เบื้องหลัง 'ทนายปีศาจ' อีกครั้งที่ซีรีส์บนแพลตฟอร์มต่างชาติ กล้า "ทดสอบเพดาน" ทางความคิดในสังคมไทย

.

ที่มาของภาพ, Netflix Thailand/ handout

คำบรรยายภาพ, "ฉันก็ทำตามที่กฎหมายอนุญาตให้ฉันทำ ถ้าที่ฉันทำมาชั่ว คนทั้งตึกนี้ก็ชั่วหมดถูกป้ะ" ประโยคหนึ่งที่ตัวละคร 'จิตตรี' (แสดงโดย รฐา โพธิ์งาม) กล่าวในซีรีส์เรื่อง 'ทนายปีศาจ' ในฉากการปะทะคารมที่ศาล กับทนายความที่เป็นลูกทีมของเธอเอง
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 17 นาที

ตำเตือน: บทความต่อไปนี้มีเนื้อหาบางส่วนที่กล่าวถึงเรื่องราวในซีรีส์

"ฉันก็ทำตามที่กฎหมายอนุญาตให้ฉันทำ ถ้าที่ฉันทำมาชั่ว คนทั้งตึกนี้ก็ชั่วหมดถูกป้ะ" ประโยคหนึ่งที่ตัวละคร 'จิตตรี' จากซีรีส์เรื่อง 'ทนายปีศาจ' กล่าวแย้งทนายความลูกทีมของตนเองหลังว่าความในศาลตั้งแต่ตอนแรกของเรื่อง อาจเป็นภาพสะท้อนแนวคิดของซีรีส์เรื่องนี้ที่กล้าเล่าถึงการทำหน้าที่อย่างไม่ตรงไปตรงมาของหลายตัวละครที่อยู่ในเส้นทางของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจ ทนายความ อัยการ ไปจนถึงผู้พิพากษา จนส่งผลให้ความถูกต้องตามตัวบทกฎหมาย ออกมาขัดแย้งกับความยุติธรรมในใจคนดู

สองสัปดาห์หลังเริ่มฉายผ่าน 'เน็ตฟลิกซ์' แพลตฟอร์มสตรีมมิงสัญชาติสหรัฐอเมริกา ซีรีส์เรื่อง 'ทนายปีศาจ' โดยทีมผู้สร้างและนักแสดงหลักคนไทย ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ยอดผู้ชมที่ติดอันดับสี่ของโลก และกระแสชื่นชมในโลกออนไลน์ทั้งในเรื่องความกล้าหาญในการนำเสนอประเด็นสังคมต่าง ๆ อย่างเข้มข้น และทักษะการแสดงที่ทำให้ผู้ชมเชื่อในการสื่อสารผ่านตัวละครแต่ละตัว

จากความรู้สึก "ไม่เข้าใจในกระบวนการ" และ "ไม่รู้ว่าจะเชื่อใคร" ของสองคนในทีมผู้สร้าง ในประสบการณ์ตรงที่มีคนในครอบครัวเคยขึ้นศาล ผ่านการขัดเกลาโครงเรื่องและไอเดียต่าง ๆ มาเป็นเวลา 6-7 ปี ก่อนที่จะออกมาเป็นผลงานที่สอดแทรกหลายประเด็นสังคม ทั้งการคอร์รัปชัน, การบังคับบุคคลสูญหาย, แรงงานต่างด้าว ฯลฯ ในรูปแบบที่นักวิจารณ์ภาพยนตร์อย่างประวิทย์ แต่งอักษร มองว่าเป็นอีกครั้งที่ผู้ผลิตเลือก "ทดสอบเพดาน" สิ่งที่เคยเป็น "หัวข้อต้องห้าม" ในสังคมไทย

บีบีซีไทยพูดคุยกับทีมผู้สร้างถึงแนวคิดเบื้องหลังเรื่องราวของตัวละคร จุดยืนของผู้กำกับ ผู้เขียนบทที่ต้องการสะท้อนออกมา และนักวิจารณ์ภาพยนตร์ถึงปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อความสำเร็จของซีรีส์เรื่องนี้

ประสบการณ์ตรงของทีมผู้สร้าง

ณฐพล บุญประกอบ หรือ 'ไก่' ผู้กำกับซีรีส์เรื่องนี้เคยให้สัมภาษณ์ไว้หลายครั้งแล้วว่า ที่มาของ 'ทนายปีศาจ' มาจากประสบการณ์ตรงของจักริน เทพวงค์ หรือ 'แซม' ผู้กำกับร่วมและผู้เขียนบทร่วม และทรงพล จันทรสม 'ซัน' โปรดิวเซอร์ ที่เคยมีคนในครอบครัวต้องไปขึ้นศาล

.

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/ BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ซีรีส์เรื่องทนายปีศาจ มาจากประสบการณ์ตรงของทรงพล จันทรสม (ซ้าย) และจักริน เทพวงค์ (ขวา) สองคนในทีมผู้สร้างที่มีคนในครอบครัวเคยต้องขึ้นศาล

"มันคือไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไปโดยที่ไม่รู้อะไร แล้วก็ไปทำตามขั้นตอนของเขาครับ... มันเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง ที่ผมไม่เคยเข้าใจว่ามันคืออะไร" ทรงพลเล่าประสบการณ์ในวันนั้นกับบีบีซีไทย ซึ่งอยู่ดี ๆ เขาต้องเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อยื่นขอประกันตัวคนในครอบครัวโดยไม่ได้ตั้งตัว ในคดีที่เขารู้สึกว่า 'ไม่สมเหตุสมผล'

"มันเริ่มจากความรู้สึกว่า เราไม่เข้าใจกระบวนการทั้งหมดของ process (ขั้นตอน) นี้ แล้วเราก็... กลับมีความรู้สึกผสมว่าแบบ มันน่าจะมีคนอีกจำนวนมากที่คล้าย ๆ เรา" เขาย้อนเล่า

