ฝ่ายค้านรุมตัดงบ กกต. หวั่นตัดตอน "คดีโกงเลือก สว."

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นักการเมืองจากพรรคร่วมฝ่ายค้านได้แปลงเวทีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 (พิจารณาเป็นรายมาตรา) เป็นเวทีวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อการพิจารณาคดีทุจริตเลือก สว. เมื่อปี 2567 หรือที่ถูกเรียกขานว่า "คดีโกงเลือก สว."
ประเด็นนี้กลายเป็น "วาระร้อน" กลางสภาในช่วงบ่ายวันนี้ (10 ก.ย.) ทันทีที่เข้าสู่การพิจารณามาตรา 32 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ ให้ตั้งเป็นจำนวน 7,858.03 ล้านบาท (ปรับลดลงจากเดิม 7,818.73 ล้านบาท) ในจำนวนนี้เป็นงบของสำนักงาน กกต. 565.92 ล้านบาท (ปรับลดลงจากเดิม 609.16 ล้านบาท)
ตลอดเวลา 4 ชม. 20 นาที มี สส. ฝ่ายค้าน 14 คนจากพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ลุกขึ้นอภิปรายตั้งคำถามต่อ กกต. และ สว. ที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ และมี สส. รัฐบาลเพียง 1 คนจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ใช้สิทธิอภิปรายชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา "คดีโกงเลือก สว." แทนเพื่อนร่วมพรรค ไม่รวมตัวแทนกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ที่ชี้แจงเรื่องงบประมาณ
สำหรับในปีงบประมาณ 2570 สำนักงาน กกต. ได้รับการจัดสรรงบทั้งสิ้น 2,723 ล้านบาท ทว่า กมธ./อนุ กมธ. พิจารณาปรับลดได้เฉพาะก้อน 609.16 ล้านบาท
พริษฐ์ชวนสภาตัดท่อน้ำเลี้ยง "องค์กรสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตย"
"การที่สภาควรอนุมัติงบให้หน่วยงานไหนกี่บาท ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นว่าหน่วยงานนั้นจะนำงบไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่" นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. และประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เปิดฉากอภิปรายงบของสำนักงาน กกต.
ในเอกสารงบประมาณปี 2570 กกต. ระบุว่า "เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งมีความน่าเชื่อถือ และได้รับการยอมรับในความสุจริตและเที่ยงธรรม" แต่จากการสังเกตการทำหน้าที่ของ กกต. ที่ผ่านมา นายพริษฐ์ไม่มั่นใจว่างบที่สภาจะให้ไป "จะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตยกันแน่"
เขายกกรณี "ขบวนการโกงเลือก สว." ซึ่งเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา กกต. อย่างโจ่งแจ้ง ทำให้สังคมกังวลใจว่า กกต. จะ "ตัดตอน" เรื่องดังกล่าวไม่ให้ไปถึงศาล พร้อมตั้งสมมติฐานว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนของ กกต. "มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ" กับขบวนการโกง สว. หรือไม่ ก่อนไล่เลียงลำดับเหตุการณ์ความผิดปกติตั้งแต่ต้น
- ช่วงกระบวนการวางแผน-แบ่งทีมยึดกุมวุฒิสภาในห้องประชุมพรรคการเมืองหนึ่ง: กกต. ออกระเบียบเอื้อต่อแผนดังกล่าว โดยเฉพาะการกำหนดให้ผู้สมัครใช้หมายเลขเดียวกันทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้การจัดทำโพยทำได้ง่ายขึ้น
