ตำรวจ-นายกฯ แจ้งความดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแอดมินเพจ Godd Dam เรารู้อะไรแล้วบ้าง

ที่มาของภาพ, BBC Thai
ช่วงกลางดึกของคืนวันอาทิตย์ที่ 25 ต.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า "Godd Dam" ได้เผยแพร่ข้อความและรูปภาพซึ่งอ้างว่าเป็น "หลักฐานการรับสินบนของนักการเมือง" โดยหนึ่งในหลักฐานที่เขาใช้อ้างอิงคือ สลิปการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารกสิกรไทย ที่ระบุวันที่ 31 ต.ค. 2566 เวลา 15.03 น. แสดงธุรกรรมการโอนเงินที่มีมูลค่า 7 ล้านบาท
"สวัสดีครับ ผมขอเปิดหลักฐานชิ้นสำคัญที่เชื่อว่าสามารถนำนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ด้วยความไม่สามารถเชื่อใจได้อีกต่อไปในการบริหารประเทศได้อีกแล้วด้วยธุรกรรมการรับสินบน" เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวซึ่งใช้ภาพโปรไฟล์เป็นรูปสุนัขสวมสูทระบุในโพสต์ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้แล้วในปัจจุบัน
หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ไม่นาน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ก็ได้แชร์โพสต์ดังกล่าวทางเฟซบุ๊ก แต่หลังจากนั้นไม่นาน โพสต์ต้นทางของเพจ Godd Dam ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้อีก
เช้าวันต่อมา (26 ต.ค.) โฆษกรัฐบาล นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ได้โต้แย้งต่อข้อกล่าวอ้างดังกล่าว โดยชี้แจงว่าข้อกล่าวหาของเพจ Godd Dam เป็น "ข่าวปลอมบิดเบือน" และนายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเช่นกัน โดยปฏิเสธข้อกล่าวอ้างว่าตนรับสินบน
ธนาคารกสิกรไทยได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวในวันเดียวกัน และชี้แจงว่าไม่พบเลขที่บัญชีที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นของนายอนุทิน และการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารกสิกรไทยเป็นมูลค่าสูงถึง 7 ล้านบาทก็ไม่สามารถทำได้
วันเดียวกัน (26 ต.ค.) มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊ก Godd Dam โดยในเบื้องต้นรายงานข่าวไม่ได้ระบุตัวบุคคลที่ถูกแจ้งความ ทว่าในเวลาไล่เลี่ยกัน ได้มีข่าวปรากฏผ่านสื่อมวลชนหลายสำนัก โดยอ้างอิงแหล่งข่าวจากหน่วยงานรัฐ ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันตรวจสอบและระบุตัวบุคคลผู้ใช้นามแฝงดังกล่าวแล้วว่าคือ "นายชัยรัตน์" พร้อมทั้งมีการเผยแพร่ข้อมูลภูมิลำเนาและประวัติส่วนตัว
ต่อมาวันที่ 28 ต.ค. นายชัยรัตน์ (สงวนนามสกุล) ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน โดยจากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในเวลานั้นยังไม่ได้มีการออกหมายจับแต่อย่างใด
"ตอนเช้า ทนายพาไปแสดงตัวที่ สน.บางเขน ลงบันทึกประจำวันเรียบร้อย ตำรวจแจ้งว่ายังไม่ออกหมายจับ และให้ไปที่ บก.สอท.ที่ศูนย์ราชการอาคารบี ไปถึงเที่ยงก็ยังไม่แสดงหมายจับ ตำรวจมาแสดงหมายจับตอนบ่าย" เยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน บอกกับบีบีซีไทย ทั้งนี้ผู้ถูกกล่าวหาปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นผู้ดูแลเพจดังกล่าว
ล่าสุด วันนี้ (29 ต.ค.) นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ทนายความส่วนตัวเดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ดูแลเพจ Godd Dam และ น.ส.รักชนก ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ไม่มีการแจ้งข้อหา ม.112
ย้อนไปวานนี้ (28 ต.ค.) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า นายชัยรัตน์ (สงวนนามสกุล) บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊ก "Godd Dam" ได้เดินทางพร้อมทนายความเข้าพบพนักงานสอบสวนที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1) เพื่อลงบันทึกประจำวันและ "แสดงความบริสุทธิ์ใจ" โดยให้การปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นผู้ดูแลเพจดังกล่าว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ภาพสลิปโอนเงิน 7 ล้านบาทที่พาดพิงถึงนายอนุทิน
ข้อมูลจากศูนย์ทนายความฯ ระบุว่า ในเวลา 13.30 น. ของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้แสดงหมายจับของศาลอาญา พร้อมแจ้ง 2 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (1) (2) ฐาน "ทุจริตหรือหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน หรือต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน" และความผิดฐาน "ปลอมเอกสาร ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน"
