4 ปีชัชชาติ กรุงเทพฯ เปลี่ยน/ไม่เปลี่ยนอย่างไร อะไรคือโจทย์ถัดไปของเมืองหลวง

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 16 นาที

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าเมืองหลวงของไทยเป็นสมัยที่ 2 ด้วยคะแนนนิยมที่ยังคงนำคู่แข่ง แต่นโยบายที่เขาหาเสียงในสมัยที่แล้วกว่า 200 นโยบายนั้นคืบหน้าไปแค่ไหน นโยบายใดประสบความสำเร็จมากที่สุด และนโยบายใดที่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายอย่างที่ให้คำมั่นไว้

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีคนตามทะเบียนบ้านราว 5.4 ล้านคน ส่วนประชากรแฝงซึ่งหมายถึงกลุ่มที่มาอยู่อาศัย มาเรียนหนังสือ หรือทำงานโดยไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้านอีกประมาณ 2.8 ล้านคน จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2568 แต่รายงานฉบับล่าสุดของกรมเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติประเมินว่าในปีที่ผ่านมา เมืองหลวงของไทยแห่งนี้มีประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองราว 18 ล้านคน

จากการสืบค้นโดยบีบีซีไทยเมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ระบบติดตามนโยบายกรุงเทพมหานคร (กทม.) ปีงบประมาณ 2567-2570 ระบุว่า แผนงานของอดีตผู้ว่าชัชชาติ แบ่งออกเป็น 9 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน โดยแต่ละยุทธศาสตร์ประกอบไปด้วยนโยบายต่าง ๆ ที่หาเสียงไว้ทั้งหมด 216 นโยบาย บวกกับอีก 20 นโยบายที่เพิ่มเติมมาทีหลัง รวมกันเป็นทั้งหมด 236 นโยบาย

กว่า 200 นโยบายดังกล่าว แตกออกเป็นโครงการต่าง ๆ ทั้งหมด 21,137 โครงการ ในจำนวนนี้ดำเนินเสร็จไปแล้ว 13,298 โครงการ หรือคิดเป็น 62.9 % ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยทั้งหมดใช้งบประมาณรวมกันราว 150,000 ล้านบาท ภายในห้วงสี่ปีงบประมาณ

20 นโยบายที่คืบหน้ามากที่สุด และ 27 นโยบายที่ไม่คืบหน้าเลย

.

ในระบบติดตามนโยบาย กทม. แสดงผลความคืบหน้าของทั้งหมด 239 นโยบายไว้ด้วย

บีบีซีไทยพบว่ากลุ่มนโยบายที่คืบหน้ามากที่สุด (70-100%) ส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่ กทม. ทำได้ทันทีด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้านการบรรเทาสาธารณภัย การสร้างศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศ กิจกรรมผู้ว่าสัญจรสำนัก การกำจัดขยะ และการนำมาระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อวางแผนเมือง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กทม. ในสมัยของนายชัชชาตินั้นให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล

ส่วนกลุ่มนโยบายที่มีความคืบหน้าปานกลาง (40-69%) ส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ต้องประสานงานกับภาคประชาชน ภาคเอกชน หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น นโยบายสวน 15 นาทีทั่วกรุง นโยบายรายงานปัญหาโดยประชาชน แก้ปัญหาโดย กทม. ผ่านแพลตฟอร์มทราฟฟีฟองดูว์ นโยบายการเพิ่มพื้นที่ศิลปะหรือพื้นที่สาธารณะอเนกประสงค์ โครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น โครงการเพิ่มรถเมล์สายหลักและสายรอง ราคาถูกราคาเดียว เป็นต้น

นโยบายที่มีความคืบหน้าค่อนข้างน้อย (10-39%) ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ซับซ้อน เช่น นโยบายสร้างจุดเชื่อมต่อการเดินทาง (hub) เพื่อการเปลี่ยนถ่ายการเดินทางที่สะดวกสบาย นโยบายลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนบริเวณเขตควบคุมมลพิษต่ำ นโยบายการเพิ่มพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติเพื่อรับน้ำ รวมถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องคุณภาพการศึกษาและชีวิต ยกตัวอย่าง นโยบายพัฒนาโรงเรียน 3 ภาษา นโยบายคืนครูให้นักเรียน ลดภาระงานเอกสารด้วยเทคโนโลยี นโยบายขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงตลอดช่วงชีวิต นโยบายตลาดนัดชุมชน ฯลฯ

.

นโยบายที่แทบไม่คืบหน้า (1-9%) ได้แก่ นโยบายขึ้นทะเบียนผู้ค้าแผงลอย นโยบายสภาคนเมืองรุ่นใหม่ นโยบายตรวจจับควันดำจากต้นตอ นโยบายส่งขยะคืนสู่ระบบ นโยบายดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ปล่อยมลพิษ นโยบายดูแลนักเรียนที่หลุดจากกระบบการศึกษา เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีอีก 27 นโยบายที่ไม่มีความคืบหน้า ส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่ กทม. ดำเนินการตามลำพังไม่ได้ เช่น นโยบายรถไฟฟ้าสีเขียว ประชาชนต้องได้รับประโยชน์สูงสุด นโยบายจัดทำแผนยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัยโดยสำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย นโยบายทบทวนแผนการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน ฯลฯ

นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน นักนโยบายจากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า ลักษณะโดดเด่นของการบริหารงานยุคชัชชาติ คือ ทีมบริหารนำนโยบายต่าง ๆ ใส่ไว้ในแผนยุทธศาสตร์และสร้างออกมาเป็นตัวชี้วัดของหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัด กทม. ทำให้บางตัวชี้วัดกลายเป็นงานประจำของเจ้าหน้าที่ ยกตัวอย่าง แพลตฟอร์มทราฟฟีฟองดูว์ (Traffy Fondue) ที่เจ้าหน้าที่ยังมีพันธกิจต้องตอบสนองต่อข้อร้องเรียนหรือการแจ้งปัญหาจากประชาชนต่อไป เพราะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการทำงาน แม้ในขณะนี้อยู่ในสภาวะสุญญากาศทางการเมืองเพราะกำลังอยู่ในช่วงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ก็ตาม

เขากล่าวต่อว่าหากพิจารณาจากความคืบหน้าของนโยบายต่าง ๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นการวัดจากผลผลิต (output) มากกว่าผลลัพธ์ (outcome) และนโยบายที่ประสบความสำเร็จเกิน 80% มักเป็นโครงการที่จบได้ด้วยตัวมันเอง แต่คำถามสำคัญคือนโยบายที่ดำเนินเหล่านี้มีประสิทธิผลแค่ไหนในความเป็นจริง

"อย่าง 'สวน 15 นาที' มันก็เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนบ่นมาว่าสามารถเข้าถึง สามารถใช้งานได้จริงแค่ไหน หรือว่าการจัดการขยะ แน่นอนเรามีตัวเลขว่ารีไซเคิลไปแล้วเท่าไร แต่มันสามารถปรับพฤติกรรมคนได้จริงไหม หรือเรื่องการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วมันโปร่งใสจริงไหม ซึ่งแต่ละอันหากเราจะทำต่อ มันก็ต้องมีตัวชี้วัดเชิง outcome (ผลลัพธ์) ที่ลงมายังกลุ่มเป้าหมาย" นายอนรรฆกล่าว

กทม. พยายามเพิ่มสวน 15 นาที ให้ได้ 500 แห่งทั่วเมือง

ที่มาของภาพ, สำนักสิ่งแวดล้อม กทม.

คำบรรยายภาพ, กทม. พยายามเพิ่ม "สวน 15 นาที" ให้ได้ 500 แห่งทั่ว

เขาตั้งข้อสังเกตว่านโยบายส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จของนายชัชชาติมักเป็นนโยบายที่ถูกคิดในมุมมองแบบ Technological Solutionism ซึ่งเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างของสังคมสามารถแก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยี และนโยบายชุดใหม่ของนายชัชชาติที่ใช้หาเสียงรอบใหม่ก็ยังคงดำเนินตามวิธีคิดนี้

นายอนรรฆมองว่านี่เป็นอีกความท้าทายหนึ่ง เพราะในความเป็นจริง ปัญหาทางสังคมของ กทม. มีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของผู้คนทุกระดับ ดังนั้นเทคโนโลยีอาจไม่สามารถจัดการปัญหาดังกล่าวได้ทั้งหมด

มองมุมต่าง ผู้ว่าฯ "ที่เข้าถึงง่าย" แต่ "เอาใจระบบ [ทุนนิยม-เสรีนิยมใหม่]"

นายอนรรฆกล่าวต่อว่าจุดเด่นของนายชัชชาติ คือ มีภาพลักษณ์เป็นคนธรรมดาที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเข้าถึงได้จริง เห็นได้จากการปรากฏตัวในที่สาธารณะอยู่บ่อยครั้งของอดีตผู้ว่าฯ ในลักษณะติดดิน เช่น การวิ่งออกกำลังกาย ปั่นจักรยานขึ้นรถไฟฟ้า หรือนั่งกินข้าวในร้านริมทางทั่วไป

"เรามีผู้ว่าฯ กทม. ที่คนรู้สึกว่าเป็นคนธรรมดาครั้งแรก" เขากล่าว "คนรู้สึกว่าเข้าถึงแกได้ คล้าย ๆ นายกเทศมนตรีในหลาย ๆ พื้นที่ของประเทศ"

นายอนรรฆมองว่าความเข้าถึงง่ายเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากตัวบุคคลอย่างเดียว แต่การใช้สื่อสังคมออนไลน์และเทคโนโลยีอย่างทราฟฟีฟองดูว์ เพื่อรับแจ้งเหตุและข้อร้องเรียนต่าง ๆ ยังทำให้ประชาชนรู้สึกว่าพวกเขาสามารถ "ส่งเสียง" แจ้งปัญหาไปถึงผู้ว่าฯ และทีมงานได้โดยตรงและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ลักษณะการทำงานของทีมงานอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติก็มีลักษณะเป็น partnership หรือความร่วมมือกับภาคส่วนอื่น ๆ มากขึ้น ให้บรรยากาศที่แตกต่างจากอดีตที่ กทม. ถูกมองว่ามีกำแพงสูงและเข้าถึงได้ยาก

"จุดเด่น คือ มันสามารถอุดช่องว่างในหลาย ๆ เรื่องที่กรุงเทพฯ มีข้อจำกัดในเชิงกฎหมายหรืออะไรต่าง ๆ เพราะสามารถ partnership กับเอกชน ภาคประชาสังคม แล้วมันเป็นการ fill the gap (อุดช่องว่าง)" นายอนรรฆกล่าว

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าสไตล์การทำงานของนายชัชชาติมีลักษณะเป็นผู้จัดการเมือง (City manager) ที่เน้นการทำงานให้สำเร็จและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเขามองว่าไม่ใช่ไม่ดี แต่กรุงเทพฯ ต้องการมากกว่านั้น

"วิธีคิดของอาจารย์ชัชชาติ มันเป็นวิธีคิดแบบ City manager ต้องการทำให้เมืองมันดีขึ้น แต่ว่าบางครั้งความรับผิดชอบต่อความเปราะบางของเมืองถูกมองว่าเป็น empathy (ความเห็นอกเห็นใจ) มีประโยคหนึ่งที่แกบอกเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าแกมี empathy แต่แกทำอะไรไม่ได้ ซึ่งเมืองมันต้องการมากกว่าผู้บริหารเมืองที่มีแต่ empathy แต่แก้ปัญหาความเปราะบางในเมืองไม่ได้" รศ.ดร.พิชญ์ กล่าวกับบีบีซีไทย

Visitors take pictures with art murals along Song Wat road in Bangkok on May 21, 2025. (Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP) / RESTRICTED TO EDITORIAL USE - MANDATORY MENTION OF THE ARTIST UPON PUBLICATION - TO ILLUSTRATE THE EVENT AS SPECIFIED IN THE CAPTION (Photo by LILLIAN SUWANRUMPHA/AFP via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกับงานศิลปะในย่านถนนทรงวาด

นักรัฐศาสตร์จากจุฬาฯ วิจารณ์ว่าหลาย ๆ นโยบายของนายชัชชาติกำลังทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เน้นความสวยงามในลักษณะโพสต์รูปลงอินสตาแกรมแล้วดูดี (Instagramable city) มากกว่าจะเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

"เมืองน่าอยู่กับธีมปาร์ค (theme park) มันมีเส้นที่บางมาก" รศ.ดร.พิชญ์ กล่าว พร้อมกับยกตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับย่านทรงวาดซึ่งเปลี่ยนจากย่านค้าส่งและโกดังเก็บสินค้าไปสู่ย่านศิลปะที่มีชีวิตชีวา หรือการเปลี่ยนโฉมถนนบรรทัดทอง จากเดิมที่เป็นแหล่งรวมเชียงกงขายอะไหล่รถยนต์และร้านอาหารท้องถิ่นในราคาเอื้อมถึง กลายเป็นแหล่งรวมสตรีทฟู้ดในยามค่ำคืนที่ดึงดูดร้านอาหารใหม่ ๆ เข้ามาในพื้นที่เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว

อาจารย์รัฐศาสตร์ผู้สังเกตการณ์ความเป็นไปของเมืองกล่าวต่อว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้คนบางส่วนที่อยู่อาศัย ใช้พื้นที่เดิมหรือมีธุรกิจอยู่ในบริเวณนั้นจำเป็นต้องย้ายออกไปเพราะมองว่าพื้นที่นี้ไม่ตอบโจทย์ในลักษณะเอื้อมถึงได้ (affordable) และนั่นนำไปสู่คำถามใหญ่ต่อไปว่าผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ นั้นมี Right to the City หรือสิทธิที่จะอยู่ในเมืองและเปลี่ยนแปลงเมืองอย่างมีศักดิ์ศรีหรือไม่

"หลายคนจะวิจารณ์ว่าอาจารย์เอาใจฐานเสียง แต่ผมคิดว่าทุกฐานเสียงจะประสบปัญหาและได้เจอความท้าทายจากนโยบายของอาจารย์ชัชชาติทั้งสิ้น เพราะว่าหัวใจจริง ๆ ของอาจารย์ชัชชาติไม่ได้เอาใจฐานเสียง มันมีกลุ่มได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ จริง ๆ แกเอาใจระบบ แกไม่ได้เอาใจฐานเสียง อันดับหนึ่ง...ฐานเสียงเนี่ยเป็นเรื่องคล้าย ๆ กับการปะแป้งแต่งหน้าไป เป็นกิจกรรม แต่กิจกรรมทั้งหมดก็ล้วนแต่เพื่อเอาใจระบบ ถ้าใช้ศัพท์วิชาการแรง ๆ ก็คือเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) ก็คือเน้นการลงทุน เน้นการแข่งขัน เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญคือทำอย่างไรให้ระบบทุนนิยมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด" รศ.ดร.พิชญ์ กล่าว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ส่วนกลุ่มที่รู้สึกว่าตนเองเป็น "ผู้ดีเก่า" ในกรุงเทพฯ แม้บางคนจะดูเหมือนได้ประโยชน์จากระบบของเสรีนิยมใหม่ แต่จริง ๆ แล้วก็กำลังเผชิญปัญหากับระบบที่เน้นการลงทุนและใช้ประโยชน์จากพื้นที่เพื่อตอบโจทย์มูลค่าทางเศรษฐกิจโดยไม่รู้ตัว โดย รศ.ดร.พิชญ์ยกตัวอย่างกรณีคนรวยที่อยู่อาศัยในย่านที่เคยสงบสุขมาก่อน เช่น สุขุมวิทตอนต้น เมื่อผังเมืองเปลี่ยนไปและอนุญาตให้สร้างคอนโดมิเนียมหรือตึกสูงข้างบ้านได้ คนกลุ่มนี้ก็หลีกเลี่ยงผลกระทบที่ตามมาไม่ได้

รศ.ดร.พิชญ์อธิบายเพิ่มเติมว่าในความเห็นของเขา ผลกระทบจากการบริหารเมืองที่เอาใจระบบเสรีนิยมใหม่จึงทำให้เมืองดึงดูดผู้คนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากเข้ามา ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็เพิ่มแรงกดดันไปที่ระบบราชการและโครงสร้างพื้นฐานของเมือง และทำให้ค่าครองชีพในเมืองสูงขึ้นตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน ด้วยระบบที่เอื้อต่อการดึงดูดแรงงานที่มีศักยภาพและการลงทุน การดูแลกลุ่มเปราะบางและความเหลื่อมล้ำจึงเป็นความสำคัญอันดับรองลงมา นั่นหมายความว่าหากเกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจหรือโรคระบาดใหญ่อีกครั้ง ผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามก็ล้วนต้องเผชิญกับความไม่มั่นคง

"ทำไมผมจึงพูดว่าคนบางกลุ่มเหมือนจะได้ประโยชน์ คนพวกนี้จะได้ประโยชน์จนกว่าเขาไม่มีมูลค่าไง จนกว่าเขาจะเปราะบาง ถ้าเขามีเงินน้อยลง ไอ้เมืองชิค ๆ ที่เสกไว้มันไม่ได้ช่วยให้เขาหางานทำได้ง่ายขึ้นหรอกครับ" รศ.ดร.พิชญ์ กล่าว

"กรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองปกติ" โจทย์เมืองหลวงที่มากกว่าการรับมือภัยพิบัติเฉพาะหน้า

รศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมและการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บอกว่ากรุงเทพมหานคร "ไม่ใช่เมืองปกติ" เมืองหลวงแห่งนี้มีความพิเศษในฐานะเมืองระดับโลก (World City) แต่ก็มีความเปราะบางอย่างมากในหลายมิติด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมืองนี้จึงต้องการยุทธศาสตร์การบริหารเมืองที่มองเห็นความเสี่ยงในอนาคต

เธอกล่าวต่อว่า ปัจจุบันเมืองไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือการดึงดูดการลงทุนอีกต่อไป แต่แข่งขันกันเรื่องความสามารถในการรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ด้วย จะเห็นได้ว่าดัชนีเมืองระดับโลกจำนวนมากล้วนให้ความสำคัญกับความสามารถในการบริหารความเสี่ยง ความยั่งยืน คุณภาพชีวิต และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวมากขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate risk) ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของเมืองในศตวรรษที่ 21 โดยจะเห็นว่านักลงทุนต่างชาติมักจะพิจารณาว่าเมืองที่จะไปลงทุนมีแผนรับมือกับความเสี่ยงเรื่องนี้ในระยะ 20-30 ปีข้างหน้าหรือไม่ ดังนั้นหากพูดว่าต้องการให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ดึงดูดการลงทุน เมืองก็ต้องมีนโยบายและการดำเนินงานเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

นอกจากนี้กรุงเทพฯ ยังต้องแข่งขันกับเมืองอื่น ๆ ในด้านความน่าอยู่และความยั่งยืนด้วย ซึ่งตัวชี้วัดต่าง ๆ จะดูที่คุณภาพชีวิตผู้คน ศักยภาพทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้า ความมั่นคงของบริการพื้นฐานและโครงสร้างพื้นฐานว่ายังใช้งานได้ดีหรือไม่ในยามที่เกิดวิกฤตหรือความแปรปรวน

"เมืองที่มี resilience หรือมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ ไม่ใช่เมืองที่ไม่มีวิกฤต แต่เป็นเมืองที่มีวิกฤตแล้วคนทุกกลุ่มยังสามารถเข้าถึงบริการและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นได้อย่างเท่าเทียม และยังใช้ชีวิตต่อไปได้" รศ.ดร.วิจิตรบุษบา กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าวต่อว่าความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็น "เงื่อนไขใหม่ของการใช้ชีวิตในเมือง" ซึ่งแตกต่างจากภัยพิบัติที่เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า

"มันรวมถึงวันที่อากาศอาจจะร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ค่าไฟที่แพงขึ้น เมื่อฝนตกหนัก การเดินทางลำบากขึ้น พื้นที่สาธารณะใช้ไม่ได้จริง คุณภาพอากาศที่อาจจะแย่ลง สุขภาพผู้สูงอายุอาจเสี่ยงมากขึ้น หรือแม้กระทั่งความสามารถของคนรายได้น้อยที่จะรับมือกับต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้น เพราะรายจ่ายส่วนใหญ่หมดไปกับค่าครองชีพทั้งหมด ฉะนั้นถ้าเรามองแค่ภัยพิบัติ เราจะเน้นการตอบสนองต่อเหตุการณ์ เช่น น้ำท่วม เราก็วิ่งไปสูบน้ำ กู้ภัย ซ่อมแซมความเสียหายหลังจากนั้นให้เร็วที่สุด แต่ถ้าเรามองว่า climate change มันคือเงื่อนไขใหม่ที่ชีวิตอาจจะต้องเจอบ่อยขึ้น แรงขึ้น การวางแผนระยะยาว การเปลี่ยนโครงสร้างเมือง เช่น ผังเมือง ระบบขนส่งต่าง ๆ หรือที่อยู่อาศัย เราออกแบบมาโดยคิดเรื่องนี้หรือยัง" รศ.ดร.วิจิตรบุษบา ระบุ

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

เธอกล่าวต่อว่าบริบทของกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความเสี่ยงหลายมิติพร้อมกัน (multiple risks) ซึ่งหมายถึงสภาวะที่เมืองไม่ได้เผชิญเพียงแค่ภัยอย่างใดอย่างหนึ่งในเวลาเดียว แต่เป็นการซ้อนทับกันของภัยหลากหลายรูปแบบที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่

รศ.ดร.วิจิตรบุษบาอธิบายว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองลุ่มต่ำที่มีข้อจำกัดด้านการระบายน้ำตามธรรมชาติ ประกอบกับการพัฒนาและการขยายตัวของเมือง ส่งผลให้พื้นที่รับน้ำลดลง เมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรุงเทพฯ จึงมีความเปราะบางมากยิ่งขึ้น

เธอยกตัวอย่าง กทม. ที่ประสบปัญหาฝนตกหนักรุนแรงในช่วงเวลาสั้น หรือที่ในทางวิชาการเรียกว่า "คลาวด์เบิร์สต์" (cloudburst) รวมถึงปัญหาฝนตกนอกฤดูกาล ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมฉับพลันและส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงประชาชน ทั้งการจราจร การสัญจร บางชุมชนอาจต้องสูญเสียรายได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนในระยะยาว หรือกลุ่มผู้ป่วยอาจไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงต่อชีวิต

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ในขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ ยังเผชิญกับวิกฤตความร้อนซึ่งนับเป็นความเสี่ยงใหม่ที่รุนแรง ปัญหานี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีทางเลือกน้อย เช่น แรงงานกลางแจ้ง หรือผู้ที่อาศัยในบ้านพักที่มีการระบายอากาศไม่ดีในชุมชนแออัด ซึ่งต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าและเผชิญปัญหาสุขภาพที่รุนแรงกว่ากลุ่มอื่น สิ่งนี้สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านนี้ไม่ได้กระทบทุกคนในระดับเดียวกัน โดยกลุ่มที่มีทางเลือกน้อยมักได้รับผลกระทบรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น และอาจส่งผลถึงประชาชนกลุ่มอื่น ๆ เช่น ชนชั้นกลาง ด้วยเช่นกัน

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

สำหรับกลุ่มเจนซี (Gen Z) หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2540–2552 ซึ่งกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังแรงงานหลักของกรุงเทพฯ ถึงร้อยละ 50 ในอนาคตอันใกล้ อาจกลายเป็นกลุ่มเปราะบางกลุ่มใหม่ในสังคมเมือง

รศ.ดร.วิจิตรบุษบา ชี้ว่าประชากรกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น คนกลุ่มนี้อาจจำเป็นต้องเลือกพักอาศัยอยู่ใกล้สถานที่ทำงาน ซึ่งต้องแลกด้วยสภาพแวดล้อมที่แออัดและอัตราค่าเช่าที่สูง แต่หากเลือกพักอาศัยในพื้นที่ห่างไกลออกไป ก็ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในการเดินทาง และอาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการใช้บริการรถรับจ้างสาธารณะ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มภาระทางการเงินอีกทางหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ค่าใช้จ่ายของคนกลุ่มนี้อาจสูงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ จนส่งผลให้ไม่มีเงินออมหรือไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับกิจกรรมอื่น ๆ ในการดำเนินชีวิต

นโยบายสมัยที่ผ่านมา ตอบโจทย์เรื่องความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศของ กทม. หรือไม่

.

ที่มาของภาพ, สำนักอนามัย กทม.

คำบรรยายภาพ, กทม. เปิดให้บริการห้องหลบร้อนกว่า 300 แห่ง เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา

ในความเห็นของ รศ.ดร.วิจิตรบุษบา มองว่านโยบายและโครงการต่าง ๆ ของอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติในสมัยที่ผ่านมามีหลายประเด็นที่ถือว่ามาถูกทางในเชิงวิชาการ เช่น เรื่องการปรับปรุงทางเท้า การจัดการน้ำท่วม การบริหารพื้นที่สาธารณะ การนำฐานข้อมูลต่าง ๆ มาใช้เพื่อทำข้อมูลเมือง ซึ่งทำให้เห็นว่าทีมบริหารให้ความสำคัญกับเรื่องพื้นฐานที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตผู้คน

นอกจากนี้ เธอยังเห็นว่า กทม. ให้ความสำคัญกับเรื่องความร้อนในเมืองมากขึ้น ซึ่งในอดีตมักเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามไป โดยในยุคของอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ มีหลายโครงการที่เน้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การสร้างร่มเงา และการทำห้องหลบร้อน (BKK Cooling Center) เพื่อรองรับสภาพอากาศร้อนที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

ทว่า ความท้าทายต่อไปคือจะยกระดับโครงการย่อย ๆ เหล่านี้ไปสู่การวางระบบผังเมืองและโครงสร้างขนาดใหญ่ได้อย่างไร เพื่อให้มหานครแห่งนี้รับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

รศ.ดร.วิจิตรบุษบาย้ำว่า ไม่ได้หมายความว่า กทม. ไม่มีแผนด้าน climate change เพราะที่ผ่านมา กทม. มีทั้งแผนแม่บทและมาตรการที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่โจทย์สำคัญคือการทำให้ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate risk) กลายเป็นฐานของการตัดสินใจหลักของเมืองจริง ๆ ตั้งแต่การวางผังเมือง การจัดลำดับงบประมาณ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการทำงานข้ามสำนักและระดับเขต

ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองจาก มธ. กล่าวต่อว่า กรุงเทพฯ ต้องการแนวคิดการจัดการเมืองที่ผสมผสานระบบนิเวศน้ำและพื้นที่สีเขียวเข้าด้วยกัน (Blue-Green Infrastructure) ทั้งคลอง แม่น้ำ พื้นที่รับน้ำต่าง ๆ สวนสาธารณะ พื้นที่สาธารณะ ต้องทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เมืองมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้เร็วเมื่อเกิดภัยหรือวิกฤต แนวคิดนี้ไม่ได้ช่วยเฉพาะเรื่องน้ำท่วมหรือการระบายน้ำเท่านั้น แต่ยังช่วยลดอุณหภูมิของเมือง เพิ่มพื้นที่สาธารณะ ลดต้นทุนด้านพลังงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชีวิตประจำวันด้วย

"การพึ่งพาโครงสร้างคอนกรีตหรือโครงสร้างแข็งเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว" เธอกล่าว

0.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, กรุงโคเปนเฮเกนมีแผนจัดการฝนที่ตกหนักในระยะเวลาสั้น ๆ (Cloud Burst Management) ผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว ที่ทำงานเชื่อมโยงกัน

