You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เหตุใดตำรวจพยายามจับกุมเจ้าพ่อเค-ป็อป บัง ชี-ฮยอก ผู้ก่อตั้งค่ายเพลงต้นสังกัดวงบีทีเอส
- Author, เคลลี อึง
- Reporting from, รายงานจากสิงคโปร์
- เวลาอ่าน: 6 นาที
เจ้าพ่อวงการเค-ป็อป บัง ชี-ฮยอก ผู้สร้างกลุ่มศิลปินดัง "บีทีเอส" (BTS) อาจถูกจับกุมได้ในข้อหาฉ้อโกงการซื้อขาย ก่อนที่บริษัทมูลค่า 7,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 2.3 แสนล้านบาท) จะเข้าตลาดหลักทรัพย์
ตำรวจเกาหลีใต้ได้ขอให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับในข้อหาที่ บัง ชี-ฮยอกสร้างความเข้าใจผิดให้กับนักลงทุน โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2019 ซึ่งเขาอ้างว่ากลุ่มบริษัทไฮบ์ (Hybe) ของเขาแทบไม่มีโอกาสที่จะไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งที่เขากำลังเตรียมการในเรื่องนี้อย่างลับ ๆ
ค่ายไฮบ์เปิดตัวในตลาดดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ ในเดือน ต.ค. 2020 และตำรวจกล่าวหานายบังว่ารวบรวมเงินได้ไปประมาณ 2 แสนล้านวอน (กว่า 4,300 ล้านบาท) ซึ่งเขาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้
คดีของนายบังมีการดำเนินการมาเป็นระยะเวลานาน โดยมีการตรวจค้นที่สำนักงานใหญ่ของไฮบ์ อายัดทรัพย์สินบางรายการ และมีการเรียกร้องให้เขาลงจากตำแหน่งประธานของบริษัท
ชายวัย 53 ปีรายนี้ยืนกรานมาตลอดว่าเขากระทำการโดยสุจริต เขาถูกสั่งห้ามเดินทางไปยังต่างประเทศตั้งแต่เดือน ส.ค. เมื่อเริ่มมีการสืบสวนสอบสวนในคดีดังกล่าว
คำขอออกหมายจับนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่บีทีเอส กลุ่มศิลปินที่เปรียบเสมือนเพชรยอดมงกุฎของไฮบ์ที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล เริ่มต้นกลับมาจัดทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกหลังจากห่างหายไปนานเกือบ 4 ปี
ผู้สังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมนี้ประเมินว่าไฮบ์จะทำเงินได้กว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์ (กว่า 32,000 ล้านบาท) จากการทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกที่ขายบัตรได้หมด ซึ่งบีทีเอสมีกำหนดการจะไปแสดงใน 34 เมืองทั่วโลก
หุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี เมื่อบีทีเอสประกาศเมื่อเดือน ม.ค. ว่าจะจัดคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ ทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านล้านวอน (กว่า 21,000 ล้านบาท)
นายบัง ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้ศิลปินกลุ่มนี้โด่งดังไปทั่วโลก ระบุในการให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับบิลบอร์ด (Billboard) ว่าบีทีเอสได้กลายเป็นเหมือนกับ "จุดดึงดูดนักท่องเที่ยว... ซึ่งเป็นที่จดจำและได้รับการยอมรับจากสาธารณชนทั่วโลก"
ภายใต้กฎหมายเกาหลีใต้ ผู้ที่ถูกตัดสินว่ากระทำผิดฐานได้เงินมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านวอน (ราว 108 ล้านบาท) มาอย่างผิดกฎหมาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีไปจนถึงตลอดชีวิต
บัง ชี-ฮยอก คือใคร
ความหลงใหลในดนตรีของนายบังเริ่มขึ้นตั้งแต่เยาว์วัย เขาเข้าร่วมวงดนตรีในโรงเรียนมัธยมและแสดงเพลงที่เขาเขียนขึ้นเอง จากนั้นเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็เริ่มอาชีพนักแต่งเพลง
ในปี 1997 นายบังร่วมก่อตั้งบริษัท "เจวายพี เอ็นเตอร์เทนเมนต์" (JYP Entertainment) กับพัค จิน-ยอง นักร้องและนักแต่งเพลง โดยปัจจุบันเจวายพีคือหนึ่งใน "สี่ยักษ์ใหญ่" (big four) ของกลุ่มบริษัทเค-ป็อป
หนึ่งในความสำเร็จของบังและพัค คือ "g.o.d" ศิลปินกลุ่มรุ่นแรกของวงการเค-ป็อป ที่ทำให้ทั้งคู่มีชื่อเสียงในฐานะผู้แต่งเพลงฮิต และทำให้บังมีฉายาว่า "ฮิตแมน บัง" (Hitman Bang)
ในปี 2005 บังออกจากเจวายพีเพื่อเริ่มกิจการของตัวเอง คือ "บิ๊ก ฮิต เอ็นเตอร์เทนเมนต์" (Big Hit Entertainment) ซึ่งตอนนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ "ไฮบ์" (Hybe) เขาเริ่มสร้างกลุ่มศิลปินบอยกรุ๊ปที่มีสมาชิก 7 คนในปี 2010 แต่ก็ใช้เวลาสองสามปีกว่าที่จะเป็นรูปเป็นร่างในนามวงบีทีเอสซึ่งเรารู้จักกันในวันนี้
เดิมทีศิลปินกลุ่มนี้ถูกวางตัวให้เป็นกลุ่มศิลปินฮิปฮอป แต่นายบังตัดสินนำ "โมเดลไอดอลเค-ป็อป" มาใช้ หลังจากที่เขาได้ประเมิน "บริบททางธุรกิจ" แล้ว ตามที่เขาให้สัมภาษณ์กับไทม์ (Time) ในปี 2019
ในช่วงหลายปีนับตั้งแต่การเปิดตัว บีทีเอสกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มศิลปินป็อปที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเป็นศิลปินเกาหลีกลุ่มแรกที่ติดชาร์ต "บิลบอร์ด ฮอต 100" และเป็นกลุ่มศิลปินชาวเอเชียกลุ่มแรกที่มียอดฟังบนสตรีมมิงสปอติฟาย (Spotify) เกิน 5,000 ล้านครั้ง
หุ้นของบิ๊ก ฮิต เอ็นเตอร์เทนเมนต์ มีราคาเปิดตัวในเดือน ต.ค. 2020 อยู่ที่ 235 ดอลลาร์สหรัฐ (7,563 บาท) ต่อหุ้น ซึ่งนับว่ามากกว่าราคาเสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ซึ่งอยู่ที่ 110 ดอลลาร์สหรัฐ (3,540 บาท) ต่อหุ้น
ในปี 2019 สำนักข่าวบลูมเบิร์กประเมินความมั่งคั่งสุทธิของนายบังอยู่ที่ราว 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 24,000 ล้านบาท) ซึ่งจากนั้นตัวเลขก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนมาอยู่ที่ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 64,000 ล้านบาท) โดยในเดือนที่แล้วนายบังถือหุ้นบริษัทไฮบ์อยู่กว่า 13 ล้านหุ้น ซึ่งมีมูลค่าเกือบ 5 ล้านล้านวอน (ประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท) จากข้อมูลของสถาบันวิจัยซีเอ็กซ์โอ (CXO Research Institute) ซึ่งเป็นบริษัทที่วิเคราะห์เกี่ยวกับองค์กรต่าง ๆ ที่มีฐานในกรุงโซลของเกาหลีใต้
ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการซื้อขายผิดกฎหมาย
ในเดือน ธ.ค. 2024 หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของเกาหลีใต้เริ่มดำเนินการสอบสวนข้อกล่าวหาที่ว่า นายบังได้ร่วมทำสัญญาแบ่งปันผลกำไรกับกองทุนไพรเวต อิควิตี (private equity funds) ล่วงหน้าก่อนที่จะนำค่ายไฮบ์เข้าตลาดหุ้น โดยไม่ได้เปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณะอย่างเหมาะสม
