ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 1 นายและเจ็บอีก 1 นาย หลังอิหร่านเปิดการโจมตีในอิรัก ทำให้ยอดตายฝ่ายสหรัฐฯ เพิ่มเป็น 17 ราย
- Author, แคลร์ คีแนน
- Published
- เวลาอ่าน: 4 นาที
กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารรายหนึ่งเสียชีวิตหลังการโจมตีของอิหร่านในทางตอนเหนือของอิรักเมื่อวันเสาร์ (18 ก.ค.) ซึ่งเกิดขึ้นหนึ่งวันภายหลังการโจมตีฐานทัพแห่งหนึ่งในจอร์แดนที่ทำให้ทหารเสียชีวิต 1 ราย และสูญหายอีก 1 ราย
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) ระบุว่าทหารนายนี้เสียชีวิตระหว่าง "การทำลายวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด ภายใต้การควบคุม" โดยวัตถุดังกล่าวมาจากโดรนโจมตีของอิหร่านที่ถูกยิงตก ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทหารอีก 1 รายได้รับบาดเจ็บด้วย
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในภายหลังว่า พวกเขาได้พบ "ชิ้นส่วนร่างที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้" หลังจากการค้นหาบริเวณพื้นที่ที่ถูกโจมตีในจอร์แดนเมื่อวันศุกร์ (17 ก.ค.) พร้อมกับเสริมว่า "กำลังมีการตรวจพิสูจน์เพื่อยืนยันอัตลักษณ์ของชิ้นส่วนร่างนี้"
นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านต่างโจมตีกันต่อเนื่องเป็นวันที่เก้าของการยกระดับความรุนแรง
ต่างฝ่ายต่างถูกกล่าวหาว่าได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยทางการสหรัฐฯ กลับมาใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านอีกครั้ง ขณะที่ทางการอิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซพร้อมกับโจมตีพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค หลังข้อตกลงหยุดยิงเบื้องต้นล่มสลายภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากเริ่มมีผลบังคับใช้
กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีล่าสุดของพวกเขามีเป้าหมายเพื่อ "ลดทอนความสามารถของอิหร่านในการคุกคามการเดินเรือพาณิชย์" ในช่องแคบดังกล่าว และเพื่อ "ลงโทษ" กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นผู้รับผิดชอบต่อการโจมตีในจอร์แดน "อย่างทันควัน"
ภาพที่ได้รับการยืนยันซึ่งถูกถ่ายจากภายในอาคารแห่งหนึ่งของจอร์แดน แสดงให้เห็นการพุ่งชนอย่างน้อยสองครั้ง และการระเบิด
ยอดผู้เสียชีวิตชาวสหรัฐฯ จากความขัดแย้งครั้งนี้เพิ่มเป็น 17 รายแล้ว หลังมีการประกาศว่านักบินจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่สูญหายไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ได้เสียชีวิตลงแล้ว
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขอิหร่านเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตในประเทศอย่างน้อย 50 คน และบาดเจ็บกว่า 500 คน จากการโจมตีของสหรัฐฯ ตลอดช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Reuters
เมื่อการโจมตีดำเนินต่อเนื่องไปในวันอาทิตย์ (19 ก.ค.) ก็มีสื่ออิหร่านรายงานว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในเมืองดาร์โควินทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ รวมถึงเกาะเกชม์ ถูกโจมตีในช่วงข้ามคืน
หน่วยงานเฝ้าระวังนิวเคลียร์ของสหประชาชาติ ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจ พร้อมระบุว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นี้ "ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นมาก" และจากการตรวจเยี่ยมครั้งล่าสุดก็ไม่มีวัสดุนิวเคลียร์อยู่ที่นั่น
ในเวลาต่อมาก็มีรายงานจากสำนักข่าวของรัฐจอร์แดน ระบุว่า กองทัพจอร์แดนสามารถยิงสกัดขีปนาวุธของอิหร่านได้สามลูก โดยขีปนาวุธลูกที่สี่ตกในพื้นที่ห่างไกล
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เตือนว่าท่าเรืออคาบาอาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี
จอร์แดนได้เรียกตัวอุปทูตอิหร่านประจำกรุงอัมมานเข้าพบ เพื่อเรียกร้องให้ยุติสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศเรียกว่า "การโจมตีที่ไร้เหตุผลและอุกอาจของอิหร่าน" พร้อมกล่าวย้ำว่าความมั่นคงของประเทศเป็น "เส้นแดงที่ไม่อาจล่วงล้ำได้"
ขณะที่กองทัพอิสราเอลระบุว่า "มีการยิงสกัดซากขีปนาวุธไปหลายครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ซากขีปนาวุธตกลงมาสร้างความเสียหายในดินแดนอิสราเอล" หลังจากที่มีการยิงอาวุธพุ่งเป้าไปยังจอร์แดน
พวกเขายังบอกด้วยว่ามี "ชิ้นส่วนของอาวุธที่ใช้สกัด" ถูกพบใกล้กับเมืองเอลัททางตอนใต้ ใกล้พรมแดนของทั้งสองประเทศ โดยไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ
ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ ไออาร์จีซี (IRGC) เปิดเผยว่ามีเรือสองลำที่เพิกเฉยต่อคำเตือนของอิหร่านไม่ให้แล่นผ่านช่องฮอร์มุซ จึงทำให้ประสบ "อุบัติเหตุ" ในเวลาต่อมา
พวกเขาย้ำเตือนว่าเรือทุกลำที่ "อยู่ภายใต้อิทธิพล" ของสหรัฐฯ ที่ใช้ "เส้นทางที่ไม่ปลอดภัย" จะต้อง "เผชิญกับอุบัติเหตุอย่างแน่นอน"

ที่มาของภาพ, EPA/Shutterstock
ในคูเวต เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า โรงงานไฟฟ้าและน้ำแห่งหนึ่งที่ถูกโจมตีไปเมื่อวันเสาร์ (18 ก.ค.) ถูกโจมตีซ้ำอีกครั้ง ทำให้เกิดเพลิงไหม้
คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council) ซึ่งมีชาติพันธมิตรประกอบด้วยบาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นั้น ได้กล่าวหาทางการอิหร่านว่าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนหลังการโจมตีครั้งแรก โดยพวกเขาระบุว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
ส่วนฝั่งอิหร่านก็กล่าวหาสหรัฐฯ ว่าโจมตีสะพาน สนามบิน และสถานีรถไฟไปเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ตอบโต้ว่าพวกเขา "ปฏิบัติการโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางการทหารเท่านั้น ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางโลจิสติกส์ของกองทัพ"
ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ การโจมตีพลเรือนหรือพื้นที่พลเรือนถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ทว่าในบางสถานการณ์ สถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลเรือน อาทิ สะพานหรือโรงไฟฟ้า อาจสูญเสียความคุ้มครองนี้ได้หากมันถูกใช้เพื่อสนับสนุนความพยายามในการทำสงครามของฝ่ายศัตรู
เมื่อเดือน มิ.ย. ทางการสหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการยุติสงครามที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. แต่ข้อตกลงดังกล่าวก็ล่มสลายภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่าข้อตกลงนั้น "จบลงแล้ว" ในวันที่ 8 ก.ค.
ช่วงดึกของวันเสาร์ (18 ก.ค.) โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านระบุในแถลงการณ์ว่า "การละเมิดข้อตกลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า" ของอเมริกา ได้ "เผยให้เห็นความจริงพื้นฐานเรื่องหนึ่งคือ ลายเซ็นของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ช่างไร้ความหมายสิ้นดีและไม่มีความน่าเชื่อถือเลย"































