"ภูมิหลังผู้ชนะประมูล-ช่องโหว่ TOR-ความคุ้มค่า" สรุปสารพัดข้อกังขา-คำชี้แจง โครงการ TH-AI Passport ก่อนดีอีเปิดเวทีฟังความเห็น

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เตรียมเปิดตัวโครงการ TH-AI Passport ให้สิทธิ์ชาวไทย 5 ล้านคนใช้เอไอรูปแบบโปรได้ฟรี รวม 12 โมเดล จากการเปิดเผยของไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 13 นาที

สองสัปดาห์หลังมีรายงานว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เตรียมเปิดตัวโครงการ TH-AI Passport ให้สิทธิ์ชาวไทย 5 ล้านคนใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) รูปแบบโปรได้ฟรี ในเดือนนี้ ก็มีการตั้งข้อสังเกตมากมายทั้งจาก สส.ฝ่ายค้าน และอินฟลูเอนเซอร์สายเทคโนโลยีว่าโครงการที่มีมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาทนี้ จะได้ประโยชน์คุ้มค่าจริงหรือไม่

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งกระทู้ถามสดระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 28 พ.ค. โดยอภิปรายว่าเขาพบเรื่อง "บังเอิญ" หลายประการในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการนี้ ขณะที่นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ลุกขึ้นตอบฝ่ายค้านในหลายประเด็น ทั้งอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีที่ไม่ได้มีความรับผิดชอบเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยตรง ไปจนถึงที่มาและความสำคัญของโครงการ

"ผมไม่คิดว่าผมจะต้องมาอธิบายว่าฟรีกับโปรมีศักยภาพ ผลิตผลที่แตกต่างกันอย่างมหาศาลแบบไหน" นายไชยชนกกล่าวในช่วงหนึ่งของการตอบกระทู้ถาม พร้อมเน้นย้ำถึงความสำเร็จในการจัดหาเอไอให้กับประชาชน 5 ล้านคนได้ด้วยราคาเฉลี่ย 27 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งถือว่าถูกกว่าสิงคโปร์ 20 เท่า เพื่อนำมาเพิ่ม "productivity" หรือศักยภาพการผลิตของประเทศ

โครงการ TH-AI Passport หรือ "โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย" เริ่มประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างไปตั้งแต่ 17 พ.ย. 2568 จนได้ผู้ชนะการประกวดราคามาแล้ว แต่เมื่อมีกระแสคัดค้านจากหลายฝ่าย กระทรวงดีอีจึงประกาศจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น 11 มิ.ย. นี้

ทว่าตามการชี้แจงของนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ความคิดเห็นที่จะมีการแลกเปลี่ยนบนเวทีในวันพฤหัสบดีนี้จะไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขอบเขตของงาน หรือ TOR ในการจัดซื้อจัดจ้างได้

ก่อนถึงวันที่กระทรวงดีอีเปิดเวทีฟังความคิดเห็น บีบีซีไทยรวบรวมข้อกังขาต่าง ๆ และคำชี้แจงจากกระทรวงดีอี

1. ใช้งบประมาณ "สูงเป็นประวัติการณ์" และเป็นเงินนอกงบประมาณที่ไม่ต้องผ่าน ครม.

ประเด็นแรกที่นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ตั้งกระทู้ถามกับ รมว.ดีอี คือเรื่องการใช้งบประมาณของโครงการ

สส.ปชน. เปิดข้อมูลโครงการกลางสภาว่า โครงการ TH-AI Passport ดำเนินการภายใต้ "กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม" ซึ่งกองทุนนี้ได้รับงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ปีละ 2,000 ล้านบาท จากข้อมูลพบว่าแต่ละปีกองทุนนี้จะมีเงินเหลือประมาณ 1,500–1,600 ล้านบาท

งบประมาณจากกองทุนนี้ถือเป็นกองทุนนอกงบประมาณที่ไม่ต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

