วิเคราะห์เงินกู้ 5 แสนล้าน จำเป็นแค่ไหน ความเสี่ยงและโอกาสที่ตามมามีอะไรบ้าง

ที่มาของภาพ, Supattra Plongklum / Thai News Pix
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 13 นาที
การเงินการคลังภาครัฐทั้งเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปจนถึงแผนการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินมูลค่า 5 แสนล้านบาท ที่พ่วงมากับคำถามเรื่องเพดานหนี้สาธารณะ กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงทั้งบนหน้าสื่อและสังคมออนไลน์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
สำหรับประเด็นเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม บีบีซีไทยเขียนอธิบายไว้แล้วในบทความชิ้นนี้ ขณะที่ไทม์ไลน์เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ระลอกล่าสุดเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 20 เม.ย. โดยมาจากการเปิดเผยของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย
ทันทีที่แนวคิดเรื่อง พ.ร.ก.เงินกู้ ถูกเผยแพร่ออกมา แกนนำพรรคฝ่ายค้านทั้งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และ สส.บัญชีรายชื่อ รวมถึง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ฝ่ายนโยบาย ก็ออกมาแสดงความกังวลทันที
น.ส.ศิริกัญญา โพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊กของเธอเมื่อวันที่ 20 เม.ย. ว่าสถานการณ์ของรัฐไทยตอนนี้นั้น "หลังชนฝา" เพราะสถานะทางการคลังไม่สู้ดีแล้ว ประกอบกับเงินสำรองที่ใกล้จะหมดจึงทำให้มีเม็ดเงินไม่พอช่วยเหลือประชาชน เธอจึงเห็นว่าสุดท้ายรัฐยังจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน และยอมขยายเพดานหนี้สาธารณะอยู่
"ถ้าพูดกันแบบไม่ฉวยโอกาสทางการเมือง ก็ดูเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วสำหรับรัฐบาลที่เจอทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการคลัง ที่จะมีเงินมาเยียวยาประชาชนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย"
อย่างไรก็ดี เธอยังตั้งคำถามถึงรัฐบาล 2 ข้อใหญ่ คือเหตุใดต้องกู้มากถึง 5 แสนล้านบาท และแผนการบริหารจัดการจะเป็นอย่างไร
ต่อมาเผือกร้อนลูกนี้ถูกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย โยนไปให้ฝั่งกระทรวงการคลังซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นผู้ออกมาชี้แจงต่อสื่อ ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และต่อสังคม
ในบทความชิ้นนี้ บีบีซีไทยรวบรวมคำอธิบายจากรัฐบาล และบทวิเคราะห์ทั้งโอกาสและความเสี่ยงของเม็ดเงิน 5 แสนล้านบาท จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการคลังของภาครัฐ
เอกนิติยันกู้เพิ่มไม่ต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ
นายเอกนิติให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 66% ขณะที่เพดานหนี้สาธารณะตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐฉบับล่าสุด ลงวันที่ 22 ก.ย. 2564 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในฐานะประธานกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดไว้ที่ 70% ต่อจีดีพี
