"พวกเขากลัวว่าน้ำท่วมจะหวนกลับมาอีก" วิกฤตบาดแผลทางใจของเด็กผู้รอดชีวิตจากอุทกภัยเนปาล

Children run from a helicopter with help from men wearing khaki jumpsuits.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, องค์กรเซฟ เดอะ ชิลเดรน เนปาล (Save the Children Nepal) ประเมินว่า มีเด็กอย่างน้อย 17,000 คนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้
    • Author, ซาราห์ เบลล์
    • Role, ผู้สื่อข่าวโกลบอลเฮลธ์
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

เจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมให้สัมภาษณ์กับบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส ว่าวิกฤตสุขภาพจิตกำลังกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสาธารณสุขที่ผู้รอดชีวิตจากเหตุอุทกภัยฉับพลันในเนปาลต้องเผชิญ

องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประเมินว่ามีประชาชนราว 65,000 คนที่ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน ท่ามกลางความกังวลว่าสุขอนามัยที่ย่ำแย่และความแออัดภายในศูนย์พักพิงสาธารณะอาจนำไปสู่การเกิดโรคระบาด

เด็ก ๆ จำนวนหนึ่งเข้ารับการรักษาจากอาการติดเชื้อทางเดินหายใจและเป็นไข้ หลังต้องเผชิญสภาพอากาศหนาวเย็นและเปียกชื้นเป็นเวลาหลายวันระหว่างเดินทางไปยังศูนย์ช่วยเหลือ

แต่นอกเหนือจากปัญหาสุขภาพทางกายแล้ว วิกฤตอีกด้านหนึ่งที่มองไม่เห็นกำลังก่อตัวขึ้น

"มันน่ากลัวมากและกระทบกระเทือนจิตใจอย่างมาก ลองนึกดูถึงภาระทางอารมณ์ที่เด็กเหล่านี้กำลังแบกรับ พวกเขาต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ สูญเสียเพื่อนและสมาชิกในครอบครัว" อายุช โจซี ผอ.ของโครงการขององค์กรเซฟ เดอะ ชิลเดรน เนปาล (Save the Children Nepal) กล่าว

ภัยพิบัติเกิดขึ้นในช่วงเช้า ขณะที่เด็ก ๆ กำลังเดินทางไปโรงเรียนหรือเริ่มเข้าเรียนแล้ว เด็กจำนวนมากต้องเดินทางไกลไปโรงเรียนในพื้นที่ที่ขณะนี้ถูกน้ำท่วมตัดขาด ทำให้บางคนยังคงพลัดพรากจากพ่อแม่หรือผู้ดูแล

A small boy sits on a plastic chair on rough ground, eating food from a plastic plate. He wears a green jumper and sliders, and his feet don't reach the floor.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในเนปาล ผู้พลัดถิ่นฐานจากภัยพิบัติกำลังอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว 27 แห่ง

อุทกภัยฉับพลันครั้งใหญ่ที่ผ่านมาซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการพังทลายของธารน้ำแข็ง ได้พัดถล่มพื้นที่แถบหุบเขาในเทือกเขาหิมาลัยเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ส่งผลให้หมู่บ้านหลายแห่งถูกกวาดหายไป

สำนักงานจัดการภัยพิบัติของเนปาลระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,200 คน และยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 4,200 คน ขณะที่องค์กรเซฟ เดอะ ชิลเดรน เนปาล ระบุว่า เด็กราว 17,000 คนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้

โจซีกล่าวกับบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส ว่าสิ่งที่ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของเขาคือ "ความหวาดกลัวและความไม่แน่นอนที่เด็ก ๆ เหล่านี้กำลังเผชิญ" เขาบอกเรื่องนี้หลังเดินทางกลับจากเขตนูวาโกต ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

"เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเล่าว่า เธอยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าตั้งแต่มาถึงที่นี่ เพราะกลัวว่าอาจเกิดน้ำท่วมอีกได้ทุกเมื่อ" เขากล่าว

"ทันทีที่เข้าไปในพื้นที่ประสบภัย คุณจะเห็นเฮลิคอปเตอร์บินอยู่เหนือศีรษะตลอดเวลา และทุกครั้งที่เฮลิคอปเตอร์บินผ่าน คุณจะเห็นเด็ก ๆ เงยหน้ามองด้วยความหวาดกลัว ราวกับเกรงว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นอีก" เขากล่าวเสริม

องค์กรการกุศลแห่งนี้ระบุว่า ได้บรรจุการดูแลสุขภาพจิตเป็นส่วนหนึ่งของการให้ความช่วยเหลือ โดยจัดตั้งพื้นที่ที่เป็นมิตรต่อเด็ก เพื่อให้เด็ก ๆ มีโอกาสได้เล่นและได้รับการให้คำปรึกษา

สหประชาชาติระบุว่า มีผู้ได้รับการปฐมพยาบาลด้านจิตใจแล้วมากกว่า 1,800 คน ซึ่งรวมถึงเด็กหลายร้อยคน ขณะเดียวกันก็ได้เปิดสายด่วนสุขภาพจิตที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงแล้วเช่นกัน

การเฝ้าระวังโรค สุขาภิบาล และน้ำสะอาด

พื้นที่ชุมชนตลอดแนวแม่น้ำโภเต โกชี และแม่น้ำตรีศูลีได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ โดยครอบคลุมเขตราสุวา นูวาโกต ธาดิง และจิตวัน ในจังหวัดบักมตี (Bagmati) รวมถึงเขตกูรข่าและทานาฮุน ในจังหวัดคันดากี (Gandaki)

แหล่งน้ำจำนวนมากในพื้นที่เหล่านี้ปนเปื้อนด้วยเศษซากต่าง ๆ ที่ถูกพัดพามาจากน้ำท่วม ส่งผลให้ชุมชนขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับดื่มและชำระล้างร่างกาย

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอุจจาระร่วง รวมถึงอหิวาตกโรค ตลอดจนโรคติดเชื้อทางเดินหายใจและโรคติดเชื้อทางผิวหนัง

อหิวาตกโรคเป็นโรคที่อาจคร่าชีวิตผู้ป่วยได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหากไม่ได้รับการรักษา โดยนักวิจัยประเมินว่าในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ทั่วโลกราว 21,000-143,000 คน

"นั่นไม่ได้หมายความว่าการระบาดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่จำเป็นคือระบบเฝ้าระวังโรคที่เข้มแข็ง การเข้าถึงน้ำสะอาดและสุขาภิบาลที่เหมาะสม รวมถึงการรักษาอย่างรวดเร็วสำหรับผู้ที่มีอาการ" นพ.แอลลิสัน โกโกตาโน รักษาการผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำเนปาล ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

Residents collect belongings from debris in Nuwakot district, Nepal.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมระบุว่า ผลพวงจากความเสียหายที่เกิดขึ้นยังนำมาซึ่งความเสี่ยงหลายด้าน ขณะที่ผู้ประสบภัยกำลังพยายามตั้งต้นชีวิตใหม่

ในเนปาลมีประชาชนเกือบ 3,500 คนกลายเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัย และขณะนี้พวกเขาอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว 27 แห่ง โดยสหประชาชาติระบุว่า ทีมแพทย์ 8 ชุดได้เข้าถึงผู้ประสบภัยมากกว่า 1,200 คนในศูนย์พักพิงเหล่านี้แล้ว

โจซีกล่าวว่า ความแออัดในหมู่ผู้พลัดถิ่นยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด และภาระที่ตกอยู่กับศูนย์พักพิงก็น่าเป็นห่วงเช่นกัน

"จำนวนผู้เข้ามาพักพิงเกินขีดความสามารถของศูนย์แล้ว ศูนย์ที่ผมไปเยี่ยมเดิมทีรองรับคน 30 คน แต่ตอนนี้มีอยู่ 60 คน" เขากล่าว

นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่าจะมีโรคที่มียุงหรือแมลงเป็นพาหะเข้ามา เช่น โรคไข้เลือดออกและโรคไข้รากสาดใหญ่ เนื่องจากน้ำที่ขังอยู่หลังน้ำท่วมกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

"ยุงอาจขยายพื้นที่เพาะพันธุ์เพิ่มขึ้นหลังเกิดน้ำท่วม" โกโกตาโน จากองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าว

"จนถึงขณะนี้เรายังไม่พบรายงานการระบาดผิดปกติของโรคที่เกิดจากน้ำหรือโรคที่มีพาหะนำโรค แต่สิ่งสำคัญคือต้องรักษาระบบเฝ้าระวังโรคให้ดำเนินต่อไปอย่างเข้มแข็ง"

เจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมระบุว่า ความเสียหายที่หลงเหลืออยู่หลังภัยพิบัติยังนำมาซึ่งอันตรายหลายประการ ขณะที่ผู้คนพยายามฟื้นฟูชีวิตและกลับไปตั้งหลักอีกครั้ง

"ผมจินตนาการได้ว่าผู้คนคงกลับไปดูว่าเหลืออะไรอยู่บ้างในบ้านของตัวเอง ดังนั้นอาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บจากตะปูหรือวัสดุแหลมคมต่าง ๆ ที่ยื่นออกมา" โกโกตาโน กล่าว

A displaced father sits with his children at a makeshift flood relief camp inside a hospital. They are sitting on the floor looking at a phone.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า เหตุน้ำท่วมได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข รวมถึงสถานพยาบาลหลายแห่งในพื้นที่ประสบภัย

องค์การอนามัยโลกระบุว่า สถานพยาบาล 6 แห่งได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายจากภัยพิบัติ ขณะที่ความเสียหายของเส้นทางคมนาคมทำให้ไม่สามารถเข้าถึงโรงพยาบาลที่ยังเปิดให้บริการได้

องค์การอนามัยโลกระบุเพิ่มเติมว่า การฟื้นฟูบริการสาธารณสุขที่จำเป็น ตั้งแต่การดูแลสุขภาพมารดาและเด็ก ไปจนถึงการดูแลผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้ประชาชนในเนปาลสามารถฟื้นตัวจากภัยพิบัติครั้งนี้

รัฐบาลเนปาลได้ประกาศให้ 15 พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นเขตภัยพิบัติเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อดำเนินภารกิจกู้ภัยและเคลื่อนย้ายผู้พลัดถิ่น จัดกำลังทหารเข้าช่วยเหลือ และมอบเงินเยียวยาแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต

ขณะเดียวกันรัฐบาลเนปาลและสหประชาชาติได้ตกลงเปิดการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นระยะเวลา 4 เดือน

บาเลนดรา ชาห์ นายกรัฐมนตรีเนปาล กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการคุ้มครองชีวิตของผู้รอดชีวิตจากภัยพิบัติ รวมถึงการจัดบริการรักษาพยาบาลและการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต

ชาห์กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 2 ก.ย. ว่า ภัยพิบัติครั้งนี้ "ได้พรากแม่ พ่อ พี่สาวน้องสาว และพี่ชายน้องชายของเราไปในชั่วพริบตา"

อย่างไรก็ดี เขากล่าวเพิ่มเติมว่า "เราไม่มีวาสนาที่จะหยุดพักเพียงเพราะร่างกายอ่อนล้า และก็ไม่มีเวลาที่จะร่วมกันคร่ำครวญ แม้หัวใจของเราจะแตกสลายก็ตาม"