- ช่วงกระบวนการรับสมัคร มีการจัดตั้งและจ้างคนลงสมัครเพื่อโหวตให้คนในขบวนการ: กกต. ทำเป็นมองไม่เห็น ปล่อยให้ผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติผ่านเข้ารอบได้ รวมถึงกรณีที่มีความสัมพันธ์เป็นพ่อ-แม่-ลูก หรือสามี-ภรรยา ซึ่งตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว
- ช่วงการเลือกระดับประเทศ มีการนำโพยใบสั่งที่จัดทำตามโรงแรมต่าง ๆ ในช่วง 1-2 วันก่อนเลือก ไปใช้ในการเลือกระดับประเทศ: กกต. ปล่อยผ่าน จนกระทั่งช่วงบ่ายถึงค่อยเตือน เมื่อผู้สมัครไม่ฟัง และ กกต. ยึดโพยมาได้ ก็ไม่มีการดำเนินการใด ๆ ต่อ จนบางคนที่ถูกยึดโพยได้กลายมาเป็น สว. หรือแม้กระทั่งเป็นประธานวุฒิสภา
"พอนำเส้นทางโกงเลือก สว. กับเส้นทางการทำหน้าที่ของ กกต. มาเทียบจับคู่กัน หลักฐานฟ้องว่า 2 เส้นทางเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อจนน่าสงสัย เปรียบเหมือนถนนพระราม 4 กับถนนสุขุมวิทที่มีซอยเชื่อมถึงกันตลอดเส้นทาง และไปบรรจบกันที่แยกพระโขนง แต่น่าเสียดายที่เช็กล่าสุดที่แยกพระโขนงไม่ได้มีศาลหรือคุกรอพวกท่านอยู่" นายพริษฐ์กล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ประธานวิปฝ่ายค้านยังหยิบยกคลิปเสียงสนทนาที่เกิดขึ้นที่โรงแรมบีทู (B2) รังสิต จ.ปทุมธานี 1 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ ซึ่งเจ้าของเสียงในคลิปยอมรับเองว่าเป็นเสียงของตน โดยในคลิปมีการพูดกับผู้สมัคร สว. ว่า "สิ่งต่าง ๆ ที่คิดว่าเป็นปัญหา จะมีเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในดูแลพวกเรา เพราะสิ่งที่ทำไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ แต่ทำเพื่อข้างบน" ซึ่งนายพริษฐ์ระบุว่า "เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างใน" หากไม่ได้หมายถึง กกต. ก็คิดไม่ออกว่าจะหมายถึงใคร นำมาสู่การตั้งคำถามต่องบประมาณที่สำนักงาน กกต. ขอมาเกี่ยวกับการตรวจสอบทุจริตใน 2 กรณีคือ 1. การอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวน ระดับต้น 11.9 ล้านบาท และ 2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4.8 ล้านบาท ว่าควรได้รับการอนุมัติหรือไม่
จากนั้นเขาพูดถึงขั้นตอนการตรวจสอบคดีโกงเลือก สว. ของ กกต. ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ซึ่งแต่ละขั้นตอนมีผลลัพธ์แตกต่างกัน แต่เห็นว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มี "ความผิดปกติ" ใน 3 ประเด็น
- ที่มาและคุณสมบัติของอนุกรรมการที่ "พร้อมมาช่วยน้ำเงินด้วย"
- การทำงานโดยสอดรับกับธงทางการเมืองบางฝ่าย ตีตกหลักฐานโดยอ้างว่ายังไม่สิ้นข้อสงสัย, พอหลักฐานสาวไปถึงนักการเมืองใกล้ชิดศูนย์อำนาจ ก็พยายามตีกรอบกฎหมายปกป้อง, ปฏิเสธข้อเท็จจริงว่าการโกงไม่ได้ทำเป็นขบวนการ
- ผลลัพธ์ขัดกับพยานหลักฐานอย่างสิ้นเชิง โดยสรุปว่าขบวนการโกง สว. ไม่มีอยู่จริง และไม่มีผู้ถูกกล่าวหาคนใดควรถูกสั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว
นายพริษฐ์สรุปว่า หากบรรทัดฐานการสอบสวนของ กกต. เป็นเช่นนี้ แม้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะทำงานได้หลักฐานชัดเจนแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องถูกคณะอนุวินิจฉัยฯ ยกคำร้องตามธงทางการเมือง งบประมาณด้านการสอบสวนและเบี้ยประชุมคณะอนุฯ จึงเสนอให้ตัดให้เหลือศูนย์ "ถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่งบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็จะได้คำตอบเดียวกัน"
ในช่วงท้าย เขากล่าวว่า ไม่รู้ว่าวันที่ 14 ก.ย. จะเป็นอย่างไร หาก กกต. เดินตามอนุฯ ชุดที่ 36 สวนทางกับพยานหลักฐาน สภาแห่งนี้ก็ไม่ควรอนุมัติงบต่าง ๆ ให้ กกต. "เพราะเท่ากับเป็นการนำเงินภาษีประชาชนไปเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย"
ในระหว่างการอภิปราย 20 นาทีของนายพริษฐ์ มี สส. พรรค ภท. 3 คนผลัดเปลี่ยนกันประท้วงเป็นระยะ บ้างก็ตั้งคำถามว่าที่อภิปรายมาเป็นฉาก ๆ มีพยานหลักฐานแค่ไหน เพราะขณะนี้เป็นเพียงแค่ข้อกล่าวหา ขอให้รอ กกต. ชี้ขาด การพาดพิงไปถึงกรรมการบริหารพรรค ภท. ทำให้เกิดความเสียหาย บ้างก็ตั้งคำถามว่าเอาเนื้อหาในสำนวนซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าสำนวนเป็นความลับมาเผยแพร่ได้อย่างไร แต่นายพริษฐ์ปฏิเสธว่าไม่เคยเผยแพร่สำนวน
หมอวาโยร่าย "อัจฉริยภาพ" ของเลขาฯ แสวง แปลความหมาย กกตหค.
ด้าน นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. และประธาน กมธ.องค์กรอิสระฯ สภา ฉายสไลด์กลางห้องประชุมสภาโดยมีข้อความว่า "กกตหค." ก่อนแปลความหมายในมโนสำนึกของเขาว่าคือ "คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งความจงรักและภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์" ไม่ใช่แปลว่า "กินก๋วยเตี๋ยวหกคน" ตามที่มีผู้นำคลิปตนไปเผยแพร่ ขอยืนยันว่าเป็นคลิปเอไอและภาพตัดต่อ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นพ.วาโยได้ขอถอนคำแปรญัตติให้ปรับลดงบประมาณของสำนักงาน กกต. ลง 3% หลังพบว่า กกต. "มีผลงานเป็นที่ประจักษ์" เมื่อปี 2568 โดยพนักงานสืบสวน ทำงานรวดเร็ว โดยมีหลักฐานแค่แชทไลน์ของผู้สมัคร สว. ที่ส่งเรซูเมแนะนำตัว โดยฝ่ายหนึ่งขอแลกคะแนนจากอีกฝ่าย จ.นครราชสีมา และ 2 ฝ่ายตกลงจับคู่แลกคะแนนกัน จ.ชลบุรี ก็ส่งฟ้องคดี แล้วศาลฎีกาก็ลงโทษทั้ง 2 คดี
ประธาน กมธ.องค์กรอิสระฯ จากพรรคสีส้มยังบอกด้วยว่า "ผมเห็นถึงความอัจฉริยภาพของเลขาธิการ กกต." ซึ่งแม้เลขาฯ เคยบอกว่าการแนะนำตัวต่าง ๆ สามารถทำได้ แต่ศาลปกครองมีข้อสรุปออกมาว่าการแนะนําตัวเป็นเพียงเครื่องมือของ กกต. ที่ออกแบบเพื่อให้การดูแลการแนะนําตัว หากผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามระเบียบ จะเป็นความผิดของศาลปกครอง ขณะที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าไม่สามารถแลกคะแนนกันได้แต่อย่างใด
