวังจะให้เข้ามาช่วยบ้านเมือง และช่วยให้คำปรึกษาในการบริหารประเทศ

เมษาบอกตรง ๆ ว่า ไม่อยากให้ทักษิณหยุดเคลื่อนไหวหรือหยุดทำงานทางการเมือง เพราะเวลานี้ชาวบ้านลำบากยากแค้นมาก "ท่านเป็นคนฉลาด มีแต่ท่านเท่านั้นที่พูดแล้วทำได้จริง"

บริบูรณ์ต้องการให้ทักษิณเข้ามา "ช่วยพรรคเพื่อไทยให้กลับมาเป็นแกนนำรัฐบาลได้อีกครั้ง"

วางมือทางการเมือง?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทักษิณเป็นคนที่ "ขึ้นสุด-ลงสุด" ในทางการเมือง

เขาอยู่ในทำเนียบรัฐบาลนาน 5 ปี (2544-2549) ขึ้นแท่น "ผู้นำขวัญใจมหาชน" สะท้อนผ่านคะแนนบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ของพรรคไทยรักไทย 19 ล้านเสียง และชัยชนะของพรรคในสนามเลือกตั้ง 2548 ด้วยยอด สส. 377 เสียง จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ต่อมาถูกโค่นอำนาจด้วยรัฐประหาร 2549 ตกที่นั่ง "ผู้นำพเนจร" ต้อง "ลี้ภัยการเมือง" ไปใช้ชีวิตในต่างแดน 17 ปี แต่นั่นหาใช่จุดต่ำสุดในชีวิตของชายผู้นี้ไม่ เพราะในระหว่างนั้น "พรรคทักษิณ" ยังชนะเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง (2550, 2554, 2562) ก่อนประสบความพ่ายแพ้ครั้งแรกในปี 2566

แต่ถึงกระนั้น ทักษิณตัดสินใจกลับบ้านเกิด 22 ส.ค. 2566 ในวันเดียวกับที่รัฐสภาโหวตเลือก เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. เป็นนายกฯ คนที่ 30 ส่วนตัวของทักษิณ จำเลย 3 คดีทุจริต ต้องรับโทษจำคุกรวม 8 ปี ก็เข้าสู่ขั้นตอนตามกระบวนการยุติธรรม เขาถูกส่งตัวไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้นอนในเรือนจำแม้แต่คืนเดียว ก็ถูกย้ายตัวไปเข้ารับการรักษาที่ รพ.ตำรวจ ชั้น 14 และอยู่ที่นั่นนาน 6 เดือน จนเข้าเกณฑ์ "พักโทษเป็นกรณีพิเศษ" เมื่อ 18 ก.พ. 2567

ข้อครหาเรื่อง "ป่วยทิพย์-ติดคุกทิพย์" ได้นำมาสู่การ "ลงสุด" ของผู้มากบารมีทางการเมือง ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเห็นอดีตนายกฯ ต้อง "ติดคุกจริง" ด้วยคำสั่งบังคับโทษจำคุก 1 ปีจาก "คดีชั้น 14" ท่ามกลางข้อสงสัยจากหลายฝ่ายว่า "ดีลลับ" ในวันกลับบ้านกลายเป็น "ดีลล่ม" ไปแล้วหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นทักษิณที่มีทั้ง "คนรัก-คนชัง" มีอิทธิพลต่อความคิดของใครหลายคน มีเครือข่าย-สายสัมพันธ์กับบุคคลหลายระดับหลายวงการ สังคมจึงจับจ้องบทบาททางการเมืองของเขาหลังจากนี้

ในช่วงที่ทักษิณถูกจองจำเกือบ 6 เดือน แพทองธารเคยตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของบิดา หากได้รับการปล่อยตัว จะวางมือทางการเมืองเลยหรือไม่

"คุณเข้าไปอยู่ในเรือนจำมานานถึง 6 เดือนแล้ว ก็น่าจะวางมืออย่างแน่นอน ไม่มีไม่วางหรอกค่ะ" อดีตนายกฯ คนที่ 31 ผู้เป็นบุตรสาวคนสุดท้องของทักษิณกล่าวเมื่อ 26 ก.พ.