ประสบการณ์ในศาลทำให้ทรงพลได้เห็นโลกใหม่ที่เขาไม่เคยรู้จัก ขณะที่จักรินซึ่งมีประสบการณ์ในสถานที่ตัดสินความยุติธรรมนี้เช่นกันบอกว่าเขาได้เห็น "การเล่าเรื่องจากหลายฝ่าย" ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่าอะไรจริงหรือเท็จ

"ตอนนั้นที่เราที่เรารู้สึกกันนะว่า เฮ้ย มันมีหลายคำพูดหลายอย่างมากเลย แล้วมันเป็นเหตุผลของคนในครอบครัวเรานะ เราเชื่อเขาได้ไหม" จักรินตั้งคำถาม โดยเขาบอกว่าประสบการณ์นั้นยังทำให้เขาได้เจอกับทนายที่ต้องช่วยคนที่ถูกกล่าวหา ซึ่งทำให้เขาได้เห็นมุมมองอีกมุม แล้วสุดท้ายก็ทำให้เขาเกิดความรู้สึก "สับสน" ว่าอะไรถูก - ผิด หรืออะไรจริง - ไม่จริง ซึ่งท้ายที่สุดจึงออกมาเป็น "ดีไซน์ตัวละคร" ที่เขาก็อยากให้คนดูรู้สึกแบบนั้น

นอกจากนี้ในกระบวนการศาล เขายังเล่าว่าเขาได้เจอทนายซึ่งให้คำแนะนำในแนวทางการต่อสู้คดี ซึ่งก็มีทางเลือกทั้งการ "วิ่ง" หรือการเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการ หรือการพิสูจน์ข้อเท็จจริงไปตามขั้นตอน ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้ก็ถูกนำเสนอให้คนดูได้เห็นในซีรีส์เช่นกัน

"นอกจากข้อมูลที่เราไม่รู้อะไรจริงไม่จริงแล้ว มันก็มีเรื่องของ dilemma (ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก) บางอย่าง ของใน choice (ทางเลือก) ที่เราต้องเลือก" จักรินกล่าว "เขาไม่[ได้]ทำจริง ถ้าพิสูจน์จริงก็ได้นี่ หรือเราจะ เอ๊ะ ถ้าเกิดเรา เราไปวิ่งทางนี้ตามที่ ตามที่บางคนแนะนำ มันจะผิดนะอะไรอย่างนี้ คือมันมีหลาย choice ผมว่ามันก็คงเห็นในซีรีส์ ที่มันเป็นความรู้สึก"

.

ที่มาของภาพ, Netflix Thailand/ handout

คำบรรยายภาพ, ในซีรีส์ ตัวละคร 'เมฆ' (แสดงโดย ณัฏฐ์ กิจจริต) ต้องเลือกวิธีการในการต่อสู้คดีที่เขาไม่ได้ก่อ ระหว่างการต่อสู้ไปตามข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ยาก หรือใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายที่อาจทำให้เขาพ้นผิดได้ง่ายกว่า

จากประสบการณ์ตรงของสองคนในทีมผู้สร้าง ในช่วงเวลา 6-7 ปี ของการค้นคว้าข้อมูลและต่อยอดไอเดีย ทีมงานยังเข้าไปสังเกตการณ์พิจารณาคดีจริง ๆ ในศาล ซึ่งจักรินบอกว่าประเด็นสังคม หรือคดีต่าง ๆ ที่ถูกหยิบยกสอดแทรกเข้ามาในเรื่อง ก็มาจากประเด็นต่าง ๆ ที่คนในทีมเขียนบท ซึ่งมีทั้ง 'เจนวาย' และ 'เจนซี' มีความสนใจ เอามาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน

บีบีซีไทยถามว่าตลอดเวลาหลายปีของการค้นคว้าหาข้อมูล พวกเขามองว่า 'ด้านมืด' ที่สุดของกระบวนการยุติธรรมคืออะไร

จักรินตอบว่าคือ "การที่คนเคยเห็นสิ่งนี้ว่ามันผิด" แต่ "วันหนึ่งเขาทำมัน แล้วเขาก็รู้สึกว่ามันไม่ผิดแล้ว" ซึ่งเขามองว่ากระบวนการยุติธรรมที่ไม่ได้ให้ความยุติธรรมจริง ๆ มีส่วนสำคัญที่ทำให้คนเปลี่ยนวิธีคิดได้ ขณะที่ทรงพลมองว่าคือ "ความไม่รู้" ของคนที่เข้าไปอยู่ในกระบวนการศาลและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งพอไม่รู้ ก็ทำให้คนที่รู้ ใช้ความรู้ของตนเองมาเอาเปรียบคนที่ไม่มีความรู้ได้

"มันก็เลยเป็น[สิ่งที่]ตั้งต้นแหละ เพราะเราอยู่ในจุดที่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไรในตอนแรก เราก็เลยพยายามสื่อสารออกไปเล็ก ๆ น้อย ๆ ในประเด็นต่าง ๆ ที่หยอดไปในซีรีส์ เพื่อให้คนรู้ หรือเพื่อให้มีกลิ่นแล้วเขาไปศึกษาเองต่อ เพื่อให้ทุกคนมีความรู้ด้านกฎหมายมากขึ้น" ทรงพลกล่าว

เมื่อบทไปถึงมือณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับซีรีส์ ก็มีการปรับแต่งและเติมรายละเอียดบางอย่างเข้ามา เช่นปูมหลังของตัวละคร 'เมฆ' และ 'อัง' (แสดงโดย อัจฉรียา โพธิพิพิธธนากร)ที่ณฐพลเลือกเติมพื้นฐานอุดมการณ์ของตัวละครทั้งสองคนนี้ มาจากการที่เคยทำงานใน 'ศูนย์ทนายสิทธิฯ' องค์กรในเรื่องที่ตัวผู้กำกับซีรีส์ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก 'ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน' ที่เขาชื่นชมในการทำงานเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว

เขาบอกด้วยว่า 'อัง' คือตัวละครที่เขาชอบมากที่สุดในซีรีส์เรื่องนี้ เพราะมีจุดยืนที่ชัดเจนที่สุด แม้ว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตัวละครตัวนี้ไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับ 'เมฆ' ที่ถูกบีบให้ทำในสิ่งที่เคยขัดแย้งกับอุดมการณ์

"ซีนที่ผมชอบที่สุดคือซีนที่เมฆเดินไปขอโทษอังตอนท้ายเรื่องครับ แล้วก็อังพูดว่า เออ เขารู้ว่าโลกนี้ทำงานยังไง เข้าใจหมดเลย แต่ว่าเขากลืนมันไม่ลงจริง ๆ ผมรู้สึกว่านี่คือ มันอาจจะ relate (เชื่อมโยง) กับตัวผมมั้ง คือพอเราพอเราทำงาน เราเติบโต เราเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคม เรารู้ รู้หมดเลยว่ามันทำงานยังไง เราเข้าใจหมดเลย เออ แต่กูยอมรับมันไม่ได้ว่ะ"

ณฐพลมองว่าสิ่งที่ตัวละคร 'อัง' ให้กับคนดู คือจะเดินหน้าต่อในจุดยืนที่ตัวเองเชื่ออย่างไร ท่ามกลางโครงสร้างทางสังคมที่เลวร้าย ซึ่งเขา "ในฐานะคนทำหนัง เราเลือกที่จะบอกเล่าเรื่องราวที่มันที่มันสะท้อนปัญหาสังคม ที่มันเป็นสิ่งที่เราอิน ทีมงานอินร่วมกัน แล้วพาไปให้ถึงฝั่ง แล้วรอดูว่าคนในสังคมจะตอบรับกับมันยังไง อันนี้อาจจะเป็นหนทางหนึ่งของผมเองมั้งครับ ในฐานะคนเล่าเรื่องว่า เฮ้ย เออ ในสังคมที่มันบิดเบี้ยวแบบนี้ เราจะใช้จุดยืนของเราในการทำงานแบบไหนออกมา"

.

ที่มาของภาพ, Netflix Thailand/ handout

คำบรรยายภาพ, 'อัง' คือตัวละครที่ณฐพล บอกว่าเขาชอบมากที่สุดในซีรีส์เรื่องนี้ เพราะมีจุดยืนที่ชัดเจน แม้จะยังยืนหยัดในจุดยืนของตัวเองได้ ด้วยอาจจะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกับ 'เมฆ' ตัวละครอีกตัวที่ถูกบีบให้ต้องเอาตัวรอดในเรื่อง

"โจทย์ของเราคือ เราแค่อยากเล่าให้หมด"

กระแสสังคมส่วนหนึ่งชื่นชมซีรีส์ 'ทนายปีศาจ' จากความกล้าเล่าการกระทำที่ไม่ตรงไปตรงมาของตัวละครที่อยู่ในทุกระดับของกระบวนการยุติธรรมในเรื่อง ตั้งแต่ตำรวจ ทนายความ อัยการ ไปจนถึงผู้พิพากษา

แต่ทีมผู้สร้างที่บีบีซีไทยได้สัมภาษณ์ ดูเหมือนจะไม่ได้มองสิ่งนี้เป็นความกล้าหาญอะไรมากมายนัก พวกเขามองว่านี่คือการนำเสนอเรื่องราวให้สมจริงที่สุดตามที่ได้ค้นคว้าหาข้อมูลกันมาหลายปี โดยเติมแต่งบางส่วนที่เกินจริงเข้าไปบ้างเพื่อความสนุกของเรื่องราว

"สุดท้ายคนดีและคนไม่ดีอยู่ในเกือบทุกอาชีพ และทุกคาแรคเตอร์ของเรื่องอยู่แล้วครับ คือผมว่ามันเหมือนสังคมแหละ ที่เรามีขาวดำ" จักรินกล่าว "พอเราเข้าไป research (ค้นคว้า) เราเห็นว่ามันไม่ใช่คน ๆ เดียว มันมีคนหลายคนมากทั้งกระบวนการ ตั้งแต่กฎหมายไปจนถึงข้างในครับ เรารู้สึกว่าโจทย์มันคือเราอยากเห็นทุกคน แล้วเราอยากเห็นสองข้าง สองฝั่งของทุกคนให้ได้มากที่สุด อันนั้นมันคือโจทย์ว่าทำไมถึงกล้าเล่า เราไม่ได้ว่ากลัวหรืออะไร โจทย์ของเราคือเราแค่อยากเล่าให้หมด"

"จริง ๆ อยากบอกว่าบางอันมันก็เกินจริง มันก็มีการแต่งหรือเสริมเพื่อให้[ซีรีส์]มันสนุกของมัน" ทรงพลกล่าวเสริม "มันไม่ใช่แค่คนนี้ดำมาก เรามีการ adapt (ปรับแต่ง) ในหลาย ๆ อย่างในบทเพื่อให้มัน develop (พัฒนา) ตามที่ทีมและเราอยากให้มันเป็น อยากให้มันสนุก"

ทีมผู้สร้างบอกกับบีบีซีไทยด้วยว่า ในกระบวนการเขียนบทต่าง ๆ พวกเขาไม่ได้รู้สึกถึงการปิดกั้นใด ๆ ทั้งจากทางเน็ตฟลิกซ์หรือจากคนในทีมเอง ทำให้กล้าลอง – กล้าเขียนได้เต็มที่ในสิ่งที่พวกเขาอยากจะเล่า

"ผมว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกที่ว่าเราต้องการสู้หรืออะไรอย่างนี้ เราแค่จริงใจกับสิ่งที่เราเล่าไปก่อนครับ" จักรินตอบ ก่อนที่ทรงพลจะเสริมต่อว่า "เหมือนเราลองกล้า คือเขา (เน็ตฟลิกซ์) ให้เราลองกล้าทำก่อน ซึ่งเราก็เปิดโอกาสกับน้อง ๆ ด้วย ให้ลองเขียนมาก่อนแล้ว แล้วเดี๋ยวค่อยมาดูกันว่ามันสมจริงไหมหรือมันอะไรไหม ถ้ามันยังไม่พอเราก็เสริมอะไรบางอย่างเพื่อให้มันดูคนดูเชื่อว่าอันนั้นจริง

.

