จับผู้ต้องหาคนสุดท้าย คดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ จะสาวถึงผู้บงการตัวจริงได้หรือไม่

.

ที่มาของภาพ, Metropolitan Police Bureau/handout

คำบรรยายภาพ, ตำรวจจับกุมตัว ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี (ใส่หมวดปิดหน้า) อดีตนาวิกโยธิน มือปืนในคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ได้ที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี หลังหลบหนีนานกว่าหนึ่งเดือน
เวลาอ่าน: 8 นาที

ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัว ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี อดีตนาวิกโยธิน ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นมือยิงในคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งนับเป็นผู้ต้องหาคนสุดท้ายตามหมายจับที่ออกโดยศาลจังหวัดนราธิวาสได้แล้ว โดยมีการส่งตัวไปสอบปากคำที่ สภ.เมืองนราธิวาส ซึ่งเขาให้การรับสารภาพ

คดีนี้มีผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาสทั้งหมด 5 ราย ตั้งแต่คนชี้เป้า, คนขับรถ, มือปืน 2 คนที่ลงมือยิง, ไปจนถึงคนชำแหละชิ้นส่วนรถยนต์คันที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งตำรวจทยอยจับกุมตัวจนได้ครบทั้งหมดแล้ว โดยตามข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ร.อ.วิโรจน์ ผู้ต้องหาคนล่าสุดที่ตำรวจจับกุมได้ ถูกออกหมายจับใน 5 ข้อกล่าวหา ได้แก่

  • ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น
  • ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย
  • ร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุจําเป็นเร่งด่วนสมควรแก่พฤติการณ์
  • ร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หรือหมู่บ้าน
  • ร่วมกันใช้อาวุธปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ กระทําความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ระบุว่าได้รับทราบรายงานการจับกุมตัว ร.อ.วิโรจน์ แล้ว ทว่าไม่ตอบคำถามที่สื่อถามถึงความเป็นห่วงว่าจะมีการตัดตอนทำให้ขยายผลไปไม่ถึงผู้สั่งการหรือไม่

เหตุลอบยิงเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น.ของวันที่ 20 มี.ค. ขณะที่นายกมลศักดิ์ กำลังเดินทางกลับบ้านพักใน อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส โดยเหตุลอบยิงทำให้คนขับรถและผู้ติดตามของนายกมลศักดิ์ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ผ่านมากว่าหนึ่งเดือนแล้วนับจากวันเกิดเหตุ จนถึงวันนี้มีความคืบหน้าสำคัญอะไรแล้วบ้าง และยังมีเรื่องใดที่ยังไร้คำตอบ

เส้นทางการล่าตัวอดีตนาวิกโยธินมือยิง

จากแผนภูมิสรุปเหตุที่ตำรวจเปิดเผยในการแถลงข่าวของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 2.00 น. วันนี้ (23 เม.ย.) ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ลอบยิงวันที่ 20 มี.ค. และร่วมสนับสนุนเหตุการณ์ในวันนั้น มีทั้งหมด 5 คน ได้แก่

  • นายสมพร ลังเดช (ผู้ประสานงาน/ชี้เป้าหมาย)
  • นายอลาวี อาแว (คนขับรถ/ติดตามเป้าหมาย)
  • ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี (มือปืน)
  • นายธนภัทร วัฒนภิญโญ (มือปืน)
  • นายสุนทร พรหมภักดี (ผู้แยกชิ้นส่วนรถคันที่ใช้ก่อเหตุ)

แผนภูมิสรุปของตำรวจเผยให้เห็นรายละเอียดและลำดับเวลาตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค. นายสมพรและนายอลาวี เดินทางไปเฝ้ารอติดตามเป้าหมาย คือนายกมลศักดิ์ ที่สนามบินหาดใหญ่ ตั้งแต่ก่อนที่นายกมลศักดิ์จะลงจากเครื่องบิน และหลังจากที่นายกมลศักดิ์เดินทางถึงสนามบินในช่วงกลางคืน นายสมพรก็โทรศัพท์บอกให้ ร.อ.วิโรจน์ และนายธนภัทร "ออกมาได้เลย"