นายภาวุธอภิปรายต่ออีกว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช. เจ้าของโครงการ TH-AI Passport เคยตอบคำถามกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ของสภาผู้แทนราษฎรว่า จำนวนกลุ่มเป้าหมาย 5 ล้านคน มาจากการคำนวณเงินที่เหลือจากกองทุนนี้ โดยประมาณงบประมาณเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 300 บาท ทำให้หารออกมาได้ 5 ล้านคน ซึ่ง สส.พรรคสีส้มชี้ว่า "กลายเป็นว่าที่มาของโครงการนี้ ไม่ได้มาจากความต้องการจริงของประเทศไทยเลย"

เขายังเน้นย้ำถึงมูลค่าโครงการ 1,600 ล้านบาทด้วยว่าถือเป็นงบฯ ที่ "สูงเป็นประวัติศาสตร์" ในการทำโครงการของกระทรวงดีอี ขณะที่หน่วยงานซึ่งขอใช้งบประมาณคือ สดช. มีชื่อผู้บริหารซ้ำซ้อนกับผู้บริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลฯ ซึ่งเขาตั้งคำถามว่าเป็นเหมือนการ "ตั้งเอง ชงเอง และตบเอง" ซึ่ง "เป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่"

.

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รัฐสภา

คำบรรยายภาพ, ภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งกระทู้ถามสดเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 28 พ.ค. โดยระบุว่าการดำเนินโครงการมี "เรื่องบังเอิญ" หลายประการ

ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ลุกขึ้นตอบคำถามนี้โดยไล่เรียง "ความสำคัญ" และ "ความจำเป็น" ของเอไอ ซึ่งเขาเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิต (productivity) ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่อนาคตจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย

นายไชยชนกบอกว่าการเพิ่มอัตราการใช้เอไอเป็นเรื่อง "สำคัญ จำเป็น และเร่งด่วน" นั่นคือสาเหตุที่ทำให้โครงการนี้เลือกใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลฯ แทนที่จะใช้งบประมาณประจำปี เพราะในขณะที่รัฐบาล "อนุทิน 1" เข้าปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 1 ต.ค. 2568 ก็ไม่ทันกับรอบงบประมาณประจำปีที่ผ่านมาแล้ว เขาจึงต้องหาแนวทางในการดำเนินโครงการนี้เพื่อให้ไทยไม่ "ตกหลุ่ม" ของการที่มีแรงงานลดลงในวันข้างหน้า

เขายังยืนยันอีกว่าการใช้เงินในโครงการนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนพัฒนาดิจิทัลฯ และเป็นไปตาม พ.ร.บ.ดีอี หรือชื่อเต็มคือพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560

ส่วนประเด็นเรื่องจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ นายไชยชนกบอกว่าเขาไม่ทราบเรื่องที่หน่วยงานชี้แจงที่มาของจำนวนสิทธิ์ 5 ล้านคนในลักษณะนั้น แต่เขามองว่าการกำหนดกลุ่มเป้าหมายจำนวน 5 ล้านสิทธิ์จะทำให้อัตราการใช้เอไอของคนไทยเพิ่มขึ้นมาเหนือเกณฑ์มาตรฐานของโลก (global benchmark)

"ตัวโครงการไม่ได้เป็นโครงการที่นำมาซึ่งการแจกเอไอโปรในรูปแบบฟรีอย่างเดียว นโยบายผมที่ผมได้มอบให้กับหน่วยงานไป คือการพัฒนาในเรื่องของ AI adoption (การนำเอไอมาใช้), AI literacy (ความรู้เท่าทันเอไอ) ของประเทศ และ ecosystem (ระบบนิเวศ) ของเอไอ" นายไชยชนกตอบกระทู้ถามในสภา พร้อมเน้นย้ำว่าโครงการนี้ไม่เพียงจะแจกเอไอให้ประชาชนใช้ฟรีเท่านั้น แต่จะยังรวมถึงการออกแบบ "คอร์สเรียน" ให้ประชาชนศึกษาทักษะในการป้อนคำสั่ง (prompting) ด้วย

เขาอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้เพิ่มเติมในวันเดียวกัน (28 พ.ค.) ว่าโครงการนี้มีแผนจัดหาเอไอจำนวน 12 โมเดลให้กับประชาชน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มการเข้าถึงเอไอ หลังมีผลการศึกษาพบว่าไทยมีอัตราการเข้าถึงเอไออยู่ที่ 10.7% ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน อาทิ เวียดนาม และสิงคโปร์ อีกทั้งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเกณฑ์มาตรฐานของโลกซึ่งอยู่ที่ 16.3% ซึ่งโครงการ TH-AI Passport จะช่วยเพิ่มอัตราการเข้าถึงเอไอของไทยให้กลายเป็นประมาณ 23% อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเวียดนาม โดยใช้งบเฉลี่ยเพียง 324 บาทต่อคนต่อปี หรือประมาณ 27 บาทต่อเดือนเท่านั้น

.

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รัฐสภา

คำบรรยายภาพ, ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี มองว่าโครงการ TH-AI Passport จะช่วยเพิ่มอัตราการใช้เอไอของคนไทยให้อยู่ในระดับใกล้กับเวียดนาม

2. ภูมิหลังกลุ่มบริษัทผู้ชนะประกวดราคา

อีกประเด็นที่นายภาวุธตั้งคำถามในสภาคือสิ่งที่เขาบอกว่าเป็น "เรื่องบังเอิญ" หลายประการในกระบวนการประกวดราคา

นายภาวุธกล่าวว่าระยะเวลาตั้งแต่ประกาศการประกวดราคาไปจนถึงวันที่บริษัทต่าง ๆ ต้องยื่นเสนอราคา มีกรอบเวลาที่สั้นมาก คือเพียง 34 วันเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เขามองว่า "น่าแปลกใจ" สำหรับโครงการที่มีมูลค่าขนาดนี้ พร้อมตั้งคำถามว่าการที่บริษัทสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จนสามารถยื่นเสนอราคาได้ทันเวลา เป็นเพราะรู้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่ว่าจะมีการประมูลโครงการนี้

สส.ฝ่ายค้านผู้นี้ยังกล่าวในสภาว่ากลุ่มบริษัทที่ยื่นประมูลโครงการ TH-AI Passport คือกลุ่มบริษัทเดียวกันกับบริษัทที่เป็นผู้ตั้งราคากลาง และบริษัทที่ชนะการประมูลก็ชนะด้วยราคาต่ำกว่าราคากลางเพียงราว 1.5% นับว่าบังเอิญเกินไปหรือไม่

นอกจากนี้ สส.พรรคประชาชน ยังอ้างว่า 3 บริษัทที่เข้ามาทำราคากลางให้กับโครงการ TH-AI Passport เป็นกลุ่มเดียวกันกับบริษัทที่ชนะการประมูลโครงการจัดทำแพลตฟอร์มคลังหน่วยกิตของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และโครงการเกี่ยวกับระบบดิจิทัลของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มีมูลค่ารวมกันหลักหมื่นล้านบาท และยังชนะโครงการแข่งขันรถโมโต จีพี ที่ จ.บุรีรัมย์ ด้วย เขาจึงตั้งคำถามไปถึงไชยชนกว่า กลุ่มบริษัทดังกล่าวได้รับงานเชื่อมโยงกับกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) บริหารหรือไม่

อย่างไรก็ดี นายไชยชนกชี้แจงประเด็นนี้เพียงสั้น ๆ โดยระบุว่าเขาเป็นเพียงผู้กำหนดนโยบาย (policy maker) เขาดูเพียงเรื่องของนโยบายว่าตรงกับนโยบายของรัฐบาลและเป้าหมายของตัวเองหรือไม่ และพิจารณาว่าโครงการคุ้มค่ากับงบประมาณของแผ่นดินหรือไม่ เรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหรือ TOR ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขา แต่หากมีข้อสงสัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงทุกอย่าง

