ทรัมป์เตือนไต้หวันไม่ให้ประกาศเอกราช ภายหลังสิ้นสุดประชุมสุดยอดกับสี จิ้นผิง

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, เอียน ไอค์แมน
- Published
- เวลาอ่าน: 4 นาที
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เตือนไต้หวันไม่ให้ประกาศเอกราชออกจากจีนอย่างเป็นทางการ
"ผมไม่ต้องการให้ใครประกาศตัวเป็นเอกราช" ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวกับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์เมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) หลังสิ้นสุดการประชุมสองวันกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่กรุงปักกิ่ง
ก่อนหน้านี้ ไล ชิง-เต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน เคยระบุว่า ไต้หวันไม่จำเป็นต้องประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ เพราะมองว่าตนเองเป็นรัฐอธิปไตยอยู่แล้ว
สหรัฐฯ สนับสนุนไต้หวันมาเป็นเวลานาน รวมถึงมีพันธกรณีตามกฎหมายในการจัดหาการป้องกันตนเองให้กับไต้หวัน แต่บ่อยครั้งสหรัฐฯ ต้องรักษาสมดุลระหว่างความสัมพันธ์นี้กับการคงความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนด้วย
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวว่าเขา "ไม่ได้ให้คำมั่นในทางใดทางหนึ่ง" เกี่ยวกับเกาะที่ปกครองตนเองแห่งนี้ซึ่งจีนอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนและไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเข้ายึดครอง
ทางการสหรัฐฯ วางท่าทีว่าไม่ได้สนับสนุนให้ไต้หวันเป็นเอกราช โดยยังคงสานสัมพันธ์กับรัฐบาลจีนภายใต้เงื่อนไขที่ต้องยอมรับว่ามีรัฐบาลจีนเพียงหนึ่งเดียว
รัฐบาลจีนแสดงความไม่พอใจต่อประธานาธิบดีของไต้หวันอย่างชัดเจน โดยก่อนหน้านี้เคยเรียกผู้นำไต้หวันว่าเป็น "ตัวสร้างปัญหา" และ "ผู้ทำลายสันติภาพข้ามช่องแคบ"
ชาวไต้หวันจำนวนมากมองว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของประเทศที่แยกต่างหาก แม้ว่าส่วนใหญ่จะสนับสนุนการคงสถานะเดิม คือการที่ไต้หวันไม่ประกาศเอกราชจากจีน แต่ก็จะไม่รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีนเช่นกัน
ในการให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ ทรัมป์ย้ำว่านโยบายของสหรัฐฯ ในประเด็นนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลง
"คุณรู้ไหมว่าเราต้องเดินทาง 9,500 ไมล์ (15,289 กม.) เพื่อไปทำสงคราม ผมไม่ต้องการแบบนั้น ผมอยากให้พวกเขาเย็นลง ผมอยากให้จีนเย็นลง"
บนเครื่องบินเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขาและประธานาธิบดีสีได้พูดถึงเกาะแห่งนี้ "อยู่บ่อยครั้ง" แต่เขาก็บอกด้วยว่าเขาปฏิเสธที่จะหารือว่าสหรัฐฯ จะช่วยปกป้องไต้หวันหรือไม่
ทรัมป์บอกว่าสี "มีความรู้สึกอันแรงกล้า" ต่อเกาะแห่งนี้ และ "ไม่ต้องการจะเห็นความเคลื่อนไหวที่สนับสนุนการเป็นเอกราช"
ตามรายงานจากสื่อของทางการจีน สีได้กล่าวเตือนระหว่างการสนทนาว่า "คำถามเรื่องไต้หวันคือประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ" พร้อมกล่าวเสริมด้วยว่า "หากจัดการได้ไม่ดี สองประเทศอาจเกิดการปะทะหรือแม้กระทั่งเข้าสู่ความขัดแย้งได้"