ส่วนในการเข้าเยี่ยมครั้งที่ 61 เมื่อ 7 พ.ค. ซึ่งเป็นการเยี่ยมผ่านลูกกรงครั้งสุดท้าย แพทองธารเปิดเผยว่า ไม่ได้คุยกันเรื่องการเมืองเลย คุยแต่เรื่องชีวิตและหลาน ๆ ลูก ๆ ไม่คุยเรื่องการเมืองเลย

แต่ถึงกระนั้น "ผู้มีอำนาจในปัจจุบัน" ดูจะไม่ปิดกั้นการสื่อสารทางการเมืองของทักษิณ หลังผู้สื่อข่าวยิงคำถามใส่ว่าหากทักษิณได้รับการพักโทษ ออกมาจะสามารถพูดเรื่องการเมืองได้หรือไม่ คำตอบจาก พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม คือ "เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไข"

ด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยระบุตอนหนึ่งว่า "ดีใจที่ท่านได้ออกมา" พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับทักษิณและครอบครัวชินวัตร และต้องปล่อยให้อดีตนายกฯ ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ให้มีช่องว่างความเป็นส่วนตัว

ส่วนหลังจากนี้จะมีโอกาสไปพบผู้บังคับบัญชาการเป็นการส่วนตัวหรือไม่นั้น นายกฯ คนที่ 32 ตอบว่า "มีอยู่แล้ว พอทุกอย่างผ่านไป กรุงเทพฯ มีอยู่แค่นี้ การพบปะใคร โดยเฉพาะคนที่รู้จักกันมา เคารพนับถือกันมา ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

สิ่งที่อยากให้ทักษิณทำหลังพ้นคุก

ย้อนไปในคราวที่ทักษิณได้รับการ "พักโทษเป็นกรณีพิเศษ" เมื่อ ก.พ. 2567 ก่อนได้รับการอภัยโทษและปล่อยตัวคุมประพฤติในเดือน ส.ค. ปีเดียวกัน สังคมได้อ่านข่าวการจัดตั้งรัฐบาล "แพทองธาร" ในบ้านจันทร์ส่องหล้า, ได้เห็นภาพทักษิณเข้าพรรค พท. ขึ้นเวทีปราศรัยในฐานะผู้ช่วยหาเสียงของเพื่อไทย ประกาศตัวเป็น "สทร." ร่วมแก้ปัญหาบ้านเมืองกับ "รัฐบาลลูกสาว", ได้ฟังวิสัยทัศน์ของเขาผ่านเวทีสาธารณะต่าง ๆ และอีกสารพัดวีรกรรม

มาวันนี้ที่ทักษิณได้รับการ "พักโทษกรณีปกติ" ในจังหวะที่พรรค พท. เป็นรัฐบาล ทว่าไม่ใช่พรรคแกนนำอีกต่อไป หากแต่เป็นพรรคร่วมฯ-พรรคขนาดกลางที่มี สส. เพียง 74 เสียง แม้แต่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของทักษิณและเคยเป็น "เมืองหลวงเพื่อไทย" ก็ยังสูญพันธุ์-ไม่มีผู้แทนราษฎรแม้แต่คนเดียวหลังเลือกตั้ง 2569

น่าสนใจว่าบรรดา "ลูกน้องเก่า" คาดหวังจะเห็น "นายใหญ่" ทำอะไรในช่วง 4 เดือนแห่งการ "ปล่อยตัวคุมประพฤติ" ก่อนการพ้นโทษ

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำ นปช. และอดีต รมช.พาณิชย์ ในรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ให้ความเห็นว่า ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขคุมประพฤติ แต่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ทักษิณได้พักผ่อนกับครอบครัว ติดตามข่าวสารบ้านเมืองเป็นการภายใน ส่วนจะมีโอกาสเข้าพบและสนทนาหรือไม่ คงต้องรอหลังจากนี้

แกนนำ นปช. เน้นย้ำว่า ทักษิณเป็น "ผู้ถูกกระทำจากอำนาจของการรัฐประหาร" ตลอดเวลา 20 ปี เจอมาทุกรูปแบบและหนักหนาสาหัส ไม่เคยมีนายกฯ ในประวัติศาสตร์ไทยคนใดที่โดนขนาดนี้ เมื่ออดีตนายกฯ ได้ออกจากเรือนจำก็เป็นเรื่องที่รู้สึกดีใจ และอยากแสดงออกว่ายังคงเคียงข้างและให้กำลังใจอยู่เสมอ ส่วนจะตัดสินใจอย่างไร วางบทบาทอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่พวกตนรับได้

