อิหร่านจะยืนระยะทำสงครามต่อไปได้นานแค่ไหน ?

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
- Author, ซาอีด จาฟารี
- Role, นักวิเคราะห์การเมืองของบีบีซี แผนกภาษาเปอร์เซีย
- Published
- เวลาอ่าน: 7 นาที
ผ่านมา 7 เดือนนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มขึ้น แม้เศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่ผู้มีอำนาจตัดสินใจของอิหร่านยังไม่มีทีท่าว่าจะรีบยุติสงคราม
ทางการกรุงเตหะรานอาจต้องการแสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถเป็นฝ่ายกำหนดจังหวะของสงครามได้เพียงฝ่ายเดียว อิหร่านอาจหวังเพิ่มต้นทุนและภาระที่สหรัฐฯ ต้องแบกรับ ทั้งในด้านการทหาร เศรษฐกิจ และการเมือง และท้ายที่สุดอาจทำให้รัฐบาลกรุงวอชิงตันเข้าใกล้การยอมรับข้อเรียกร้องบางประการของอิหร่านมากขึ้น
แต่หลายสิ่งหลายอย่างขึ้นอยู่กับคำตอบของคำถามสำคัญข้อหนึ่งคืออิหร่านจะสามารถทำสงครามต่อไปได้นานแค่ไหน
อิหร่านมีศักยภาพทางทหารมากแค่ไหนต่อการยืนระยะในสงคราม

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
บางส่วนของอุตสาหกรรมกลาโหมและโรงงานผลิตขีปนาวุธของอิหร่านได้ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี แต่ยังไม่มีตัวเลขจากแหล่งข้อมูลอิสระที่สามารถระบุขอบเขตความเสียหายได้ ในการประเมินล่าสุด สถาบันกิจการระหว่างประเทศแชตธัม เฮาส์ (Chatham House) ระบุว่า ยังไม่มีตัวเลขประมาณการที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับจำนวนขีปนาวุธที่อิหร่านมีอยู่ในปัจจุบัน
จำนวนขีปนาวุธพิสัยไกลที่อิหร่านใช้ยิงในแต่ละระลอกเริ่มลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป แต่ความสามารถในการทำสงครามต่อเนื่องไม่ได้วัดกันแค่เพียงจำนวนขีปนาวุธเท่านั้น เพราะโดรนและขีปนาวุธร่อนสามารถผลิตได้ง่ายและรวดเร็วกว่ามาก นอกจากนี้อิหร่านยังแต่งตั้งผู้บัญชาการคนใหม่เข้ามาทดแทนผู้บัญชาการคนก่อนที่ถูกสังหารไปก่อนหน้านี้ ทำให้โครงสร้างการบังคับบัญชายังคงสภาพเดิมอยู่ได้
โมฮัมหมัด กาเอดี อาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี แผนกภาษาเปอร์เซียว่า "อิหร่านน่าจะยังคงขีดความสามารถในการโจมตีด้วยขีปนาวุธต่อไปได้อีกนาน แม้ความเข้มข้นจะลดลง และยังสามารถสร้างความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซได้"
ผู้มีอำนาจตัดสินใจของอิหร่านเชื่อว่า สงครามที่ยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบต่อสหรัฐฯ ได้เช่นกัน
การสกัดกั้นขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านทำให้คลังอาวุธป้องกันประเทศบางส่วนของสหรัฐฯ ร่อยหรอลง และการประเมินจากบางแหล่งของสหรัฐฯ เตือนว่า อาวุธเหล่านี้ไม่สามารถผลิตขึ้นมาทดแทนได้ในเวลาอันสั้น
กาเอดียังกล่าวด้วยว่า "ผลกระทบของสงครามที่มีต่อราคาน้ำมัน รวมถึงปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศของสหรัฐฯ ทำให้ทางการเตหะรานมีความหวังว่า อิหร่านอาจกดดันให้รัฐบาลวอชิงตันยอมรับเงื่อนไขบางประการของตนได้"
ในสหรัฐฯ เอง แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงได้รับการสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งของพรรครีพับลิกันในระดับค่อนข้างสูง แต่ผลสำรวจยังคงแสดงให้เห็นว่า ชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยกับสงคราม และมีความกังวลว่าทรัมป์ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการทำสงครามได้
หากการประเมินสถานการณ์ของอิหร่านถูกต้อง เป้าหมายของอิหร่านก็ไม่จำเป็นต้องเป็นการเอาชนะสหรัฐฯ ในทางการทหาร แต่อาจใช้สงครามที่ยืดเยื้อและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเป็นเครื่องมือในการกดดันสหรัฐฯ ไปเอง อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าข้อจำกัดทางทหารเพียงอย่างเดียวจะบังคับให้อิหร่านยุติสงครามลงได้
เศรษฐกิจของอิหร่านจะประคองตัวต่อไปได้นานแค่ไหน

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้กระทั่งก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้น เศรษฐกิจของอิหร่านก็เผชิญกับปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูงอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีปัญหาจากการลงทุนที่ไม่เพียงพอ ค่าเงินเรียลอ่อนค่าลง และความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างในหลายด้าน ธนาคารโลกระบุว่า เศรษฐกิจอิหร่านหดตัวประมาณ 2.7% ในปีงบประมาณ 2025–2026 โดยช่วงที่เกิดสงครามกินเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์สุดท้ายของปีงบประมาณดังกล่าวเท่านั้น
เมื่อเกิดสงครามก็ยิ่งสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ ข้อมูลจากศูนย์สถิติแห่งอิหร่านระบุว่า อัตราเงินเฟ้อในรอบ 12 เดือนอยู่ที่ 62% โดยจังหวัดในพื้นที่ตอนใต้ของอิหร่านซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามมากกว่า ต้องเผชิญแรงกดดันหนักที่สุด เช่น ใน จ.ฮอร์มอซกัน มีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 101%
ในตลาดแรงงาน สงครามทำให้ตำแหน่งงานหายไปมากกว่าหนึ่งล้านตำแหน่ง และทำให้ประชาชนราวสองล้านคนตกงานทั้งทางตรงและทางอ้อม ตามข้อมูลจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานของอิหร่าน
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ (IMF) ยังประเมินว่า เศรษฐกิจอิหร่านจะหดตัวราว 5.4% ในปี 2026 และอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งเข้าใกล้ 69%
ระยะเวลาของสงคราม รวมถึงระดับความเสียหายของการค้าและการส่งออกน้ำมันที่หยุดชะงักจะส่งผลกระทบอย่างมหาศาล ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทั้งเครื่องมือในการกดดันฝ่ายตรงข้ามและจุดเปราะบางของอิหร่าน เพราะการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือแห่งนี้สามารถเพิ่มต้นทุนสงครามให้แก่สหรัฐฯ และตลาดพลังงานโลก แต่ในขณะเดียวกันการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ และข้อจำกัดด้านการเดินเรือก็ทำให้อิหร่านส่งออกน้ำมันได้ยากขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันทางเศรษฐกิจไม่ได้หมายความว่าจะบีบบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเสมอไป
กาเอดีกล่าวว่า รัฐบาลอำนาจนิยมสามารถอยู่รอดได้นานหลายปี แม้ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบากอย่างมากก็ตาม ในมุมมองของเขา เงินเฟ้อ การว่างงาน และความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างอาจทำให้ประชาชนไม่พอใจมากขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้อิหร่านเปลี่ยนนโยบายทางการทหาร เว้นแต่จะเกิดการประท้วงเป็นวงกว้างหรือเกิดความแตกแยกภายในรัฐบาล
ความเห็นต่างในเตหะราน: สงครามควรดำเนินต่อไปนานแค่ไหน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ฝ่ายผู้นำในกรุงเตหะรานยังมีความเห็นแตกต่างกันว่า ควรเดินหน้าต่อไปในทิศทางใดจึงจะดีที่สุด
โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านและหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาของอิหร่าน เคยเตือนว่าอิหร่านต้องไม่ตกอยู่ในวงจรของ "ความขัดแย้งที่บั่นทอนกำลัง" และยังวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายที่คัดค้านการเจรจา แต่อามีร์โฮสเซน ซาเบตี สมาชิกฝ่ายอนุรักษนิยมหัวแข็งในรัฐสภาอิหร่านกล่าวว่า แม้สหรัฐฯ จะยอมรับเงื่อนไขทั้งหมดของอิหร่านและลงนามในข้อตกลงแล้ว สงครามก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ดี
ความเห็นต่างนี้ไม่อาจแบ่งฝ่ายได้ง่าย ๆ ว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนสงครามหรือฝ่ายสนับสนุนสันติภาพ เพราะกาลิบาฟเองก็กล่าวว่า เขาจะไม่ยอมรับข้อตกลงใด ๆ ที่ไม่สามารถรับรองสิทธิ์ของอิหร่าน ความเห็นที่ไม่ตรงกันไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร แต่เป็นเรื่องที่ว่าการกดดันอย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเตหะรานได้มากขึ้นแค่ไหน และจะถึงจุดใดที่ต้นทุนของการกดดันเริ่มมีสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ
แล้วประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไร? ยังไม่มีผลสำรวจความคิดเห็นที่เป็นอิสระและน่าเชื่อถือเกี่ยวกับมุมมองของประชาชนต่อการทำสงครามต่อไปในครั้งนี้ และสื่อสังคมออนไลน์ก็ไม่สามารถสะท้อนความคิดเห็นของคนทั้งสังคมได้ แต่ในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซี ฮามิดเรซา อาซิซี ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านและนักวิจัยรับเชิญจากสถาบันเยอรมันเพื่อกิจการระหว่างประเทศและความมั่นคง (SWP) มองว่า"แนวรบที่อันตรายที่สุด" สำหรับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอาจเป็นแนวรบภายในประเทศก็เป็นได้ในท้ายที่สุด เขากล่าวว่า สาเหตุสำคัญมาจากเงินเฟ้อที่รุนแรง ปัญหาเศรษฐกิจ และแรงกดดันที่เกิดขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
สงครามที่ต้องหาทางยุติ

ที่มาของภาพ, Getty Images
สงครามที่ยืดเยื้ออาจสร้างผลกระทบต่ออิหร่านในระดับภูมิภาคด้วยเช่นกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลกรุงเตหะรานพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับชาติอาหรับในภูมิภาคอ่าว โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย แต่การโจมตีฐานทัพ โครงสร้างพื้นฐาน และเส้นทางเดินเรือในประเทศเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกลับแย่ลงอีกครั้ง
จนถึงขณะนี้ ประเทศเหล่านี้พยายามลดระดับความตึงเครียดและกลับเข้าสู่การเจรจา แต่ยิ่งพวกเขารู้สึกว่าตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากอิหร่านหรือกลุ่มแนวร่วมของอิหร่านมากเท่าใด ก็ยิ่งมีแรงจูงใจที่จะกระชับความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับสหรัฐฯ และอาจรวมถึงการร่วมมือเพื่อต่อต้านอิหร่านด้วย
แรงกดดันใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับสหรัฐฯ จากสงครามที่ยืดเยื้อจะมีคุณค่าทางการเมืองต่ออิหร่านก็ต่อเมื่ออิหร่านสามารถเปลี่ยนแรงกดดันดังกล่าวให้เป็นประเด็นที่อีกฝ่ายยอมถอยบนโต๊ะเจรจา ขณะนี้ยังคงไม่ชัดเจนว่า ข้อตกลงที่จะทำให้อิหร่านยอมรับการยุติสงครามได้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร หรือว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงดังกล่าวได้อย่างไร
"สิ่งที่ขาดไปจากกลยุทธ์ของอิหร่านคือคำอธิบายที่ชัดเจนว่า อิหร่านจะเปลี่ยนแต้มต่อที่ได้มาจากสงครามให้กลายเป็นข้อตกลงทางการเมืองที่ยั่งยืนได้อย่างไร" ฮามิดเรซา อาซิซี ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านและนักวิจัยรับเชิญจากสถาบันเยอรมันเพื่อกิจการระหว่างประเทศและความมั่นคง (SWP) กล่าว
อิหร่านได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถขัดขวางเส้นทางอุปทานของพลังงานของโลกและสร้างต้นทุนหรือความเสียหายให้แก่สหรัฐฯ และบรรดาชาติพันธมิตรได้ แต่ยังมีความไม่แน่นอนว่า อิหร่านจะสามารถอยู่ในภาวะเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ และประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียได้อย่างต่อเนื่องตลอดไปได้อย่างไร
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อจำกัดจากเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงอย่างเดียวที่สามารถยับยั้งไม่ให้อิหร่านเดินหน้าทำสงครามต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการทหาร เศรษฐกิจ หรือการเมือง แต่ยิ่งสงครามยืดเยื้อยาวนานเท่าไร แรงกดดันทางเศรษฐกิจภายในประเทศก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ความสัมพันธ์ของอิหร่านกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคก็จะยิ่งแย่ลง และการบรรลุข้อตกลงที่จะชดเชยต้นทุนเหล่านี้ก็จะยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ






