"ใครจะได้รับโครงการ รับงาน ไม่ได้เป็นประเด็นและเป็นเรื่องของผมครับ" นายไชยชนกกล่าวโดยย้ำว่าเขาได้มอบนโยบายไปว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร ผู้รับงานก็ไปทำหน้าที่ส่งมอบงานตามนโยบาย ซึ่งหากทำไม่ได้เขาก็มีหน้าที่ไปจัดการ

รมว.ดีอี ยังโต้แย้งด้วยว่า กระบวนการในการดำเนินโครงการนี้ไม่ได้ใช้เพียง 34 วัน ตามที่ สส.ฝ่ายค้านกล่าวอ้าง แต่ใช้เวลาถึง 5 เดือน ผ่านทั้งการประชาพิจารณ์และกระบวนการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding) อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สำหรับกระบวนการดำเนินโครงการ TH-AI Passport มีคำชี้แจงจากนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอีในเวลาต่อมา ซึ่งไล่เรียงช่วงเวลาของการดำเนินขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้

  • 17 พ.ย. 68 ประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้าง
  • 15-22 ธ.ค. 68 ทำประชาพิจารณ์ TOR (5 วันทำการ)
  • 24 ธ.ค. 68 – 26 ม.ค. 69 ประกาศเชิญชวน
  • 27 ม.ค. 69 เปิดให้เสนอราคา
  • 27 ก.พ. – 11 มี.ค. 69 ประกาศผู้ชนะ และเปิดให้อุทธรณ์
  • 7 เม.ย. 69 ลงนามในสัญญา

ปลัดกระทรวงดีอีระบุด้วยว่า โครงการนี้มีผู้ร่วมเสนอราคาจำนวน 3 กลุ่ม ซึ่งผู้ชนะการประกวด คือ "กิจการค้าร่วมทีเอช" เสนอราคา 1,621 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ประมาณ 1.76 %

เกี่ยวกับกรอบเวลายื่นประมูล บีบีซีไทยสืบค้นเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่ามีการประกาศเชิญชวนให้ผู้ประกอบการยื่นข้อเสนอโครงการนี้ในวันที่ 24 ธ.ค. 2568 โดยกำหนดให้ต้อง "แสดงหลักฐานถึงขีดความสามารถและความพร้อมที่มีอยู่ในวันยื่นข้อเสนอ" โดยผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามเอกสารประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์กำหนด และต้องเสนอราคาทางระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ในวันที่ 27 ม.ค. 2569 ระหว่างเวลา 9.00 - 12.00 น.

หากนับช่วงวันตั้งแต่ที่มีประกาศฉบับนี้จนถึงวันที่ผู้ประกอบการต้องยื่นเสนอราคาจะมีระยะเวลา 34 วันตามที่ สส.พรรคประชาชน อภิปรายในสภา

ประกาศยื่นเสนอราคาดังกล่าวมีการระบุคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่มีสิทธิ์ยื่นข้อเสนอ, เอกสารต่าง ๆ ที่ต้องจัดเตรียม ไปจนถึงมีการแนบเอกสารขอบเขตของงาน หรือ TOR ไว้ด้วย

3. กำหนดสเปกประชาสัมพันธ์เอื้อไม่กี่กลุ่มทุน

นายภาวุธยังตั้งคำถามถึงการกำหนดสเปกใน TOR ว่าต้องมีการลงโฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการนี้ผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา ซึ่งเขาอ้างว่ามีเพียงกลุ่มทุนสื่อรายเดียวที่ครอบครองสิทธิ์นี้และคือกลุ่มทุนที่ได้งานไป