ที่มาของภาพ, Netflix Thailand/ handout

คำบรรยายภาพ, ช่วงแรกของซีรีส์ ผู้ชมจะได้เห็นตัวละคร 'เมฆ' (ขวา) ยืนหยัดต่อสู้ตามอุดมการณ์ที่ตัวเองเชื่อ แต่เมื่อดำเนินเรื่องมาเรื่อย ๆ ก็จะพบว่าเมื่อต้องเอาตัวรอด เขาก็เริ่มทำในสิ่งที่เคยขัดแย้งกับอุดมการณ์ของตัวเอง ขณะที่ตัวละคร 'จิตตรี' (ซ้าย) แรกเริ่มถูกฉายภาพให้มีความแข็งกร้าว แต่ต่อมาผู้ชมก็ได้เห็นเธอแสดงความอ่อนไหวออกมาในบางฉากบางตอน

ในซีรีส์ 'ทนายปีศาจ' สิ่งที่ผู้เขียนบทความนี้ได้เห็นคือเฉดสีของตัวละครที่หลายคนในโซเชียลมีเดียใช้คำว่า "มีความเป็นมนุษย์"

พัฒนาการของตัวละครที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนเฉดสีเรื่อย ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบคือ "เส้นเลือดใหญ่" ของเรื่องที่ผู้กำกับตั้งใจสะท้อนให้ผู้ชมได้เห็น

"ตัวละครที่ชื่อเมฆเองก็ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะสะท้อนสิ่งนี้แหละ ผ่านชื่อของตัวละคร" ณฐพลบอกกับบีบีซีไทย "จริง ๆ ซีรีส์เรื่องนี้มันเป็นการตั้งคำถามกับคนดูแหละว่า โอเค ถ้าคนที่มีอุดมการณ์เชื่อในความถูกต้อง เมื่อถูกท้าทายโดยความผิดปกติของระบบ อำนาจนอกระบบ หรือรูรั่ว ถ้าเราเห็นรูรั่วที่จะเป็นทางรอดของเราในระบบที่เราเชื่อว่ามันต้องศักดิ์สิทธิ์หรือยุติธรรม เราจะใช้รูรั่วนั้นเอาตัวรอดไหม"

"ผมว่า การ transition (เปลี่ยนแปลง) จากเมฆที่เคยสว่างสดใส... ค่อยๆ กลายมาเป็นเมฆที่ ผมก็อาจจะไม่กล้าตัดสินว่า เอ๊ะ มันเทา หรือมันดำ หรือมันขาวหรอก เพราะว่าผมว่าแต่ละคนมีเหตุผล ซึ่งจะมากำหนดสีของเมฆด้วยตัวเขาเอง" เขากล่าว

เล่าเรื่องถึง 'คนที่อยู่ในเงา'

ผู้กำกับซีรีส์ "ทนายปีศาจ" ยังเลือกใช้ซีรีส์เรื่องนี้สะท้อนความเชื่อที่เขามีต่อเครือข่ายอำนาจในสังคมไทยด้วย โดยเปรียบเสมือนมี "คนที่อยู่ในเงา"

"การเข้ามาของโกศลในตอนท้าย หรือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับอนันต์ หรือกระทั่งพ่อตาของอนันต์ก็ตาม ผมว่าเป็นสิ่งที่สะท้อนประสบการณ์ที่ผมเจอในสังคมแล้วกัน ผมรู้สึกว่ามันมีเครือข่ายอำนาจที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวตนของคนเหล่านี้คือใคร ไม่ใช่คนที่อยู่ในสื่อด้วยซ้ำ สำหรับผมนะ ผมถือว่าคนที่อยู่มีอำนาจจริง ๆ คือคนที่อยู่ในเงา คือคนที่ไม่เลือกที่จะไม่ปรากฏตัวในสื่อ เพราะเขารู้ว่าการอยู่ในสื่อมันเป็นจุดอ่อนหนึ่ง" ณฐพลสะท้อน

"ผมว่าตัวละครโกศลหรือพ่อตาอนันต์เองก็อยู่ในสถานการณ์นี้ ก็คือผมคิดว่าเขาไม่เคยถูกรับรู้โดยสังคมว่าคนนี้คือใคร เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะเรียกเขาว่าอะไร หรือเขามีหน้าที่ หรือเงื้อมมืออำนาจ สุดแขนของเขาเนี่ย มันเอื้อมไปถึงไหน เราก็ไม่มีทางรู้"

.