นพ.วาโย ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรค ปชน. ยังอ้างถึงคำชี้แจงของนายแสวง บุญมี ที่วางหลักเกณฑ์การฟ้องคดีหลังประกาศผลการเลือก สว. ไปแล้ว ต้องมีองค์ประกอบครบ 3 ข้อคือ ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกเท่านั้น, การทุจริตต้องมีการจ้างกัน, และต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า แต่ถ้าย้อนไปในปี 2568 กกต. ก็ส่งฟ้องฟัน "คนกลาง" เอื้อทุจริตเลือก สว. ไม่ใช่ผู้สมัคร ตอกย้ำว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด
"หน่วยงานนี้สมเป็น กกตหค. จริง ๆ เพราะแสดงให้เห็นว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด แม้จะพูดมากมายว่าองค์ประกอบความผิดในการฟ้องมีอะไร แต่ในข้อกฎหมายเขียนว่า 'ผู้ใด' ซึ่งเราต่างรู้ว่าหมายถึงอะไร" นพ.วาโยกล่าว
รุมเสนอหั่นงบอบรม พนง.สืบสวน ยกข้อมูลภาคประชาชนสอบโกง สว. ดีกว่า
โครงการอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวน ระดับต้น 11.91 ล้านบาท ซึ่งอยู่ภายใต้แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง คืองบที่ถูก สส. พรรค ปชน. หยิบยกมาอภิปรายมากที่สุดและเสนอให้ตัดทิ้ง โดยสำนักงาน กกต. ตั้งเป้าฝึกอบรม 100 คนต่อปี หรือคิดเป็นงบ 1.2 แสนบาทต่อคนต่อปี ทั้งนี้บรรดาผู้แทนราษฎรจากพรรคสีส้มพากันตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการนี้ พร้อมเปรียบเทียบกับผลการสืบสวนของภาคประชาชนที่ได้ข้อมูลเชิงลึกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยมีการฉายตัวอย่างหลายกรณีกลางสภา
นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรค ปชน. นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับนายสิทธิกร ธงยศ สว.นครพนม พร้อมทีมงานของ สว. ผู้นี้ซึ่งไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวในการทำงานให้ สว. แต่ปรากฏภาพผู้ชำนาญการคนที่ 1 ของ สว.สิทธิกร ไปช่วยหาเสียงให้พรรคหนึ่ง และทำงานให้ น.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ สส.นครพนม พรรค ภท. บุตรสาวของนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภา เช่นเดียวกับผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สว. ที่อยู่คู่กายนายศุภชัยตลอดเวลาในเฟซบุ๊กของอดีตรองประธานสภา "ไม่มีความเคลื่อนไหวในการทำงานให้ สว. ต้องถามว่าสรุปแล้วจะเป็นทีมงานของ สว. หรือพรรค ภท."
น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรค ปชน. นำเสนอเส้นทางการโอนเงินที่ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งผู้ช่วย สส. พรรค ภท. โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คน ก่อนถูกชี้โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 ว่ากระทำความผิด แต่คณะอนุฯ ชุดที่ 36 กลับบอกว่าไม่ผิด จึงต้องตั้งคำถามว่า จะใช้งบอบรมให้พนักงานสอบสวนเก่งไปทำไม เพราะอาจถูกหักล้างได้