เมื่อทรัมป์ถูกถามว่า เขาคิดว่าจะเกิดความขัดแย้งกับจีนในประเด็นไต้หวันหรือไม่ ทรัมป์บอกว่า "ไม่หรอก ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมคิดว่าเราจะไม่เป็นไร [สี] ไม่อยากเห็นสงคราม"
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้เพิ่มการซ้อมรบทางทหารรอบเกาะแห่งนี้ ซึ่งนับเป็นการยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาค และเป็นการทดสอบสมดุลที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามรักษา
เมื่อปลายปีที่แล้ว รัฐบาลทรัมป์ประกาศขายแพ็กเกจอาวุธมูลค่ารวม 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 3.6 แสนล้านบาท) ให้แก่ไต้หวัน รวมถึงเครื่องยิงจรวดขั้นสูงและขีปนาวุธหลากหลายแบบ ซึ่งรัฐบาลจีนประณามความเคลื่อนไหวนี้
ทรัมป์กล่าวว่า เขาจะตัดสินใจในเร็ว ๆ นี้ว่าการเสนอขายดังกล่าวจะสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่ พร้อมเสริมว่าเขาและสีได้หารือเรื่องนี้ "อย่างละเอียดมาก"
ทรัมป์กล่าวว่า "ผมกำลังจะบอกว่า ผมต้องคุยกับคนที่ตอนนี้ คนที่คุณก็รู้ว่าใคร ที่กำลังบริหารไต้หวันอยู่"
สหรัฐฯ ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แม้จะรักษาความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยตามธรรมเนียมแล้วประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะไม่พูดคุยโดยตรงกับผู้นำไต้หวัน และการทำเช่นนั้นมีแนวโน้มที่จะสร้างความตึงเครียดอย่างมากกับรัฐบาลจีน ที่มองว่าประธานาธิบดีไล ชิง-เต๋อ ของไต้หวัน เป็นผู้สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน
ทรัมป์กล่าวกับฟ็อกซ์นิวส์ว่า "เราไม่ได้อยากทำสงคราม และถ้าคุณยังคงสถานะเดิมไว้อย่างที่มันเป็น ผมคิดว่าจีนก็น่าจะโอเค แต่เราไม่อยากให้มีใครมาพูดว่า 'เรามาประกาศเอกราชกันเถอะ เพราะสหรัฐฯ สนับสนุนเรา'"
ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยทำให้จีนไม่พอใจจากการแสดงท่าทีที่ดูเหมือนจะผ่อนคลายจุดยืนเรื่องความเป็นเอกราช
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ลบข้อความในเว็บไซต์ที่เน้นย้ำถึงจุดยืนของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่คัดค้านการเป็นเอกราชของไต้หวัน เมื่อเดือน ก.พ. 2025 ซึ่งรัฐบาลจีนระบุว่าเป็นการ "ส่งสัญญาณที่ผิด…ไปยังกลุ่มแบ่งแยกดินแดน"
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในไต้หวันกล่าวในขณะนั้นว่า "เราย้ำมาโดยตลอดว่าเราคัดค้านการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากฝ่ายเดียว ต่อสถานะที่เป็นอยู่ของทั้งสองฝ่าย"
หลิน เจีย-หลง รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวัน เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ของเขาได้ติดตามการประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีน โดยยังคงรักษาการสื่อสารที่ดีกับสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ "เพื่อให้มั่นใจว่าความสัมพันธ์ไต้หวัน-สหรัฐฯ จะพัฒนาอย่างมั่นคง และเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของไต้หวัน"
เขาระบุว่าไต้หวันเป็น "ผู้พิทักษ์สันติภาพและเสถียรภาพ" ในภูมิภาคมาโดยตลอด และกล่าวหาจีนว่าได้เพิ่มความเสี่ยงด้วย "ปฏิบัติการทางทหารเชิงรุกและการกดขี่แบบอำนาจนิยม"

































