การใช้แชทบอทเอไอ อาจทำให้คุณโง่ลงหรือไม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เมลิสซา โฮเกนบูม
- เวลาอ่าน: 8 นาที
เมื่อโมเดลภาษาขนาดใหญ่เข้ามาทำงานที่เกี่ยวกับการใช้สมองแทนมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ นักวิจัยจึงออกมาเตือนว่าการใช้งานเอไอเหล่านี้ตามมาด้วยต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่ นาตาลิยา คอสมินา นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ กำลังมองหานักศึกษาฝึกงาน เธอสังเกตว่าจดหมายสมัครงานที่ได้รับมานั้นมีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าสงสัย จดหมายเหล่านั้นยาว เรียบเรียงอย่างประณีต และเมื่อแนะนำตัวเสร็จ ก็มักกระโดดไปสู่บทคัดย่อที่เชื่อมโยงกับงานวิจัยของเธออย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
สำหรับเธอแล้ว นี่ชัดเจนว่าผู้สมัครกำลังใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือแอลแอลเอ็มส์ (LLMs) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของปัญญาประดิษฐ์ที่ขับเคลื่อนแชทบอตอย่างแชทจีพีที (ChatGPT) กูเกิล เจมิไน (Google Gemini) และคล็อด (Claude) เพื่อเขียนจดหมายเหล่านั้น
ในเวลาเดียวกัน ระหว่างการสอนในรั้วมหาวิทยาลัยที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือเอ็มไอที (MIT) คอสมินาซึ่งศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ สังเกตว่านักศึกษาจำนวนมากลืมเนื้อหาได้ง่ายกว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อน
เธอจึงเกิดลางสังหรณ์ว่าการพึ่งพาโมเดลภาษาขนาดใหญ่มากขึ้น อาจส่งผลต่อการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของนักศึกษา เธอจึงพยายามทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น
สิ่งที่นักวิจัยอย่างคอสมินากังวลก็คือ หากเราพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอมากจนเกินไป มันอาจส่งผลกระทบต่อภาษาที่เราใช้ ไปจนถึงความสามารถในการทำงานขั้นพื้นฐานของสมองในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียนรู้
ปัจจุบันมีงานวิจัยจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ชี้ให้เห็นว่า "การถ่ายโอนภาระในการทำงานของสมอง" (cognitive offloading) ไปให้เอไอเช่นนี้ อาจบ่อนทำลายความสามารถทางจิตของเรา โดยผลลัพธ์ที่ตามมาอาจน่าตกใจ และอาจส่งผลให้ความสามารถทางสติปัญญาลดลงได้
เป็นที่ทราบกันดีว่าเครื่องมือที่เราใช้สามารถเปลี่ยนวิธีคิดของเราได้ ตัวอย่างเช่น เมื่ออินเทอร์เน็ตถือกำเนิดขึ้น ครั้งหนึ่งงานที่เคยต้องอาศัยการค้นคว้าเชิงลึกก็สามารถค้นหาผ่านการพิมพ์คำค้นง่าย ๆ ลงในช่องค้นหาได้ และเมื่อการใช้เครื่องมือค้นหา (search engine) เพิ่มขึ้น งานวิจัยพบว่าพวกเรามีแนวโน้มจดจำรายละเอียดได้น้อยลง ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า "กูเกิลเอฟเฟ็ค" (Google Effect) ซึ่งอาจแปลเป็นไทยได้ว่า "ผลกระทบจากกูเกิล" (อย่างไรก็ตาม บางคนแย้งว่าอินเทอร์เน็ตยังทำหน้าที่เป็นระบบความจำภายนอกที่ช่วยปลดภาระสมองของเรา เพื่อให้ไปทำงานอย่างอื่นแทน)
ทว่าในตอนนี้ กำลังเกิดความวิตกกังวลมากขึ้นว่า เมื่อเราถ่ายโอนการคิดของเราไปให้โมเดลภาษาขนาดใหญ่และเอไอรูปแบบอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น ผลกระทบต่อความทรงจำและความสามารถในการแก้ปัญหาของเราอาจแย่ลง
เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์สามารถเขียนบทกวีที่น่าเชื่อถือ ให้คำแนะนำด้านการเงิน และเป็นเพื่อนคลายเหงาให้เราได้ นอกจากนี้ นักเรียน-นักศึกษาจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็กำลังมอบหมายงานของตนเองให้เครื่องมือเอไอทำแทน
งานศึกษาหลายชิ้นได้แสดงให้เห็นแล้วว่า คนหนุ่มสาวอาจมีความเสี่ยงเป็นพิเศษต่อผลกระทบด้านลบซึ่งการใช้เอไออาจมีต่อทักษะสำคัญ ๆ ที่ต้องใช้พลังสมอง เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ อย่างไรก็ตาม คอสมินาต้องการเจาะลึกลงไปอีก เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบเหล่านั้นที่อาจเกิดขึ้น
ความพยายามทางสมองถดถอย
เธอและเพื่อนร่วมงานประจำห้องปฏิบัติการเอ็มไอที มีเดีย แล็บ (MIT Media Lab) ได้คัดเลือกนักศึกษา 54 คนให้เขียนเรียงความสั้น ๆ และแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งได้รับคำสั่งให้ใช้แชทจีพีที ส่วนกลุ่มที่สองสามารถใช้การค้นหาผ่านกูเกิลได้ แต่ต้องปิดฟังก์ชันการสรุปข้อมูลโดยเอไอไว้ และกลุ่มที่สามไม่ใช้เทคโนโลยีใด ๆ เลย จากนั้นพวกเขาก็วัดคลื่นสมองของนักศึกษาแต่ละคนขณะกำลังทำงาน
หัวข้อเรียงความในการทดลองนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นคำถามปลายเปิด ซึ่งประกอบไปด้วยคำถามที่หลากหลายตั้งแต่เรื่องความภักดี ความสุข ไปจนถึงการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน นี่แปลว่านักศึกษาจำเป็นต้องทำการสืบค้นเล็กน้อยเพื่อตอบคำถามดังกล่าวเหล่านี้
ผลการวิจัยยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ แต่คอสมินากล่าวว่า ถึงกระนั้นผลลัพธ์ที่ได้ก็ชวนให้ตื่นตะลึง โดยเธอพบว่าคนที่ใช้สมองของตัวเองในการทำงานนั้น สมอง "ลุกเป็นไฟ" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นกระจายไปทั่วหลายส่วนของสมอง
ส่วนกลุ่มที่ใช้เพียงเครื่องมือค้นหายังคงแสดงกิจกรรมที่เข้มข้นในส่วนของสมองที่เกี่ยวกับการมองเห็น ขณะที่กลุ่มที่ใช้แชทจีพีทีกลับมีกิจกรรมในสมองเกิดขึ้นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยลดลงมากถึง 55 %
"สมองไม่ได้หลับ แต่บริเวณที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์และการประมวลผลข้อมูลเกิดการกระตุ้นน้อยลงมาก" คอสมินากล่าว
แชทจีพีทียังส่งผลต่อความทรงจำของผู้คนด้วย เนื่องจากพบว่าหลังจากส่งเรียงความ กลุ่มที่ใช้เอไอไม่สามารถหยิบยกข้อความจากงานของตนเองขึ้นมาอ้างได้ และหลายคนในกลุ่มนี้ก็รู้สึกว่าตนไม่ได้เป็นเจ้าของผลงานนั้น
นอกจากนี้ งานวิจัยอื่น ๆ ยังแสดงให้เห็นเช่นกันว่า ผู้คนจะมีความสามารถในการจดจำและดึงข้อมูลกลับมาใช้ได้น้อยลง เมื่อพวกเขาใช้เครื่องมือเอไออย่างแชทจีพีที
แม้ว่าผลการศึกษาชิ้นนี้ยังอยู่ในกระบวนการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ผลลัพธ์เหล่านี้ก็สอดคล้องกับงานวิจัยอื่น ๆ
การศึกษาชิ้นหนึ่งโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียชี้ว่า บางคนประสบกับสิ่งที่นักวิจัยเรียกว่า "การยอมจำนนทางการเรียนรู้" (cognitive surrender) เมื่อใช้สิ่งที่แชทบอทเอไอสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ กล่าวคือพวกเขามีแนวโน้มจะยอมรับสิ่งที่เอไอบอกโดยแทบไม่ตรวจสอบ และถึงขั้นปล่อยให้เอไอเข้ามาแทนที่สัญชาตญาณของตนเอง
ผลกระทบในลักษณะเดียวกันนี้ยังพบได้ในกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับแชทบอทเอไอด้วย ยกตัวอย่างเช่น แม้แต่ในสถานการณ์ชี้เป็นชี้ตาย ทีมวิจัยจากหลากหลายชาติกลุ่มหนึ่งพบว่าบุคลากรทางการแพทย์ที่ใช้เครื่องมือเอไอในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นเวลา 3 เดือน กลับมีประสิทธิภาพในการตรวจพบเนื้องอกหลังจากนั้นลดลง เมื่อไม่ได้ใช้เครื่องมือเอไอดังกล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
การมอบหมายงานให้เอไอทำแทน ยังเสี่ยงต่อการสูญเสียความคิดสร้างสรรค์จำนวนมากที่ก่อให้เกิดผลงานต้นฉบับด้วย คอสมินาเตือนว่าเรียงความที่นักศึกษาในงานวิจัยของเธอเขียนด้วยแชทจีพีทีนั้นมีลักษณะคล้ายกันมาก และอาจารย์ผู้ตรวจให้คะแนนก็เรียกชิ้นงานเหล่านั้นว่า "ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ" ขาดความเป็นต้นฉบับเฉพาะตัว และขาดความลุ่มลึก
"อาจารย์คนหนึ่งถึงกับถามว่านักศึกษานั่งติดกันหรือเปล่า เพราะเรียงความคล้ายกันมากเกินไป" เธอกล่าว
แม้ว่างานวิจัยในลักษณะเช่นนี้จะแสดงให้เห็นถึงผลกระทบระยะสั้นที่โมเดลภาษาขนาดใหญ่สามารถมีต่อสมองได้ แต่ผลกระทบในระยะยาวยังไม่ชัดเจนมากนัก และงานวิจัยของคอสมินาที่ทำกับเพื่อนร่วมงานก็ช่วยให้เห็นภาพบางส่วนเท่านั้น
หลังผ่านการศึกษาครั้งแรกไปแล้ว 4 เดือน พวกเขาขอให้นักศึกษาเหล่านี้เขียนเรียงความอีกครั้ง แต่คราวนี้ผู้ที่เคยใช้แชทจีพีทีถูกบอกให้ทำงานโดยไม่ใช้การช่วยเหลือจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ผลออกมาพบว่าการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทในสมองของพวกเขานั้นต่ำกว่าอีกกลุ่มที่ตอนแรกไม่ใช้แชทจีพีทีแล้วเปลี่ยนมาใช้ในภายหลัง นี่อาจบ่งชี้ว่าพวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมกับการเขียนบทความในหัวข้อดังกล่าวมากนักตั้งแต่แรก
ความสามารถทางสมองที่เสื่อมถอยลง
วิเวียน มิง นักประสาทวิทยาศาสตร์เชิงคำนวณและผู้เขียนหนังสือเรื่อง โรบ็อต พรูฟ (Robot Proof) กล่าวว่า โมเดลภาษาขนาดใหญ่สามารถเป็นเครื่องมือเชิงบวกที่ช่วยสนับสนุนการคิดได้ แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขว่าเราจะไม่พึ่งพามันด้วยการถ่ายโอนภาระทางความคิดทั้งหมดไปให้พวกมัน แต่เธอก็กังวลว่าว่าคนส่วนใหญ่อาจมีปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยีในลักษณะนี้ กล่าวคือโยนภาระทางความคิดไปให้เอไอเสียทั้งหมด
เหตุผลของเธอมาจากงานวิจัยที่ทำเพื่อเขียนหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมิงได้ขอให้นักศึกษากลุ่มหนึ่งที่มหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ทำนายผลลัพธ์ในโลกจริง เช่น ราคาน้ำมัน และพบว่าผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เพียงแค่ถามเอไอและคัดลอกคำตอบมาให้
เธอวัดกิจกรรมของคลื่นแกมมาในสมองของผู้เข้าร่วมการทดลองด้วย ซึ่งนี่เป็นตัวชี้วัดความพยายามของสมอง และพบว่ามันมีการกระตุ้นน้อยมาก ทั้งนี้ งานวิจัยของเธอยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ แต่มิงกังวลว่าหากผลลัพธ์เหล่านี้ได้รับการยืนยันจากการศึกษาต่อ ๆ ไป มันก็อาจมีนัยสำคัญในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยอื่น ๆ อีกที่ระบุเช่นกันว่ากิจกรรมของคลื่นแกมมาที่อ่อนแอมีความเชื่อมโยงกับภาวะถดถอยของสมองในช่วงบั้นปลายชีวิต
"นั่นน่ากังวลมากจริง ๆ" มิง กล่าว "ถ้านั่นเป็นรูปแบบปกติที่ผู้คนใช้ปฏิสัมพันธ์กับระบบเหล่านี้ และเด็ก ๆ เหล่านี้ก็เป็นเด็กที่ฉลาด นั่นไม่ใช่เรื่องดี"
เธอกล่าวต่อว่าการคิดอย่างลึกซึ้งคือพลังพิเศษของเรา ดังนั้น "หากเราไม่ใช้มัน ผลกระทบในระยะยาวต่อสุขภาพการเรียนรู้ของสมองก็น่าจะรุนแรงไม่น้อย"
มิงเสริมว่าเมื่อเราพึ่งพาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ความพยายามด้านการเรียนรู้ของสมองจะถูกใช้น้อยมาก ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่สมองแข็งแรงต้องการ
อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งซึ่งมีสัดส่วนไม่ถึง 10% กลับทำงานแตกต่างออกไป โดยพวกเขาใช้เอไอเป็นเครื่องมือสำหรับการรวบรวมข้อมูล จากนั้นจึงนำมาข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ด้วยตนเอง ผลปรากฏว่าบุคคลเหล่านี้สามารถทำนายผลลัพธ์ได้แม่นยำกว่าผู้เข้าร่วมรายอื่น รวมถึงยังแสดงให้เห็นถึงการกระตุ้นในสมองที่สูงกว่าด้วย
เกือบ 2 ทศวรรษก่อน มิงเคยคาดการณ์ว่าภายใน 20-30 ปี เราจะเห็นอัตราการเกิดภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการพึ่งพาแอปพลิเคชันนำทางอย่างกูเกิล แมปส์ (Google Maps) มากเกินไป
"ฉันตั้งใจพูดปลุกปั่นให้เป็นประเด็น" มิงกล่าว "ถ้าคุณไม่ต้องคิดเรื่องเส้นทางการเดินทางเลย ก็ย่อมต้องมีผลกระทบบางอย่างที่สังเกตได้"
แม้ว่าเราจะยังไม่มีข้อมูลยืนยันการคาดการณ์นี้โดยตรง แต่การใช้จีพีเอส (GPS) ที่เพิ่มขึ้นก็มีความเชื่อมโยงกับความทรงจำด้านมิติและตำแหน่งที่แย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป จากข้อมูลการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ติดตามผู้เข้าร่วม 13 คนเป็นเวลา 3 ปี และจากงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ระบุว่าความสามารถในการนำทางเชิงพื้นที่ที่บกพร่อง อาจเป็นตัวทำนายความเป็นไปได้ของโรคอัลไซเมอร์
เป็นที่ชัดเจนว่า ยิ่งสมองของเราทำงานมากเท่าใด มันก็ยิ่งได้รับการปกป้องจากภาวะถดถอยทางสมองมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ มิงจึงกล่าวว่าโมเดลภาษาขนาดใหญ่อาจไม่เพียงลดทอนความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังอาจทำลายการทำงานด้านการเรียนรู้ และอาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมได้ด้วย
เมื่อการใช้เครื่องมือเอไอเพิ่มขึ้น เราจำเป็นต้องทำงานร่วมกับมันในแบบที่เป็นประโยชน์ต่อเรา มากกว่ารูปแบบที่จะก่อให้เกิดอันตราย มิงเสนอว่าในที่สุดแล้ว เป้าหมายอาจเป็นรูปแบบของ "ปัญญาแบบผสมผสาน" (hybrid intelligence) ที่มนุษย์และเครื่องจักร "ทำเรื่องยาก ๆ ร่วมกัน" โดยความหมายของเธอคือ เราควรคิดด้วยตนเองก่อน แล้วค่อยใช้เครื่องมือมาท้าทายความคิดของเราในภายหลัง แทนที่จะปล่อยให้มันตอบคำถามแทนทั้งหมด
คอสมินาเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ และเสนอเพิ่มเติมว่าเราควรเรียนรู้เนื้อหาต่าง ๆ โดยไม่ใช้เครื่องมือเอไอก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างฐานความเข้าใจ จากนั้นจึงค่อยพิจารณาการใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่
มิงแนะนำให้ใช้สิ่งที่เธอเรียกว่า "เนเมซิส พรอมท์" (nemesis prompt) เพื่อท้าทายความคิดของตนเอง วิธีนี้คือการสั่งให้เอไอทำหน้าที่เป็น "ศัตรูหรือคู่ปรับตลอดกาล" แล้วขอให้มันอธิบายอย่างละเอียดว่าเหตุใดแนวคิดของคุณจึงผิด และคุณจะปรับแก้อย่างไร วิธีดังกล่าวบังคับให้คุณต้องปกป้องและขัดเกลาเหตุผลและข้อโต้แย้งของตนเอง แทนที่จะยอมรับคำตอบที่มันให้มาโดยตรง
อีกวิธีหนึ่งที่เธอเสนอคือ การให้ความสำคัญกับ "ความขัดแย้งที่เป็นประโยชน์" (productive friction) โดยขอให้เอไอให้เพียงบริบทและตั้งคำถามกับคุณ แทนที่จะให้คำตอบ ซึ่งเมื่อเธอทดลองปรับแต่งแชทบอทเอไอไม่ให้ให้คำตอบ เธอพบว่าผู้คนจำนวนมากต้องพยายามมากขึ้น
ด้านคอสมินากล่าวว่า ท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนควรระมัดระวังทางลัดทางความคิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ "สมองของเราชื่นชอบ" ทั้งนี้ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เราจำเป็นต้องท้าทายตัวเองอย่างต่อเนื่องเพื่อสุขภาพสมองในระยะยาว เพื่อที่จิตใจ ความคิดสร้างสรรค์ และสุขภาพด้านการเรียนรู้ของสมอง จะได้รับประโยชน์จากกระบวนการเหล่านั้นไปด้วย
































