ดร.ต้น-วีระยุทธ มองพรรคสตาร์ทอัพ-ซัพพลายเชนอำนาจภูมิใจไทยพลัส ใน "ตลาดการเมืองไม่เสรี"

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 15 นาที

แกนนำพรรคประชาชน (ปชน.) วิเคราะห์ความเปราะบางของรัฐบาลภูมิใจไทยภายใต้ "ระบบที่ดูเหมือนแข็งแกร่ง" พร้อมยืนยันว่าพรรคสีส้มยังอยู่ในจังหวะ "ขาขึ้น" แม้พ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งล่าสุดก็ตาม

พลพรรคสีส้มใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ในการปิดห้อง-ถกเถียง-ทบทวนตัวเองอย่างจริงจัง ก่อนประกาศ "ทำงานทางความคิดอย่างเข้มข้น" และ "ต่อสู้กับระบบการเมืองอุปถัมภ์"

อย่างไรก็ตามไม่มีการ "ปรับใหญ่" โครงสร้างกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ภายหลังศาลฎีการับคำร้อง "คดี 44 สส." เอาไว้พิจารณา แต่ไม่มีคำสั่ง "พักงาน" 10 ผู้คัดค้านที่เป็น สส. ปัจจุบัน

ท่ามกลางความคาดหวังจากภายในและแรงกดดันจากภายนอก บีบีซีไทยพูดคุยกับ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร หรือ "ดร.ต้น" สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์

ที่ผ่านมา สังคมอาจไม่ได้ยินเขาสื่อสารประเด็นการเมืองมากนัก ด้วยสถานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 3 ทำให้ถูกวางบท-กำหนดให้ทำภารกิจแตกต่างจากผู้นำหมายเลข 1

ทว่ารองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองผู้นี้ มีส่วนสำคัญทั้งในแง่การจัดทำนโยบายหาเสียงและการจัดวางยุทธศาสตร์พรรค

พรรคสตาร์ทอัพอยู่ตรงไหนในการเมืองไทย

บีบีซีไทยเปิดฉากการสนทนาด้วยการชวนเขามองพรรคสีส้มในเชิงเปรียบเทียบกับภาคธุรกิจอุตสาหกรรม วีระยุทธเห็นว่าพรรคของเขาเป็น "สตาร์ทอัพการเมือง" (Political Startup) เพราะเกิดมาเพื่อดิสรัปต์ (Disrupt) ระบบเก่า ดังนั้นโดยจุดเริ่มต้น จุดมุ่งหมาย อุดมการณ์ วิธีทำงาน วิธีสัมพันธ์กับประชาชน จึงแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น แต่ก็มีวิวัฒนาการตามจังหวะวงจรชีวิตของมัน ทว่าพอเป็นสตาร์ทอัพการเมืองในประเทศไทย ย่อมมีทั้งส่วนที่เลือกเองกับส่วนที่ไม่ได้เลือก เช่น โดนตัดตอน หรือโดนกระบวนการทางกฎหมายบีบให้ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้

แต่รองหัวหน้าพรรค ปชน. คิดว่าพรรคยังคงสปิริต หรือความเป็นสตาร์ทอัพอยู่ในแง่ที่องค์กรค่อนข้างแบน สมาชิกสามารถปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ไม่ใช่องค์กรลำดับชั้นแบบการเมืองเก่า แต่ก็มีการปรับองค์กรไปเรื่อย ๆ ตามขนาดที่ใหญ่ขึ้นและตามความคาดหวังของสังคม

โดยปกติแล้ววงจรชีวิตธุรกิจอุตสาหกรรม (Industry Life Cycle) จะมี 4 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงแนะนำ-เติบโต-อิ่มตัว-ถดถอย ถ้าใช้ผลการเลือกตั้ง 2569 เป็นตัวชี้วัด พรรค ปชน. ประสบความพ่ายแพ้ เหลือ สส. 120 ที่นั่ง (จากเดิม 151 ที่นั่ง) คะแนนบัญชีรายชื่อแม้ยังมาเป็นอันดับ 1 ได้ 11 ล้านเสียง แต่ก็หายไป 3.4 ล้านเสียง (จากเดิม 14.4 ล้านเสียง) นั่นสะท้อนว่าพรรคสีส้มอยู่ในช่วงเสื่อมถอยหรือไม่

นักวิชาการ-นักวิจัยด้านนโยบายอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจการเมืองไทย ซึ่งผันตัวมาเป็นนักการเมืองเต็มขั้น มองต่าง โดยเห็นว่า "ยังเป็นจังหวะขาขึ้น" ของพรรค 8 ปี พร้อมยกสถิติและบริบทของ 3 การเลือกตั้งมาประกอบการอธิบาย สรุปความได้ ดังนี้

  • เลือกตั้ง 2562: พรรคอนาคตใหม่ได้ 6.3 ล้านเสียง ภายใต้บัตรเลือกตั้งใบเดียว เป็นการต่อสู้กับรัฐบาลรัฐประหารโดยตรง
  • เลือกตั้ง 2566: พรรคก้าวไกลได้ 14.4 ล้านเสียง กลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่เป็นสุญญากาศเปลี่ยนผ่านเพราะทหารแตกกันเอง-แยกเป็น 2 พรรคใหญ่ และมีพรรคเพื่อไทยด้วย โดย "บ้านใหญ่" ยังแข่งขันกัน
  • เลือกตั้ง 2569: พรรคประชาชนได้ 11 ล้านเสียง ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่เกมเปลี่ยนไปเพราะ "บ้านใหญ่" ในจังหวัดใหญ่ ๆ ไปรวมตัวกัน แม้บางจังหวัด พรรค ปชน. ได้คะแนนเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังแพ้ อีกทั้งยังเป็นการต่อสู้กับกลไกอำนาจรัฐ

"พอเกมการเมืองเปลี่ยนไป รักษาเสียงได้ 11 ล้านเสียง ผมคิดว่าก็ยังถือว่าเป็นจังหวะที่ 'ขาขึ้น' และประชาชนยังให้ความคาดหวังสูง" วีระยุทธระบุ

ปัจจัยหลักที่ทำให้พรรคส้มแพ้เลือกตั้ง

แม้เพิ่งเข้าสภาในฐานะ สส. สมัยแรก แต่ ดร.ต้น หาใช่คนหน้าใหม่ในสนามเลือกตั้ง เพราะเขาคือผู้คิดค้นนโยบาย "ไทย 2 เท่า" ในยุคอนาคตใหม่, เป็นทีมเศรษฐกิจยุคก้าวไกล, เป็นรองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์ยุคประชาชน และแคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 3 ของพรรค จึงน่าสนใจว่าเขาวิเคราะห์ความพ่ายแพ้ของพรรค ปชน. ไว้อย่างไร

พฤติกรรมของผู้เลือกเปลี่ยนไป? พรรคเดินยุทธศาสตร์การเมืองผิดเรื่อง MOA วางกลยุทธ์หาเสียงพลาด? หรือแบรนด์อื่นมีข้อเสนอดีกว่า-เร้าใจกว่าพรรคส้ม?

วีระยุทธชี้ว่ามีหลายปัจจัยรวมกัน และแต่ละพื้นที่ก็มีปัจจัยแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เขาให้น้ำหนักมากที่สุดคือการใช้กลไกอำนาจรัฐ

"วิธีการใช้อำนาจรัฐของทหารปี 2562 เป็นแบบหนึ่ง ปี 2566 เขาแตกกัน ทำให้ขั้วอำนาจของกลไกรัฐแตกกันไปด้วย แต่ปี 2569 มีการรวมศูนย์อำนาจและใช้อำนาจแบบนักการเมือง เช่น กล้าโยกย้ายตำแหน่งผู้ว่าฯ นายอำเภอ ชนิดที่รัฐบาลทหารยังไม่กล้าทำ ดังนั้นเหมือนจะเป็นคำว่ากลไกรัฐเหมือนเดิม แต่ด้วยความที่อยู่มาแล้วมีการปรับตัวเอง เราไม่ได้กำลังสู้กับกลไกรัฐแบบเดิม ผมคิดว่ามันรุนแรงขึ้น หน้าด้านขึ้นด้วยซ้ำ" วีระยุทธกล่าว

ข้อวิเคราะห์ของเขา อาจกลายเป็นหอกย้อนกลับไปทิ่มแทงพรรค-พวกตัวเอง เพราะ 143 สส.ประชาชน คือผู้ร่วมลงมติสนับสนุนให้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกช่วงปลายปี 2568 ทำให้พรรคสีน้ำเงินเข้าสู่อำนาจรัฐและได้ใช้อำนาจนั้น

"ผมยอมรับว่าเป็นผลข้างเคียงด้านลบ มีทั้งด้านบวก ด้านลบ ด้านที่คาดหวัง เช่น รัฐธรรมนูญ ก็ถือเป็นการเปิดประตู ด้านลบก็คือเกิดการใช้อำนาจกลไกรัฐแบบนี้เช่นกัน ใช่ครับ" วีระยุทธแสดงทัศนะตรง ๆ

ปชน. VS ปชป. คู่เทียบ-คู่แข่งในขั้วฝ่ายค้าน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเกิดขึ้นของพรรคสีส้มช่วยสร้างระบบนิเวศการเมืองใหม่ขึ้นมา ทั้งในหมู่ "ผู้เล่น" มีคนธรรมดาที่ไม่ได้มาจากบ้านใหญ่เข้าไปเป็น สส., "ผู้เลือก" สนใจติดตามการเมืองมากขึ้น, และเกิด "วิถีใหม่" ในรัฐสภาที่อภิปรายโดยใช้ข้อมูลและสไลด์ประกอบ

แม้วันนี้พรรค ปชน. ไม่ได้ครองตลาดการเมืองในฐานะพรรคอันดับ 1 ของสภา แต่อาจารย์ต้น ผู้เคยรับบท "ติวเตอร์" ให้เพื่อนร่วมพรรค บอกว่า ถ้าใครติดตามการประชุมสภา จะเห็นว่าทุกคนมีสไลด์ มีข้อมูลประกอบ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีทั้งระบบรัฐสภา โจทย์ของพรรค ปชน. คือจะทำอย่างไรเพื่อปรับให้แตกต่างอีกครั้งหนึ่ง ทำงานโดยใช้ข้อมูลเหมือนเดิม แต่อภิปรายให้มีรสมีชาติขึ้น

ทว่าความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญสำหรับการรับบทฝ่ายค้านหนที่ 3 ของพรรค ปชน. คือต้องเจอกับ "คู่เทียบ-คู่แข่งในขั้วเดียวกัน" อย่างพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งในอดีตถูกยกให้เป็น "ฝ่ายค้านมืออาชีพ"

"สนับสนุนการแข่งขันอยู่แล้ว" วีระยุทธกล่าวและเสริมว่า ในเรื่องเศรษฐกิจ เราชอบการแข่งขัน ไม่อยากให้มีการผูกขาด และคิดว่าเป็นข้อดีด้วยซ้ำที่ในฝ่ายค้านจะมีการแข่งขัน ทำให้พรรค, สส., ทีมงานหลังบ้านต้องปรับตัว แต่คิดว่ามีวาระแตกต่างกันและจะทำให้ประชาชนเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เวลาพูดถึงเศรษฐกิจ หรือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนกรณีบริหารจัดการน้ำมันของรัฐบาล หลายพรรคโจมตีไปที่ผู้จัดการ แต่ไม่มีคนกล้าพูดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจริงจัง ขณะที่พรรค ปชน. ยืนยันตั้งแต่ต้นว่าถ้าแต่งตั้งคนที่มีปัญหา มันก็จะเกิดปัญหาและความไม่น่าเชื่อถือตามมา

"ดังนั้นมันมีหลายหลักการที่ถ้าดูแค่ฉากหน้า อาจดูการแสดงออกคล้าย ๆ กัน แต่ถ้าไปดูวิธีคิดเบื้องหลังจะพบความแตกต่าง" แกนนำพรรคฝ่ายค้าน 3 สมัยซ้อนกล่าว

จำนวน สส. เป็นอีกสิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างพรรค 120 เสียง กับพรรค 21 เสียง เพราะนั่นหมายถึงเวลาที่พรรคจะได้รับการจัดสรรในสภา และทำให้เกิดความหลากหลายครอบคลุมของประเด็น มีตัวแทนแต่ละกลุ่ม/ประเด็นสะท้อนมุมมองได้ดี

"สู้กับการพาดหัวข่าว" สิ่งที่ ดร.ต้น ต้องปรับตัวแรง

8 ปีที่ผ่านมา แกนนำพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชน ชูธงต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์ ต้องการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง เน้นการทำงานทางความคิด และคล้ายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่าผู้นำพรรคต้องมีความสามารถในการสื่อสารการเมืองในระดับสูง บีบีซีไทยจึงขอให้ ดร.ต้น ประเมินคุณสมบัติข้อนี้ของตัวเอง

นักการเมืองวัยย่าง 47 ปี ตอบว่า ผู้นำแต่ละคนมีบุคลิกหรือพื้นเพเดิมที่มาจากฐานอาชีพและนิสัยส่วนตัว ส่วนตัวมาจากสายวิชาการจึง "ยึดหลักการ-เห็นภาพกว้าง-เชื่อมโยงมิติโลกเสมอ" แต่ก็จะปรับวิธีการสื่อสารและเปลี่ยนภาษาให้เหมาะสมกับกลุ่มคนที่สื่อสารด้วย

ส่วนภาพลักษณ์ทรงภูมิ-แลดูเหมือน "คนเนิร์ด" (Nerd) ได้รับการอธิบายโดยเจ้าตัวว่า "เวลาสนใจเรื่องไหนจะเข้มข้นจริงจัง" และ "เป็นคนมีมาตรฐาน"

"ผมเป็นคนมีมาตรฐานครับ แต่ผมมีมาตรฐานขั้นต่ำที่ค่อนข้างสูง ไม่คือขั้นต่ำ ส่วนที่เหลือจากนั้น ผมไม่มีปัญหา" วีระยุทธ ซึ่งมีตำแหน่งทางวิชาการเป็น รศ.ดร. กล่าว

สิ่งที่คนการเมืองหน้าใหม่ต้อง "ปรับตัวแรง" คือการ "สู้กับการพาดหัวข่าว" ในยุคโซเชียลมีเดียซึ่งพาดหัวข่าวมีบรรทัดเดียว/ประโยคเดียว สิ่งที่พูดไปหลายประเด็นอาจถูกเลือกไปนำเสนอบางประเด็น หรือไม่ถูกนำเสนอเลย

"ผมคิดว่ามันมีช่องว่างอยู่ระหว่างสื่อสารมวลชนในยุคปัจจุบันกับความรู้สึกของชาวบ้าน ดังนั้นสำหรับเรา เราทำหน้าที่สื่อสารกับชาวบ้านมากกว่า" วีระยุทธระบุ

คุณลักษณะร่วมของหัวหน้าพรรค "4T" จากมุมมอง Mr.T คนที่ 5

ถ้าย้อนดูสไตล์ของ 4 หัวหน้าพรรค 4T - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ต๋อม-ชัยธวัช ตุลาธน, ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ – จะพบว่าแต่ละคนมีบุคลิกและบทบาทที่แตกต่างกันไปตามวัฏจักรชีวิตของพรรค

ในสายตาคนในอย่างวีระยุทธ ลักษณะร่วมของผู้นำพรรคสีส้มคือทุกคนยึดโยงกันด้วยอุดมการณ์ว่าจะต่อสู้กับระบบ กับความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งเป็นหลักการตั้งต้นของพรรค Social Democrat (สังคมประชาธิปไตย) ที่ยืนยันประชาธิปไตย แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นธรรม การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

อย่างไรก็ตามความเป็นผู้นำย่อมมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป ซึ่งวีระยุทธได้ชี้จุดเด่นของ 4 หัวหน้าพรรค ผ่านการเปรียบเทียบมุมมองต่อการบริหารจัดการระบบมิเตอร์น้ำเพื่อให้น้ำประปาดื่มได้

  • ธนาธร: เป็นวิศวกรที่ลงไปดูรายละเอียดว่าชิ้นไหนทำที่ประเทศไหน ชิ้นไหนทำในไทยได้ อีก 5 ปีจะทำให้ในไทยทั้งหมดได้หรือไม่
  • พิธา: เชื่อมโยงกับระบบต่างประเทศว่าทำเสร็จแล้วจะไปขายต่างประเทศได้หรือไม่ จะพัฒนาต่อไปเป็นระบบที่ก้าวหน้ากว่านี้ได้อย่างไร
  • ชัยธวัช: อาจดูประวัติศาสตร์มิเตอร์น้ำในไทย ใครเป็นคนคุมธุรกิจมา ผูกขาดหรือเปล่า มาจากทางไหน มีการแข่งขันกันอย่างไร
  • ณัฐพงษ์: วางระบบกลับไปหลังบ้าน เห็น IoT (Internet of Things – ระบบที่สามารถเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายและแบ่งปันข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต) ดูระบบการทำงาน ระบบความปลอดภัยเป็นอย่างไร

"มิสเตอร์ที (Mr.T) คนที่ 5 บอกว่า เคารพและรักทุกคน เห็นลักษณะเด่นของแต่ละคน และอยากจะผสานรวมกันเพื่อใช้เป็นพลังสูงสุดในความเป็นสีส้มจะใช้มันอย่างไร

เขาให้คำจำกัดความตัวเองไว้ว่าเป็น "นักคิด" และ "นักลงรายละเอียด" เขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาเป็นน่าจะช่วยปรับทิศทางพรรคให้ชัดเจนขึ้น ยุทธศาสตร์ควรเดินไปทางไหน อีกทั้งประสบการณ์การทำงานและความสนใจส่วนตัวในเรื่องเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์โลก ความเชื่อมโยง/ความสัมพันธ์กับเอเชียและโลกตะวันตก ก็เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานทางวิชาการที่ผ่านมา รวมถึงการเข้ามาทำงานการเมือง

"ในภาวะที่โลกป่วนอย่างนี้ การที่เราจะเข้าใจความเป็นไปของโลก และวางตำแหน่งของประเทศไทยอยู่ตรงไหน สัมพันธ์กับใคร ในมุมมองใหม่อย่างไร ผมคิดว่าจะทำให้มันเหมาะกับจังหวะเวลานี้" วีระยุทธกล่าว

ในการเลือกตั้ง 2562 วีระยุทธคือผู้คิดค้นนโยบาย "ไทย 2 เท่า" ที่พรรค อนค. ใช้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง โดยเป้าประสงค์ส่วนตัวของเขาคือต้องการพิสูจน์ว่าจะปลดปล่อยศักยภาพของธนาธรได้แค่ไหน

วันนี้เมื่อกลายเป็นตัวแสดงเสียเอง วีระยุทธอยาก "ปลุกพลังและความกล้าฝันกลับมาให้กับสังคมไทย" เหมือนที่เด็กต่างจังหวัดอย่างเขาเคยรู้สึกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 หลังมีโอกาสไปเรียนและทำงานในต่างประเทศ ได้อยู่ทั้งโลกตะวันตก โลกตะวันออก จึงรู้ว่า "ถ้าคุณกล้าฝัน แล้วคุณออกแรง คุณจะทำสิ่งนั้นได้ แต่กลายเป็นว่าทศวรรษหลังที่ผ่านมา ความรู้สึกนั้นมันหายไปจากสังคมไทย"

"เข็มมุ่ง" ของพรรคประชาชน

ชายผู้เขียนหนังสือ "เศรษฐกิจสามสี – เศรษฐกิจแห่งอนาคต" เคยวิจารณ์ระบบเศรษฐกิจไทยว่าไม่มียุทธศาสตร์ แม้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพราะแก่นของการมียุทธศาสตร์คือต้องกล้าที่จะเลือกจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย รู้ว่าต้องแลกมาด้วยอะไร และคนในชาติยอมหรือไม่

บีบีซีไทยจึงขอหยิบยืมแนวคิดดังกล่าวมาให้วีระยุทธใช้วางยุทธศาสตร์ในการฟื้นฟูพรรคสีส้มหลังพ่ายศึกเลือกตั้ง อะไรคือสิ่งที่ต้องเลือก สิ่งที่ต้องแลก สิ่งที่ควรโยนทิ้งไปเพราะทดลองแล้วตลาดไม่ตอบรับ

แกนนำฝ่ายยุทธศาสตร์ของพรรค ปชน. อธิบายว่า งานการเมืองมันมีส่วนที่ต้องยืนยันและสู้ต่อไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ เพราะจุดเริ่มต้นแบบอนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชน ไม่ใช่จะทำทุกอย่างเพื่อไปสู่ชัยชนะ และไม่คิดว่าคนเลือกตั้งเขาตายตัวหรือใครเป็นเจ้าของ แต่เชื่อว่าคนเปลี่ยนแปลงทางความคิดได้เสมอ เหมือนที่คะแนนก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เช่น 11 ล้านคนที่เลือกพรรค ปชน. ก็ไม่ได้แปลว่าเป็น 6 ล้านคนเดิมที่เลือกพรรค อนค. ทั้งหมด จำนวนคนมันก็ไหลเวียนไปขึ้นอยู่กับความคิด

"ดังนั้นการทำงานทางความคิดยังเป็นเรื่องสำคัญ ให้คนเห็นว่าเรายังต่อสู้กับอะไร สิ่งที่เรายืนข้าง หลักการที่เรายืนยัน ชนะหรือแพ้ไม่เป็นไร แต่เรายืนยันว่าเราต้องทำงานทางความคิดให้คนเข้าใจเรามากขึ้นเรื่อย ๆ" วีระยุทธกล่าว

แล้วคนในพรรคตกผลึกกันหรือว่า "เข็มมุ่ง" ของพรรค ปชน. จะไปในทิศทางไหน หลังผู้ก่อตั้งพรรคส้มอย่าง ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรค อนค. โยนคำถามต่อสาธารณะว่าพรรคจะมุ่งสู่การเป็นรัฐบาลให้ได้โดยเร็ว หรือทำให้สังคมเชื่อว่าพรรคเป็นทางเลือกที่สำคัญในฐานะ "ตัวแทนปฏิรูปประเทศไทย"

คำตอบของวีระยุทธคือ มันจะมาพร้อมกัน พลังสีส้มจะเป็นรัฐบาลได้ก็ต่อเมื่อคนในประเทศจำนวนมากพอเห็นพ้องต้องกัน เป็นฉันทามติ อาจไม่ต้องถึงขั้น Majority (เสียงข้างมาก) ก็ได้ แต่อย่างน้อยคนเห็นพ้องต้องกันว่าถ้าอยู่แบบเดิมมันไปไม่รอด แล้วคุณเจอโลกป่วนอย่างนี้ ดังนั้นมันจะมาพร้อมกัน