"ก่อน กกต. จะขอเงินไปสอนเจ้าหน้าที่ว่าต้องสืบสวนอย่างไร กกต. ต้องตอบให้ได้ว่าการสร้างคนทำงานมืออาชีพ ข้อเท็จจริงที่เขารวบรวมไปมีน้ำหนักมากกว่าผู้มีอำนาจไหม" น.ส.พนิดากล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ขณะที่นายวัชรพงษ์ ศิริรักษ์ สส.ระยอง พรรค ปชน. ตั้งข้อสังเกตวาผู้สมัคร สว. หลายรายอาจขาดคุณสมบัติ หรือมีคุณสมบัติไม่ตรงตามกลุ่มอาชีพที่สมัครซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในกลุ่มนั้น ๆ เป็นเวลา 10 ปี ในเมื่อต้นทางยังผิด แล้วปลายทาง ประชาชนจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นมืออาชีพ
จากนั้นเขาโชว์ใบสมัครและเอกสารแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. หลายคน อาทิ ผู้สมัคร สว. กลุ่มสาธารณสุข จ.พังงา ระบุระยะเวลาในการทำงานตั้งแต่ 16 เม.ย. 2565 - 1 เม.ย. 2565 เรียกได้ว่าทำงานย้อนหลัง, ผู้สมัครกลุ่มศิลปะ ดนตรี บันเทิง กีฬา จ.บุรีรัมย์ บอกว่าตนเป็นผู้เชี่ยวชาญงานบุญบั้งไฟแห่งบุรีรัมย์, ผู้สมัคร จ.อ่างทอง ระบุประวัติการทำงานเพียงคำเดียวว่า "บ้าน" จึงเห็นว่าการคัดกรองมีปัญหา
"ถ้าขนาดนี้ยังผ่าน ให้เข้าไปได้ ไม่แน่ใจว่าการคัดกรองมีปัญหา หรือจงใจให้เป็นตัวพลีชีพ" สส.ระยอง พรรค ปชน. กล่าว
ด้าน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. เตือนให้ กกต. ระมัดระวังเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หลังปรากฏข่าว สว. ปราณีต เคยโทรคุยกับเลขาธิการ กกต. 39 วินาที ทำให้ประชาชนสงสัยว่าโทรคุยอะไรกัน ซึ่งที่ผ่านมา นายปราณีตเคยถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติ เพราะในใบสมัครระบุว่าเป็นนักกีฬาอาวุโสปี 2527-2547 แต่พอคำนวณ ตอนสมัครยังไม่อาวุโสเลย "แต่รอดตายมาได้ เพราะ กกต. เชื่อคนง่ายว่าคุณปราณีตขอให้เจ้าหน้าที่เขียนให้ และเจ้าหน้าที่ใส่คำว่าอาวุโสไปเอง" หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า สว. รายนี้เป็นคนขับรถของนายชัย ชิดชอบ อดีตประธานสภา จึงต้องตั้งคำถามว่ามีประโยชน์ ทับซ้อนหรือไม่
อภิสิทธิ์ดักคอ 4 กกต. ที่ สว. ตั้ง อาจเข้าข่าย "ต่างตอบแทน"
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขอแปรญัตติให้ตัดลดงบขององค์กรอิสระลง 10% โดยชี้ให้เห็นถึงวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการตรวจสอบในปัจจุบัน โดยเฉพาะ กกต. พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดในกรณีการเลือก สว. ครั้งล่าสุดที่มีขบวนการขนาดใหญ่ ทั้งการจ้างสมัคร การทำโพย และการรวมตัวตามโรงแรม กกต. กลับไม่ยอมยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาตามมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. แต่กลับพยายามตั้งหลักเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาบดบังข้อเท็จจริง
นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตต่อการทำงานที่ "ย้อนศรกัน" ระหว่าง กกต. และดีเอสไอ กล่าวคือ ดีเอสไอได้ส่งข้อมูลคดีอั้งยี่และฟอกเงินเกี่ยวกับการเลือก สว. ให้ กกต. แต่ กกต. กลับมีมติไม่รับ ขณะเดียวกันเมื่อดีเอสไอขอข้อมูลจากสำนวนของ กกต. ทาง กกต. ก็มีมติไม่ส่งให้เช่นกัน ซึ่งสร้างความคลางแคลงใจแก่สาธารณชนอย่างยิ่ง