จากนั้น ร.อ.วิโรจน์และนายธนภัทรก็ขับรถกระบะโตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ สีขาว ออกมาจากบ้านของนายสมพร ไปรับนายอลาวีที่สลับมาขับรถคันที่ก่อเหตุ ก่อนที่เวลา 01.08 น. ของวันที่ 20 มี.ค. กลุ่มผู้ก่อเหตุจะตามประกบยิงรถตู้เป้าหมายและหลบหนี โดยมีการนำรถที่ใช้ก่อเหตุไปจอดที่อู่ของนายสุนทร ซึ่งเป็นผู้ชำแหละแยกชิ้นส่วนรถคันดังกล่าวตามคำสั่งของนายสมพร ตามข้อมูลบนแผนภูมิของตำรวจ

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ขวา) และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ซ้าย) ในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อ 23 เม.ย. หลังตำรวจจับกุม ร.อ.วิโรจน์ ผู้ต้องหาคนสุดท้ายตามหมายจับได้

บุคคลที่ตำรวจสามารถตามจับกุมตัวได้เป็นรายแรกคือนายสมพร จากนั้นจึงมีการทยอยติดตามจับกุมตัวอลาวี, นายสุนทร, นายธนภัทร และ ร.อ.วิโรจน์ ได้ตามลำดับ โดยตำรวจจับกุมตัว ร.อ.วิโรจน์ ผู้ทำหน้าที่ "มือปืน" ได้ที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และมีการนำตัวมาที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลเมื่อค่ำวานนี้ ก่อนที่จะส่งตัวไปยัง สภ.เมืองนราธิวาส ในช่วงเช้าของวันนี้ (23 เม.ย.)

พล.ต.อ.สำราญ และ พล.ต.ท.นพศิลป์ ยังเปิดเผยถึงรายละเอียดเกี่ยวกับตัว ร.อ.วิโรจน์ ด้วยว่า ผู้ต้องหารายนี้คืออดีตข้าราชการทหาร โดยเคยประจำการอยู่ในกองพลนาวิกโยธิน จ.นราธิวาส เมื่อช่วงปี 2533-2534 ก่อนลาออกจากราชการหลังจากนั้น

พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า ร.อ.วิโรจน์ เคยทำงานกับสหประชาชาติเป็นเวลา 16 ปี และมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ก่อนที่ต่อมาจะไม่มีงานและไปอาศัยอยู่ที่บ้านนายสมพร โดยนายสมพรเป็นผู้ช่วยเหลือค่ากินอยู่และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้เขา ขณะที่ พล.ต.ท.นพศิลป์ เสริมว่าอดีตทหารรายนี้เคยมีประวัติถูกจับคดีปืนเถื่อนในพื้นที่อื่นมาแล้ว แต่เป็นคดีที่รอลงอาญา

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตอบคำถามสื่อว่าจากคำให้การ ร.อ.วิโรจน์ อ้างว่าไม่รู้จักนายกมลศักดิ์เป็นการส่วนตัว และทราบเรื่อง "งาน" นี้มาจากนายสมพร โดยเขาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือยิง แต่ในเรื่องแรงจูงใจและรายละเอียดการยืมรถจาก กอ.รมน. ยังต้องสอบสวนต่อ ซึ่งรายละเอียดในสำนวนการสอบสวนจะอยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 9 โดยในส่วนตำรวจนครบาลเข้ามาสนับสนุนในด้านการติดตามจับกุมตัวคนก่อเหตุเท่านั้น

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, แผนภูมิสรุปพฤติการณ์ก่อเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่ถูกเปิดเผยในการแถลงข่าวที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลเมื่อเวลา 02.00 น. ของวันที่ 23 เม.ย.

