วิทยาศาสตร์ว่าด้วยเรื่องเนื้อคู่ "คนที่ใช่ที่สุด" สำหรับคุณมีอยู่จริงหรือไม่

    • Author, พัลลภ โกศ
    • Role, ผู้สื่อข่าวด้านวิทยาศาสตร์
  • เวลาอ่าน: 15 นาที

วันวาเลนไทน์มักทำให้เรารู้สึกว่าต้องมี "หนึ่งเดียวคนนั้น" หรือคู่แท้ที่ถูกกำหนดมาให้อยู่กับเรา รออยู่ข้างนอกในที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้

ตลอดประวัติศาสตร์ มนุษย์ต่างหลงใหลในแนวคิดที่ว่าความรักไม่ใช่เรื่องบังเอิญ โดยในช่วงยุคกรีกโบราณ เพลโตจินตนาการว่าเดิมทีมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ มี 4 แขน 4 ขา และ 2 ใบหน้า ส่องประกายเจิดจ้าจนซูส (Zeus) ต้องผ่าออกเป็นสองส่วน ทำให้นับแต่นั้นมาแต่ละครึ่งของคนหนึ่งก็เร่ร่อนบนโลกเพื่อค้นหาอีกครึ่งที่หายไป

ตำนานนี้ให้กำเนิดภาพกวีที่สื่อถึงความหมายว่าด้วย "เนื้อคู่" ในปัจจุบัน พร้อมคำสัญญาว่าที่ใดสักแห่งจะมีใครคนหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกเติมเต็มจนกลับมา "สมบูรณ์" อีกครั้ง

ในช่วงยุคกลาง เรื่องเล่าของกลุ่มนักกวีทรูบาดูร์และตำนานกษัตริย์อาเธอร์ได้ตีความความโหยหานั้นใหม่ให้กลายเป็นแนวคิด "ความรักแบบอัศวิน" ซึ่งเป็นความหลงใหลรุนแรงและมักเป็นเรื่องต้องห้าม เช่นความโหยหาที่แลนสล็อตมีต่อกวินนีเวียร์ ซึ่งอัศวินต้องพิสูจน์คุณค่าของตนผ่านการเสียสละเพื่อหญิงคนรัก โดยที่เขาอาจไม่มีวันสารภาพความรู้สึกต่ออีกฝ่ายอย่างเปิดเผย

เมื่อถึงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการหรือเรอเนซองส์ นักเขียนอย่างเชกสเปียร์พูดถึง "คู่รักที่ถูกดวงดาวกีดกัน" คู่รักที่ถูกผูกพันเข้าด้วยกันด้วยสายสัมพันธ์อันรุนแรง แต่กลับถูกครอบครัว โชคชะตา หรือพรหมลิขิตฉุดรั้งให้ต้องแยกจากกัน ราวกับว่าจักรวาลเองเป็นทั้งผู้เขียนเรื่องราวความรักของพวกเขา และเป็นผู้ขวางไม่ให้มีตอนจบที่มีความสุขด้วยในเวลาเดียวกัน

ในยุคสมัยใหม่ ฮอลลีวูดและนิยายรักต่างขายเรื่องราวความรักแบบเทพนิยายให้เรา แต่ล่าสุดนี้ วิทยาศาสตร์มีคำอธิบายอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องเนื้อคู่ ใครบางคนที่พิเศษสำหรับเราโดยเฉพาะมีอยู่จริงหรือไม่ ?

เราตกหลุมรัก "หนึ่งเดียวคนนั้น" ได้อย่างไร

วิเรน สวามี ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาสังคมแห่งมหาวิทยาลัยแองเกลีย รัสกิน ในเมืองเคมบริดจ์ ได้สืบค้นความเข้าใจเรื่องความรักแบบโรแมนติกของชาวยุโรปยุคปัจจุบัน ย้อนไปถึงยุโรปยุคกลาง ซึ่งรวมถึงเรื่องราวต่าง ๆ อย่าง คาเมลอต, แลนซ์ล็อต, และกวินนีเวียร์ , ไปจนถึงคุณค่าแบบอัศวินโต๊ะกลมที่แพร่กระจายไปทั่วทวีป

"ในตอนแรก เรื่องเล่าเหล่านี้ผลักดันแนวคิดที่ว่าคุณควรเลือกใครสักคนหนึ่งเป็นคู่ครอง และคู่ครองนั้นคือคนที่คุณจะอยู่ด้วยไปตลอดชีวิต" เขากล่าว

"ก่อนหน้านั้น ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรป คุณสามารถรักคนได้หลายคนตามที่ต้องการ และความรักก็มีความยืดหยุ่น ซึ่งบ่อยครั้งมันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเพศด้วยซ้ำ

เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนถอยห่างจากรากฐานที่เป็นชุมชนเกษตรกรรม ขณะที่กระแสอุตสาหกรรมทำลายความผูกพันที่ผู้คนคุ้นชินลง ศ.วิเรนกล่าวว่าสิ่งนี้ทำให้แต่ละคนเริ่ม "รู้สึกแปลกแยก"

"พวกเขาเริ่มมองหาคนเพียงคนเดียวที่จะช่วยพวกเขาให้พ้นจากความทุกข์ระทมของชีวิต"

แอปพลิเคชันหาคู่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนเรื่องเล่านั้นให้กลายเป็นอัลกอริทึม ซึ่ง ศ.วิเรน สวามี เรียกว่า "การช้อปปิ้งหาความสัมพันธ์" การค้นหาเนื้อคู่จึงกลับกลายเป็นสิ่งตรงข้ามกับสิ่งที่คนเหล่านั้นต้องการ

"สำหรับหลายคน นั่นเป็นประสบการณ์ที่ไร้วิญญาณมาก"

"คุณกำลังเลือกซื้อคู่ครอง… เลื่อนผ่านผู้คนเป็นสิบ ๆ บนแอปฯ หาคู่ จนกระทั่งมาถึงจุดที่คุณรู้สึกว่า… ฉันต้องหยุดได้แล้ว" เขากล่าว

"หนึ่งเดียวคนนั้น" (The One)

เจสัน แคร์รอล ศาสตราจารย์ด้านการสมรสและครอบครัวศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยบริกแฮมยัง ในสหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองโพรโว รัฐยูทาห์ รู้สึกเห็นอกเห็นใจต่อความโหยหาของผู้คนที่มีต่อ "หนึ่งเดียวคนนั้น"

"เราคือสิ่งมีชีวิตที่สร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์" เขากล่าว "เราปรารถนาความผูกพันนั้น"

ทว่าในการบรรยายของเขา เจสันบอกกับนักศึกษาว่าพวกเขาจำเป็นต้องละทิ้งแนวคิดเรื่องเนื้อคู่ โดยไม่ต้องละทิ้งความปรารถนาที่จะได้พบ "หนึ่งเดียวคนนั้น"

มันฟังดูเหมือนขัดแย้งกันเอง แต่สำหรับเแคร์รอลนี่คือความแตกต่างระหว่างพรหมลิขิตกับความพยายาม

"เนื้อคู่คือสิ่งที่ถูกพบโดยบังเอิญ มันถูกสร้างขึ้นมาไว้แล้วล่วงหน้า แต่ 'หนึ่งเดียวคนนั้น' คือสิ่งที่คนสองคนร่วมกันสลักสร้างขึ้นมาตลอดหลายปี ผ่านการปรับตัว การเอ่ยคำขอโทษ และบางครั้งก็ต้องอาศัยการกัดฟันเพื่ออดทนอดกลั้น" เขากล่าว

กับดักเนื้อคู่

ข้อโต้แย้งของแคร์รอลอ้างอิงจากงานวิจัยหลายทศวรรษ ซึ่งเขารวบรวมไว้ในรายงานชื่อ The Soulmate Trap (กับดักเนื้อคู่) โดยส่วนใหญ่แยกความแตกต่างระหว่างสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า "ความเชื่อแบบพรหมลิขิต" ซึ่งหมายถึงแนวคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ที่ใช่และควรจะเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย กับ "ความเชื่อในการเติบโต" ซึ่งให้ความสำคัญกับสิ่งที่คู่รักสามารถทำร่วมกันเพื่อให้ความสัมพันธ์เดินหน้าต่อไปได้

จากชุดงานวิจัยที่ถูกอ้างถึงอย่างกว้างขวางในช่วงปลายทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งนำโดยศาสตราจารย์ ซี. เรย์มอนด์ นี แห่งมหาวิทยาลัยฮูสตัน นักวิจัยพบว่าผู้ที่เชื่อว่าความสัมพันธ์เป็นสิ่งที่ "ถูกกำหนดมาแล้ว" มีแนวโน้มจะสงสัยในความผูกพันของตัวเองมากขึ้นหลังจากมีความขัดแย้ง ขณะที่ผู้ที่มีมุมมองแบบเน้นการเติบโตกลับมีแนวโน้มจะยังคงทุ่มเทต่อความสัมพันธ์ แม้ในวันที่พวกเขาทะเลาะกันก็ตาม

แคร์รอลอธิบายว่าผู้ที่มีมุมมองแบบการเติบโตก็ยังคงต้องการบางสิ่งที่พิเศษอยู่ดี แต่พวกเขาคาดหมายว่าจะต้องมีช่วงเวลาที่ยากลำบากเกิดขึ้น

"พวกเขาตั้งคำถามว่า… พวกเขาจะทำอะไรได้บ้างเพื่อทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น มีการพัฒนา และมีการเติบโต ?"

ในมุมมองของเขา ความเชื่อเรื่องเนื้อคู่คือกับดัก และโดยตัวมันเองก็ไม่ใช่ความโรแมนติกเอาเสียเลย แต่เป็นความคาดหวังว่าความรักไม่ควรเป็นเรื่องยาก

เขากล่าวว่าส่วนที่ "ลึกซึ้งที่สุด" ของความสัมพันธ์ระยะยาวไม่ใช่ฉากโรแมนติกแบบในภาพยนตร์ แต่มันคือการได้ "นั่งแถวหน้าในโรงหนัง ไม่เพียงเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กันและกัน แต่รวมถึง… ร่วมเผชิญความท้าทายและจุดอ่อนของอีกฝ่ายด้วย"

"นั่นเป็นพื้นที่ที่ศักดิ์สิทธิ์มากทีเดียว" เขากล่าว "เราได้รู้สิ่งเหล่านั้นก็เพราะพวกเขายอมให้เราอยู่ตรงนั้น"

สำหรับแคร์รอล เมื่อความรักถูกมองว่าเป็นโชคชะตา ผู้คนจะยิ่งไม่เต็มใจทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่หวือหวา แต่จริง ๆ แล้วมันกลับช่วยรักษาความรักไว้ได้ และบอกว่า "กับดักเนื้อคู่" ทำให้ทุกอย่างยากขึ้นมากเมื่อความสัมพันธ์เจออุปสรรคใหญ่เป็นครั้งแรก

"ครั้งแรกที่เกิดปัญหาใด ๆ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาก็คือ 'ฉันคิดว่าคุณคือเนื้อคู่ของฉัน แต่บางทีอาจไม่ใช่ก็ได้ เพราะเนื้อคู่ไม่ควรต้องเจอกับเรื่องแบบนี้'" เขากล่าว

"แต่ถ้าความสัมพันธ์จะเดินต่อไปได้ในระยะยาว มันไม่มีทางที่หนทางจะราบรื่นไปโดยตลอด"

จุดประกายความรักหรือเปิดบาดแผล ?

วิกกี พาวิทต์ โค้ชด้านความรักซึ่งทำงานในกรุงลอนดอน มักให้ความช่วยเหลือผู้คนที่คิดว่าพวกเขาได้พบเนื้อคู่แล้ว แต่กลับค้นพบว่าเทพนิยายที่วาดฝันไว้นั้นเต็มไปด้วยการบงการทางอารมณ์ ความไม่แน่นอน และความรู้สึกกังวลอย่างต่อเนื่อง

"เมื่อมีเคมีเข้ากันมาก และมันจุดประกายความรักขึ้น ฉันคิดว่านั่นอาจเกี่ยวกับการเปิดรูปแบบความสัมพันธ์ที่ไม่ดีเก่า ๆ ขึ้นมา เช่น บาดแผลในอดีต" เธอกล่าว

"คนที่มีพฤติกรรมไม่สม่ำเสมอ หรือเล่นเกมแบบเดี๋ยวรุก เดี๋ยวเย็นชาใส่ อาจทำให้คุณรู้สึกว่า 'ฉันรอไม่ไหวที่จะได้เจอเขาอีกครั้ง' แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือพวกเขาทำให้คุณกังวลมาก จนทำให้คุณต้องการเขามากขึ้นต่างหาก"

พาวิทต์กล่าวว่าสิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นโชคชะตานั้น อาจเป็นแรงดึงจากระบบประสาทของเราที่จดจำบางอย่างซึ่งเคยทำให้เราเจ็บปวดมาก่อนและพยายามจะแก้ไขมัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่นักบำบัดเรียกว่าพันธะจากบาดแผล (trauma bond)

เธอกล่าวว่าพันธะนี้อาจดูเหมือนความรัก และทำให้ผู้คนถูกดึงดูดเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักเพียงเพราะมันเป็นสิ่งคุ้นเคย ไม่ใช่เพราะเป็น "คู่ที่สมบูรณ์แบบ"

หนึ่งในงานวิจัยที่มักถูกอ้างถึง คือ ผลงานของนักจิตวิทยาชาวแคนาดาชื่อว่า โดนัลด์ ดัตตัน และ ซูซาน เพนเตอร์ ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1993 ขณะที่ทั้งคู่ทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย โดยพวกเขาติดตามผู้หญิง 75 คน หลังจากที่พวกเธอแยกทางกับคู่รักที่เคยใช้ความรุนแรง

ทีมวิจัยตรวจวัดได้ว่าผู้หญิงเหล่านั้นยังรู้สึกผูกพันกับอดีตคู่รักของพวกเธอมากเพียงใด และเปรียบเทียบกับลักษณะความสัมพันธ์ก่อนหน้านั้น

พวกเขาพบว่าพันธะที่แน่นแฟ้นที่สุดไม่ได้เกิดขึ้นในผู้หญิงที่ถูกทำร้ายอย่างสม่ำเสมอ แต่เกิดขึ้นในกลุ่มที่คู่รักที่อยู่ในความสัมพันธ์ลักษณะเสน่หาและทารุณสลับกัน

ดัตตันและเพนเตอร์ให้เหตุผลว่าพันธะจากบาดแผลนี้ ช่วยอธิบายว่าเหตุใดผู้คนถึงรู้สึกถูกดึงดูดกลับไปสู่ความสัมพันธ์ที่โดยความเป็นจริงแล้วส่งผลเสียต่อพวกเขา และพบว่ามันเป็นเพราะส่วนผสมของความอันตรายและความรักใคร่อันคุ้นเคย ไม่ใช่เพราะมันเป็นความสัมพันธ์ที่ดีต่อใจ

นี่คือความแตกต่างที่พาวิทต์พยายามชี้ให้ผู้ขอความช่วยเหลือได้เห็น

"มันคือการแยกแยะว่าเคมีที่เรารู้สึกนั้น บอกว่าคน ๆ นี้เข้ากันได้กับเราจริง ๆ หรือว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกกระวนกระวายแบบคุ้นเคยกันแน่"

"ในภาษาของฉัน ฉันไม่เคยพูดถึงคำว่าเนื้อคู่เลย" เธอกล่าว

"โดยส่วนตัว ฉันไม่เชื่อว่ามีคนหนึ่งคนที่ถูกกำหนดไว้สำหรับทุกคน… แต่ฉันเชื่อว่าพวกเราสามารถกลายเป็นหนึ่งเดียวคนนั้นสำหรับใครสักคนได้"

เคมีที่จริงแท้

หากการตัดความเป็นไปได้ของการมีเนื้อคู่มันอาจฟังดูไม่โรแมนติก แต่ชีววิทยาของแรงดึงดูดก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน

ฮอร์โมนคุมกำเนิดอาจปรับเปลี่ยนความรู้สึกที่คู่รักมีต่อกันอย่างละเอียดอ่อน งานวิจัยชี้ว่ายาคุมกำเนิดที่ทำให้ระดับภาวะเจริญพันธุ์เป็นเส้นตรงไม่ขึ้นลงตามธรรมชาติ อาจลดการเปลี่ยนแปลงของแรงดึงดูดของกันและกัน ซึ่งปกติจะเกิดขึ้นในระหว่างรอบเดือน และอาจส่งผลต่อการเลือกคู่ในช่วงแรกเริ่มได้

จากการศึกษาขนาดใหญ่ในกลุ่มคู่รักต่างเพศ 365 คู่ พบว่าความพึงพอใจทางเพศของผู้หญิงจะสูงขึ้นเมื่อสถานะการใช้ยาคุมกำเนิดในปัจจุบันตรงกับสถานะการใช้ยาคุมกำเนิดเมื่อตอนที่เลือกคู่ครองครั้งแรก

สิ่งนี้บ่งชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงการใช้ยาคุมกำเนิดอาจส่งผลต่อประสบการณ์ที่มีต่อคู่ครองได้

ผลกระทบเหล่านี้อาจเล็กน้อย แต่ก็อาจช่วยอธิบายการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ที่น่าประหลาดใจของคู่รักบางคู่เมื่อเวลาผ่านไปได้

หากฮอร์โมนและยาคุมสามารถทำให้ความรู้สึกถูกเบี่ยงเบนไปได้ว่าใครคือ "คนที่ใช่" ก็ยิ่งยากที่จะโต้แย้งว่ามีคู่ที่ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วเพียงหนึ่งเดียว และนี่เองที่ทำให้นักคณิตศาสตร์เข้ามามีบทบาท

คนที่ใช่ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว

ในทางจิตวิทยาและชีววิทยามีวิธีหนึ่งสำหรับทำความเข้าใจเรื่อง "หนึ่งเดียวคนนั้น" หรือคนที่ใช่ แต่คณิตศาสตร์กลับเสนออีกมุมมองหนึ่ง

ดร.เกร็ก ลีโอ นักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ เมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ได้พัฒนาอัลกอริทึมความเข้ากันได้ ซึ่งพบว่าคุณอาจไม่เพียงมี "คนที่ใช่" แต่คุณอาจมี "คนที่ใช่" ได้อีกหลายคนด้วย

ในบทความ Matching Soulmates (การจับคู่เนื้อคู่) ที่ตีพิมพ์ในวารสารพับลิก อีโคโนมิก เธียออรี (Public Economic Theory) ทุกคนถูกจำลองให้อยู่ในกลุ่มผู้ใช้แอปฯ หาคู่ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ใช้หลายพันโปรไฟล์ถูกสร้างขึ้นในแบบดิจิทัลในลักษณะจัดอันดับกันและกัน

อัลกอริทึมของเขาจะเลือก "เนื้อคู่ลำดับแรก" ซึ่งหมายถึงคู่ที่เลือกกันและกันในการจับคู่แบบเสถียร จากนั้นจะลบผู้ที่ถูกจับคู่แล้วออกไป แล้วรันอัลกอริทึมใหม่กับผู้ที่เหลืออยู่ จนกว่าจะได้ "เนื้อคู่ลำดับที่สอง" และทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ

ในแบบจำลองของเขาพบว่าการที่ใครสักคนจะได้คู่ที่เป็น "ตัวเลือกแรก" ของทั้งสองฝ่ายนั้นแทบไม่เคยเกิดขึ้นเลย แต่หลายคนมีคู่ที่เป็นตัวเลือกลำดับ 2 หรือ 3 ในสถานการณ์นี้ คู่หนึ่งจะถือว่ามีความสุขได้ หากทั้งสองคนอยู่ใกล้ตำแหน่งบนสุดในลิสต์ของอีกฝ่าย และไม่มีใครพบคนที่ทั้งตัวเองและอีกฝ่ายนั้นชอบมากกว่า

มันอาจเป็นเพียงการประมวลผลตัวเลข แต่ "อัลกอริทึมความรัก" ชี้ให้เห็นว่า เรามีคู่ที่เหมาะสมได้หลายคน ไม่ใช่แค่ "หนึ่งเดียวคนนั้น" หรือคนที่ใช่ เพียงคนเดียว

เหงื่อและกลิ่นที่ติดตามข้าวของ

แล้วคู่รักจะร่วมกัน "สร้างคนที่ใช่" ได้อย่างไร ?

แจ็กควี แกบบ์ ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาและความใกล้ชิดสัมพันธ์แห่งเดอะโอเพนยูนิเวอร์ซิตี ได้ประเมินประเด็นนี้ในโครงการ Enduring Love (ความรักที่ยั่งยืน) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารโซสิโอโลจี (Sociology) ในปี 2015

การศึกษานี้สำรวจผู้คนราว 5,000 คน และติดตามคู่รัก 50 คู่ในระดับละเอียดเชิงลึก บางครั้งถึงขั้นรบกวนชีวิตส่วนตัว โดยผสมผสานข้อมูลเชิงสถิติกับบันทึกประจำวัน การสัมภาษณ์ และ "แผนที่อารมณ์" ของสิ่งที่เกิดขึ้นภายในบ้าน

เมื่อเธอถามผู้คนว่าอะไรทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า คำตอบไม่ใช่การขอแต่งงานใต้แสงอาทิตย์อัสดง หรือทริปเที่ยวกรุงปารีสแบบเซอร์ไพรส์

แต่มันเป็น "ของขวัญเล็ก ๆ ที่คาดไม่ถึง ท่าทางที่มีความใส่ใจ และความกรุณา อย่างเช่นการยกชามาชิดเตียง" อุ่นเครื่องรถในเช้าที่อากาศเย็นจนเกือบถึงจุดเยือกแข็ง การเด็ดดอกไม้ป่ามาใส่แจกัน การส่งยิ้มมาให้เมื่ออยู่ท่ามกลางงานเลี้ยง

ในเชิงปริมาณ สิ่งที่เธอเรียกว่า "การใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน" เหล่านี้ กลับทรงพลังมากกว่าท่าทางโรแมนติกที่เล่นใหญ่

จากการสำรวจของเธอ ผู้เป็นแม่ 22% และผู้หญิงที่ไม่มีลูก 20% เลือกการปฏิบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ เป็น 1 ใน 2 สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกเธอรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มากกว่าค่ำคืนอันยิ่งใหญ่หรือของขวัญราคาแพง

ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ตามข้อมูลไม่ได้เกิดจากเงินหรือความโรแมนติกเป็นหลัก แต่เกิดจาก "ความเข้าใจลึกซึ้งระหว่างคู่รัก" และการแสดงออกของมันในชีวิตประจำวัน

ในบันทึกประจำวันของคู่รักวัยหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ให้ไว้สำหรับโครงการ ซูไมราเขียนถึงคู่ของเธอที่กลับมาบ้าน อาหารเย็นที่เธอทำให้ การกอดกันในทางเดิน และการที่ทั้งสองคนนั่งกินข้าวด้วยกันที่โต๊ะ

"มันสมบูรณ์แบบมาก" เธอเขียนในบันทึกงานวิจัย "มีเพียงแค่เราสองคนกับอาหาร จะให้ฉันอยากได้อะไรไปมากกว่านี้อีก ?"

จากนั้นก็มีชวนเต้นรำแบบปุบปับในห้องนั่งเล่น การเดินลุยทุ่งหญ้าที่ทอดยาวยาวแม้เธอกลัวความมืด และรูปถ่ายที่คู่รักของเธอชอบมากจนตั้งเป็นภาพพื้นหลังในโทรศัพท์

มันอ่านดูเหมือนเรื่องราวธรรมดา ๆ แสนงดงาม ไม่ใช่เทพนิยาย ไม่มีรองเท้าแก้ว แต่มีเพียงรองเท้าบูทยาง

อย่างไรก็ตาม แกบบ์ชี้ว่าท่ามกลางความหวานเหล่านั้นยังมีเรื่องกังวลเกี่ยวกับเงิน ภาระผูกพันของครอบครัว และประวัติภาวะซึมเศร้าที่ทั้งคู่พยายามเรียนรู้ที่จะจัดการร่วมกัน

"ความรู้สึกแบบเนื้อคู่ในที่นี้ไม่ได้ลอยอยู่เหนือชีวิตจริง มันถูกสร้างขึ้นทีละน้อยจากชีวิตจริง ผ่านวิธีที่ทั้งคู่ร่วมกันเผชิญแรงกดดันเหล่านั้น" เธอกล่าว

มื้อค่ำวันวาเลนไทน์

ในความเห็นของแคร์รอล วิทยาศาสตร์ไม่ได้ขโมยความโรแมนติกไป ตรงกันข้าม มันช่วยให้ความรักเบ่งบานได้ทั้งในยามดีและยามร้าย

"ผมรู้สึกสบายใจมากกับความปรารถนาที่จะอยู่ในความสัมพันธ์ที่พิเศษและไม่เหมือนใคร ตราบใดที่เราจำได้ว่ามันจำเป็นต้องได้มาเพราะสร้างขึ้นมาด้วยกัน" เขากล่าว

พาวิทต์คิดว่า "มันโอเค เป็นเรื่องที่ช่วยได้ด้วยซ้ำ ที่จะเชื่อว่าคนของคุณอยู่ที่ไหนสักแห่ง ตราบใดที่คุณรู้ว่ามีผู้คนมากมายที่คุณสามารถสร้างสายสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมด้วยได้ และเลิกคาดหวังว่าคนคน ๆ หนึ่งจะต้องสมบูรณ์แบบ"

สำหรับแนวคิดเรื่องเนื้อคู่ วิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งว่าผู้ที่ลงเอยด้วยความสัมพันธ์ที่รู้สึกว่า "ถูกกำหนดไว้แล้ว" มักเป็นคนที่หยุดรอพรหมลิขิต แล้วหันหน้าไปหาคนธรรมดาที่มีข้อบกพร่องตรงหน้า และพูดในเชิงว่า "เราจะลองสร้างบางอย่างจากสิ่งนี้ด้วยกันไหม ?"

รายงานเพิ่มเติมโดย ฟลอเรนซ์ ฟรีแมน