ศาลสหรัฐฯ เริ่มพิจารณาคดีฟ้อง "เมตา" ฐานจงใจทำให้เด็กเสพติดเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมแล้ว แต่ละฝ่ายโต้แย้งกันอย่างไร

คำบรรยายวิดีโอ, การพิจารณาคดีเกี่ยวกับเมตานี้สามารถเปลี่ยนแปลงสื่อสังคมออนไลน์สำหรับเยาวชนอย่างไร ผู้สื่อข่าวบีบีซีมีคำอธิบายในคลิป
    • Author, เคลี เฮย์ส
    • Role, ผู้สื่อข่าวด้านเทคโนโลยี
    • Reporting from, รายงานเมืองโอ๊คแลนด์, รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
  • Published
  • เวลาอ่าน: 5 นาที

ศาลในสหรัฐอเมริกาเริ่มพิจารณาคดีที่ บริษัท เมตา ถูกกล่าวหาว่า จงใจทำให้เด็กเสพติดเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแห่งนี้ต้องเผชิญ

คณะลูกขุนในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย จะใช้เวลาตลอดหกสัปดาห์ข้างหน้าในการพิจารณาข้อกล่าวหาจากทนายชั้นนำของหลายรัฐในสหรัฐฯ ร่วมกับทีมทนายของโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่แห่งนี้

ขณะที่การพิจารณาคดีดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในวันที่อังคารที่ 18 ส.ค. ทนายความจากฝ่ายรัฐแคลิฟอร์เนียรายหนึ่งอ้างว่า เมตาพบว่ามีเด็กอายุ 11 และ 12 ปี "หลายล้านคน" ใช้งานอินสตาแกรม แต่กลับ "แทบไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเหล่านี้เข้าถึงแพลตฟอร์มดังกล่าวได้เลย"

ขณะที่ตัวแทนของเมตาระบุว่า พบผู้ใช้งานกลุ่มดังกล่าวเพียงกว่า 100,000 รายเท่านั้น พร้อมโต้แย้งว่า การเสพติดโซเชียลมีเดียนั้นไม่มีอยู่จริง

ทนายความฝ่ายรัฐแคลิฟอร์เนียกล่าวว่า เมตารู้ดีว่าแพลตฟอร์มของตนส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น ในขณะที่้เมตาระบุว่า พวกเขากำลังถูกมองข้ามจากจำนวนวัยรุ่นอีกจำนวนมากที่ได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการใช้บริการ

การพิจารณาคดีนี้มีที่มาจากคดีฟ้องร้องที่ยื่นในปี 2023 โดย 29 รัฐในสหรัฐฯ เช่น รัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐนิวยอร์ก พวกเขากล่าวอ้างว่ามีการละเมิดกฎหมายความเป็นส่วนตัวของเด็กทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับรัฐหลายครั้ง

รัฐต่าง ๆ กำลังเรียกร้องค่าเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐจากเมตาและเรียกร้องให้บริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ปรับเปลี่ยนการทำงานของอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก รวมถึงการยุติการนับจำนวน "ไลก์" และการเลื่อนฟีดแบบไม่สิ้นสุด

โดยในการแถลงเปิดคดี เมแกน โอนีล ทนายความคนสำคัญของรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้นำข้อมูลจากเอกสารหลายล้านฉบับที่เมตานำส่งต่อศาลมาใช้เป็นหลักฐานสำคัญ เอกสารเหล่านั้นประกอบด้วยงานวิจัยภายในบริษัท อีเมลของพนักงาน และบันทึกการสนทนาที่ส่งต่อไปถึงมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเมตา

เอกสารชิ้นหนึ่งของงานวิจัยภายในเกี่ยวกับอินสตาแกรมระบุว่า "วัยรุ่นมีมุมมองต่อการใช้[สื่อสังคมออนไลน์นี้]ในลักษณะเดียวกับการเสพติด"

ในงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่โอนีลนำเสนอต่อคณะลูกขุน เมตาระบุว่า "ฟีเจอร์ของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มระยะเวลาการใช้งานนั้นขัดแย้งกับความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ใช้โดยสิ้นเชิง และลดทอนความสามารถของผู้คนในการจดจ่อกับกิจกรรมที่สร้างคุณค่าให้กับชีวิต"

แม้เมตาจะทราบถึงผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น แต่โอนีลโต้แย้งอีกว่า เมตายังคงพุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชนให้เป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม โดยเธอกล่าวว่า เมตาพยายามอย่างเต็มที่ที่จะ "สร้างความมั่นใจให้สาธารณชนว่าแพลตฟอร์มของบริษัทปลอดภัยสำหรับเด็ก"

โอนีลอธิบายต่อคณะลูกขุนถึงรูปแบบการดำเนินธุรกิจของเมตา โดยสรุปว่า "ดึงดูดผู้ใช้งาน ทำให้พวกเขาอยู่บนแพลตฟอร์มให้นานที่สุด เก็บเกี่ยวข้อมูลของพวกเขา และปกปิดความจริงจากสาธารณชนเมื่อออกแถลงการณ์" เธอกล่าว

เธอกล่าวว่า ตลอดการพิจารณาคดีจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เมตาสื่อสารต่อสาธารณชนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มของบริษัทนั้น แตกต่างอย่างมากจากผลการวิจัยภายในของบริษัทเอง

"เมตาระบุว่าบริษัทให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากกว่าผลกำไร แต่กลับปกปิดความจริงว่า ครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ ผลกำไรมักเป็นฝ่ายชนะ"

พอล ชมิดต์ ทนายความคนสำคัญของเมตา กล่าวถึงรายงานการวิจัยภายในที่โอนีลนำมาใช้อ้างอิงในการแถลงเปิดคดีโดยตรง โดยระบุว่า เอกสารของเมตาที่โอนีลนำมาแสดงต่อคณะลูกขุนระบุว่า "วัยรุ่นหนึ่งในห้าคนบอกว่าอินสตาแกรมทำให้พวกเขารู้สึกแย่ลง"

ชมิดต์กล่าวว่า "นั่นฟังดูไม่ค่อยดีเลย"

"แล้วในเอกสารระบุอะไรอีก" ชมิดต์กล่าวต่อว่า "วัยรุ่น 41% ระบุว่าอินสตาแกรมทำให้พวกเขารู้สึกดีขึ้น ในขณะที่อีก 41% บอกว่าไม่มีผลต่อความรู้สึกของพวกเขา"

ชมิดต์ยังพยายามโต้แย้งข้อกล่าวหาของหลายรัฐที่ว่า เมตาไม่เพียงล้มเหลวในการหยุดยั้งไม่ให้ผู้ใช้อายุต่ำกว่า 13 ปีเข้าใช้แพลตฟอร์มของบริษัทเท่านั้น แต่ยังจงใจ "ดึงดูด" เด็กและเยาวชนให้เข้ามาใช้งานเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม หรือว่า แพลตฟอร์มเหล่านี้ถูกออกแบบมาทำให้เกิดการเสพติด

ในประเด็นเรื่องความสามารถของเมตาในการยืนยันอายุของผู้ใช้งานทุกคนบนแพลตฟอร์ม ชมิดต์โต้แย้งว่า กฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัว ซึ่งเป็นกฎหมายเดียวกันกับที่เมตาถูกกล่าวหาว่าละเมิด นั่นเองที่เป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้บริษัทสามารถจัดเก็บและนำข้อมูลที่จำเป็นมาใช้เพื่อติดตามผู้ใช้งานที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ชมิดต์ยังหยิบยกประเด็นที่เมตาเคยใช้ในการต่อสู้คดีอื่น ๆ ในปีนี้ขึ้นมากล่าวอ้างอีกครั้ง นั่นคือแนวคิดที่ว่าภาวะ "เสพติดโซเชียลมีเดีย" นั้นไม่มีอยู่จริง

"ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เมตาตระหนักดีถึงปัญหาที่ผู้คนเผชิญหรืออาจเผชิญจากการใช้งานโซเชียลมีเดีย และบริษัทก็ได้พัฒนาเครื่องมือต่างๆ ขึ้นมาเพื่อพยายามแก้ไขปัญหานี้" เขากล่าว

เขาอ้างถึงถ้อยแถลงก่อนหน้านี้ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และอดัม มอสเซรีผู้บริหารสูงสุดของอินสตาแกรม ซึ่งระบุว่า เฟซบุ๊กและอินสตาแกรมไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ก่อให้เกิดการเสพติด

อีกทั้งยังไม่มีงานวิจัยใดที่ยืนยันได้ว่าการเสพติดโซเชียลมีเดียเป็นภาวะที่มีอยู่จริง เขากล่าวเสริม