หัวหน้าพรรค ปชป. ยังดักคอ กกต. 4 คนมีที่มาจาก สว. ชุดที่กำลังถูกกล่าวหาว่า หากลงมติในทางเป็นคุณแก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อาจเข้าข่ายการมีส่วนได้เสีย การต่างตอบแทน หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนตามหลักธรรมาภิบาลหรือไม่

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ศุภชัยบอกใบ้ 14 ก.ย. "คดีจะช็อกมากกว่านี้"
ขณะที่ตัวแทนหนึ่งเดียวของซีกรัฐบาล นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. ลุกขึ้นอภิปรายเป็นคนรองสุดท้าย โดยย้อนจุดเริ่มต้นของคดีเลือก สว. ที่ตั้งจากดีเอสไอในเดือน ก.ย. 2567 มีการตั้งคณะพนักงานสอบสวน ท่ามกลางข้อสงสัยว่าอาจมีการ "ตั้งธง" ดำเนินคดีกับกลุ่มเป้าหมาย 229 คนหรือไม่ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น พบว่า อาจมีความเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกับผู้สมัคร สว. ซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ เคยเป็นอดีตรองอธิบดีดีเอสไอ และที่ปรึกษาหน้าห้องกระทรวงหนึ่ง แล้วมาร้องที่ กกต. เป็นผลให้ กกต. ต้องรับไว้พิจารณาและต้องตั้งคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 มาไต่สวน โดยมีพนักงานสอบสวนของดีเอสไอ 3 คนมาร่วมคณะนี้
"ต้นน้ำของชุด 26 จริง ๆ มันก็เอาของดีเอสไอมาผูกนั่นล่ะ ต้นน้ำตรงนั้นเป็นต้นน้ำที่น่ากลัว เพราะน้ำมันก็ขุ่นอยู่ในชุด 26 ทั้งหมด" นายศุภชัยกล่าว
สส. จากพรรคสีน้ำเงินกล่าวต่อไปว่า ที่ท่านพยายามวิเคราะห์ว่าเดินทางมาด้วยกัน พักด้วยกัน มีความสัมพันธ์บุคคล รูปแบบลงคะแนนซ้ำกันหลายรอบ มันเป็นแค่พยานแวดล้อม มันไม่สามารถทำให้พยานแวดล้อมนี้มีค่าเท่ากับสิ่งที่ต้องพิสูจน์ ดังนั้นต่อให้มีการให้ทรัพย์สินให้ลงคะแนนต่าง ๆ มันไม่มีน้ำหนักพอ และที่ท่านพยายามบอกว่ามีการโอนเงิน จ่ายเงิน ถามตรง ๆ ว่ามีหลักฐานหรือไม่
นายศุภชัยตั้งคำถามต่อไปว่า ทราบหรือไม่ว่าข้อกล่าวหาของ 229 คนเหมือนกันเลย เขียนบนกระดาษแผ่นเดียว เรื่องเหมือนกัน ข้อหาเหมือนกัน แต่มาใช้วิธีเปลี่ยนชื่อผู้ถูกกล่าวหา เรื่องนี้เป็นโทษทางอาญา ต้องพฤติกรรมใครพฤติกรรมมัน และเข้าองค์ประกอบกฎหมายหรือไม่

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เขายังบอกด้วยว่า ทราบมาว่ามีกันคนไว้เป็นพยาน หาก กกต. สอบสวนไม่เคยกันใครเป็นพยาน แต่สำนวนคดีที่เปิดเผยกันนั้นมีการระบุเลขรหัสพยาน ซึ่งเป็นขั้นตอนของดีเอสไอ และในสำนวนมีรายละเอียดที่น่ากลัวและหนักมาก แต่ไม่เคยถูกเปิดด้านนี้ มีการข่มขู่เพื่อให้ใส่ร้าย บุคคลนี้ได้ทำหนังสือถึงประธาน กกต. ว่ามีบุคคลคนหนึ่งยืนยันว่ารัฐบาลมีแผนจะใช้ดีเอสไอ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เป็นเครื่องมือทำลายล้างและใส่ร้ายการเมืองกับพรรค ภท. มีการเตรียมสร้างพยานหลักฐานใส่ร้ายว่ามีส่วนร่วมในการฮั้วเลือก สว. จึงขอความร่วมมือในการซัดทอดเพื่อทำคดีนี้ โดยจะรับรองความปลอดภัย และกันตัวเป็นพยาน