ที่มาของภาพ, Netflix Thailand/ handout

คำบรรยายภาพ, 'โกศล' (แสดงโดย นพชัย ชัยนาม) คือตัวละครที่เกือบตลอดทั้งเรื่องผู้ชมไม่เคยรับรู้การมีอยู่ของเขาเลย กระทั่งฉากสุดท้ายของซีรีส์ที่เฉลยว่าเขาคือ 'คนที่อยู่ในเงา' ซึ่งมีอำนาจเหนือ 'บิ๊กอนันต์' (แสดงโดย ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) นายตำรวจผู้ซึ่งซีรีส์เล่าว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่อง

อย่างไรก็ดี เขาเน้นย้ำว่าตัวละครต่าง ๆ ในซีรีส์เรื่องนี้ ไม่ได้อ้างอิงมาจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีตัวตนจริงโดยเฉพาะ แม้หลายคนจะคาดเดาไปต่าง ๆ นานา โดยเชื่อมโยงตัวละครบางตัวในเรื่อง กับบุคคลจริงที่แตกต่างกันไป

"มันเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ของทีมเขียนบทแต่ละคนที่สั่งสมมา แล้วมันก็ประกอบเป็นชิ้นส่วนกลายเป็นคนเหล่านั้น" ณฐพลบอกก่อนจะกล่าวต่อว่า "ไม่น่าแปลกใจที่คนดูหลายคนจะเชื่อมโยงว่า เฮ้ย คนนี้คือคนนี้หรือเปล่า คนนั้นคือคนนี้หรือเปล่า เพราะผมว่าโครงสร้างอำนาจในบ้านเรา ตำแหน่งต่าง ๆ ที่มีระดับสูง ๆ หรือคนที่มีอำนาจต่าง ๆ ผมไม่รู้ว่าทำไมโครงสร้างอำนาจมันเอื้อ หรือว่ามันเปิดโอกาส หรือกระทั่งหล่อหลอมให้คนในตำแหน่งต่าง ๆ เขาสามารถที่จะมีสิทธิ์ประพฤติตัวได้ใกล้เคียงกับตัวละครต่าง ๆ มั้งครับ มันเลยไม่แปลกใจที่คนดูจะเชื่อมโยงไปถึงนายเอ – บี – ซี คนนั้นคนนี้ แม้ว่าจะเป็นตัวละครเดียวกัน"

ทุนที่ให้อิสระ-ไร้ข้อจำกัดบางอย่างในไทย

ท่ามกลางเสียงชื่นชมและกระแสความนิยมที่ล้นหลามจนซีรีส์ 'ทนายปีศาจ' พุ่งทะยานเป็นซีรีส์อันดับหนึ่งในไทย และติดอันดับสี่ของโลกในหมวดซีรีส์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ด้วยยอดชมกว่า 2.7 ล้านวิว (ข้อมูลการจัดอันดับของเน็ตฟลิกซ์ในวันที่ 24 มิ.ย. เวลา 13.55 น.) ปัจจัยหนึ่งที่ทีมผู้สร้างบอกว่าส่งผลจนทำให้พวกเขาสามารถสร้างสรรค์งานที่เล่าเรื่องสอดแทรกหลายประเด็นสังคมที่หนักหน่วงเช่นนี้จนสมจริงให้คนดูเชื่อ คือทุนที่ให้อิสระในการทำงาน

ตั้งแต่ตัวจักรินและทรงพลที่อยู่ในกระบวนการวางโครงเรื่องและวางบทตั้งแต่แรกเริ่ม ไปจนถึงณฐพลที่เข้ามากำกับและควบคุมภาพรวมของทั้งหมดของซีรีส์ พวกเขาสะท้อนกับบีบีซีไทยตรงกันถึงความอิสระในการทำงาน ทั้งในกระบวนการเขียนบทไปจนถึงการคัดเลือกนักแสดง ซึ่งเป็นดุลพินิจของคนในทีมเองโดยที่ไม่มีปัจจัยภายนอกใด ๆ มาเกี่ยวข้อง

"นอกจากเรื่องการทำบทที่ research (ค้นคว้า) ให้จริงที่สุดแล้ว ผมว่าการ casting (คัดเลือกนักแสดง) [คือสิ่งที่] ผมรู้สึกว่าสิ่งที่สำเร็จมากสำหรับผม... และเป็นรางวัลสำหรับผมเลย คือการได้ cast (นักแสดง) ที่เหมาะกับบท เหมาะแบบที่เราเอง คนทำ เชื่อว่าคนนี้คือตัวละครจริง ๆ โดยที่ไม่ได้มีเงื่อนไขหรือปัจจัยภายนอกมาบังคับว่าเราต้องเลือกใครหรือไม่เลือกใคร" ณฐพลกล่าว เขามองว่าการได้นักแสดงที่เหมาะกับบทและสมบทบาท แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ตัวละครหลัก มีส่วนสำคัญในการทำให้ "คนดูเชื่อ" ซึ่งเขามองว่าเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในการทำภาพยนตร์ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม

.

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/ BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับซีรีส์ 'ทนายปีศาจ' บอกว่าทุนที่ให้อิสระในการทำงาน คือปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนต่อการสร้างสรรค์งานให้คนเชื่อ ซึ่งคือส่วนที่ยากที่สุดในการผลิตภาพยนตร์หรือซีรีส์แต่ละเรื่อง

อย่างไรก็ดี เขาโต้แย้งสิ่งที่บางคนมองว่าซีรีส์เรื่องนี้สามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่ผ่านการเซ็นเซอร์ใด ๆ เลย ว่าแม้เน็ตฟลิกซ์ซึ่งเป็นเจ้าของทุนจะให้อิสระในการทำงาน แต่ในกระบวนการทำซีรีส์ ซึ่งมีสถานะทางกฎหมายไทยเป็น 'ภาพยนตร์ต่างประเทศ' จากการที่เจ้าของลิขสิทธิ์และผู้ให้ทุนเป็นบริษัทต่างชาตินี้ ต้องผ่านการพิจารณาจาก 'ฟิล์มบอร์ด' หรือคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ซึ่งอยู่ภายใต้กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาด้วย

ณฐพลออกตัวว่าเขาไม่อาจให้คำตอบที่มีการตั้งคำถามกันในโซเชียลมีเดียได้ว่า เหตุใด 'ซีรีส์สัญชาติไทย' ที่ถูกนำเสนอผ่านช่องทางโทรทัศน์ต่าง ๆ จึงมักไม่ได้นำเสนอประเด็นสังคมในรูปแบบที่หลายคนชื่นชมว่า "กล้าหาญ" เช่นการเล่าเรื่องในซีรีส์ทนายปีศาจ เพราะตัวเขาเองไม่ได้มีประสบการณ์ในการทำภาพยนตร์ที่มีสถานะทางกฎหมายเป็น 'ภาพยนตร์สัญชาติไทย' มากนัก แต่ก็ให้ข้อมูลว่าภาพยนตร์เหล่านั้นจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการคนละชุดกัน ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดของกระทรวงวัฒนธรรม

"ภาพยนตร์ทุนต่างประเทศทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหนังฝรั่งหรือว่าภาพยนตร์ซีรีส์ของเน็ตฟลิกซ์ ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของฟิล์มบอร์ด ของกระทรวง[การ]ท่องเที่ยวฯ ซึ่งก็จะมีหลายภาคส่วนมาร่วมกันพิจารณาเหมือนกันนะ เพราะว่าเขาก็ต้อง screen (ตรวจสอบ) กันนะว่าโอเค ยูจะมาถ่ายทำในเมืองไทย จะทำให้เกิดผลดีผลเสียกับเมืองไทยยังไงบ้าง... เพียงแต่ว่าดุลพินิจของคณะกรรมการของฟิล์มบอร์ด หรือกระบวนการพิจารณาภาพยนตร์ของกระทรวงวัฒนธรรม จะแตกต่างกันโดยปัจจัยใด ๆ ก็ตาม อันนี้ผมอาจจะตอบไม่ได้" เขากล่าว

ผู้กำกับมือรางวัลรายนี้มองว่าสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งไปกว่าดุลพินิจของคณะกรรมการกำกับดูแลที่มาจากคนละชุด คือที่มาของทุน และการให้อิสระของกลุ่มทุนต่าง ๆ ที่อาจมีเงื่อนไขแตกต่างกันไปในการเข้ามาสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานในแต่ละเรื่อง

เขายกตัวอย่างสถานการณ์สมมติ โดยบอกว่าหากซีรีส์เรื่อง 'ทนายปีศาจ' ถูกสร้างในรูปแบบภาพยนตร์โดยตั้งใจจะให้ฉายในโรงภาพยนตร์ในไทย จะทำให้มีผู้เข้ามาเกี่ยวข้อง (party) มากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนที่เขาทำซีรีส์ฉายในเน็ตฟลิกซ์ และอาจมีเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เข้ามากำกับหรือปิดกั้นในการนำเสนอในบางประเด็นได้

"เราต้องไปทำการ pitching (ขายงาน) หาสตูดิโอหนึ่ง หาสปอนเซอร์สอง ในการมาทำ ซึ่งเงื่อนไขของสปอนเซอร์ในการที่จะให้ทุนสนับสนุนหนังเรื่องหนึ่งมันร้อยแปดพันเก้ามาก" เขายกตัวอย่างสถานการณ์สมมติ

"สมมติคุณเป็นองค์กร สมมติคุณเป็นธนาคาร สมมติคุณเป็นบริษัทขายอาหาร คุณก็จะมีเงื่อนไขหรือความคิดเห็น ผลดีผลเสียต่อภาพยนตร์เรื่องหนึ่งต่างกันแหละ ใช่ไหมฮะ ประโยชน์มันจะเอื้อประโยชน์อะไรให้กับบริษัทนั้นบ้าง"

"ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เป็นกระบวนการยุติธรรม เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่ยังไม่มี reference (แหล่งอ้างอิง) ในไทยเลยนะ... การลงทุนมันน่าจะยากขึ้นเยอะเหมือนกัน ในการที่จะไฟเขียวโปรเจกต์นี้ มันอาจจะต้องถูกทำให้ดูง่ายขึ้น มันอาจจะต้องหลีกเลี่ยงบางประเด็นเพราะว่า ไม่รู้เหมือนกัน ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น"

"ในขณะที่พอมันเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิง อย่างที่เราทำกับเน็ตฟลิกซ์อย่างนี้ มันเป็นการพิจารณาโดยทีมคอนเทนต์ของเน็ตฟลิกซ์เอง ที่ไม่ได้ไปขึ้นตรงกับสปอนเซอร์หรือว่าทุนอื่น ๆ นอกเหนือจากภายในตัวเน็ตฟลิกซ์ที่รู้สึกว่า เฮ้ย คอนเทนต์นี้น่าทำว่ะ เพราะหนึ่งสองสามสี่โดยเหตุผลของเขา แล้วมันก็ถูกส่งไปกระบวนการฟิล์มบอร์ดเลย ขั้นตอนมันต่างกันพอสมควร" ณฐพลกล่าว

.

ที่มาของภาพ, Netflix Thailand/ handout

คำบรรยายภาพ, ทีมผู้สร้างซีรีส์เรื่อง 'ทนายปีศาจ' บอกกับบีบีซีไทยว่าพวกเขามีอิสระเต็มที่ในกระบวนการเขียนบทและคัดเลือกนักแสดง

แพลตฟอร์มต่างชาติเอื้อ "ทดสอบเพดาน" เนื้อหา

ประวิทย์ แต่งอักษร นักวิจารณ์ภาพยนตร์ผู้คร่ำหวอดในวงการมาหลายทศวรรษ มองว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของซีรีส์ 'ทนายปีศาจ' ส่วนแรกคือเนื้อหาที่ "ทดสอบเพดานของสังคมไทย" ซึ่งได้อานิสงส์มาจากแพลตฟอร์มต่างชาติ