เกี่ยวกับประเด็นนี้นายไชยชนกชี้แจงว่า การรับรู้ของประชาชนคือสิ่งที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการ โดยเขายกตัวอย่างโครงการที่กระทรวงดีอีเคยประสานกับกูเกิล (Google) ให้กลุ่มเป้าหมายสามารถใช้เอไอเจมิไน (Gemini) ระดับโปรได้ฟรี 1 ปี พบว่ามีผู้ใช้สิทธิ์จริงเพียง 200,000 กว่าคน พอมาถึงโครงการ TH-AI Passport ครั้งนี้จึงพยายามเน้นเรื่องการประชาสัมพันธ์

4. ดีลผ่านคนกลาง

สส.พรรคประชาชน ยังตั้งคำถามถึงวิธีการในการ "ดีล" หรือการประสานงานขอใช้เอไอ ว่าเหตุใดจึงต้องจ้าง "คนกลาง"

เขายกตัวอย่างว่าประเทศสิงคโปร์ได้ทำโครงการเอไอโดยเจรจาตรงกับโอเพนเอไอ (OpenAI) บริษัทเจ้าของแชทจีพีที จนโอเพนเอไอตกลงที่จะลงทุนตั้งแล็บในสิงคโปร์ ในขณะที่ไทยต้องเสียส่วนต่างให้กับคนกลางและยังทำให้เสียสิทธิประโยชน์ที่ควรจะได้จากการดีลตรงหรือไม่

ประเด็นนี้ นายไชยชนกตอบว่าเป็นนโยบายของบริษัทเจ้าของเอไอต่าง ๆ ที่จะไม่ดีลตรงกับภาครัฐ พร้อมปฏิเสธว่าสิงคโปร์ก็ไม่ได้ดีลตรงกับทางบริษัทเจ้าของเอไอเช่นกัน เพราะเป็นการฝ่าฝืนนโยบายของบริษัท (against company's policy)

"ท่านบอกว่าทำไมไม่ดีล (เจรจาต่อรอง) ตรง มันดีลตรงไม่ได้ครับ company policy (นโยบายบริษัท) ของทุก ๆ องค์กรที่อยู่นี้ ที่ท่านพูดถึงเนี่ย เขาไม่สามารถดีลตรงกับหน่วยงานทางภาครัฐได้ครับ" นายไชยชนกกล่าวในสภาผู้แทนราษฎร

รมว.ดีอียังไล่เรียงต่อไปโดยยกตัวอย่างกรณี "สมมติ" ว่าหากมีการดีลตรงได้ สิ่งที่เขามองว่าจะเกิดขึ้นมีอยู่ 2 แนวทาง คือ

  • Subscription-based (คิดราคาตามการสมัครรับบริการ)

เขาอธิบายว่าคือการต้องใช้แพลตฟอร์มของผู้ให้บริการดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ข้อมูลทุกอย่างถูกนำไปประมวลผลยังต่างประเทศ โดยที่ฝ่ายไทยไม่สามารถต่อเติมหรือเรียนรู้เพื่อต่อยอด (learn to earn) อะไรได้ ซึ่งจะไม่ได้พัฒนาระบบนิเวศด้านเอไอและบุคลากรของไทย

  • Token-based (คิดราคาตามปริมาณการใช้โทเคน)

ในบริบทนี้ โทเคน (Token) น่าจะหมายถึงหน่วยย่อยของข้อมูลที่เอไอใช้ประมวลผล ซึ่งผู้ให้บริการเอไออาจใช้ในการกำหนดค่าใช้จ่ายในการให้บริการตามการใช้งาน เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนกับมิเตอร์แท็กซี่ที่วิ่งตามระยะทาง

รัฐมนตรีดีอีอธิบายว่าหากเจรจาต่อรองโดยตรงแล้วผลออกในรูปแบบนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือฝ่ายไทยต้องหาเอพีไอ (Application Programming Interface-API ซึ่งหมายถึงตัวกลางที่ช่วยเชื่อมต่อซอฟต์แวร์สองส่วนเข้าด้วยกัน) มาประกอบหน้าเพื่อนำโทเคนนั้นไปใช้กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ อยู่ดี ซึ่งเขามองว่า "ทำแบบนั้นไม่ได้และไม่มีประสิทธิภาพ"

