You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
จับผู้ต้องหาคนสุดท้าย คดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ จะสาวถึงผู้บงการตัวจริงได้หรือไม่
ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัว ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี อดีตนาวิกโยธิน ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นมือยิงในคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งนับเป็นผู้ต้องหาคนสุดท้ายตามหมายจับที่ออกโดยศาลจังหวัดนราธิวาสได้แล้ว โดยมีการส่งตัวไปสอบปากคำที่ สภ.เมืองนราธิวาส ซึ่งเขาให้การรับสารภาพ
คดีนี้มีผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาสทั้งหมด 5 ราย ตั้งแต่คนชี้เป้า, คนขับรถ, มือปืน 2 คนที่ลงมือยิง, ไปจนถึงคนชำแหละชิ้นส่วนรถยนต์คันที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งตำรวจทยอยจับกุมตัวจนได้ครบทั้งหมดแล้ว โดยตามข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ร.อ.วิโรจน์ ผู้ต้องหาคนล่าสุดที่ตำรวจจับกุมได้ ถูกออกหมายจับใน 5 ข้อกล่าวหา ได้แก่
- ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น
- ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย
- ร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุจําเป็นเร่งด่วนสมควรแก่พฤติการณ์
- ร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หรือหมู่บ้าน
- ร่วมกันใช้อาวุธปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ กระทําความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ระบุว่าได้รับทราบรายงานการจับกุมตัว ร.อ.วิโรจน์ แล้ว ทว่าไม่ตอบคำถามที่สื่อถามถึงความเป็นห่วงว่าจะมีการตัดตอนทำให้ขยายผลไปไม่ถึงผู้สั่งการหรือไม่
เหตุลอบยิงเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น.ของวันที่ 20 มี.ค. ขณะที่นายกมลศักดิ์ กำลังเดินทางกลับบ้านพักใน อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส โดยเหตุลอบยิงทำให้คนขับรถและผู้ติดตามของนายกมลศักดิ์ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ผ่านมากว่าหนึ่งเดือนแล้วนับจากวันเกิดเหตุ จนถึงวันนี้มีความคืบหน้าสำคัญอะไรแล้วบ้าง และยังมีเรื่องใดที่ยังไร้คำตอบ
เส้นทางการล่าตัวอดีตนาวิกโยธินมือยิง
จากแผนภูมิสรุปเหตุที่ตำรวจเปิดเผยในการแถลงข่าวของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 2.00 น. วันนี้ (23 เม.ย.) ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ลอบยิงวันที่ 20 มี.ค. และร่วมสนับสนุนเหตุการณ์ในวันนั้น มีทั้งหมด 5 คน ได้แก่
- นายสมพร ลังเดช (ผู้ประสานงาน/ชี้เป้าหมาย)
- นายอลาวี อาแว (คนขับรถ/ติดตามเป้าหมาย)
- ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี (มือปืน)
- นายธนภัทร วัฒนภิญโญ (มือปืน)
- นายสุนทร พรหมภักดี (ผู้แยกชิ้นส่วนรถคันที่ใช้ก่อเหตุ)
แผนภูมิสรุปของตำรวจเผยให้เห็นรายละเอียดและลำดับเวลาตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค. นายสมพรและนายอลาวี เดินทางไปเฝ้ารอติดตามเป้าหมาย คือนายกมลศักดิ์ ที่สนามบินหาดใหญ่ ตั้งแต่ก่อนที่นายกมลศักดิ์จะลงจากเครื่องบิน และหลังจากที่นายกมลศักดิ์เดินทางถึงสนามบินในช่วงกลางคืน นายสมพรก็โทรศัพท์บอกให้ ร.อ.วิโรจน์ และนายธนภัทร "ออกมาได้เลย"
จากนั้น ร.อ.วิโรจน์และนายธนภัทรก็ขับรถกระบะโตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ สีขาว ออกมาจากบ้านของนายสมพร ไปรับนายอลาวีที่สลับมาขับรถคันที่ก่อเหตุ ก่อนที่เวลา 01.08 น. ของวันที่ 20 มี.ค. กลุ่มผู้ก่อเหตุจะตามประกบยิงรถตู้เป้าหมายและหลบหนี โดยมีการนำรถที่ใช้ก่อเหตุไปจอดที่อู่ของนายสุนทร ซึ่งเป็นผู้ชำแหละแยกชิ้นส่วนรถคันดังกล่าวตามคำสั่งของนายสมพร ตามข้อมูลบนแผนภูมิของตำรวจ
บุคคลที่ตำรวจสามารถตามจับกุมตัวได้เป็นรายแรกคือนายสมพร จากนั้นจึงมีการทยอยติดตามจับกุมตัวอลาวี, นายสุนทร, นายธนภัทร และ ร.อ.วิโรจน์ ได้ตามลำดับ โดยตำรวจจับกุมตัว ร.อ.วิโรจน์ ผู้ทำหน้าที่ "มือปืน" ได้ที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และมีการนำตัวมาที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลเมื่อค่ำวานนี้ ก่อนที่จะส่งตัวไปยัง สภ.เมืองนราธิวาส ในช่วงเช้าของวันนี้ (23 เม.ย.)
พล.ต.อ.สำราญ และ พล.ต.ท.นพศิลป์ ยังเปิดเผยถึงรายละเอียดเกี่ยวกับตัว ร.อ.วิโรจน์ ด้วยว่า ผู้ต้องหารายนี้คืออดีตข้าราชการทหาร โดยเคยประจำการอยู่ในกองพลนาวิกโยธิน จ.นราธิวาส เมื่อช่วงปี 2533-2534 ก่อนลาออกจากราชการหลังจากนั้น
พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า ร.อ.วิโรจน์ เคยทำงานกับสหประชาชาติเป็นเวลา 16 ปี และมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ก่อนที่ต่อมาจะไม่มีงานและไปอาศัยอยู่ที่บ้านนายสมพร โดยนายสมพรเป็นผู้ช่วยเหลือค่ากินอยู่และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้เขา ขณะที่ พล.ต.ท.นพศิลป์ เสริมว่าอดีตทหารรายนี้เคยมีประวัติถูกจับคดีปืนเถื่อนในพื้นที่อื่นมาแล้ว แต่เป็นคดีที่รอลงอาญา
รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตอบคำถามสื่อว่าจากคำให้การ ร.อ.วิโรจน์ อ้างว่าไม่รู้จักนายกมลศักดิ์เป็นการส่วนตัว และทราบเรื่อง "งาน" นี้มาจากนายสมพร โดยเขาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือยิง แต่ในเรื่องแรงจูงใจและรายละเอียดการยืมรถจาก กอ.รมน. ยังต้องสอบสวนต่อ ซึ่งรายละเอียดในสำนวนการสอบสวนจะอยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 9 โดยในส่วนตำรวจนครบาลเข้ามาสนับสนุนในด้านการติดตามจับกุมตัวคนก่อเหตุเท่านั้น
ขณะที่ พล.ต.ท.นพศิลป์ ได้เผยถึงการติดตามตัว ร.อ.วิโรจน์ ว่าหลังก่อเหตุ ตำรวจพบว่าอดีตทหารรายนี้ได้หลบหนีออกจาก จ.นราธิวาส เข้าสู่ จ.ตรัง จากนั้นตำรวจได้ติดตามตรวจสอบพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับตัว ร.อ.วิโรจน์
"ทั้งภูมิลำเนาเดิมที่ จ.ระยอง บ้านพักของตัวภรรยาของเขาในกรุงเทพมหานคร และกลุ่มเพื่อน ๆ ของเขาที่ จ.ขอนแก่น มหาสารคาม มุกดาหาร ก็ตรวจสอบทุกที่" พล.ต.ท.นพศิลป์กล่าว
"สุดท้ายก็สืบสาวราวเรื่องว่าก็มีการหลบหนี จ.ตรัง เข้าในส่วนของพังงา มาถึง จ.ราชบุรี และเข้า จ.กาญจนบุรี"
พล.ต.ท.นพศิลป์ กล่าวว่าภายหลังจากที่นายวิโรจน์หลบหนีเข้า จ.กาญจนบุรี แล้วนั้น ข้อมูลจากการสืบสวนพบว่าเขาได้เข้าพักที่โรงแรมม่านรูดอยู่หนึ่งคืน จากนั้นก็เดินทางต่อเข้าไปยัง อ.สังขละบุรี ซึ่งจากการสอบปากคำพยาน ตำรวจพบว่าระหว่างหลบหนีกบดานอยู่บริเวณนั้น ร.อ.วิโรจน์ ได้เดินทางข้ามแดนไปมาระหว่างเมียนมากับไทยอยู่หลายครั้ง เขาจึงประสานงานร่วมกับทั้งตำรวจและทหารที่รับผิดชอบพื้นที่ในฝั่งไทย ไปจนถึงกองกำลังที่รับผิดชอบพื้นที่ทางฝั่งเมียนมา กระทั่งสามารถจับกุมตัว ร.อ.วิโรจน์ ได้ในพื้นที่หมู่ 9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
ผู้การนราธิวาสเผย ร.อ.วิโรจน์ อ้างคนสั่งการยิงคือ "สมพร"
ด้าน พล.ต.อ.สำราญ กล่าวยืนยันว่าในตอนนี้ตำรวจสามารถ "จับกุมตัว[คนที่อยู่]ในที่เกิดเหตุ หรือสนับสนุนในที่เกิดเหตุได้ครบหมด ตั้งแต่คนขับรถดูต้นทาง คนขับรถไปยิง มือยิง แล้วก็มือยิงคนที่สอง แล้วก็คนชำแหละรถ"
ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า "ประเด็นที่พี่น้องสื่อมวลชนก็จะถามต่อว่าแล้วผู้ใช้จ้างวาน หรือรับงานใครมา ประเด็นนี้มันยังด่วนเร็วเกินไปที่เราจะถามและก็ตอบในวันนี้" เขาระบุก่อนจะยืนยันต่อว่าคดีนี้ได้รับการสั่งกำชับจากทั้งทางนายกรัฐมนตรี, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และผู้บังคับบัญชาระดับสูงแล้วว่า "พยานหลักฐานไปถึงใคร เราก็ทำทั้งหมด"
อย่างไรก็ดี เขาระบุว่าแม้ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ในบรรดาทั้ง 5 คนที่จับกุมมาแล้วจะให้การรับสารภาพ แต่ในรายละเอียดคำให้การของผู้ต้องหาแต่ละคนก็ยังมีบางประเด็นที่ให้การขัดกัน และ "โยนกันไปโยนกันมา" อยู่
พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ออกมาเปิดเผยเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาว่า จากการสอบปากคำ ร.อ.วิโรจน์ เพิ่มเติม เขาให้การว่าสาเหตุที่ก่อเหตุเป็นเรื่องส่วนตัว โดยคนบงการทั้งหมดนายสมพร ซึ่งเขารับงานมาเพราะไม่พอใจนายกมลศักดิ์ในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่เป็นการส่วนตัว โดยไม่ได้รับค่าจ้างใด ๆ จากการก่อเหตุ
"จริง ๆ แล้วคนรันงาน คนสั่งให้ทำก็คือสมพร ที่เขารับทำก็เพราะว่าเขามีความรู้สึกไม่ดีกับ สส. เป็นการส่วนตัวเท่านั้น" พล.ต.ต.ประยงค์ ระบุถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุของ ร.อ.วิโรจน์
อย่างไรก็ดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส บอกว่าคำให้การนี้ตำรวจไม่ได้เชื่อทั้งหมด โดยรับฟังไว้ ส่วนจะให้น้ำหนักหรือไม่ก็เป็นเรื่องของพยานหลักฐาน
หนึ่งเดือนหลังเหตุลอบยิง มีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง
เหตุลอบยิงเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น.ของวันที่ 20 มี.ค. ขณะที่นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ กำลังเดินทางกลับบ้านพักใน อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส หลังกลับจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเพิ่งมีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มี.ค.
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คนขับรถและผู้ติดตามของนายกมลศักดิ์ คือ นายอุชลัมห์ โกะเลาะ และ ด.ต.หริรักษ์ หีมมิหนะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยนายกมลศักดิ์เคยเปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า "ผู้ติดตามถูกยิงเข้าบริเวณปากและเบ้าตา ส่วนคนขับส่วนใหญ่ถูกยิงที่แขน" แต่ตัวเขาไม่ได้รับบาดเจ็บเพราะหมอบหลบทัน
จากคำบอกเล่าของนายกมลศักดิ์และภาพวงจรปิด ผู้ก่อเหตุอยู่ในรถกระบะสีขาว โดยภาพวงจรปิดที่สำนักข่าวรีพอร์ตเตอร์และมติชนรายงาน มีเสียงรัวยิงปืนราว 9 วินาที ขณะที่ พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส เคยให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า อาวุธที่ผู้ก่อเหตุใช้ลงมือคือปืนขนาด 5.56 มม. โดยพบปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุประมาณ 20 ปลอก
คดีนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ เมื่อมีข้อมูลว่ารถกระบะสีขาวที่กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้ คือรถของ กอ.รมน.จว.นราธิวาส ส่วนหน้า
ในการแถลงข่าวเมื่อ 13 เม.ย. การแถลงข่าวของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) ได้ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในชายแดนใต้ หลังจาก พล.ท.นรธิป แสดงความเห็นในนามส่วนตัวว่า "ถ้าผมทำ ผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก" ในการตอบคำถามนักข่าว และเรียกฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐว่า "โจร" ตลอดจนบอกว่าต้นเหตุของความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้มีต้นเหตุมาจากโรงเรียนสอนศาสนาบางแห่งที่ "ปลูกฝังแนวคิดอื่น ๆ" ซึ่งต่อมาเขาออกมากล่าวขอโทษและยอมรับว่าเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด
ในคำชี้แจงของทีมโฆษก กอ.รมน. เมื่อ 13 เม.ย. ระบุถึงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการนำรถของ กอ.รมน.จว.นราธิวาส ส่วนหน้า ไปใช้ พบว่าผู้ที่อนุญาตให้ ร.อ.วิโรจน์ ยืมรถไปใช้ก่อเหตุลอบยิง คือ น.อ.มนตรี โตประเสริฐ ผู้รับผิดชอบดูแลยานพาหนะของหน่วย
กอ.รมน. ระบุว่า เป็นการ "ยืมรถยนต์ราชการไปใช้ในลักษณะส่วนตัว โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด" โดยไม่มีการทำเอกสารขออนุญาต และไม่ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามสายการบังคับบัญชา ซึ่งนับเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของทางราชการอย่างร้ายแรง โดยมีการยืมรถรวม 3 ครั้ง ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของ กอ.รมน. จึงมีมติให้ดำเนินการทั้งทางแพ่ง ทางวินัย และทางอาญา โดยในทางวินัย หน่วยได้ดำเนินการส่งตัวกลับต้นสังกัด และเสนอให้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ
ส่วนการดำเนินคดีทางอาญาต่อ น.อ.มนตรี ต่อกรณีการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบยิงอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน สำหรับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการกอ.รมน.จว.นราธิวาส จะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ในกรณีเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และมาตรา 157 ในกรณีปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต