ความมั่นคง-สวัสดิการ-โครงข่ายการเมือง: เหตุใดบางคนยอมจ่ายเงินหลายแสน เพื่อทุจริตสอบบรรจุเข้ารับราชการ

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ปวีณา นิลบุตร
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 9 นาที

เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยพบกรณีทุจริตการสอบบรรจุพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยการทุจริตครั้งนี้อาจมีผู้เกี่ยวข้องถึง 9,000 คน จากผู้สมัครสอบมากกว่า 400,000 ราย อีกทั้งยังมีการเรียกรับเงินสูงสุดถึง 800,000 บาท ทั้งที่ผลตอบแทนเงินเดือนข้าราชการเฉลี่ยเริ่มต้นที่ราวหลักหมื่นต้น ๆ เท่านั้น

ย้อนไปเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการทลายเครือข่ายขบวนการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดย พัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุว่าจากปฏิบัติการตรวจค้นทำให้พบกลุ่มบุคคลขณะกำลังปรับแก้เอกสารต้องสงสัย ทำให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดเอกสารจำนวนกว่า 9,000 แผ่น รวมถึงสำเนากระดาษคำตอบ รวมทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ และนำตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำเพิ่มเติม

ด้าน เนติพล ชุมยวง ผู้อำนวยการสํานักสืบสวนและกิจการพิเศษสํานักงาน ป.ป.ช. ระบุว่าปฏิบัติการครั้งนี้เกิดจากการได้รับเบาะแสถึงขบวนการแก้ไขกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบเพื่อบรรจุราชการจึงมีการวางแผนปฏิบัติการก่อนขอศาลออกหมายค้น โดยพบบุคคลที่อยู่ในจุดเกิดเหตุ 10 คน เป็นเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด ที่ได้รับการว่าจ้างให้ดำเนินการแก้ไขกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบที่ชำระเงินเพื่อแลกกับการบรรจุเข้าเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น

ขณะที่ พ.ต.อ.ทีนัฐกรณ์ วัฒนแสงประเสริฐ รองผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กล่าวว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์ทางการเงินตั้งแต่ 300,000 -800,000 บาท โดยจะมีการขยายผลต่อไปเพื่อตรวจสอบรายชื่อของผู้ร่วมขบวนการ เพื่อหาต้นตอของผู้กระทำความผิด เพื่อให้คนที่สอบได้ตำแหน่งจากการทุจริตพ้นจากหน้าที่

ด้านผู้เชี่ยวชาญที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วยบอกว่า การทุจริตครั้งนี้อาจเชื่อมโยงกับค่านิยมหรือความต้องการความมั่นคงทางหน้าที่การงาน แต่ก็อาจเผยให้เห็นถึงการสร้างเครือข่ายทางการเมืองระดับท้องถิ่นและการคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในสังคมไทยด้วย

ส่อเค้ามีทุจริตมาหลายเดือน

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

การจัดสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ที่พบการทุจริตครั้งนี้ถูกจัดขึ้นเมื่อเดือน ธ.ค. 2568 ซึ่งมีผู้เข้าสอบกว่า 400,000 คน เพื่อตำแหน่งงาน 6,669 อัตรา ใน 87 สายงาน

ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ก.พ. สำนักงานข่าว Next News ได้เผยแพร่คลิปเสียงบทสนทนาเจรจาซื้อขายโควตาการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น โดยในคลิปเสียงมีการเอ่ยถึงโควตา 1,500 ที่นั่ง, พรรคการเมือง, ผู้บริหารสถาบันการศึกษา, รวมถึงบุคคลระดับรัฐมนตรีในขณะนั้น โดยชื่อบุคคลและหน่วยงานโดนเซ็นเซอร์ทั้งหมด

นั่นทำให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ออกแถลงการณ์ยืนยันในวันต่อมา (18 ก.พ.) ว่าการจัดสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสไร้การทุจริต แต่ได้สั่งให้ต้นสังกัดของบุคคลที่มีชื่อปรากฏในคลิปเสียงตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว

ด้าน นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์วานนี้ (24 มิ.ย.) ว่า "ไม่ทราบ" เกี่ยวกับเรื่องคลิปเสียงดังกล่าว และเมื่อครั้งตนดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย เมื่อเดือน ธ.ค. 2568 ก็ได้มีการ "กำชับเด็ดขาด" เรื่องป้องปรามการทุจริตในการจัดสอบ

แต่เมื่อวันอังคารที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา ป.ป.ช. ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จัดแถลงข่าวกรณีตรวจยึดพยานหลักฐานและจับกุมขบวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยจากการตรวจค้นอาคารบริษัทที่ตั้งอยู่ใน ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เจ้าหน้าที่พบและยึดของกลาง เช่น กระดาษคำตอบที่ใช้ในการกระทำความผิดและเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ อีกทั้งยังพบบุคคลที่อยู่ในจุดเกิดเหตุ 10 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะกำลังดำเนินการแก้ไขสำเนากระดาษคำตอบในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยเหลือผู้เข้าสอบที่ชำระเงินเพื่อแลกกับการบรรจุเข้าเป็นข้าราชการท้องถิ่น

.

ที่มาของภาพ, ROYAL THAI GOVERNMENT

คำบรรยายภาพ, นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเปรียบการทุจริตครั้งนี้เสมือนการ "ขายชาติ" เพราะเป็นการปิดโอกาสของผู้มีความสามารถที่จะได้เข้ามารับราชการ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2569

หลังการตรวจค้นจับกุม ก.พ. ได้ออกแถลงการณ์เรื่องการจัดสอบ ระบุว่าได้จ้างมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ให้เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ อีกทั้งให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าการจัดจ้างครั้งนี้เป็นไปตามระเบียบและวิธีการของทางราชการทุกประการ ยืนยันว่ามีการกำกับดูแลการดำเนินการสอบในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า การจัดสอบของ ก.พ. ดำเนินการภายใต้มาตรฐานที่ "มีความยุติธรรม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน"

ขณะที่ มศว. ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่ามหาวิทยาลัยได้ดำเนินการตามบทบาทและหน้าที่ด้วยความ "สุจริต รอบคอบ และเป็นกลางทางวิชาการ" และพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมวานนี้ (24 มิ.ย.) เพื่อสั่งการให้เร่งดำเนินการ ดำเนินคดี และหาคนผิด โดยเขาเปรียบการทุจริตครั้งนี้ว่าเสมือนการ "ขายชาติ" เพราะเป็นการปิดโอกาสของผู้มีความสามารถที่จะได้เข้ามารับราชการ

ด้าน นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนวันนี้ (25 มิ.ย.) ระบุว่าข้าราชการที่สอบผ่านในรอบที่เกิดการทุจริตและได้รับบรรจุแล้ว ตอนนี้ "ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่" แต่กำลังเร่งกระบวนการตรวจสอบให้เร็วที่สุดเพื่อแยกคนที่สอบได้ด้วยตนเองออกจากคนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต

จากทุจริตสอบระดับท้องถิ่น สู่การสอบที่ส่วนกลาง

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

เพื่อทำความเข้าใจกรณีการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นครั้งล่าสุดนี้ ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกกับบีบีซีไทยว่า เราจำเป็นต้องย้อนดูความเปลี่ยนแปลงของการสอบบรรจุที่เกิดจากเหตุทุจริตในอดีต

เขาอธิบายว่าในอดีตการสอบบรรจุข้าราชการจะเป็นการเปิดสอบเองโดยท้องถิ่นหรือเทศบาลที่ต้องการรับสมัครตำแหน่งงาน แต่หากเทศบาลไม่มีศักยภาพก็สามารถขอให้คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดดำเนินการจัดสอบให้ได้ แต่ก็เกิดเหตุทุจริตในระบบเช่นนี้

"ตามหลักการที่ควรจะเป็น ท้องถิ่นจะจัดสอบเอง หมายความว่าเทศบาลข้างบ้านผมต้องการตำแหน่งนี้ เขาก็จะจัดสอบเอง ถ้าเขาไม่มีศักยภาพ ก็จะไปขอคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดให้ดำเนินการจัดสอบให้ พอมีหลายที่ขอก็เลยเป็นการจัดสอบรวมเป็นรายจังหวัดเพื่อให้ไม่เสียเวลามาก"

ผศ.ดร.ณัฐกร ยกตัวอย่างกรณีทุจริตครั้งใหญ่ในการสอบแข่งขันบรรจุพนักงานส่วนตำบลในพื้นที่ จ.มหาสารคาม เมื่อปี 2557 ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่กว่า 31 แห่งถูกร้องเรียนตรวจสอบ และ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่ามีนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (นายก อบต.), ผู้บริหารใน อบต., ข้าราชการ, รวมถึงอดีตหัวหน้าภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมแล้วจำนวนเกือบร้อยรายพัวพันกับการทุจริตครั้งนั้น

ผศ.ดร.ณัฐกร ชี้ว่า การทุจริตในปี 2557 จึงทำให้ "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" หรือ คสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นรัฐบาลในเวลานั้นต้องการจัดการกับปัญหาทุจริต "วิ่งเต้น" ตำแหน่ง ด้วยการรวบอำนาจหน้าที่การจัดสอบ จากเดิมที่เป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในระดับจังหวัด มารวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง

"เหตุผลของการรวบอำนาจไปตรงกลางก็คือเขาต้องการแก้ปัญหาทุจริตที่เจอ แต่กลายเป็นว่ามันยิ่งหนักข้อกว่าเดิม เมื่อก่อนทำแบบว่ากระมิดกระเมี้ยน ทำแค่ไม่กี่คน แต่อันนี้มันเหมือนฝั่งท้องถิ่นไม่รู้เรื่อง เอาว่ากันที่ตรงกลางเลย ตรงกลางสามารถกำหนดได้ว่าใครจะได้เป็น" ผศ.ดร.ณัฐกร บอกกับบีบีซีไทย พร้อมเสริมว่านั่นทำให้การทุจริตครั้งนี้ "น่าตะลึง"

สวัสดิการและความมั่นคง

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ความมั่นคงในอาชีพราชการอาจเป็นสาเหตุและแรงจูงใจหนึ่งที่ทำให้หลายคนเลือกทุจริตเพื่อให้ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น

ผศ.ดร.ณัฐกร บอกกับบีบีซีไทยว่า ความมั่นคงของอาชีพข้าราชการเป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักศึกษาในชั้นเรียนของเขาหันไปสนใจรับราชการมากขึ้น

"มันจะมีบางยุคนะที่เขาอยากทำเอกชนมากกว่ารับราชการ แต่ว่าผมคิดว่ายุคในหลายทศวรรษหลัง มันเป็นราชการเป็นหลักเลย เพราะว่าหนึ่งคือความมั่นคง คือมันเข้าง่ายออกยาก" เขากล่าว

อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ยกตัวอย่างกรณีข้าราชการตำรวจ "แต่งงานซ้อน" กับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งทำงานร้านทองในห้าง จนเรื่องกลายเป็นไวรัล ทำให้ต่อมาผู้หญิงคนดังกล่าวถูกไล่ออกจากงาน ขณะที่นายตำรวจโดนเพียงลงโทษทางวินัย แต่ยังสามารถรับราชการต่อไปได้

"คนที่เป็นภรรยาเป็นผู้หญิงที่ไปแต่งงานด้วยกับเขา อีกวันโดนร้านทองให้ออกจากงานทันที ไม่รออะไรสักอย่าง ไม่ต้องมาตั้งกรรมการ แต่ตำรวจสุดท้ายโดนแค่ลงโทษทางวินัย กักขังไม่เท่าไหร่ และรับราชการต่อไปได้ อันนี้เล่าให้เห็นว่ามันต่างกัน ความมั่นคงของฝั่งราชการกับฝั่งที่เป็นเอกชน" เขากล่าว

ผศ.ดร.ณัฐกร ยังอธิบายถึงสวัสดิการมากมายที่ข้าราชการจะได้รับ ซึ่งแตกต่างจากพนักงานภาคเอกชน เช่น สิทธิการรักษาพยาบาลฟรีแบบ "3 ชั้น" คือ ไม่ใช่แค่สำหรับตนเอง แต่รวมถึงบุตรและบุพการีด้วย

เขายกตัวอย่างสวัสดิการอื่น ๆ ที่เป็นแรงจูงใจเพิ่มเติมให้ผู้คนอยากรับราชการด้วย เช่น เงินบำเน็จ หรือเงินบำนาญ

"อีกอย่างที่ผมว่าเห็นชัดคือเงินบำนาญ แต่ก็ต้องทำงานให้ถึงเกณฑ์ 25 ปี แล้วเลือกได้ว่าจะเอาเป็นเงินก้อนเป็นบำเน็จ หรือเอาบำนาญถ้าคิดว่าเราอายุยืน เราก็จะอยู่ได้ตอนเกษียณ ไม่ต้องไปกังวลว่าลูกหลานจะกลับมาเลี้ยงไหม" อาจารย์จาก มช. อธิบายเสริม

วางโครงข่ายการเมืองระดับท้องถิ่น

นอกจากแรงจูงใจด้านสวัสดิการต่าง ๆ แล้ว ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) แสดงทัศนะกับบีบีซีไทยว่า การทุจริตครั้งนี้อาจเผยถึงการสร้างโครงข่ายทางการเมืองในระดับท้องถิ่นของประเทศไทยที่ฝังรากลึกแทรกแซงได้ทุกกระบวนการ

เขาชี้ว่านักการเมืองอาจต้องการวางเครือข่ายหรือคนที่ตัวเองไว้ใจในหลายองค์กรให้ได้มากที่สุดเพื่ออนาคตอาจสามารถเอื้อประโยชน์ให้ตนเองได้

"การวางเครือข่ายของนักการเมืองไว้เป็นเรื่องจำเป็นมากในทุกองค์กร... เพราะว่าคนพวกนี้ถ้าสร้างบุญคุณกันไว้ ในวันข้างหน้าไม่ว่าคนนั้นจะอยู่ตำแหน่งนี้หรือเติบโตมากขึ้น เขาจะมีโอกาสช่วยเหลือในเรื่องของการทุจริตได้" ดร.มานะ กล่าว

เขาเสริมด้วยว่าการสร้างเครือข่ายทางการเมืองจะเอื้อประโยชน์ให้ได้หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทุจริต การผลักดันงานให้สำเร็จ การปิดบังซ่อนเร้นข้อมูล หรือแม้แต่การช่วยแก้ตัวหากเกิดคดีความ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราจะเห็นข่าวนักการเมืองโยกย้ายข้าราชการขนานไปกับการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการ

"ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นข่าวว่านักการเมืองเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและคนในรัฐวิสาหกิจ คนในองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น... ตำแหน่งหัวหน้าเล็ก ๆ ก็แทรกแซงได้ เพื่อสร้างเครือข่ายไว้ในอนาคต" เขาอธิบาย

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ด้าน ผศ.ดร.ณัฐกร แสดงทัศนะไปในทิศทางเดียวกันว่า แรงจูงใจในการทุจริตการสอบบรรจุราชการก็อาจมีมาจากฝ่ายการเมืองได้เช่นกัน เพราะต้องการฝังคนของตัวเองไว้ในหลากองค์กร

"มันอาจจะมีความซับซ้อนกว่านั้น คืออาจจะไปถึงขั้นตัวของฝ่ายการเมืองก็อยากได้คนของตัวเองเข้าไปเยอะ ๆ เพื่อว่าเวลาทำอะไรมันจะได้ง่าย ไม่มีคนมาขวาง เขาก็อาจจะพยายามอุ้มชูกัน" ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าว

อาจารย์จาก มช. ยังเสริมด้วยว่า นอกจากการจ่ายเงินเพื่อให้ได้บรรจุราชการแล้ว ข้าราชการบางคนอาจใช้เส้นสายสัมพันธ์ (connection) เพื่อให้ได้บรรจุคนของตนเองเป็นข้าราชการด้วย

"บางนามสกุลสอบติด 3 คนในท้องถิ่นแห่งเดียว คนละตำแหน่งแบบนี้... เขาอาจจะได้โควตาโดยที่ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวกับกระบวนการที่เรียกรับเงิน อาจจะมาจากเส้นสายที่พยายามดึงคนของตัวเองเข้ามา"

นี่เป็นประเด็นที่ ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชนที่ร่วมมือกับ สำนักงาน ป.ป.ช. พยายามนำเสนอเช่นกัน เนื่องจากรายชื่อของผู้ผ่านการสอบและได้รับการบรรจุราชการในรอบปี 2568 มีหลายคนที่มีนามสกุลเหมือนกัน หรือมีนามสกุลเดียวกันกับผู้มีอิทธิพลในสังคมทั้งในอดีตและปัจจุบัน

อยากเป็นข้าราชการ เพื่อจะไปคอร์รัปชันถอนทุน ?

ด้วยค่าตอบแทนจากเงินเดือนข้าราชการที่ไม่สูงนัก แต่ในขณะเดียวกันกลับพบว่าการทุจริตที่พบในครั้งนี้ มีการเรียกรับผลประโยชน์ต่อรายเป็นเงินหลายแสนบาท จึงทำให้เกิดคำถามว่าการพยายามทุจริตสอบเพื่อเข้าไปเป็นข้าราชการ ทำไปเพื่อจะเข้าไปมีตำแหน่งและอำนาจ และคอร์รัปชันเพื่อถอนทุนคืนในอนาคตหรือไม่

ในประเด็นนี้ ผศ.ดร.ณัฐกร แสดงทัศนะว่าการคอร์รัปชันของข้าราชการบรรจุใหม่ในระดับเริ่มต้นอาจเป็นไปได้ยาก

"ที่หลายคนบอกว่าคนพวกนี้เข้าไปแล้วจะไปออกใบอนุญาต มันไม่ใช่อย่างนั้น มันจะเป็นอำนาจนายกฯ [อบจ. และ อบต.] เป็นส่วนใหญ่" เขาอธิบาย

"ตำแหน่งที่บรรจุรอบนี้มันไม่ใช่สอบภายในเพื่อขึ้นตำแหน่งบริหาร มันเป็นการสอบบรรจุ[ข้าราชการ] เข้าไปแล้วก็ไปเริ่มในส่วนล่างขององค์กร กว่าจะเขยิบขึ้นไปข้างบนได้ เรื่องผลประโยชน์ที่จะได้นั้นยาก แทบมองไม่เห็นในระยะสั้น" อาจารย์ประจำจากคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่ บอกกับบีบีซีไทย

ด้าน ดร. มานะ แสดงทัศนะที่ต่างออกไป โดยชี้ว่าไม่ว่าตำแหน่งที่เข้ามาจะเล็กหรือใหญ่ก็มีช่องให้ "ทุจริต เรียกสินบน" ได้ พร้อมเสริมว่า "ตำแหน่งไหนก็แล้วแต่ ถ้ามองเห็นช่องทางสักนิดนึงก็จะทำ[ทุจริต]ได้เลย"

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

เขายกตัวอย่างงานจัดเก็บรายได้ ซึ่งเกี่ยวกับการเก็บภาษี ที่เจ้าพนักงานอาจสามารถใช้อำนาจที่มีในการเรียกรับเงินสินบนจากประชาชนได้

"ตัวอย่างเช่นเรารู้กันว่าโรงแรมแห่งนี้ที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลน่าจะมีรายได้สูงควรจะจ่ายภาษีปีหนึ่ง 1 ล้านบาท แต่พอไปคุยกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่สามารถที่จะบอกได้ว่าคุณจ่ายภาษีแค่ 300,000 บาทก็ได้ แล้วเอามาให้ฉัน 100,000 บาท" เขายกตัวอย่างสมมติ

ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ยังยกตัวอย่างงานที่ไม่ใหญ่โตแต่ก็สามารถทุจริตได้ เช่น งานคนขับรถเก็บขยะ

"เขามีสิทธิที่จะเลือกให้ใครก็ได้ขึ้นรถมาเป็นเด็กยกขยะ เพราะฉะนั้นอาจจะเอาญาติของตัวเองมา หรืออาจจะเอาคนอื่นมา แต่ก็ต้องมีการจ่ายค่าแรกเข้า" เขาบอกพร้อมย้ำว่า "ทุกอย่างมันเป็นโอกาส"

สุดท้าย เขาเสริมด้วยว่าการทุจริตในภาคราชการเป็น "ปัญหาเชิงสถาบันใหญ่" เพราะขาดการเคารพในเรื่องของคุณธรรม ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ และหากเป็นเช่นนี้ต่อไปการทุจริตก็จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะมีการจับกุมและลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องมากแค่ไหนก็ตาม

"จับคนโกงในเครือข่ายนี้ได้สัก 100 คน จะปลดอธิบดี จับรัฐมนตรี นักการเมืองใหญ่ได้ คอร์รัปชันก็จะไม่หมดไป... พวกคนโกงจะหารูลอดเพื่อโกงได้เสมอ เพราะฉะนั้นระบบที่ดีต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการตรวจสอบย้อนหลังให้ได้ ทุกอย่างคุณต้องทำให้เปิดเผยโปร่งใส ประชาชนหรือคนที่มีส่วนได้เสียเขาเห็นข้อมูล มีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้" ดร.มานะ กล่าวทิ้งท้าย