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, โครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดีอีมีการลงนามในสัญญาไปแล้วตั้งแต่ 7 เม.ย. ก่อนจะถูกตั้งข้อสังเกตหลายประการในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ด้านนายภาวุธ แย้งว่าโครงการที่กระทรวงดีอีเคยเปิดให้ใช้เอไอเจมิไน ก็มาจากการติดต่อกูเกิล ซึ่งเป็นบริษัทเจ้าของเอไอตัวนี้โดยตรงไม่ใช่หรือ และเหตุใดโครงการ TH-AI Passport จึงไม่ทำแบบเดียวกัน

ขณะที่นายไชยชนกตอบในช่วงต่อมาว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นความริเริ่มของรัฐ แต่คือโครงการที่บริษัทกูเกิลตั้งใจจะทำอยู่แล้วในหลายประเทศ กระทรวงดีอีเพียงประสานขอให้ไทยเข้าไปเป็นหนึ่งในประเทศที่บริษัทจะทำโครงการ ซึ่งการทำเช่นนั้นคือการใช้ระบบนิเวศทางเอไอของบริษัทต่างชาติ ต่างจาก TH-AI Passport ที่ตั้งใจจะให้นำมาต่อยอดในไทยได้

5. ช่องโหว่ TOR ทำให้อาจได้ "เอไอออฟไลน์"

ประเด็นนี้ไม่ได้ถูกหยิบยกมาพูดในการประชุมสภาผุ้แทนราษฎร แต่ถูกตั้งข้อสังเกตโดยนายธนานนท์ ปฏิญญาศักดิกุล ยูทิวเบอร์สายไอที ที่ตั้งคำถามผ่านบัญชียูทิวบ์ "9arm" ที่มีผู้ติดตามกว่า 1.58 ล้านคน

ในคลิปวิดีโอยาว 50.41 นาที นายธนานนท์ไล่เรียงรายละเอียดในเอกสาร TOR ของโครงการ โดยเขามองว่าเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ที่ดีในการจะให้ประชาชนเข้าถึงเอไอมากขึ้น แต่ก็ตั้งคำถามถึงหลายประเด็นในรายละเอียดของ TOR ที่ทำให้อาจไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริงเท่าที่ควร

ประเด็นหนึ่งที่ยูทิวเบอร์ผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยเทนเนสซีเน้นย้ำ คือการที่รายละเอียดใน TOR ไม่ได้กำหนดให้โมเดลเอไอที่บริษัทจัดหานำมาใช้ต้อง "ค้นหา" ได้ ทำให้เอไอที่จะได้มาในราคาที่กระทรวงดีอีตั้งงบเฉลี่ย 27 บาทต่อคนต่อเดือนนั้น อาจใช้งานได้ในลักษณะ "ออฟไลน์"

เขาอธิบายว่าการใช้งานแบบออฟไลน์เอไออาจตอบคำถามเบื้องต้นหรือสรุปเอกสารต่าง ๆ ได้ แต่ข้อมูลอาจ "ไม่อัปเดต" ด้วยข้อจำกัดใน TOR ที่ทำให้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้

นายธนานนท์ยังตั้งคำถามถึงข้อกำหนดใน TOR ที่ระบุให้ระบบสามารถ "รองรับการเข้าใช้งานพร้อมกันได้ จำนวนไม่น้อยกว่า 500,000 ผู้ใช้งาน ณ ชั่วโมงเดียวกัน" นั้น เมื่อเขาหารตัวเลขออกมาเป็นหน่วยต่อ "วินาที" พบว่าข้อกำหนดนี้คือการให้รองรับผู้ใช้งานพร้อมกันในระดับวินาที ไม่ถึง 140 คน

อย่างไรก็ดี เนื่องจากนี่ไม่ใช่ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามในสภา จึงยังไม่มีคำชี้แจงจากกระทรวงดีอีว่ารายละเอียดเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

ทั้งนี้ จากการเปิดเผยรายละเอียดของโครงการโดยนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี เมื่อ 28 พ.ค. เขาระบุว่าโครงสร้างระบบของโครงการนี้จะเปิดให้ประชาชนผู้ใช้บริการสามารถบริหารจัดการได้หลายรูปแบบ ทั้งการจัดสรรโทเคน (Token Allocation) หรือการใช้ความจุสำรอง (Reserve Capacity) ผ่านคลาวด์ประมวลผลแบบ TPU/GPU หรือจะใช้บริการแบบผสมผสาน (Hybrid Model) ก็ได้ โดยมีออกข้อกำหนดทางเทคนิคไว้แบบเน้นผลลัพธ์การใช้งานจริงมากกว่ากำหนดจำนวนโทเคนแบบตายตัว

นายไชยชนกระบุเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลว่าผู้ให้บริการจะไม่สามารถนำข้อมูลของผู้ใช้งานในโครงการ TH-AI Passport ไปสร้างเนื้อหาใหม่ (Gen AI) ต่อได้ เนื่องจากข้อมูลผู้ใช้งานและคำสั่ง (prompt) ต่าง ๆ จะถูกจัดเก็บบนคลาวด์ในประเทศไทย และเข้าถึงได้เฉพาะในรูปแบบที่ไม่ระบุตัวตน (anonymous) เท่านั้น โดยการยืนยันบัญชีผู้ใช้งานในโครงการจะเป็นเพียงการยืนยันสิทธิ์การใช้งานสำหรับคนไทยเท่านั้น โดยที่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่เจ้าของโมเดลเอไอ

6. ความคุ้มค่าของโครงการ

อีกประเด็นที่โครงการนี้ถูกตั้งคำถามคือเรื่องความคุ้มค่าของโครงการ ซึ่งนายภาวุธอภิปรายในสภาเมื่อ 28 พ.ค. ว่าการจะแจก 5 ล้านสิทธิ์จะรู้ได้อย่างไรว่าจะไม่ซ้ำซ้อนกับผู้ที่เข้าถึงเอไออยู่แล้ว ซึ่งอาจทำให้ช่วยเพิ่มอัตราการเข้าถึงเอไอได้ไม่มากเท่าที่กระทรวงดีอีประเมินไว้

"คนไทยจริง ๆ แล้วเราต้องการใช้เอไอแบบโปร แบบโปรพิเศษถึง 5 ล้านคนเลยหรือครับ ในขณะที่วันนี้เอไอส่วนใหญ่ใช้ฟรี" สส.พรรค ปชน. ตั้งคำถามในช่วงหนึ่งของการอภิปราย

ขณะที่นายไชยชนกโต้ว่า "ท่านอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ ท่านบอกว่าท่านอยากจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงดีอี ผมไม่คิดว่าผมจะต้องมาอธิบายว่าฟรีกับโปรมีศักยภาพ ผลิตผลที่แตกต่างกันอย่างมหาศาลแบบไหน"

"ในฐานะฝ่ายบริหารของประเทศ เป้าหมายของเราคือการยกระดับศักยภาพ productivity (ศักยภาพการผลิต) ของประเทศ เป้าหมายคือให้คน adopt (รับมาใช้) แล้วก็ใช้มากขึ้นถูกไหมครับ" รมว.ดีอี กล่าวในสภาผู้แทนราษฎร "คนไม่อยากใช้แบบที่ต้องเสียตังค์เยอะ ไม่จริงครับ ไม่มีใครสักคนไม่อยากใช้เวอร์ชันโปรมากกว่าเวอร์ชันฟรีในโลกใบนี้ครับ ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่เขาไม่สามารถที่จะ afford (จ่าย) ได้ อันนี้คือ gap (ช่องว่าง)"

.

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รัฐสภา

คำบรรยายภาพ, โครงการ TH-AI Passport ถูกตั้งกระทู้ถามในที่ประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) เมื่อ 8 มิ.ย. ด้วย โดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส ตั้งคำถาม 9 ข้อไปยังรัฐมนตรีกระทรวงดีอี

ข้อสงสัยในหลายประเด็นข้างต้นยังถูกนำมาตั้งกระทู้ถามซ้ำในที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. โดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ตั้งคำถาม 9 ข้อไปยังรัฐมนตรีกระทรวงดีอี ทั้งเรื่องระยะเวลาในดำเนินโครงการ, การจัดซื้อผ่านคนกลาง ไปจนถึงการ "มีผู้มีส่วนได้เสีย" ในการดำเนินโครงการหรือไม่

"ทำไมจึงรีบร้อนผลักดันโครงการนี้ ใช้เวลา 34 วันกับงบประมาณ 1,600 กว่าล้าน ไม่เร็วไปหน่อยหรือ มีคนพูดว่าเป็นการเร่งรีบถอนทุนจากการเลือกตั้ง ไม่จริงใช่ไหม ดิฉันไม่เชื่อ" น.ส.นันทนากล่าว

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี ลุกชี้แจงในที่ประชุมโดยกล่าวว่าเป็นคำถามที่ รมว.ดีอี และปลัดกระทรวง ตอบไปแล้วทุกคำถามทั้งในที่ประชุมสภาและตามสื่อต่าง ๆ พร้อมชี้แจงเพิ่มเติมเรื่องการจัดซื้อผ่านคนกลางด้วยว่า โครงการมีข้อกำหนดให้ต้องมีเอไอ "อย่างน้อย 8 เจ้า" ทำให้หากรัฐไปดีลตรงทีละเจ้าตามกรอบการดำเนินการของภาครัฐ เธอไม่แน่ใจว่าระยะเวลา 1 ปีจะเพียงพอหรือไม่ ไปจนถึงตอบข้อสงสัยเรื่องบริษัทกลุ่มเดิม ๆ ได้รับงานประมูลรัฐหลายโครงการ

"ถ้าท่านจะสงสัยแบบนี้ต้องรื้องบประมาณของภาครัฐใหม่หมด เพราะท่านไปดูได้ว่างานแต่ละงานวนไม่กี่เจ้าในแต่ละทรวงเพราะเขามีความสามารถในการทำงาน ไม่ได้หมายความว่ามีการล็อกให้ใคร อย่างใดอย่างหนึ่งทำ" น.ส.แนน บุณย์ธิดา ชี้แจงในที่ประชุม สว.

สำหรับเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการ TH-AI Passport ที่กระทรวงดีอี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ในวันพรุ่งนี้ (11 พ.ค.) เวลา 9.00 – 12.00 น. นายไชยชนก รมว.ดีอี จะเข้าร่วมในเวทีด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ยอมรับกับเว็บไซต์ข่าวประชาชาติก่อนหน้านี้ว่าการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวไม่อาจนำไปเปลี่ยนแปลง TOR ของโครงการได้ เนื่องจากมีการลงนามในสัญญาไปแล้ว โดยสิ่งที่ทำได้คือการนำความคิดเห็นไปเจรจากับกลุ่มบริษัทที่เป็นคู่สัญญา ซึ่งเขาเปิดเผยในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand เมื่อวานนี้ (9 มิ.ย.) ว่าบริษัทคู่สัญญาที่ชนะประมูลงานจะมาร่วมรับฟังความคิดเห็นในวันดังกล่าวและช่วยตอบข้อสงสัยต่าง ๆ ด้วย

.

ที่มาของภาพ, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

คำบรรยายภาพ, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเวทีรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport วันที่ 11 พ.ค.