"แบบนี้ไม่ใช่ดีลเพื่อความยุติธรรม แต่เป็นผลไม้พิษที่มาจากต้นไม้พิษ ผลคือใช้การไม่ได้ เพราะหลักกฎหมายต้องมีการพิสูจน์ให้มีเหตุมีผลพอว่าคนนั้นกระทำผิด ทั้งสำนวนก็อาจจะเป็นสำนวนที่เป็นพิษ ที่มาจากการข่มขู่พยาน สิ่งที่ผมห่วงคือ วันที่ 14 ก.ย. นี้ คดีจะช็อกมากกว่านี้ก็ได้ เพราะมันเต็มไปด้วยพิษ" ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรค ภท. กล่าว
สส.บัญชีรายชื่อรายนี้กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาพยายามอยู่เฉย ๆ แต่ท่านกลับยื่นเรื่องสอบ 9 คนของพรรค ภท. เข้ามาแตะเรื่องนี้เพราะความเชื่อ แล้วลากยาวมาจนถึงวันนี้เพื่อที่จะเดินไปไหนก็ไม่รู้
อดิศรเปรียบ สว. เป็น "ไส้ติ่ง" ตัดทิ้งก็ได้
นอกจากงบของสำนักงาน กกต. ที่ถูกอภิปรายอย่างกว้างขวาง ยังมีงบของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา 714.61 ล้านบาท (ปรับลดลงจากเดิม 742.08 ล้านบาท) ซึ่งปรากฏในมาตรา 30 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐสภา
นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรค ปชน. อภิปรายตั้งข้อสังเกตต่อการของบตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาและเสริมสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข วงเงิน 23.4 ล้านบาท (ถูกปรับลดจากเดิม 28.78 ล้านบาท) ในจำนวนนี้เป็นการทำโครงการฝึกอบรมประชาธิปไตย โดยบอกว่า "ขยันหาทำ แต่เป็นประชาธิปไตยทางเดียว"
จากนั้นเขาได้ยกตัวอย่างโครงการและกิจกรรมทาง สว. ดำเนินการ แม้กระทั่งการตั้งกระทู้ถาม ก็ยังต้องจ้างบุคคลภายนอกมาวิเคราะห์กระทู้ถาม 1 ล้านบาทเพื่อวิจัยและติดตาม และมีการตั้งผลสัมฤทธิ์เอาไว้ว่าประชาชนต้องมีความรู้ความเข้าใจบทบาท สว. ไม่น้อยกว่า 91%
"ทุกวันนี้ พอพูดถึง สว. มีแต่คำว่าโกง มีแต่คำว่า สว. สีน้ำเงิน" และ "อย่าใช้งบมาฟอกขาวตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย อย่าแอบอ้างพร่ำเพรื่อ" นายภัณฑิลกล่าว
นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ได้ใช้สิทธิอภิปรายสนับสนุนความเห็นของนายภัณฑิล โดยบอกว่า "สว. เปรียบเสมือนไส้ติ่ง มีก็ได้ ไม่มีก็ได้" และวิจารณ์ว่าการให้งบแก่องค์กรที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย 100% ไปเผยแพร่ให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยไตยแก่ชาวบ้านจะเป็นยาพิษ เป็นผลร้ายมากกว่าผลดี

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมสภามีมติเห็นชอบตามที่ กมธ. แก้ไขมาตรา 30 (หน่วยงานของรัฐสภา) ด้วยคะแนนเสียง 271 ต่อ 124 เสียง งดออกเสียง 46 เสียง ไม่ลงคะแนน 7 เสียง
ส่วนมาตรา 32 (องค์กรอิสระ) ที่ประชุมสภามีมติเห็นชอบตามที่ กมธ. แก้ไข ด้วยคะแนนเสียง 411 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 54 เสียง ไม่ลงคะแนน 7 เสียง
จากนั้นได้พิจารณาไปจนครบ 41 มาตรา
กระทั่งเวลา 20.35 น. ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ทั้งฉบับในวาระ 3 ด้วยคะแนนเสียง 338 ต่อ 144 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง ก่อนส่งร่างให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไปในวันที่ 11 ก.ย. นี้