ขณะที่ พล.ต.ท.นพศิลป์ ได้เผยถึงการติดตามตัว ร.อ.วิโรจน์ ว่าหลังก่อเหตุ ตำรวจพบว่าอดีตทหารรายนี้ได้หลบหนีออกจาก จ.นราธิวาส เข้าสู่ จ.ตรัง จากนั้นตำรวจได้ติดตามตรวจสอบพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับตัว ร.อ.วิโรจน์

"ทั้งภูมิลำเนาเดิมที่ จ.ระยอง บ้านพักของตัวภรรยาของเขาในกรุงเทพมหานคร และกลุ่มเพื่อน ๆ ของเขาที่ จ.ขอนแก่น มหาสารคาม มุกดาหาร ก็ตรวจสอบทุกที่" พล.ต.ท.นพศิลป์กล่าว

"สุดท้ายก็สืบสาวราวเรื่องว่าก็มีการหลบหนี จ.ตรัง เข้าในส่วนของพังงา มาถึง จ.ราชบุรี และเข้า จ.กาญจนบุรี"

พล.ต.ท.นพศิลป์ กล่าวว่าภายหลังจากที่นายวิโรจน์หลบหนีเข้า จ.กาญจนบุรี แล้วนั้น ข้อมูลจากการสืบสวนพบว่าเขาได้เข้าพักที่โรงแรมม่านรูดอยู่หนึ่งคืน จากนั้นก็เดินทางต่อเข้าไปยัง อ.สังขละบุรี ซึ่งจากการสอบปากคำพยาน ตำรวจพบว่าระหว่างหลบหนีกบดานอยู่บริเวณนั้น ร.อ.วิโรจน์ ได้เดินทางข้ามแดนไปมาระหว่างเมียนมากับไทยอยู่หลายครั้ง เขาจึงประสานงานร่วมกับทั้งตำรวจและทหารที่รับผิดชอบพื้นที่ในฝั่งไทย ไปจนถึงกองกำลังที่รับผิดชอบพื้นที่ทางฝั่งเมียนมา กระทั่งสามารถจับกุมตัว ร.อ.วิโรจน์ ได้ในพื้นที่หมู่ 9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นาทีตำรวจควมคุมตัว ร.อ.วิโรจน์ มายังกองบัญชาการตำรวจนครบาล

ผู้การนราธิวาสเผย ร.อ.วิโรจน์ อ้างคนสั่งการยิงคือ "สมพร"

ด้าน พล.ต.อ.สำราญ กล่าวยืนยันว่าในตอนนี้ตำรวจสามารถ "จับกุมตัว[คนที่อยู่]ในที่เกิดเหตุ หรือสนับสนุนในที่เกิดเหตุได้ครบหมด ตั้งแต่คนขับรถดูต้นทาง คนขับรถไปยิง มือยิง แล้วก็มือยิงคนที่สอง แล้วก็คนชำแหละรถ"

ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า "ประเด็นที่พี่น้องสื่อมวลชนก็จะถามต่อว่าแล้วผู้ใช้จ้างวาน หรือรับงานใครมา ประเด็นนี้มันยังด่วนเร็วเกินไปที่เราจะถามและก็ตอบในวันนี้" เขาระบุก่อนจะยืนยันต่อว่าคดีนี้ได้รับการสั่งกำชับจากทั้งทางนายกรัฐมนตรี, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และผู้บังคับบัญชาระดับสูงแล้วว่า "พยานหลักฐานไปถึงใคร เราก็ทำทั้งหมด"

อย่างไรก็ดี เขาระบุว่าแม้ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ในบรรดาทั้ง 5 คนที่จับกุมมาแล้วจะให้การรับสารภาพ แต่ในรายละเอียดคำให้การของผู้ต้องหาแต่ละคนก็ยังมีบางประเด็นที่ให้การขัดกัน และ "โยนกันไปโยนกันมา" อยู่

พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ออกมาเปิดเผยเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาว่า จากการสอบปากคำ ร.อ.วิโรจน์ เพิ่มเติม เขาให้การว่าสาเหตุที่ก่อเหตุเป็นเรื่องส่วนตัว โดยคนบงการทั้งหมดนายสมพร ซึ่งเขารับงานมาเพราะไม่พอใจนายกมลศักดิ์ในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่เป็นการส่วนตัว โดยไม่ได้รับค่าจ้างใด ๆ จากการก่อเหตุ