"ผมคิดว่ากลายเป็นเงื่อนไขเฉพาะของพรรคสีส้มเหมือนกัน คือจะชนะเลือกตั้งอย่างเดียวก็ไม่ได้ มันต้องมาพร้อมกับความคิด แต่จะทำงานความคิดอย่างเดียวก็ไม่ได้ ถ้าไม่มาพร้อมกับการเลือกตั้ง และอำนาจที่ไปสู่รัฐสภาและสู่ทำเนียบรัฐบาล จึงคิดว่ามันเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่เราตระหนักมาตั้งแต่ตอนเป็นอนาคตใหม่" วีระยุทธระบุ

ซัพพลายเชนอำนาจ "ภูมิใจไทยพลัส"

พรรคสีส้มลงแข่งขันมาแล้ว 3 การเลือกตั้ง จึงได้เห็นว่าตลาดการเมืองไทยไม่ใช่ตลาดเสรี ซึ่งอาจารย์ต้นใช้คำว่าเป็น "ตลาดกึ่งผูกขาด" และเป็น "ตลาดที่มีการปรับตัวเร็วกว่าตลาดธุรกิจไทย" ด้วยซ้ำ โดยยกกรณีบ้านใหญ่ไหลมารวมกันในการเลือกตั้ง 2569 สามารถตกลง-ต่อรอง-แบ่งเขต-แบ่งตำแหน่งกันได้

เขาเรียกระบบนี้ว่า "ภูมิใจไทยพลัส" เพราะไม่ได้มีแค่พรรคสีน้ำเงิน แต่ "พลัส" (Plus) หรือบวกเอาภาคส่วนอื่น ๆ มารวมเอาไว้

"เราก็มีวิเคราะห์กันภายในว่าระบบที่ดูเหมือนแข็งแกร่งขนาดนี้ มันอาจมีความเปราะบางอยู่เหมือนกัน เหมือนหลายอย่างที่มันแข็งแต่เปราะ เช่น ตอนนี้มันเชื่อมโยงกันหมดเลย ตั้งแต่ระบบอุปถัมภ์บ้านใหญ่ ทุนผูกขาดระดับชาติ เทคโนแครตหรือผู้เชี่ยวชาญที่อยากมีอำนาจ มันโยงกลายเป็นว่าเขาทำงานเข้ากันได้ ที่ผมเรียกว่า 'ปิดตาธิปไตย' คือต่างฝ่ายต่างปิดตาให้กันและกัน แต่อยู่ด้วยกันได้ กลายเป็นสายรัดเชื่อมโยง ดังนั้นถ้าการจัดการความสัมพันธ์นี้มันจัดการประเทศไปไม่รอด ซึ่งเราเริ่มเห็นในภาวะวิกฤตน้ำมันแล้วว่าสุดท้ายคุณก็ไม่กล้าจัดการ คุณมีเทคโนแครตจริงหรือเปล่า คุณไม่กล้าทำระบบให้มันจริงจัง คุณไม่กล้าปรับภาษี (สรรพสามิตน้ำมัน) ด้วยซ้ำ แล้วคุณมีบ้านใหญ่ที่กล้าได้กล้าเสีย ลดภาษีเลย ก็ไม่ใช่ ดังนั้นระบบมันเลยอีหลักอีเหลื่อ เราอยากชี้ให้คนเห็นว่านี่ไงเห็นไหมว่าการที่มันรวมกันเหมือนมีอำนาจยิ่งใหญ่แข็งแกร่งขนาดนี้ จริง ๆ แล้วมันทำให้ประเทศไทยมันล็อค" วีระยุทธกล่าว

เขาโยนคำถามดัง ๆ "คุณคิดว่าระบบแบบนี้จะพาประเทศไทยไปรอดหรือเปล่า ถ้าไม่รอด เรายังเป็นคำตอบใหม่ให้คุณ"

รองหัวหน้าพรรค ปชน. ยังให้นิยามโครงข่ายสายสัมพันธ์ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น มาถึงระดับชาติ ระดับภูมิภาค กลไกราชการ เทคโนแครต และทุนที่เข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยว่าเป็น "Supply Chain อำนาจของภูมิใจไทยพลัส"

"ผมคุยกับชาวบ้านในตลาดนะ ทุกคนพูดเรื่อง 'พลัส' หมดเลย ไม่มีใครพูดเรื่องภูมิใจไทยในฐานะตัวเขาเองเลย" วีระยุทธบอก

สำหรับ Supply Chain หรือห่วงโซ่อุปทาน เป็นคำศัพท์ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งหมายถึง เครือข่ายความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันเป็นกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อผลิตสินค้าและบริการขึ้นมาตอบสนองความพอใจของผู้ซื้อ/ลูกค้า

เสียตัวตน หรือเปลี่ยนไปเพราะเติบโต

ท่ามกลางสถานการณ์ที่พรรคสีน้ำเงินเรืองอำนาจขั้นสุด พรรคสีส้มยังไม่อาจสลัดอุปสรรคที่คอยสกัดกั้นการเติบโต หรือไปถึงขั้นตัดตอนทางการเมืองได้

ในทัศนะของวีระยุทธ มันไม่มีอะไรปกติอยู่แล้วตั้งแต่วันยุบพรรค อนค. เมื่อปี 2563

"เราต่อสู้ภายใต้ความไม่ปกตินี้ และอยากให้คนชี้ให้ถูกด้วยว่ามันปัญหามันเกิดจากใคร บางเรื่องเนี่ย ผมคิดว่ามันต้องชี้กลับไปถึงคำตัดสินว่าทำไมถึงตัดสินแบบนั้น เป็นธรรมหรือเปล่า มันคล้าย ๆ การเบลมเหยื่อเหมือนกันนะ"

"บางทีเราชินกับการถูกอำนาจกด เราก็มาชี้นิ้วด่ากันเองอยู่ภายในห้องขัง ทั้ง ๆ ที่เราถูกขังด้วยความไม่สมเหตุสมผลตั้งแต่ต้น ทำไมคุณไม่ชี้กลับไปและสู้ร่วมกัน"

แม้ผู้สนับสนุนพรรค ปชน. เห็นใจ-เข้าใจในภาวะ "ถูกกระทำซ้ำซาก" แต่ก็สังเกตเห็นว่าทิศทางพรรคสีส้มคล้ายลดระดับการท้าชน-ลดเพดานเพื่อลดความเสี่ยงทางการเมือง ทำให้เกิดคำถามว่าพรรค ปชน. จะรักษาความแตกต่างและความเป็นตัวของตัวเองเอาไว้ได้หรือไม่อย่างไร

วีระยุทธยืนยันว่า "ตัวตนหลักเป็นตัวตนเดิม" เพราะจุดเริ่มต้นชัดเจน รู้ว่าเกิดขึ้นเพื่ออะไร สู้กับอะไร วางปลายทางไว้ที่ไหน ต้องมุ่งไปทางไหน ถ้าถามว่าตัวตนเปลี่ยนไหม มันเปลี่ยนในแง่ที่ชัดเจนขึ้นเพราะเข้าใจกลไกรัฐมากขึ้น

"ดังนั้นก็เป็นตัวตนที่เติบโตขึ้น ตอนเริ่มต้นอนาคตใหม่ (ผู้ก่อตั้งพรรค) อายุ 30 ปลาย ๆ กัน ตอนนี้ก็ 40 กว่า ๆ หรือ 40 ปลาย ๆ แล้ว มันก็เป็นตัวตนที่มีวิวัฒนาการ คือถ้าเหมือนเดิม คุณก็จะโดนวิจารณ์ว่าคุณเป็นเด็กไม่รู้จักโต ดังนั้นตัวตนมันต้องเปลี่ยนไปตามวัย มีวุฒิภาวะ แต่เป้าหมายเหมือนเดิม" ผู้บริหารพรรค ปชน. กล่าว

ส่วนความเปลี่ยนแปลงภายในของพรรค วีระยุทธชี้ว่าคล้ายกับสตาร์ทอัพอย่างอื่น บางอย่างเหมือนทดลอง มีโครงสร้างใหม่ ปรับตำแหน่ง ปรับอำนาจหน้าที่ แล้วดูว่าไปได้ดีหรือไม่ ถ้าดีก็ทำต่อ ถ้าไม่ดีก็ปรับเปลี่ยน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการทำงานองค์กร

"มันเป็นวิวัฒนาการที่โตขึ้นอะ ตอนนี้ก็อายุ 8 ขวบทางการเมืองที่ประคองเสียง และความคาดหวังของคน 14 ล้านคน ผมคิดว่ามันก็เติบโตขึ้น ชัดเจนขึ้น"

ประเด็นที่เขาต้องการเน้นย้ำคือ พรรคส้มอยู่ได้ด้วยการสนับสนุนของประชาชน

"เชียร์พรรคนี้อาจจะเหนื่อยหน่อย ตรงที่เชียร์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องเข้ามาช่วยกันด้วย ถ้าท่านเชียร์อย่างเดียว พรรคมันก็จะตาย แต่ถ้าท่านเข้ามาช่วยกันทำอะไรในมุมที่ท่านทำได้ ในเวลาที่ท่านทำได้ ทรัพยากรที่ท่านทำได้ การต่อสู้นี้ก็อาจจะไปต่อได้ มันมาคู่กัน ถ้าขาดประชาชน พรรคก็ไปต่อไม่ได้ แต่ถ้าขาดพรรค ประชาชนก็อาจจะไม่มีแพลตฟอร์มในการเข้ามาช่วยผลักดัน" วีระยุทธกล่าว

คำสั่งจาก "พี่ไรเดอร์" หลังวันพ่ายแพ้

หลังปิดหีบเลือกตั้ง 8 ก.พ. บรรดาแกนนำพรรคสีส้มเข้าไปติดตามผลการนับคะแนนที่อาคารอนาคตใหม่ ถ.รามคำแหง ด้วยแผนการหนึ่ง ก่อนต้องพับแผนทั้งหมดไป

"ช่วงหัวค่ำ มีการเตรียมการว่าถ้าเป็นรัฐบาล จะทำอะไรบ้าง จะปรับอะไรบ้าง จริง ๆ มีการเตรียมไว้แล้ว แต่มาคุยรายละเอียดมากขึ้น แต่พอ 4-5 ทุ่ม ก็เริ่มแบบ... เอ๊ะ เป็นฝ่ายค้านจะอยู่กรรมาธิการไหนดี" วีระยุทธเล่าย้อนเหตุการณ์

คืนนั้น วีระยุทธบอกว่าทุกคนอยู่ด้วยกัน ร่วมกันคิดอ่าน และคอยตรวจสอบผลการนับคะแนน ซึ่งเวลานั้นคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้งในหลายเขตไม่ตรงกับที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แสดงผลหน้าเว็บไซต์ จึงปรับโหมดเป็นการเฝ้าระแวง-เฝ้าระวังกัน

แม้รู้สึกคาใจกับคะแนนที่ออกมา ซึ่งเขาบอกว่าเป็นทั้งกระดาน ไม่เฉพาะพรรค ปชน. เพราะถ้าพรรคอื่นขยับ ตัวเลขโดยรวมก็จะเปลี่ยนไปด้วย แต่พออนุมานได้ว่ายากจะเปลี่ยนแปลงผลในภาพรวม

เวลา 22.10 น. อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. แถลงประกาศชัยชนะ หลังผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พบว่า พรรค ภท. มีโอกาสกวาดที่นั่งในสภาไม่น้อยกว่า 190 เสียง

วีระยุทธต่อสายโทรศัพท์ถึงคนนอกพรรค ทว่าไม่ใช่การส่งเทียบเชิญพรรคใดมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล หากแต่โทรหาสมาชิกในครอบครัว

"โทรหาลูกครับ แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวป๊ากลับไปเล่นที่บ้าน" เขาพูดพลางหัวเราะเล็ก ๆ

เช้าวันใหม่ แคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 3 ของพรรคส้ม กลับไปประจำการ ณ ที่ทำการพรรค ด้วยความรู้สึก "คาใจ" และ "สงสัย" โดยที่เขาจับมวลความรู้สึกของสังคมได้ว่ารู้สึกไม่ต่างกัน เพราะโดยปกติ เวลาปี่กลองเลือกตั้งดัง คนจะค่อย ๆ รู้สึกเองว่าพรรคไหนกระแสมา แม้แต่ตอนที่พรรคทหารจะชนะก็ตาม พอถึงวันเลือกตั้ง คนจะพอรู้สึกได้ว่าอ๋อ... มันก็เป็นอย่างนี้ แต่ครั้งนี้มันทำให้คนรู้สึกช็อกว่ามันไม่น่าจะเป็นขนาดนี้ คิดว่าช่วง 1-2 สัปดาห์แรก คนรู้สึกเยอะมาก ก่อนค่อย ๆ ปรับตัวทำใจกันได้

"ผมยังจำความรู้สึกวันนั้นได้ วันที่ 9 ก.พ. ผมลงมาหยิบก๋วยเตี๋ยวที่ซื้อไว้ แล้วพี่ไรเดอร์ขับรถมา วาง แล้วก็เห็นหน้าผม แต่แกต้องรีบไปทำงานนะ แกขึ้นรถแล้วแกก็หันมาชี้หน้าผมแล้วบอกว่า 'อาจารย์ต้น อย่าไปยอม' แล้วแกก็รีบขับออกไปทำงานต่อ นี่คือ 9 ก.พ. ทำให้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมไม่สามารถยอมแพ้อะไรได้ เพราะว่าประชาชนบอกให้สู้ต่อ" วีระยุทธกล่าวเสียงเข้ม ด้วยสีหน้าจริงจัง