"คอนเทนต์ไทยเรามีเพดานมาโดยตลอดในเรื่องหลายเรื่อง คือหลายอย่างเราพูดไม่ได้ มันไม่ใช่อยู่ที่เรื่องทนายปีศาจมันประสบความสำเร็จเพราะว่ามันตีแผ่หรืออะไรหรอก แต่ว่าเราอยู่ในสังคมที่พูดหลายเรื่องไม่ได้มาโดยตลอดในภาพยนตร์ ในละครทีวี หรือในอะไรก็ตาม" เขากล่าว "ฉะนั้นมันเป็นช่วงเวลา ผมเชื่อว่า 3-4-5 ปีเนี่ย มันเป็นช่วงเวลาที่สิ่งที่เป็น taboo subject เป็นหัวข้อต้องห้ามทั้งหลาย มันเริ่มโดน... ถ้าใช้ภาษาสมัยนี้เขาเรียกโดนบ่อนเซาะมากขึ้นเรื่อย ๆ"

นักวิจารณ์ภาพยนตร์รายนี้ อ้างอิงถึงการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนาในซีรีส์เรื่อง 'สาธุ' ซึ่งเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มเดียวกันในปี 2567 โดยเขามองว่าเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนว่าการเข้ามาของแพลตฟอร์มต่างชาติช่วยดันเพดานในการนำเสนอเนื้อหาไทยไปอย่างไร

เขาขยายความว่าในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ภาพยนตร์เกี่ยวกับศาสนาที่ฉายในโรงภาพยนตร์ก็ยังพูดเรื่องศาสนาด้วยท่าที "กล้า ๆ กลัว ๆ" ซึ่งเขาตั้งคำถามว่าเป็นเพราะมีการ "เซ็นเซอร์" จากแรงกดดันของหน่วยงานด้านศาสนา หรืออาจจะด้วยค่านิยมของสังคมไทยเองหรือไม่ ในขณะที่ซีรีส์เรื่อง 'สาธุ' ซึ่งฉายผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิง แม้จะใช่ว่าไม่มีข้อจำกัดใด ๆ แต่สำหรับเขาดูเหมือนว่าสามารถ "พูดในสิ่งที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนโดยที่ไม่ต้องหลบเลี่ยง" ได้มากกว่า

"พอมันเป็นหนังที่อยู่ในแพลตฟอร์มของเน็ตฟลิกซ์แล้ว มันไม่ต้องส่งตรวจพิจารณาใด ๆ เลย ไม่ต้องมีช่องมาคอยคัดกรองเรื่องคอนเทนต์ว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เพราะว่าคนที่คัดกรองมันคืออยู่นอกประเทศ แล้วเขาอาจจะไม่ได้อยู่ภายใต้ความเข้าอกเข้าใจหรือค่านิยมแบบเดียวกับคนที่อยู่ในประเทศเรา" เขาให้ความเห็น

"เพราะฉะนั้นสาธุก็มาพร้อมกับการพูดถึงเรื่องพุทธพาณิชย์ พระที่ฉ้อฉล การหาประโยชน์จากศาสนาอะไรต่าง ๆ แล้วมันก็นำเสนอในลักษณะที่ส่วนตัวจำได้ว่าตอนที่ดูยังนับถือ ยังทึ่งในความที่คนทำสามารถจะกระเทาะวงการศาสนาได้อย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วคนดูรู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้วที่เรื่องแบบนี้มันควรจะต้องถูกบอกเล่าในรูปของซีรีส์หรือภาพยนตร์ เพราะว่าโลกความเป็นจริงมันไปไกลกว่า มันไปไกลมากแล้ว"

ในมุมมองของนักวิจารณ์รายนี้ 'ทนายปีศาจ' คืออีกครั้งที่ซีรีส์บนแพลตฟอร์มต่างชาตินี้ เลือกทดสอบเพดานของสังคมไทยใน "ประเด็นที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นเรื่องที่พูดไม่ค่อยได้"

"ในกรณีนี้คือมันพูดเรื่องกฎหมาย พูดเรื่องระบบยุติธรรมในสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ มันมีเรื่องศาล มีเรื่องผู้พิพากษา เพราะฉะนั้นเนี่ยมันก็เป็นเรื่องที่แตะต้องไอ้สิ่งที่ไม่เคยมีใครพูดถึงมันอย่างตรงไปตรงมาหรือจาบจ้วงมาก่อน มันก็เลยดูเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น" เขาระบุ

.

ที่มาของภาพ, Netflix Thailand/ handout

คำบรรยายภาพ, ประวิทย์ แต่งอักษร นักวิจารณ์ภาพยนตร์ มองว่าซีรีส์ 'ทนายปีศาจ' คืออีกครั้งที่ผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยเลือก "ทดสอบเพดาน" ของสังคม จากการพูดถึงระบบยุติธรรม ศาล และผู้พิพากษา ซึ่งปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญให้ผู้ผลิตสามารถทำเช่นนั้นได้ คือการเข้ามาของแพลตฟอร์มต่างชาติ

แพลตฟอร์มต่างชาติมีเสรีภาพ-ทุนมากกว่า มีข้อเสียอื่นหรือไม่ ?

นักวิจารณ์ภาพยนตร์รายนี้มองว่า แม้การเข้ามาของแพลตฟอร์มต่างชาติที่ให้ทั้งทุน เสรีภาพในการสื่อสาร และโอกาสในการแสดงศักยภาพที่กว้างกว่าด้วยการมีฐานผู้ชมในหลากหลายประเทศ จะทำให้ผู้ผลิตที่มีความสามารถอาจหลั่งไหลเข้าไปหาแพลตฟอร์มนี้ แต่การเข้ามาของแพลตฟอร์มก็ให้ประโยชน์กับผู้บริโภคมากกว่าจะสร้างผลเสีย

"ในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภค ผมว่ามันดีออก" เขากล่าว "มันทำให้เราเห็นอะไรที่มันกว้างขึ้น เปิดหูเปิดตามากขึ้น เห็นอะไรที่มันท้าทายการรับรู้ของเรามากขึ้น แล้วก็ผมรู้สึกว่าในแง่มุมหนึ่งเนี่ย มันน่าจะช่วยทำให้คนที่อยู่ในประเทศเราได้ตระหนักหรือเปล่าว่า ทำไมกรณีทนายปีศาจมันทำเรื่องที่มันละเอียดอ่อนแบบนี้... ทำไมเขาถึงทำได้ แล้วมันถึงเวลาหรือยังที่คอนเทนต์ไทยจะทำบ้าง"

"ในมุมของผู้บริโภคมันเห็นแต่ข้อดีนะ คือเราได้รับรู้อะไรต่าง ๆ นานาที่มันกว้างขวางมากขึ้น มันไปไกลกว่าสิ่งที่เราเคยรับรู้ และขณะเดียวกันมันก็ทำให้คนมันก็กระตุ้นคนในคนผลิตคอนเทนต์ในเมืองไทย หรือผลิตภาพยนตร์ในเมืองไทยให้เห็นว่า เออ ในเมื่อเขาทำได้ แล้วทำไมฉันถึงทำไม่ได้ล่ะ" ประวิทย์กล่าว

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าเบื้องหลังความสำเร็จของ 'ทนายปีศาจ' ไม่ได้ยึดโยงกับความกล้าในการนำเสนอเนื้อหาโดยมีแพลตฟอร์มเกื้อหนุนเท่านั้น แต่มาจาก "ฝีมือของคนทำ" ด้วย

"ไม่ได้แปลว่าคุณอยู่กับเน็ตฟลิกซ์แล้วคุณจะประสบความสำเร็จเสมอไป อันนี้ต้องชื่นชมคนทำจริง ๆ" เขากล่าว "ผมว่าหนังเรื่องนี้ ซีรีส์เรื่องนี้มันประสบความสำเร็จทั้งในเชิงของ craft (การสร้างสรรค์งานฝีมือ) คือในเชิงของการเขียนบท ในเชิงของการกำกับ ในเชิงแสง production design (การออกแบบการผลิต) มันเลยทำให้ ในความที่มันพูดอะไรที่มันไม่เคยพูดถึงมาก่อน ด้วยน้ำเสียงหรือด้วยกลวิธีที่มันมีชั้นเชิงเนี่ย มันเลยทำให้ซีรีส์มันประสบความสำเร็จนะ มันดูสนุก มันก็เลยประสบความสำเร็จ"

ทั้งนี้ ความหมายของคำว่า "ประสบความสำเร็จ" ในสายตาของประวิทย์ ไม่ใช่จากการที่ซีรีส์เรื่องนี้ติดอันดับใดในเน็ตฟลิกซ์

"อยู่ในอันดับสี่ อันดับหนึ่ง อันดับอะไรเนี่ย มันเป็นเรื่องมันเป็นเรื่อง abstract (นามธรรม) มากสำหรับผม" นักวิจารณ์รายนี้กล่าวโดยสะท้อนว่าเขาไม่ได้ให้ความสำคัญของการจัดอันดับซีรีส์ในเน็ตฟลิกซ์โดยตัวเน็ตฟลิกซ์เองเท่าไหร่นัก เพราะแพลตฟอร์มเองก็มีส่วนได้ส่วนเสีย

"ผมรับรู้ได้ว่ามันเป็นซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จ เพราะว่ามันเกิดกระแสการพูดถึงในวงกว้างมาก ๆ ทั้งในระดับคนดูหนัง ในระดับชาวบ้าน และเห็นว่าในแม้กระทั่งในวงการศาลตอนนี้ก็ยังรู้จักคำว่าทนายปีศาจ ผมก็รู้สึกว่านี่มันเป็นความสำเร็จที่แท้จริงของหนังเรื่องนี้ มากกว่าการที่มันจะไปได้อันดับอะไรในในเรื่องยอดคนดู" เขากล่าว

'ปีศาจ' ในความหมายของทีมผู้สร้าง

ย้อนกลับมาในการสัมภาษณ์ทีมผู้สร้างซีรีส์ 'ทนายปีศาจ' บีบีซีไทยขอให้ทั้งสามคนตอบคำถามในช่วงท้ายว่า 'ปีศาจ' ในความหมายของพวกเขาคืออะไร

จักรินบอกว่าเขา "มีคำตอบในใจ" แต่ไม่อยากบอกไปถึงผู้ชมซีรีส์เรื่องนี้ เพราะอยากให้แต่ละคนตีความไปตามความเข้าใจของตัวเอง ขณะที่ทรงพลตอบสั้น ๆ ว่าคือ "คน"

"จริง ๆ ก็คือคนแหละครับ ผมคิดว่า... คน - ปีศาจ คือเหมือนกัน" ทรงพลบอก

ขณะที่ณฐพลใช้เวลาครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะตอบออกมาว่า ปีศาจคือ "โครงสร้าง"

"ผมว่าปีศาจมันคือโครงสร้าง โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมครับ ที่เอื้อให้เกิดช่องว่าง ที่เอื้อให้เกิดความไม่ยุติธรรม ความเข้าใจผิด เอื้อให้เกิดการใช้อำนาจเพื่อหาประโยชน์เข้าตัวเองโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น ไม่ได้คำนึงถึงชีวิตและความเป็นอยู่ของคนอื่น"

"ผมว่าโครงสร้างที่มันบิดเบี้ยว โครงสร้างที่มันไม่เปิดโอกาสให้คนแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี วิพากษ์วิจารณ์กันได้อย่างสันติ ไอ้โครงสร้างของสังคมแบบนี้ มันสร้างให้เกิดคนอย่างอนันต์ คนอย่างโกศล หรือคนอื่น ๆ ให้เกิดขึ้นได้ ผมว่าสภาพแวดล้อมเหล่านี้แหละ คือศัตรูที่เราต้องต่อสู้ด้วย" เขากล่าวทิ้งท้าย