หน่วยงานอวกาศเกาหลีใต้เผยภาพถ่ายพื้นผิวดวงจันทร์หลังชิ้นส่วนจรวดสเปซเอ็กซ์พุ่งชน

Before and after pictures of the Moon after SpaceX debris hit its surface.

ที่มาของภาพ, KASA/Reuters

    • Author, มาลู คูร์ซิโน
  • Published
  • เวลาอ่าน: 4 นาที

หน่วยงานด้านอวกาศของเกาหลีใต้เผยแพร่ภาพถ่ายของดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวดของสเปซเอ็กซ์พุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์เมื่อวันพุธที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมา

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 ส.ค. องค์การอวกาศแห่งเกาหลี (The Korean AeroSpace Administration - KASA) ระบุว่า ยานโคจรรอบดวงจันทร์ดานูรี (Danuri) ได้บันทึกภาพหลังการพุ่งชนครั้งดังกล่าว พร้อมเผยแพร่ภาพของภาพพื้นผิวดวงจันทร์ก่อนเกิดเหตุการณ์พุ่งชนเพื่อแสดงให้เห็นความแตกต่างหลังเกิดการชน

KASA เปิดเผยว่า ชิ้นส่วนจรวดชิ้นนี้พุ่งชนดวงจันทร์เมื่อเวลาประมาณ 13.35 น. ตามเวลาประเทศไทยในวันพุธ

ด้านสเปซเอ็กซ์รายงานว่า การพุ่งชนดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยเจตนา

A composite of satellite images show the surface of the moon before and after the crash of the second stage of a SpaceX Falcon 9 rocket, which was launched from Firefly Aerospace towards the moon in January 2025, in this handout image released on August 6, 2026.

ที่มาของภาพ, KASA/Reuters

จรวดฟอลคอน 9 (Falcon-9) ซึ่งเป็นจรวดแบบนำกลับมาใช้ใหม่ได้ถูกออกแบบให้บางส่วนของตัวจรวดเดินทางกลับสู่โลกเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งเป็นส่วนของจรวดท่อนบน ขณะที่ส่วนอื่น ๆ จะถูกปลดทิ้งไว้ในอวกาศ โดยสเปซเอ็กซ์เคยใช้จรวดประเภทนี้ในภารกิจต่าง ๆ แล้วหลายครั้ง

นักวิทยาศาสตร์คาดว่า ท่อนบนของจรวดฟอลคอน 9 ที่เหลืออยู่และไม่มีเชื้อเพลิง ซึ่งมีขนาดราวตึก 5 ชั้นพุ่งชนดวงจันทร์ด้วยความเร็วประมาณ 8,700 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยชิ้นส่วนนี้มีน้ำหนักประมาณ 4,000 กิโลกรัมเมื่ออยู่บนโลก

Annotated graphic of a SpaceX Falcon 9 rocket used to launch a Firefly Aerospace lunar lander in January 2025. The rocket is shown as 70 metres (230 feet) tall and divided into three sections: the fairing at the top, which protects the payload during launch before breaking away; the second stage, highlighted and described as the portion expected to crash on the Moon; and the reusable first stage, which returns to Earth after launch. A separate illustration of the second stage notes that it is about the size of a five-storey building and weighs at least 4,000kg (8,800 lbs) on Earth.
คำบรรยายภาพ, จรวดฟอลคอน 9 ของสเปซเอ็กซ์ถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศเมื่อเดือน ม.ค. 2025

แสงวาบสั้น ๆ อันน่าตื่นตาเกิดขึ้นเมื่อชิ้นส่วนจรวดพุ่งชนดวงจันทร์อาจเป็นเรื่องยากที่นักดาราศาสตร์มือสมัครเล่นจะสามารถจับภาพได้แม้จะใช้กล้องโทรทรรศน์ระดับสูงก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้น หอดูดาวขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงหน่วยงานอวกาศของกรุงโซล กำลังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลจากเหตุการณ์นี้

แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เป็นอันตรายต่อโลก แต่แมตต์ บอทเวลล์ นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้ออกมาเตือนถึงความกังวลเกี่ยวกับวัตถุที่ถูกทิ้งอยู่บนอวกาศ

เขากล่าวว่า "อวกาศกำลังแออัดไปด้วยวัตถุมากขึ้นเรื่อย ๆ" เพราะในแต่ละปี "มนุษย์เราส่งวัตถุต่าง ๆ จำนวนมากขึ้นสู่อวกาศ"

บอทเวลล์เตือนว่า "ภายในอีกไม่กี่สิบปี อาจเป็นเรื่องยากอย่างมากที่จะเดินทางผ่านวงโคจรของโลก เนื่องจากบนอวกาศแออัดไปด้วยวัตถุต่าง ๆ มากเกินไป"

Moon diagram showing the Apollo 11 landing site and Einstein Crater, where the SpaceX rocket was expected to crash nearby. The annotated locations are marked on a view of the Moon against a black space background.

ชิ้นส่วนของจรวดฟอลคอน 9 ชิ้นนี้อยู่ในวงโคจรมาตั้งแต่เดือน ม.ค. ปีที่แล้ว หลังจากจรวดถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศจากฐานปล่อยจรวดในรัฐฟลอริดา

ส่วนขับดันของจรวดชุดเดียวกันที่ใช้ในภารกิจเมื่อเดือน ม.ค. 2025 มีกำหนดจะถูกปล่อยขึ้นอวกาศอีกครั้งเป็นครั้งที่ 18 ในวันที่ 10 ส.ค. นี้ โดยสเปซเอ็กซ์ระบุว่า ภารกิจนี้มีเป้าหมายที่จะปล่อยดาวเทียมสตาร์ลิงก์ จำนวน 29 ดวงเข้าสู่วงโคจรต่ำของโลก

จรวดที่ถูกปล่อยขึ้นจากฐานในรัฐฟลอริดาเมื่อเดือน ม.ค. ปีที่แล้ว ได้บรรทุกยานลงจอดบนดวงจันทร์สองลำขึ้นสู่อวกาศ

ภารกิจของมันคือการขับดันท่อนบนของจรวดด้วยแรงขับที่พอดี เพื่อส่งออกยานลงจอดบนดวงจันทร์ทั้งสองลำให้พ้นวงโคจรโลก และมุ่งหน้าไปตามเส้นทางสู่ดวงจันทร์

ท่อนจรวดที่ใช้เชื้อเพลิงหมดแล้วจะถูกปล่อยให้ลอยไปตามวงโคจรขนาดใหญ่ที่เหวี่ยงออกไปทางดวงจันทร์แล้ววนกลับมาอีกครั้ง

ตลอดช่วง 18 เดือนถัดมาหลังการปล่อยยาน แรงโน้มถ่วงอ่อน ๆ จากโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ รวมถึงแสงอาทิตย์ ได้ส่งแรงผลักเบา ๆ ให้มันเปลี่ยนแปลงเส้นทาง

นักดาราศาสตร์ที่เฝ้าติดตามชิ้นส่วนจรวดนี้สามารถระบุได้ในเวลาต่อมาว่า แรงกระตุ้นเล็กน้อยเหล่านั้นทำให้มันเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่แนวโคจรที่มุ่งสู่ดวงจันทร์ และมันก็เพิ่มความเร็วขึ้นทุกวัน

การพุ่งชนที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (5 ส.ค.) เกิดขึ้นในช่วงกลางวันในหลายพื้นที่ทั่วโลก แต่ด้วยแสงวาบเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นมีความสว่างน้อยเกินไป ทำให้ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ แม้จะใช้กล้องโทรทรรศน์ก็ตาม