ทั้งนี้ ศูนย์ทนายความฯ ยืนยันกับผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยว่า ไม่ได้มีการแจ้งความหรือดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112) ตามที่มีการนำเสนอผ่านสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ที่มาของภาพ, TLHR
การตรวจสอบโดยประชาชน หรือ ปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสาร
ผศ.ดร.วศิน ปั้นทอง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่าการประเมินปรากฏการณ์การเผยแพร่ "สลิปค่าน้ำชา" และการตอบโต้ของรัฐบาล ขั้นตอนแรกจำเป็นต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าข้อมูลที่ถูกเผยแพร่นั้นเป็นความเข้าใจผิดแล้วนำไปแชร์ (Misinformation) หรือเป็นความตั้งใจนำเสนอข้อมูลลวง (Disinformation) และการกระทำเป็นไปโดยมีลักษณะร่วมกระทำการ (coordinated) หรือไม่ เพื่อขีดเส้นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการตรวจสอบของประชาชน หรือเป็นหนึ่งใน "ปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสาร"
"ในทางทฤษฎีก็คือ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามก็สามารถปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสารได้" ผู้เชี่ยวชาญด้านสงครามข้อมูลข่าวสารแจกแจง "เราก็รู้แล้วว่าสำหรับภาครัฐ การรักษาอำนาจรัฐเป็นสาระสำคัญของการปฏิบัติการ... ส่วนผู้ต่อต้าน[รัฐ] ทรัพยากรที่จะเข้าไปจัดการกับระบบข้อมูลข่าวสารไม่เท่ากับรัฐ โซเชียลมีเดียเป็นต้นทุนที่ถูก จึงสามารถใช้ปฏิบัติการได้ง่าย"
ผศ.ดร.วศิน ชี้ว่า แม้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะมีสิทธิในการต่อสู้กับอำนาจรัฐ แต่หากเลือกใช้ข้อมูลเท็จเป็นเครื่องมือโจมตี การเคลื่อนไหวนั้นจะสูญเสียความชอบธรรมในทันที เนื่องจากบรรทัดฐานการต่อสู้ทางการเมืองของทุกฝ่ายจำเป็นต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง
อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่าการตอบโต้ของภาครัฐที่นำกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เข้ามาบังคับใช้ในกรณีเผยแพร่ข้อมูลเท็จ เสี่ยงทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการตรวจสอบถ่วงดุลการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลหายไป ซึ่งจะทำให้บทบาทของประชาชนในการเป็นผู้ตรวจสอบรัฐ (civic watchdog) ลดลงไปในที่สุด
"ถ้าทำมากไป ประชาชนก็จะรู้สึก self-censorship (ปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์ของตนเอง) แล้วไม่กล้าตรวจสอบรัฐเลย... สัดส่วนระหว่างการใช้สิทธิเสรีภาพกับการลงโทษมันเหมาะสมแค่ไหนในเชิงกฎหมาย" เขาตั้งข้อสังเกต

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วศิน ชี้ด้วยว่า ปัญหาดังกล่าวยิ่งทวีความซับซ้อนในสภาพแวดล้อมออนไลน์ปัจจุบัน เนื่องจากข่าวลวงสามารถแพร่กระจายสู่คนหมู่มากได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อถูกส่งต่อในกลุ่มปิดหรือแอปพลิเคชันส่งข้อความ ประกอบกับเนื้อหาจากผู้ใช้ทั่วไป (UGC) ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการบรรณาธิการก็มีเพิ่มขึ้น ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดีพเฟค (deepfake) ก็ยากต่อการสังเกตมากขึ้น ทำให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตนเองกลายเป็นภาระที่มีต้นทุนสูงเกินไปสำหรับประชาชน
ผู้เชี่ยวชาญด้านสงครามข้อมูลข่าวสารรายนี้มองว่าเพื่อแก้ปัญหาข้อมูลเท็จโดยไม่ละเมิดสิทธิประชาชน รัฐควรเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเร่งดำเนินคดี มาสู่การสร้างกรอบความรับผิดชอบร่วมกัน (joint responsibility framework) ระหว่าง 3 ภาคส่วน ได้แก่ รัฐบาล ประชาชน และแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยผู้ใช้งานต้องรู้เท่าทันสื่อ แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบจัดการเนื้อหาที่เป็นอันตราย (harmful content) และภาครัฐต้องสร้างกรอบกฎหมายที่สมดุล เพื่อไม่ให้กฎหมายดังกล่าวย้อนกลับมาคุกคามสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบรัฐบาล
"เพื่อที่จะ safeguard (รักษาไว้ซึ่ง) โลกออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน... รวมถึงรู้สึกปลอดภัยในการสื่อสารข้อมูล และข้อมูลที่ในบางครั้งมันอาจจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลด้วยความบริสุทธิ์ใจ... ภาครัฐเองก็ต้องสร้างกรอบที่มีความสมดุล ที่ให้ประชาชนยังสามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของภาครัฐได้อย่างปลอดภัย ตรงไปตรงมา แต่ยืนอยู่บนฐานข้อเท็จจริงด้วยเช่นกัน" เขาทิ้งท้าย