ตำรวจกล่าวหาว่านายบังได้หลอกลวงกลุ่มนักลงทุนเดิมและบรรดาบริษัทร่วมทุนให้คิดว่าไม่มีแผนที่เขาจะนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น และล่อลวงให้พวกเขาขายหุ้นบริษัทไฮบ์ให้กับกองทุนไพรเวต อิควิตี ที่เขาถูกกล่าวหาว่ามีสายสัมพันธ์ด้วย
นายบังต้องสงสัยว่าได้รับส่วนแบ่ง 30% จากเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายที่คิดเป็นมูลค่าถึง 2 แสนล้านวอน (ประมาณกว่า 4,300 ล้านบาท) เมื่อกองทุนไพรเวต อิควิตีขายหุ้นออกไปหลังจากที่ไฮบ์เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์
บริษัทไฮบ์ปฏิเสธการกระทำผิด โดยโต้แย้งว่าบริษัทได้ส่งสำเนาข้อตกลงที่เป็นปัญหาให้กับผู้รับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์สำหรับการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรกแล้ว ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวคือผู้ที่แนะนำว่าไม่จำเป็นจะต้องเปิดข้อมูลนี้
นายบังยังปฏิเสธการกระทำผิดตลอดการสอบสวนด้วย
เมื่อวันอังคาร (21 เม.ย.) ทีมทนายความของนายบังระบุว่าพวกเขา "เสียใจ" ที่ตำรวจร้องขอหมายจับจากศาล "เราจะยังคงให้ความร่วมมือกับกระบวนการทางกฎหมายทั้งหมด และจะพยายามอย่างสุดซึ้งในการอธิบายจุดยืนของพวกเราให้ชัดเจน" พวกเขาระบุในแถลงการณ์
หุ้นของไฮบ์ตกลง 2.3% เมื่อตลาดปิดในวันอังคาร ส่วนค่าดัชนีอ้างอิง Kospi เพิ่มขึ้น 2.7% ในขณะที่หุ้นของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเค-ป็อปอีกสามแห่งก็ร่วงลงเช่นเดียวกัน
การปราบปรามการปั่นหุ้นของเกาหลีใต้
การปั่นหุ้นนับเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเกาหลีใต้ ซึ่งทางการได้ให้คำมั่นเมื่อไม่นานมานี้ว่าจะปราบปรามกรณีลักษณะนี้
ก่อนหน้านี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายผิดกฎหมายจะได้รับบทลงโทษที่ค่อนข้างเบา เช่น การตักเตือน หรือการเสียค่าปรับทางปกครอง แต่ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง เรียกร้องให้มีการใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้น
ในเดือน ส.ค. มีการจัดตั้งทีมใหม่ที่ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินและตลาดหลักทรัพย์ของเกาหลีใต้ เพื่อสืบสวนกิจกรรมการซื้อขายหุ้นที่ผิดกฎหมาย
ทีมดังกล่าวปฏิบัติตามแนวทาง "กระทำผิดครั้งเดียวก็ถือว่าคุณต้องออกไป" โดยหากพบว่ามีบัญชีใดถูกใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย บัญชีดังกล่าวจะถูกระงับโดยทันที ซึ่งผู้กระทำความผิดจะต้องเผชิญกับค่าปรับสูงถึงสองเท่าของมูลค่าเงินที่พวกเขาได้รับอย่างผิดกฎหมาย
นอกจากนี้ยังมีบุคคลมีชื่อเสียงอื่น ๆ เคยถูกฟ้องคดีการปั่นหุ้นในลักษณะนี้เช่นกัน เช่น อี แจ-ยอง ประธานบริษัทซัมซุง, คิม บอม-ซู ผู้ก่อตั้งบริษัทคาเคา (Kakao) รวมถึง คิม กอน-ฮี อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง ซึ่งในท้ายที่สุดศาลก็ยกฟ้องทั้งหมดในข้อหานี้