รมว.คลัง แจกแจงต่อไปว่าตัวเลข 66% หมายความว่าไทยยังมีช่องว่างในการกู้เพิ่มได้อีก 4% หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 8 แสนล้านบาท ส่วนการจะตัดสินใจว่าตัวเลขสุดท้ายที่ต้องกู้เป็นเท่าไรนั้นเขายังขอประเมินก่อน

ที่มาของภาพ, Supattra Plongklum / Thai News Pix
นายเอกนิติ อธิบายว่าเนื่องด้วยปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจไทยรวมไปถึงตลาดโลกกำลังอยู่วิกฤตจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งไม่มีใครทราบว่าจะจบลงเมื่อไรและรัฐบาลจำเป็นต้องมีเม็ดเงินคอยสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชน โดยเขาได้ไล่เรียงช่องทางของงบประมาณที่กระทรวงการคลังกำลังเร่งมีมาตรการใน 3 แนวทาง ดังนี้
หนึ่ง บริหารจัดการงบประมาณคงค้างประจำปี 2569 ตามกระทรวงต่าง ๆ ของรัฐที่ยังไม่มีการเบิกใช้ โดยภาครัฐให้เวลาหน่วยงานต่าง ๆ กลับไปดูงบของตัวเองจนถึงวันที่ 30 เม.ย. นี้ ก่อนที่จะมีการเรียกคืนงบดังกล่าว นายเอกนิติคาดว่าจะมีเม็ดเงินที่เรียกคืนกลับมาได้ราว 70,000 ล้านบาทถึง 1 แสนล้านบาท ขณะที่เม็ดเงินที่เหลืออยู่ในงบประมาณกลาง ณ ปัจจุบัน นายเอกนิติระบุว่าเหลืออยู่ราว 25,000 ล้านบาท
สอง พิจารณาจัดทำงบประมาณสำหรับปี 2570 ซึ่งนายเอกนิติย้ำว่าจะตัดงบทุกอย่างที่ไม่จำเป็นและไม่มีประสิทธิภาพออก อาทิ งบดูงานต่างประเทศ หรืองบการก่อสร้างหน่วยราชการใหม่ ๆ โดยเขาย้ำด้วยว่าเม็ดเงินที่เก็บได้เพิ่มนั้นจะนำมาเยียวยาและฟื้นฟูประเทศ "เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส"
สาม พิจารณาเม็ดเงินเพิ่มเติมผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเขาย้ำว่าจำเป็นต้องมีกระสุนทางการคลังตรงนี้สำรองไว้ เนื่องจากไม่มีผู้ใดทราบว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะจบลงเมื่อไร อีกทั้งภาครัฐยังควรมีเม็ดเงินสำหรับการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสนับสนุนการพึ่งพาพลังงานสะอาดผ่านเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์มากขึ้น
เมื่อถูกถามว่า เขาประเมินวงเงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางไว้เท่าไร นายเอกนิติไม่ได้ให้คำตอบออกมาเป็นตัวเลขโดยตรง แต่ชี้ว่า ตลอดเวลาราว 1 เดือนที่ผ่านมานั้น ภาครัฐใช้เงินไปแล้วราว 10,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ด ซึ่งเผยแพร่ในวันที่ 22 เม.ย. เขายังเสริมว่า การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท กับเพดานเงินกู้เป็นคนละเรื่องกัน
"ถ้าเรากู้ไม่เกิน 8 แสนล้านบาท ก็ยังพออยู่ได้" อย่างไรก็ดี เขายอมรับต่อมาว่าอาจมีความจำเป็นต้องปรับเพดานหนี้สาธารณะใหม่ในปีถัดไป แต่ต้องรอการพิจารณาเพิ่มเติม
นอกจากความเคลื่อนไหวในช่วงสัปดาห์นี้ หากย้อนกลับไปดูตั้งแต่ช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ยังพบว่านายเอกนิติได้พูดถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นการปรับโฉมโครงการคนละครึ่งพลัสกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้มาอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนและกลุ่มผู้เปราะบางโดยตรง
ต่อมาเมื่อวันที่ 23 เม.ย. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เงื่อนไขสำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัสนั้น รัฐบาลจะออก 60% ส่วนประชาชนจะออก 40% ส่วนเงื่อนไขว่าระยะเวลาช่วยเหลือจะเป็นกี่เดือน หรือจะมีประชาชนมากน้อยแค่ไหนที่ได้รับการช่วยเหลือนี้ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
รัฐบาลไม่มีเงินจริงหรือ
ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนความรับผิดชอบทางการคลัง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า หากอธิบายโดยง่ายนั้น การเงินของภาครัฐไทยเป็นแบบ "รายได้ไม่พอรายจ่าย" ซึ่งเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่สะสมต่อเนื่องมานานหลายปี

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong / Thai News Pix
เขาอธิบายว่า ฝั่งรายจ่าย รัฐมีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสวัสดิการและรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยตัวเลขผู้สูงอายุของไทยหรือผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ณ ปี 2569 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 14.23 ล้านคน หรือคิดเป็น 22.05% ของตัวเลขประชากรรวม เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากสถิติในปี 2558 ที่ไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรราว 16%
ในเวลาเดียวกัน ศ.ดร.อธิภัทร เสริมว่าเม็ดเงินที่รัฐจัดเก็บได้ก็น้อยลงเรื่อย ๆ จากระดับ 16-17% ต่อจีดีพี เมื่อราวทศวรรษที่แล้วก็ลดลงมาอยู่ในหลัก 14-15% ต่อจีดีพี ซึ่งสาเหตุหลักมาจากทั้งปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของไทยที่ทำให้ผู้มีรายได้จำนวนมากหลุดรอดออกจากระบบการจัดเก็บภาษี นอกจากนี้นโยบายสิทธิประโยชน์ทางภาษี การลดหย่อน หรือการยกภาษีให้กับธุรกิจต่าง ๆ ก็ผลเช่นเดียวกัน
นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา เมื่ออ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง บีบีซีไทยพบว่า ดุลเงินประมาณของรัฐบาลนั้นขาดดุลต่อเนื่องมาทุกปี และมีการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลเป็นประจำต่อเนื่องมาแล้วตลอด 19 ปี
อย่างไรก็ดี การกู้เงินประเภทนี้เป็นไปตามกฎหมายตามปกติ ซึ่งแตกต่างจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินนอกงบประมาณปกติในกรณีจำเป็นเร่งด่วน อาทิ พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในปี 2552 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ภายใต้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือ พ.ร.ก.เงินกู้2 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 วงเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หากลงไปดูในรายละเอียดตลอดเกือบสองทศวรรษจะพบว่า มีเพียงปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 ที่ดุลงบประมาณขาดดุลสูงทะลุ 1 ล้านล้านบาท ทว่าตัวเลขดุลงบประมาณสองปีล่าสุด คือ 2567 และ 2568 ก็ขาดดุลทะลุ 1 ล้านล้านบาทเช่นเดียวกัน
"ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาน่าเป็นห่วงขึ้นเยอะเพราะ ขนาดการขาดดุล ณ วันนี้มันคือที่สุดแล้ว คือจะ 5% ต่อจีดีพีอยู่แล้ว เกณฑ์มาตรฐานจริง ๆ มันไม่ควรเกิน 3% ต่อจีดีพี" ศ.ดร.อธิภัทรอธิบาย
นักเศรษฐศาสตร์จากจุฬาฯ เสริมด้วยว่าตัวเลขขาดดุลระดับเกือบ 5% ต่อจีดีพีนั้นควรเกิดขึ้นเฉพาะในภาวะที่วิกฤตจริง ๆ แต่ตอนนี้มันกลายเป็น "เรื่องปกติธรรมดา"
"นึกภาพว่าเรามีรายจ่ายประจำที่เราลดไม่ได้เยอะ ถ้าเป็นคนธรรมดาก็อาจจะมีค่าเช่าบ้าน ค่าเทอมลูก พวกนี้มันลดไม่ได้ ขณะเดียวกัน เราก็อยากจะพัฒนาตัวเอง ต้องไปเรียนเพิ่มถูกไหม ซื้อหนังสือมาอ่าน อันนี้เรียกว่าค่าใช้จ่ายลงทุนของรัฐ แต่ตอนนี้รายได้ของมันเพียงพอแค่เฉพาะรายจ่ายประจำเท่านั้น ไม่พอจะไปจ่ายเรื่องการลงทุน" ศ.ดร.อธิภัทรกล่าว
เขาเสริมว่าที่ผ่านมารัฐจึงต้องกู้เงินมาตลอดอยู่แล้วเพื่อนำมาลงทุนพัฒนา ซึ่งก็นำไปสู่คำถามเรื่องความคุ้มค่าด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว
"คำตอบก็คือ… มีรายงานจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลังที่ชี้ให้เห็นเลยว่า 40% ของรายจ่ายลงทุน เป็นรายจ่ายที่ไม่สามารถระบุได้ว่ามันสร้างสินทรัพย์ใหม่อย่างแท้จริง" เขาเสริม
ต้องกู้จริงไหม-เพดาน 70% จะเป็นอย่างไร
สถานการณ์ที่อธิบายมาข้างต้นทั้งหมดนั้นคือสภาพการเงินของรัฐไทยในสภาวะปกติ ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกิดภาวะวิกฤตอย่างสงครามในตะวันออกกลางขึ้นมา สถานะทางการเงินของไทยจึงนำไปสู่ภาวะที่ "ต้องกู้เพิ่ม" ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าว
ดร.นงนุช ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังและภาษี มหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม เทรนต์ สหราชอาณาจักร บอกกับบีบีซีไทยว่า สาเหตุที่เธอคิดว่าอย่างไรรัฐบาลก็ต้องกู้เงินนั้น เป็นเพราะภาวะหนี้สะสมที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและนโยบายช่วยเหลือของภาครัฐทั้งฝั่งพลังงาน-น้ำมัน ไปจนถึงนโยบายช่วยเหลือประชาชน "ตระกูลพลัส" ทำให้เมื่อคำนวณแล้วเงินที่มีอยู่ในมือจึงไม่พอ
ส่วนตัวเลขที่กู้นั้นจะต้องถึง 5 แสนล้านบาทเลยหรือไม่ เธอบอกว่าอยู่ที่ความชัดเจนของนโยบายช่วยเหลือและนโยบายลงทุนของรัฐ

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong / Thai News Pix
ดร.นงนุช อธิบายต่อไปว่า ก่อนหน้านี้เธอเคยประมาณการไว้ในช่วงต้นปี ซึ่งยังไม่มีปัจจัยสงครามเข้ามาเป็นส่วนประกอบ โดยคำนวณออกมาได้ว่า ระดับหนี้สาธารณะของไทยจะชนเพดานในปี 2570
ตัวเลขการคำนวณของเธอยังสอดคล้องกับคำเตือนจากสถาบันวิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจจาก ธนาคารไทยพาณิชย์อย่าง SCB EIC ที่ออกมาประเมินตั้งแต่ปี 2568 ว่า "หนี้สาธารณะมีแนวโน้มติดเพดาน 70% ของจีดีพี ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า"
ดร.นงนุช ชี้ว่านอกจากมิติเรื่องการกู้เงินมาช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤตแล้วนั้น ฝั่งจีดีพีเองก็มีปัญหาเช่นกัน เนื่องจากตัวเลขเพดานหนี้สาธารณะที่กล่าวถึงนั้นเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี เพราะฉะนั้น "ถ้าจีดีพีไม่โต ต่อให้หนี้มันอยู่คงที่ อัตราสัดส่วนมันก็โตอยู่ดี"
ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund-IMF) ออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเสี่ยงจะตกไปอยู่ในภาวะถดถอย (recession) หากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดียวกับราคาพลังงานที่คงตัวในระดับสูง
ในรายงานฉบับล่าสุดนี้ ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตแค่ราว 1.5% ในปี 2569 ก่อนจะขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.1% ในปี 2570 ขณะที่ค่าเฉลี่ยการเติบโตของ 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ในปี 2569 ไอเอ็มเอฟ ประเมินไว้ที่ 3.2% และเพิ่มเป็น 3.5% ในปี 2570
ด้วยเหตุนี้เมื่อมาถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน ดร.นงนุช จึงชี้ว่า "Recession [ภาวะเศรษฐกิจถดถอย] ยังไงก็มา มาแน่" เพราะฉะนั้นสุดท้ายสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจึง "อาจชนภายในปีนี้เลย ไม่ต้องรอ 2 ปี"
ด้าน ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการนโยบายการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ในเชิงทฤษฎีเมื่อเศรษฐกิจของประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น รัฐบาลก็ควรจะเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ
เขาเสริมว่า นับตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 ศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ราว 2.7% ต่อปี เพราะฉะนั้นในปีไหนที่ตัวเลขมีแนวโน้มจะต่ำกว่านี้ รัฐก็ควรเข้ามากระตุ้น
"เช่นปีนี้พยากรณ์บอกว่าด้วยผลต่าง ๆ จากสงครามในอิหร่าน จากสงครามภาษีของทรัมป์ จากภัยแล้ง เราอาจจะโตแค่ประมาณ 1.3-1.6% แปลว่าเราต่ำกว่าศักยภาพ เช่นนั้นควรจะกระตุ้น อันนี้คือหลักฐานแรก" ขณะที่ปัจจัยที่สองเป็นเรื่องการเยียวยากลุ่มผู้เปราะบางต่าง ๆ

ที่มาของภาพ, Arnun Chonmahatrakool / Thai News Pix
อย่างไรก็ดี นักวิชาการอาวุโสแห่งทีดีอาร์ไอ ตั้งข้อสังเกตว่าทฤษฎีเช่นนั้นอาจล้าหลังไปแล้ว เนื่องจากในอดีตภาวะวิกฤตหนัก ๆ มักเกิดขึ้นเฉลี่ยทุก ๆ สิบปี ทว่าวิกฤตในปัจจุบันกลับเกิดขึ้นบ่อยกว่ามาก ด้วยเหตุนี้หากภาครัฐยังดันทุรังกู้บ่อยครั้ง จะทำให้ไม่มีเวลาฟื้นตัวทางด้านการคลัง ต้องกู้เพิ่มทุกปีและกู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากความจำเป็น เขาชี้ว่าเขาเห็นด้วยกับการกู้เงิน แต่ต้องเป็นการกู้เพื่อนำมาช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตจริง ๆ ไม่สามารถเป็นการแจกเงินแบบหว่านแหได้ และสองคือเม็ดเงินลงทุนต้องไปสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ทำให้ในอนาคตเศรษฐกิจไทยเติบโต
"ถ้าไม่สามารถทำแบบนี้ได้ ผมคิดว่าอย่ากู้เสียดีกว่า นักเศรษฐศาสตร์บางคนบอกว่าการไม่กู้อาจจะแย่กว่า แต่ผมมองว่าถ้าไม่มีแผนดี ๆ แล้วไปกู้ นี่อันตราย เพราะผมมองว่าในอนาคต เรายังต้องกู้มาทำอย่างอื่น… ถ้าเราไปกู้เพื่ออีลุ่ยฉุยแฉกแบบนี้ก็เหมือนเราใช้บัตรเครดิตไปก่อน อนาคตพอเกิดสถานการณ์ที่ฉุกเฉินจริง ๆ เราก็ไม่สามารถเอามาใช้ได้" ดร.นณริฏกล่าว
เขายกตัวอย่างต่อไปว่า ช่วงปลายปี 2568 ตอนที่รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหารประเทศ และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจประเภท "คนละครึ่ง" ออกมาเขาแสดงความไม่เห็นด้วย เพราะหากเกิดวิกฤตในอนาคตจะหาเม็ดเงินจากส่วนไหน
"ผ่านมาแค่ต้นปีก็เกิดสงครามอิหร่าน เม็ดเงินที่ควรจะมี คุณก็เอาไปปลายปีที่แล้วแล้ว… เพราะฉะนั้นเหมือนเดิม ถ้าคุณทำคิดได้แต่โครงการแค่ลักษณะนี้ อย่ากู้ดีกว่า เก็บเงินเอาไว้เป็นเบาะรองรับเวลาเกิดวิกฤตที่หนัก เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีวิกฤตที่หนักกว่านี้ก็ได้" นักวิชาการทีดีอาร์ไอให้ความเห็น
ส่วนมิติเรื่องการเพิ่มเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ดร.นณริฏ แสดงความกังวลว่า นับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ซึ่งทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยที่เคยอยู่ในระดับ 40% ต่อจีดีพีพุ่งขึ้นมาแตะระดับ 60% หากเป็นสถานการณ์ทั่วไป เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ สัดส่วนดังกล่าวควรจะปรับลดลงมา ทว่าก็เกิดวิกฤตหลายระลอกจึงเกิดการกู้เพิ่ม
"แต่กลายเป็นว่าหลังโควิด เราเจอวิกฤตโน่นนี่นั่น รัฐกู้เพิ่มจนตอนนี้มันกระโดดเข้ามาใกล้ ๆ 70% ตัวนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าหนี้เราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง มันถึงเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลใจว่า ตอนนี้เรามีแนวโน้มจะกู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย" ดร.นณริฏ ระบุ
กู้แบบไหนถึงปลอดภัย และหากกู้มาแล้วไร้ประสิทธิภาพ ผลที่ตามมาคืออะไร
ศ.ดร.อธิภัทร ชี้ว่าหากย้อนกลับไปมองเม็ดเงินกู้ฉุกเฉินจำนวนถึง 1.5 ล้านล้านบาทจากยุคโควิดรัฐบาลไทยสามารถเรียนรู้ที่จะใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่าครั้งนั้นได้ เพราะสุดท้ายแล้ว "จะขยายหรือไม่ขยาย [เพดานหนี้สาธารณะ] วันนี้ไม่ได้สําคัญ เพราะว่ายังไงกู้ไปขนาดนี้ ถ้าปีนี้ไม่ชน [เพดาน]... ปีหน้าก็อาจจะต้องขยายอยู่ดี ดังนั้นจึงไม่ใช่ประเด็นสําคัญ" เมื่อเทียบกับการบริหารเงินที่กู้มา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นักวิชาการจากจุฬาฯ อธิบายเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการใช้เงินกู้ว่า ในยุค พ.ร.ก.เงินกู้โควิด เสมือนว่ารัฐบาลไม่ได้มีโครงการอย่างเป็นรูปธรรมก่อนที่จะทำเรื่องกู้ แต่เป็นการขอวงเงินมาก่อนและค่อยมาวางแผนที่หลัง ทำให้เกิดความไม่คุ้มค่า
"ตัวอย่างเช่นเราเห็นอย่างคนละครึ่ง ทําหลายเฟสมาก เฟสแรกเป็นแน่นอนเพราะมันกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ว่าเฟสหลัง ๆ ความจําเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ความจําเป็นในการช่วยเยียวยามันน้อยลง มันกลายเป็นเรื่องการเมืองมากกว่า" ศ.ดร.อธิภัทรกล่าว
เขาเสนอแนะว่ารัฐบาลควรกำหนดให้ชัดเจนว่ากรอบเงินกู้ครั้งนี้จะใช้ไปกับโครงการอะไรบ้าง และต้องพุ่งเป้าไปที่คนที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ รวมไปถึงการลงทุนที่เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจได้จริง
ศ.ดร.อธิภัทร ชี้ด้วยรัฐบาลสามารถเริ่มต้นจากกลุ่มผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการของรัฐก่อนได้ โดยแม้แต่ประชากรในกลุ่มนี้ เขาเสริมว่าก็ยังมีข้อกังขาว่าตัวเลข 14 ล้านคนที่ถือบัตรนั้น เป็นคนจนจริง ๆ เท่าใดกันแน่
"ผมคิดว่ารัฐก็อาจจะมีวิธีการวิเคราะห์ตัวเลขให้แคบลง แล้วก็กลุ่มกลุ่มที่จนจริง ๆ ต้องให้กลุ่มนี้มากที่สุดหลังจากนั้นก็จะให้ลดหลั่นกันไปกับคนที่มีรายได้มากขึ้น สิ่งที่สําคัญก็คือมันจะเป็นระยะสั้นเท่านั้นเพราะมันไม่สามารถให้ได้ตลอดได้ อันนี้คือเรื่องการเยียวยา" ศ.ดร.อธิภัทร กล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ด้าน ดร.นณริฏ ย้ำประเด็นการช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบาง รวมไปถึงการลงทุนในเศรษฐกิจระยะยาวซึ่งหมายถึงการลงทุนในเด็ก ให้พวกเขาสามารถเข้าถึงการศึกษาหรือไม่หลุดออกจากระบบการศึกษาไป เพราะ "เด็กเป็นกลุ่มที่ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าคุณทำให้เขาไม่หลุดจากสถานศึกษารายได้เขาในอนาคตจะสูงกว่าเด็กที่หลุดจากสถานการศึกษามาก แล้วเขาก็ยังสามารถที่จะสร้างรายได้จ่ายภาษีได้ระยะยาว"
เขาย้ำว่า เขาไม่เห็นด้วยกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตหรือคนละครึ่ง เพราะนับตั้งแต่วิกฤตโควิดเป็นต้นมา การกระตุ้นแบบนี้เริ่มไม่เป็นผล เพราะเศรษฐกิจบอบช้ำมานาน มีปัญหาเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนสูง เอสเอ็มอีก็มีหนี้สูง การกระตุ้นจึงได้ผลน้อย
เมื่อถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเม็ดเงินที่กู้มานั้นไม่สามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นได้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ดร.นณริฏ ตอบว่า ในมิติของระดับเครดิต (credit rating) ซึ่งเป็นการประเมินความน่าเชื่อและความสามารถในการชำระหนี้ อันดับก็จะลดลง และผลกระทบที่ตามมาคืออัตราดอกเบี้ยจะแพงขึ้น และจะส่งผลต่อทั้งภาครัฐและเอกชนด้วย
"คนที่ประเมินระดับเครดิต เขามองแค่ว่ากู้ไปแล้วอนาคตคุณจะใช้คืนได้หรือเปล่า… พูดง่าย ๆ ก็คือคนนี้ใช้เงินไม่เป็น เสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้สูญ เขาก็จะลดเครดิต… แปลว่าถ้าเราต้องการเงิน ในอนาคตไปขอ เราก็ยังได้เงินอยู่แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น แต่พอมันเป็นเรื่องของประเทศ ผลกระทบของดอกเบี้ยแพงมันไม่ได้อยู่แค่ที่ภาครัฐ แต่มันจะส่งผลต่อภาคเอกชนด้วย เวลาเอกชนจะไปขอกู้อะไร เขาไม่ได้คิดแค่เอกชนรายนั้นเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน เขาคิดว่าประเทศเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนด้วย" นักวิชาการทีดีอาร์ไอระบุ
ด้าน ศ.ดร.อธิภัทร เห็นสอดคล้องกับ ดร.นณริฏ เช่นกันว่าระดับเครดิตของไทยอาจลดลง พร้อมมองว่าสำหรับคนไทย หากรัฐบาลใช้เงินที่กู้มาอย่างไร้ประสิทธิภาพ สิ่งที่คนทั่วไปจะกระทบมากที่สุดก็คือเรื่องภาษี
"เพราะว่าเมื่อรัฐมีหนี้มาก ภาระดอกเบี้ยมากขึ้น ภาระที่ต้องจ่ายเงินต้นก็จะมากขึ้นตามไปด้วยสุดท้ายก็จะยิ่งไปกดดันว่ารัฐต้องขึ้นภาษีแน่นอนในอนาคต ทีนี้ภาษีที่จะเก็บได้แล้ว ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุดมีตัวเดียวคือ VAT [ภาษีมูลค่าเพิ่ม]" ศ.ดร.อธิภัทร จากเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ สรุป
