ด้าน มาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีต รมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาล "เศรษฐา-แพทองธาร" ตอบคำถามของบีบีซีไทยถึงความเป็นไปได้ที่อดีตนายกฯ จะใช้เครือข่ายดูไบ ช่วยเหลือประเทศในสถานการณ์วิกฤตตะวันออกกลาง โดยเขาเริ่มต้นจากการบรรยายสภาพความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ พอเกิดปัญหาในภูมิภาคใดก็กระทบไปทุกส่วน ดังนั้น "การที่ประเทศไทยมีเครือข่าย สามารถยกหูโทรศัพท์คุยกันได้ก็เป็นสิ่งที่ดี ไม่เฉพาะตะวันออกกลาง ท่านมีเพื่อนอยู่เยอะมากทั่วโลก ตรงนี้มองว่าเป็นประโยชน์ให้กับประเทศไทย การมีเพื่อนสำคัญมาก"

ส่วนการติดคุกจริง 8 เดือน ตามด้วยการติดกำไลอีเอ็มอีก 4 เดือนในช่วงปล่อยตัวคุมประพฤติ สะท้อนว่าทักษิณหมดอำนาจในการเจรจาต่อรองกับชนชั้นนำไปแล้วหรือไม่นั้น อดีตนักการเมืองคนสนิทของทักษิณกล่าวว่า อันนั้นเป็นมุมของนักวิเคราะห์ที่พูดกันไปต่าง ๆ นานา แต่ในฐานะนักปฏิบัติและคนที่เคยทำงานใกล้ชิดกับอดีตนายกฯ มากว่า 33 ปี "ท่านเคยบอกกับผมว่า เราเล่นทุกอย่างตามเกม ตามกติกาที่คนอื่นกำหนด โดยไม่เคยคิดจะเปลี่ยนกฎเพื่อให้ชนะ แต่ใช้ศักยภาพตัวเองมาเอาชนะตามกฎตามรัฐธรรมนูญที่ผู้อื่นเขียนไว้ ส่วนตัวคิดว่าเป็นคำพูดแบบลูกผู้ชาย... ในเมื่อสังคมคาดหวังให้มีการปฏิบัติเช่นนี้โดยไม่มีข้อยกเว้น ผมถือว่าท่านเป็นสุภาพบุรุษที่ยอมรับมัน"

เมื่อบีบีซีไทยนำข้อวิเคราะห์ของบรรดานักสังเกตการณ์ทางการเมืองที่มีความเห็นแตกเป็น 2 ฝ่ายมาสอบถามจากคนใกล้ชิดของอดีตนายกฯ ว่า ทักษิณจะออกอาการ "หงอ" เพราะเจอของจริงแล้ว หรือจะ "ลิงโลด" เคลื่อนไหวเต็มที่เพราะไม่มีบ่วงคดีผูกมัดอีกต่อไป

  • ณัฐวุฒิ: คิดว่าเป็นเรื่องความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองของคนเป็นอดีตนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าในมุมนี้ถือว่าอดีตนายกฯ คงไม่ละวาง ถ้ามีความรู้ความสามารถใดเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้ ก็คงพร้อมแลกเปลี่ยนกับทุกคน แต่การวิเคราะห์วันนี้เร็วเกินไป ขอให้ท่านออกมาสู่อิสรภาพและครบขั้นตอนพักโทษก่อนดีกว่า
  • มาริษ: ท่านทักษิณมีความรู้มาก เข้าใจบริบททั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างดี มีสายสัมพันธ์กับคนมาก และมีเป้าหมายต้องการยกระดับประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ ส่วนตัวเชื่อว่าอดีตนายกฯ ไม่สามารถละทิ้งความตั้งใจนี้ได้ และเมื่อได้ออกจากเรือนจำ อย่างไรเสียก็ถือเป็นกำลังใจให้กับประชาชน ส่วนจะตัดสินใจทำอะไร อยู่ตรงจุดไหน ขอให้เป็นดุลพินิจของท่านที่จะกำหนดบทบาทของตัวเอง

ย้อนอ่านสรุปประเด็นสำคัญจากการไต่สวน "คดีชั้น 14" ของศาลฎีกาฯ ครบ 7 นัด ที่นำไปสู่คำสั่งบังคับโทษจำคุก 1 ปี เมื่อ 9 ก.ย. 2568