หน่วยกู้ภัยจากหลายชาติเร่งช่วยชาวลาว 7 ชีวิตติดในถ้ำ ที่ถูกน้ำท่วม
- Author, เคลลี อึง และบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 6 นาที
หน่วยกู้ภัยในลาวกำลังทำงานแข่งกับเวลาเพื่อช่วยเหลือชาวลาว 7 รายซึ่งติดอยู่ในถ้ำที่ถูกน้ำท่วมมาเกือบ 1 สัปดาห์แล้ว
ผู้ที่รอการช่วยเหลือทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชาวบ้านจากแขวงไชยสมบูรณ์ซึ่งอยู่ในภาคกลางของประเทศ โดยพวกเขาเข้าไปในถ้ำเมื่อวันพุธที่ 20 พ.ค. เพื่อค้นหาทองคำและสัตว์ป่า แต่ไม่สามารถออกมาได้เนื่องจากฝนตกและดินถล่มปิดทางเข้าถ้ำ
ภาพที่กลุ่มกู้ภัยเผยแพร่แสดงให้เห็นนักดำน้ำถ้ำกำลังคลานเข้าไปภายในผ่านช่องทางแคบ ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยโคลนและพื้นที่เกือบทั้งหมดเต็มไปด้วยน้ำ
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่เคยมีส่วนร่วมในการกู้ภัยครั้งสำคัญเพื่อช่วยเหลือทีมเยาวชนฟุตบอลที่ติดอยู่ลึกภายในถ้ำในไทยเมื่อปี 2561 ก็อยู่ในกลุ่มผู้ที่กำลังช่วยปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้ด้วย
รายงานข่าวระบุว่า ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งซึ่งสามารถหลบหนีออกมาได้ เป็นผู้แจ้งทางการเกี่ยวกับผู้ที่ยังติดอยู่ในถ้ำ
ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ชาวบ้านมักเข้าไปค้นหาแหล่งทองคำ โดยนายบุนคำ หลวงลัด ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มอาสาสมัครกู้ภัยเพื่อประชาชนของลาว กล่าวกับสำนักข่าวแอสโซซิเอตเต็ด เพรส หรือเอพี (AP)
เขาบอกว่าระบบถ้ำซึ่งทอดลึกลงใต้ดินยังมีลักษณะแคบมาก โดยบางช่วงมีความกว้างเพียงประมาณ 50 เซนติเมตร หรือ ครึ่งเมตรเท่านั้น
ขณะนี้ หน่วยกู้ภัยกำลังทำงานเพื่อสูบน้ำออกจากถ้ำ พวกเขาสามารถเคลียร์หินบางส่วนบริเวณปากถ้ำได้เมื่อวันจันทร์ (25 พ.ค.) และสามารถสำรวจส่วนที่ลึกเข้าไปได้ แต่ระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่สามารถเข้าไปได้ลึกกว่านี้

ที่มาของภาพ, Metta Tham Rescue Kalasin
จนถึงขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณของชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม นายเก่งกาจ บ้งกาวงศ์ จากหน่วยกู้ภัยเมตตาธรรมของไทยเชื่อว่าพวกเขาใกล้ถึงจุดที่คาดว่าผู้ติดอยู่จะอยู่ โดยระบุว่าประเมินว่า "อยู่ห่างออกไปไม่ถึง 20 เมตร"
"ตลอดทั้งวันทั้งคืนยังคงมีการสูบน้ำออกอย่างต่อเนื่อง" นายเก่งกาจเขียนไว้บนเฟซบุ๊กเมื่อคืนนี้ (25 พ.ค.) โดยเสริมว่าความแตกต่างระหว่างภารกิจกู้ภัยคนติดถ้ำในลาวกับถ้ำหลวงของไทยนั้น แตกต่างกันตรงที่ "ถ้ำหลวงยากที่จะค้นหา" ส่วน "ถ้ำลาว ยากที่จะเข้าถึง"
เขาอธิบายว่ากายภาพของถ้ำแห่งนี้ทีมกู้ภัยเคลื่อนที่สวนทางกันไม่ได้ เนื่องจากมีช่องถ้ำที่แคบมาก "แค่เอาตัวลอดไปยังยาก งานนี้เหมือนมุดในท่อยาว ๆ" การส่งทีมเข้าออกถ้ำต้องเป็นระบบ "ส่งมากไปก็ไม่ได้ น้อยไปก็ไม่ดี" และการส่งคนเข้าออกตั้งแต่ 5-7 คนยังถือว่าเยอะเกินไป นอกจากนี้ยังมีจุดพักแท็งค์ออกซิเจนสำหรับนักดำน้ำเพียงไม่กี่จุด และหากมีฝนมาเติม น้ำจะขึ้นไว

ที่มาของภาพ, Thailand Rescue Diver
เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านการดำน้ำและกู้ภัยถ้ำชาวไทยและฟินแลนด์ตามไปสมทบด้วย ได้แก่ นายปรสุ โกมารทัต, นายนรเศรษฐ์ ปาละสิงห์ และนายมิกโก เปียตารี ปาซี
นายพานุเดด สุลิยะกาน ผู้ประสานงานประจำตัวนายมิกโก ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยจากหน้าถ้ำวันนี้ (26 พ.ค.) ว่าในวันนี้ภารกิจหลัก ๆ คือหน่วยกู้ภัยของไทยพยายามสูบน้ำออกจากทางเข้าถ้ำ ซึ่งในตอนนี้นักดำน้ำสามารถสำรวจเข้าไปได้อย่างน้อย 280 เมตรแล้ว และเหลืออีก 10-15 เมตรที่พวกเขาคาดว่าจะถึงจุดที่ทั้ง 7 คนเข้าไปหลบอยู่
เขากล่าวว่าจุดที่ผู้ประสบภัยทั้ง 7 เข้าไปหาของป่าและทองคำนั้น เป็นถ้ำที่มีทางเข้าอยู่บริเวณด้านหลังของภูเขาซึ่งเป็นเขตสัมปทานเหมืองแร่ทองคำของบริษัทจีนรายหนึ่ง ส่วนทางด้านหน้าเขาเป็นพื้นที่ทำเหมืองที่ยังดำเนินการอยู่
เดิมทีถ้ำที่ชาวลาวเข้าไปติดนั้น ทางบริษัทจีนเคยสำรวจเพื่อทำเหมืองมาก่อน แต่พบว่าไม่เอื้ออำนวยต่อการขุดจึงหยุดกิจกรรมไป ต่อมาชาวบ้านลักลอบเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวจนกลายเป็นเส้นทางที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน
ในตอนนี้ ทางการลาวได้ประสานกับบริษัทเหมืองของจีนให้หยุดกิจกรรมต่าง ๆ ของเหมืองเป็นการชั่วคราว เช่น การระเบิดหิน เพื่อความปลอดภัยของทีมกู้ภัยที่ทำงานอยู่ในถ้ำ เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้เกิดดินสไลด์หรือหินเคลื่อนตัว
"เขาให้ทหาร ตำรวจ ไปประจำแคมป์คนงานชาวจีนเลย คือไม่ให้ทำอะไร ให้นั่งนอนเฉย ๆ ไปก่อน ไม่ให้ทำอะไรสักอย่าง" นายพานุเดด กล่าว
จากข้อมูลที่เขาได้ทราบจากนายนรเศรษฐ์และนายมิกโก คือ ถ้ำมีลักษณะเป็นซอกหินแคบมาก ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่มีรูปร่างใหญ่อย่างนายนรเศรษฐ์และนายมิกโกเข้าไปได้ลำบาก ช่องทางเข้าถ้ำบีบบังคับให้เจ้าหน้าที่กู้ภัย "ต้องนอนราบกับพื้นและเลื้อยเข้าไปเหมือนงู" ต่อ ๆ กันไป
"จากปากของคุณมิกโกเลยก็คือมันยากกว่าถ้ำหลวง 13 หมูป่าเยอะ หมูป่าลำบากตรงที่ค้นหาว่าอยู่จุดไหน แต่ตรงนี้มันเป็น confined space (พื้นที่แคบ)"
ในตอนนี้พวกเขาเข้าไปในถ้ำได้แล้วอย่างน้อย 280 เมตร เหลืออีกประมาณ 10-15 เมตร ที่คาดว่าผู้ประสบภัยทั้ง 7 รายน่าจะหลบอยู่ โดยพวกเขาผ่านช่องที่แคบที่สุดและเข้าถึงโถงถ้ำขนาดใหญ่ที่จุคนได้ราว 20 คนแล้ว
อีกอุปสรรคสำคัญสำหรับการทำงานของทีมสำรวจและกู้ภัยในถ้ำ คือ น้ำ ตะกอนดินและทรายจำนวนมาก ไปจนถึงปริมาณอากาศภายในถ้ำ
พวกเขาพบว่าภายในถ้ำมีน้ำจากตาน้ำธรรมชาติไหลออกมาตลอดเวลา ซึ่งน้ำส่วนนี้พัดเอาทรายและโคลนเข้ามาปิดกั้นร่องทางเข้าถ้ำที่เจ้าหน้าที่ต้องมุดเข้าไป ในตอนนี้การสูบน้ำออกจากบริเวณร่องทางเข้าถ้ำจึงเปลี่ยนจากสายยางมาเป็นสายยางดับเพลิงที่มีขนาดใหญ่กว่าเพื่อเร่งระบายน้ำออกมา
"ในตอนนี้ที่คิดไว้ก็คือถ้าใช้สายดับเพลิง พอตอนที่คนเข้าไป เราก็ปิดเครื่องดูดน้ำ สายมันก็จะแฟบลง แล้วเราก็สามารถคลานเข้าไปได้ พอทุกอย่างไม่มีปัญหาอะไร เราค่อยเปิดเครื่องดูดน้ำต่อ" เขากล่าว และเสริมว่าจุดที่น้ำท่วมขังมีความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร แต่ด้วยความแคบของสภาพถ้ำทำให้ยากต่อการทำงาน
นายพานุเดดเล่าต่อว่าภายในถ้ำยังมีปริมาณก๊าซไนโตรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ค่อนข้างสูง เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานพร้อมกันหลายคน จึงขอสนับสนุนถังออกซิเจนขนาดเล็กจากทางการลาว เพื่อนำไปไว้สำรองภายในถ้ำ ป้องกันไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานหมดสติ
พวกเขายังประเมินด้วยว่าการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยออกมาไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากพื้นที่ที่แคบมาก และต้องประเมินสภาพร่างกายของผู้ประสบภัยด้วยว่ามีความพร้อมสำหรับภารกิจนี้หรือเปล่า
"ถ้าหากเจอก็คงได้แค่ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอว่ามีใครอยู่บ้าง ต้องการอะไรไหม อย่าแพนิค [ตื่นตระหนก] นะ ให้รอก่อน ตอนนี้ข้างนอกเตรียมช่วยเหลืออยู่ ต้องการอะไรให้พูดคุยผ่านกล้องโกโปร"
ทั้งนี้ ทางทีมกู้ภัยถ้ำจะนำอาหารและน้ำเข้าไปด้วย เผื่อว่าพวกเขาเจอผู้ประสบภัยทั้ง 7 ราย
นายพานุเดดบอกกับกับบีบีซีไทยด้วยว่าความท้าทายมากที่สุด คือ "เวลา" เนื่องจากคาดว่าจะมีพายุเข้ามาในวันที่ 30 พ.ค. ทำให้ทีมกู้ภัยต้องทำงานแข่งกับเวลาที่เอื้อกับการทำงานเพียงสามวันข้างหน้าเท่านั้น
"มันเป็นแรงกดดันทีมมากครับ เพราะว่าประชาชนแถวนี้เขาก็คาดหวังจากตอนนี้มาก เพราะว่าฝนมันก็ตกปรอย ๆ ยังไม่ตกแรงมาก แต่หากถึง 30 พ.ค. แล้วพายุเข้า ก็คงต้องประเมินสถานการณ์กันใหม่ เพราะก็ไม่อยากให้ใครไปเสี่ยงเพิ่มครับ" นายพานุเดด กล่าว
นายเก่งกาจยังระบุด้วยว่าทีมกู้ภัยยังมองหาความเป็นไปได้ในการเข้าสู่ระบบถ้ำผ่านปล่องที่อยู่ด้านบน พวกเขาพยายามเร่งสแกนหาทางเชื่อมลงโถงถ้ำ 3 โถง ใน 4 จุดที่ใกล้ที่สุด โดยเตรียมทีมโรยเชือกสำหรับภารกิจสำรวจและช่วยเหลือ ตอนนี้พบปล่องบนถ้ำจำนวน 4 จุดด้วยกัน
ทั้งนายเก่งกาจ, นายนรเศรษฐ์ และนายมิกโก เป็นหนึ่งในทีมที่ช่วยนำเด็กชายไทย 12 คนและโค้ชฟุตบอลทีมหมูป่าออกมาจากถ้ำหลวงอย่างปลอดภัย หลังจากติดอยู่ในถ้ำที่มีน้ำท่วมใต้ภูเขาในจังหวัดเชียงรายของไทยเป็นเวลาสองสัปดาห์เมื่อปี 2561
ปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนั้นถือเป็นภารกิจสุดพิเศษที่มีผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมากกว่า 10,000 รายเข้าร่วม และได้รับความสนใจอย่างมากจากทั่วโลก
เหตุการณ์ดังกล่าวถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และสารคดีหลายเรื่อง รวมถึง 13 ชีวิต (Thirteen Lives) และ เดอะ เรสคิว (The Rescue)
รายงานเพิ่มเติมโดย จิราภรณ์ ศรีแจ่ม ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

