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น รศ.ดร.วิจิตรบุษบายกตัวอย่างกรุงโคเปนเฮเกนในเดนมาร์กที่มีแผนจัดการฝนตกหนักมากในห้วงเวลาสั้น ๆ (Cloud Burst Management) เมืองนี้ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่โครงสร้างพื้นฐานสีเทาอย่างท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ แต่เน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว ที่ทำงานเชื่อมโยงกัน เช่น การออกแบบพื้นที่สาธารณะหรือสนามเด็กเล่นให้เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ช่วยกักเก็บน้ำได้ในยามวิกฤต ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันภัยแล้ว ยังทำให้เมืองน่าอยู่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีแม้ในวันที่ไม่มีฝนตก

อีกหนึ่งตัวอย่างที่โดดเด่นคือโครงข่ายจักรยานที่ครอบคลุมทั่วกรุงโคเปนเฮเกน แม้จุดเริ่มต้นมาจากเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ในที่สุดมันกลายเป็นเครื่องมือสร้างความยืดหยุ่นให้กับเมืองในช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงาน ทำให้คนมีทางเลือกในการเดินทางและอยู่ในต้นทุนที่เอื้อมถึงได้

รศ.ดร.วิจิตรบุษบาแนะว่า ไม่ว่าผู้ว่าฯ กทม. คนถัดไปจะเป็นใครก็ตาม สิ่งที่ผู้บริหาร กทม. คนใหม่ควรทำทันทีเลยคือการกระตุ้นให้แต่ละสำนักของ กทม. ไม่ทำงานแบบแยกส่วน

"กทม. ต้องทำงานข้ามสำนักมากขึ้น เพราะความเสี่ยงจาก climate change ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เชื่อมโยงทั้งเรื่องน้ำ ความร้อน การเดินทาง สุขภาพ พลังงาน และที่อยู่อาศัย ไม่ใช่บอกว่าพูดมาทั้งหมดแล้วผังเมืองก็ไปทำคนเดียว หรือสำนักสิ่งแวดล้อมไปทำคนเดียว จะต้องมองเชิงพื้นที่ให้ชัดเจนว่ามีประเด็นหรือปัญหาอะไรบ้าง และมองภาพรวมอย่างรอบด้านและครอบคลุม"

นอกจากนี้ เธอชี้ว่า กทม. ควรทำงานร่วมกับหน่วยงานนอกสังกัดมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะหน่วยงานระดับชาติที่มีความเชี่ยวชาญและกำลังดำเนินการเรื่องความเสี่ยงภูมิอากาศอยู่แล้ว ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้เริ่มมีการนำแนวคิดเรื่องการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้าไปในระดับพื้นที่แล้ว ดังนั้นหากผู้ว่าฯ กทม. มีความชัดเจนในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ก็จะสามารถเชื่อมโยงและดึงงบประมาณหรือความร่วมมือจากส่วนกลางมาใช้ได้ ซึ่งจะช่วยให้ กทม. สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางกฎหมายและอำนาจของตนได้

การเลือกตั้งที่กำหนดชะตากรรมกรุงเทพฯ

ด้านนายอนรรฆ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายจากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ มองว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และการทำงานของทีมนายชัชชาติในสมัยที่ผ่านมาได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการบริหารกรุงเทพฯ ทำให้หลังจากนี้ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้ว่าฯ ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าก็ตามจะไม่สามารถทำงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานนี้อีกต่อไป

ทว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย. นี้มีความสำคัญมากกว่านั้น เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 4.5 ล้านคนจะเป็นผู้กำหนดว่ามหานครแห่งนี้จะมุ่งไปสู่ทิศทางไหน กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่โอบรับทุกคนดังแคมเปญของ กทม. ที่บอกว่า "Bangkok For All กรุงเทพสำหรับทุกคน" หรือไม่

"เมื่อเราพูดถึงว่า for all มันรวมถึงคนที่อาจจะไม่ได้โหวตเลือกเขาด้วยใช่ไหม รวมถึงประชากรแฝง หาบเร่แผงลอย คนไร้บ้านด้วยใช่ไหม" นายอนรรฆตั้งคำถาม

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

เขายกตัวอย่างกรณีผลกระทบเรื่องการจัดระเบียบทางเท้า อีกหนึ่งนโยบายในสมัยอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติที่ส่งผลกระทบต่อผู้ค้าหาบเร่แผงลอยบนทางเท้าอย่างมาก

กรณีนี้ทำให้เห็นการปะทะกันระหว่างชุดความคิดต่อพื้นที่สาธารณะของคนใน กทม. ที่แตกต่างกัน ซึ่งกลุ่มชนชั้นกลางหรือผู้ใช้ทางเท้าทั่วไปมองว่าพื้นที่สาธารณะคือพื้นที่ที่ทุกคนต้องใช้ร่วมกันอย่างเท่าเทียมในแง่การสัญจร ดังนั้นพื้นที่นี้ควรสะอาด สวยงาม ไม่ควรมีใครนำมาใช้ประโยชน์ส่วนตัว

ขณะที่กลุ่มผู้ค้ารายได้น้อยมองว่าพื้นที่สาธารณะคือความเท่าเทียมในมิติทางเศรษฐกิจ เป็นพื้นที่และทรัพยากรที่ทำให้พวกเขาสามารถลืมตาอ้าปากในเมืองได้ เข้าถึงโอกาสในการหารายได้ได้ ซึ่งนายอนรรฆมองว่าเหตุผลของแต่ละฝ่ายไม่มีใครผิดเลย แต่กรุงเทพฯ ยังขาดกระบวนการสร้างความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ที่นำไปสู่กระบวนการพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างสองกลุ่มนี้

"มันสำคัญอย่างไร ถ้ามันกลายเป็นเมืองที่ละทิ้งหลาย ๆ คนออกไป ในระยะยาวมันจะเกิดปัญหาอย่างแน่นอน เช่น หากเราไม่มีระบบสุขภาพที่รองรับคนบางกลุ่ม ไม่มีโอกาสทางเศรษฐกิจที่เป็นโอกาสทางรายได้ของคนหลาย ๆ กลุ่ม ในระยะยาวกลุ่มคนเหล่านี้ก็จะอยู่ในภาวะไร้ที่พึ่งพิง เป็นคนไร้บ้าน ซึ่งเมืองต้องดูแลต่อไป" นายอนรรฆ กล่าว

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

หากพรุ่งนี้มีการเลือกตั้ง เก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. อาจตกเป็นของนายชัชชาติอีกสมัย เมื่อดูจากผลสำรวจความเห็นของสำนักต่าง ๆ โดยล่าสุดศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ระบุว่าจากการสำรวจความเห็นระหว่างวันที่ 2-4 มิ.ย. 2569 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีแนวโน้มเลือกนายชัชชาติถึง 67.30% ขณะที่โพลสถาบันพระปกเกล้าซึ่งดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 22 – 25 พ.ค. 2569 พบว่านายชัชชาติยังมีคะแนนนิยมผู้สมัครคนอื่น ๆ มากกว่าเท่าตัว

นายอนรรฆกล่าวเสริมว่าเขาต้องการเห็นกระบวนการของ กทม. ในยุคถัดไปที่สามารถเอื้อให้คนแต่ละกลุ่มสามารถสะท้อนความรู้สึก เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการออกแบบนโยบายสาธารณะของเมืองที่เอื้อสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง ถึงแม้การสร้างนโยบายที่ตอบโจทย์คนทุกกลุ่มนั้นทำได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอยู่มากก็ตาม

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.พิชญ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เน้นย้ำว่า "ความเป็นธรรม" ยังเป็นแกนสำคัญของการบริหารเมือง ดังนั้นผู้ว่าฯ กทม. จึงถูกคาดหวังให้เป็นผู้นำที่มีความกล้าเผชิญหน้ากับปัญหาเชิงโครงสร้าง ถึงแม้ในตอนนี้ความเป็นธรรมของกรุงเทพฯ ยังไม่มีคำนิยามตายตัวก็ตาม เพราะยังไม่มีการถกเถียงและเกิดข้อตกลงร่วมกันของผู้คน

"เรายอมรับหรือเปล่าว่าเมืองนี้มันมีความขัดแย้ง ฉะนั้นทุกการกระทำที่ทำลงไปมันมีคนได้และคนเสีย ตกลงเรามี empathy แต่เรานำ empathy นั้นไปสู่ solution (การแก้ปัญหา) อะไรที่มันลดความเหลื่อมล้ำหรือลดความขัดแย้งในเมือง" ด้วยเหตุนี้ เขาจึงคาดหวังว่ากรุงเทพฯ จะเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองที่มากกว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ หรือ สก. แต่ควรมีการพูดถึงแนวทางการรื้อฟื้นสภาเขตและสภาละแวกบ้าน เพื่อถ่วงดุลและสะท้อนความต้องการของชุมชนขึ้นไปยังทีมงานของผู้ว่าฯ

อีกประเด็นทิ้งท้ายของ รศ.ดร.พิชญ์ คือ หากจะมีการเรียกร้องให้ กทม. มีอำนาจหรือฐานะทางการเงินเพิ่มขึ้นในอนาคต ก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่า "กทม. จะรับผิดชอบอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง" เช่น จะทำเรื่องการควบคุมค่าเช่าที่พักอาศัย (Rent Control) หรือระบบขนส่งที่ดีกว่าเดิมอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้