"จริง ๆ แล้วคนรันงาน คนสั่งให้ทำก็คือสมพร ที่เขารับทำก็เพราะว่าเขามีความรู้สึกไม่ดีกับ สส. เป็นการส่วนตัวเท่านั้น" พล.ต.ต.ประยงค์ ระบุถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุของ ร.อ.วิโรจน์

อย่างไรก็ดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส บอกว่าคำให้การนี้ตำรวจไม่ได้เชื่อทั้งหมด โดยรับฟังไว้ ส่วนจะให้น้ำหนักหรือไม่ก็เป็นเรื่องของพยานหลักฐาน

หนึ่งเดือนหลังเหตุลอบยิง มีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง

เหตุลอบยิงเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น.ของวันที่ 20 มี.ค. ขณะที่นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ กำลังเดินทางกลับบ้านพักใน อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส หลังกลับจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเพิ่งมีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มี.ค.

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คนขับรถและผู้ติดตามของนายกมลศักดิ์ คือ นายอุชลัมห์ โกะเลาะ และ ด.ต.หริรักษ์ หีมมิหนะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยนายกมลศักดิ์เคยเปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า "ผู้ติดตามถูกยิงเข้าบริเวณปากและเบ้าตา ส่วนคนขับส่วนใหญ่ถูกยิงที่แขน" แต่ตัวเขาไม่ได้รับบาดเจ็บเพราะหมอบหลบทัน

จากคำบอกเล่าของนายกมลศักดิ์และภาพวงจรปิด ผู้ก่อเหตุอยู่ในรถกระบะสีขาว โดยภาพวงจรปิดที่สำนักข่าวรีพอร์ตเตอร์และมติชนรายงาน มีเสียงรัวยิงปืนราว 9 วินาที ขณะที่ พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส เคยให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า อาวุธที่ผู้ก่อเหตุใช้ลงมือคือปืนขนาด 5.56 มม. โดยพบปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุประมาณ 20 ปลอก

คดีนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ เมื่อมีข้อมูลว่ารถกระบะสีขาวที่กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้ คือรถของ กอ.รมน.จว.นราธิวาส ส่วนหน้า

ในการแถลงข่าวเมื่อ 13 เม.ย. การแถลงข่าวของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) ได้ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในชายแดนใต้ หลังจาก พล.ท.นรธิป แสดงความเห็นในนามส่วนตัวว่า "ถ้าผมทำ ผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก" ในการตอบคำถามนักข่าว และเรียกฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐว่า "โจร" ตลอดจนบอกว่าต้นเหตุของความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้มีต้นเหตุมาจากโรงเรียนสอนศาสนาบางแห่งที่ "ปลูกฝังแนวคิดอื่น ๆ" ซึ่งต่อมาเขาออกมากล่าวขอโทษและยอมรับว่าเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด

ในคำชี้แจงของทีมโฆษก กอ.รมน. เมื่อ 13 เม.ย. ระบุถึงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการนำรถของ กอ.รมน.จว.นราธิวาส ส่วนหน้า ไปใช้ พบว่าผู้ที่อนุญาตให้ ร.อ.วิโรจน์ ยืมรถไปใช้ก่อเหตุลอบยิง คือ น.อ.มนตรี โตประเสริฐ ผู้รับผิดชอบดูแลยานพาหนะของหน่วย

กอ.รมน. ระบุว่า เป็นการ "ยืมรถยนต์ราชการไปใช้ในลักษณะส่วนตัว โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด" โดยไม่มีการทำเอกสารขออนุญาต และไม่ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามสายการบังคับบัญชา ซึ่งนับเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของทางราชการอย่างร้ายแรง โดยมีการยืมรถรวม 3 ครั้ง ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของ กอ.รมน. จึงมีมติให้ดำเนินการทั้งทางแพ่ง ทางวินัย และทางอาญา โดยในทางวินัย หน่วยได้ดำเนินการส่งตัวกลับต้นสังกัด และเสนอให้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ

ส่วนการดำเนินคดีทางอาญาต่อ น.อ.มนตรี ต่อกรณีการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบยิงอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน สำหรับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการกอ.รมน.จว.นราธิวาส จะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ในกรณีเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และมาตรา 157 ในกรณีปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต