You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
7 ประเด็นต้องรู้ เพิกถอนพื้นที่ 1.5 แสนไร่ ออกจากอุทยานแห่งชาติทับลาน
- Author, วศินี พบูประภาพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 17 นาที
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2569 คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติมีมติเพิกถอนพื้นที่ทับซ้อนแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน จำนวน 155,865 ไร่
หลังมติเพิกถอนดังกล่าวเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ ข้อพิพาทเรื่องแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานก็กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสังคมไทย จนทำให้เกิดกระแส #Saveทับลาน บนโลกออนไลน์เพื่อคัดค้านการเพิกถอนพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้มีความซับซ้อนและมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 40 ปี ซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งสิทธิชุมชน การอนุรักษ์ป่าไม้ และการจัดการทางกฎหมายของรัฐ
นี่คือ 7 ประเด็นสำคัญที่รวบรวมจากเอกสารข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ มติคณะรัฐมนตรี และความเห็นจากนักอนุรักษ์ นักสิทธิที่ดิน และผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อทำความเข้าใจความขัดแย้งในครั้งนี้
1. รู้จักอุทยานแห่งชาติทับลาน และพื้นที่พิพาท 1.5 แสนไร่
อุทยานแห่งชาติทับลานถูกประกาศจัดตั้งในปี พ.ศ. 2524 โดยครอบคลุมพื้นที่รอยต่อจังหวัดนครราชสีมาและปราจีนบุรี ในอดีตพื้นที่ดังกล่าวเป็นผืนป่าที่มี "ป่าลาน" ซึ่งเป็นพืชตระกูลปาล์มอุดมสมบูรณ์กระจายอยู่ทั่วไป จึงได้ชื่อว่า "ทับลาน"
ในการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติทับลานในครั้งนั้น มีการกำหนดแนวเขตครอบคลุมพื้นที่ราว 1.4 ล้านไร่ โดยพื้นที่บางส่วนทับซ้อนกับป่าสงวนเดิมและชุมชนที่รัฐจัดตั้งไว้ก่อนหน้า อีกทั้งยังมีบางส่วนซ้อนกับเขตปฏิรูปที่ดินภายใต้การดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ทำให้เกิดความซับซ้อนของสถานะที่ดินหลายชั้น
ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่มีการจัดตั้งพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานในปี พ.ศ. 2524 จึงมีการร้องเรียนเรื่องปัญหาแนวเขตของพื้นที่อุทยานที่ซ้อนทับกับพื้นที่ของชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง
ย้อนไปในอดีต คำสั่งทางราชการที่แสดงถึงการพยายามปรับปรุงแนวเขตพื้นที่อุทยานที่ชัดเจนปรากฏครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2534 โดยคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการลักลอบทำลายทรัพยากรป่าไม้จังหวัดนครราชสีมาได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานปฏิบัติงานปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของพื้นที่
ต่อมาในปี พ.ศ. 2536-2537 คณะรัฐมนตรีในยุคนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี มีมติให้ปรับแนวเขตตามภูมิประเทศ และให้กรมป่าไม้ดำเนินการสำรวจรังวัดอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2543 ได้มีการกำหนด "แนวเขตปี 2543" จากการสำรวจร่วมกับชุมชนโดยใช้เทคโนโลยี GPS และการปักหลักเขตจริง
แนวเขตที่ถูกกำหนดในปี พ.ศ. 2543 นี้ ครอบคลุมพื้นที่ 2.65 แสนไร่ อันเป็นผลรวมของพื้นที่ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มพื้นที่ ส.ป.ก. และพื้นที่ทหารขอใช้ประโยชน์ ประมาณ 58,000 ไร่, กลุ่มพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ (พมพ.) และโครงการจัดที่ดินทำกินให้กับราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมโทรม(คจก.) ประมาณ 87,000 ไร่, และกลุ่มพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่ราษฎรไม่มีเอกสารสิทธิหรือมีแค่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ประมาณ 120,000 ไร่
แนวเขตปี 2543 กลายเป็นแนวเขตที่มีบทบาทและถูกนำมาใช้อ้างอิงบ่อยครั้ง โดยต่อมาในปี 2566 ภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการริเริ่มโครงการการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1:4000 (One Map) ของพื้นที่ จำนวน 11 จังหวัดบริเวณภาคตะวันออก-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และได้มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ดำเนินการ โดย คทช. ได้ใช้แนวเขตปี 2543 เป็นตัวอ้างอิง
ความพยายามในการปรับปรุงแนวเขตอุทยานของรัฐ เกิดขึ้นคู่ขนานกับขบวนการภาคประชาสังคมที่ร้องเรียนให้มีการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานหรือป่าสงวนในบริเวณที่ทับซ้อนกับพื้นที่ชาวบ้าน
ช่วงปี พ.ศ. 2543-2554 กรมอุทยานแห่งชาติฯ เปิดปฏิบัติการจับกุมและดำเนินคดีประชาชนในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง และมีการดำเนินคดีไม่ต่ำกว่า 440 คดี จนทำให้ นายพงษ์เทพ มาลาชาสิงห์ ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว และคณะ ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินว่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานทับซ้อนที่ทำกินเดิมและขัดรัฐธรรมนูญ ต่อมาผู้ตรวจการแผ่นดินมีคำวินิจฉัยเมื่อ 6 ส.ค. 2562 เสนอให้ปรับแนวเขตตามเส้นปี 2543 ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะรับทราบในปี 2564 และมอบให้ คทช. พิจารณา
ท้ายที่สุดในปี พ.ศ. 2566 คณะรัฐมนตรีสมัย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ได้เห็นชอบให้มีการจัดการแก้ปัญหาพื้นที่อุทยานแห่งชาติที่ทับซ้อนกับเขตปฏิรูปที่ดิน โดยให้ยึดแนวเขตตามโครงการ One Map
มติ ครม. ในขณะนั้นยังกำหนดว่าพื้นที่ใดที่เคยถูกกำหนดให้เป็นเขต ส.ป.ก. มาก่อนการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติทับลาน ควรคงสถานะเป็น ส.ป.ก. ต่อไป ยกเว้นในกรณีที่ยังมีสภาพป่าสมบูรณ์ ซึ่งควรรักษาไว้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ ส่วนพื้นที่ทับซ้อนอื่นภายในแนวเขตปี 2543 ให้คณะทำงานพิจารณาหาทางออกอย่างชัดเจน ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
หลัง ครม. พล.อ.ประยุทธ์ มีมติให้ดำเนินการแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนในปี 2567 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศเกี่ยวกับการเพิกถอนพื้นที่ 2.65 แสนไร่ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติทับลานตามมติ ครม. ดังกล่าว ผลปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นกว่า 8.8 แสนคน โดยมีเสียง "ไม่เห็นด้วย" สูงถึงกว่า 8.4 แสนคน จากกระแสการรณรงค์หนุนข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น
จนกระทั่งล่าสุดในวันที่ 15 มิ.ย. 2569 คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติหรือ "บอร์ดอุทยานฯ" มีมติ เพิกถอนพื้นที่ 155,865 ไร่ ออกจากอุทยานแห่งชาติทับลาน โดยเป็นกลุ่มพื้นที่ทับซ้อนทางตอนเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของอุทยานแห่งชาติแห่งนี้ ครอบคลุมพื้นที่ ส.ป.ก., โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี, โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ (พมพ.) และโครงการจัดที่ดินทำกินให้กับราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมโทรม(คจก.)
คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติระบุว่า มตินี้คัดกรองเพิกถอนเฉพาะ "พื้นที่ที่มีความชัดเจนว่าเป็นโครงการของรัฐ" ที่จัดสรรให้ประชาชนหรือหน่วยงานรัฐดูแลไปแล้วแต่เดิม ซึ่งมีสภาพเป็นชุมชน พื้นที่เกษตรกรรม รีสอร์ต และบ้านพักตากอากาศ
ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีกประมาณ 109,420 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่นอกเขต ส.ป.ก. หรือโครงการอื่น ๆ ของรัฐ และเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงทับซ้อนกับกลุ่มทุน บอร์ดอุทยานฯ ได้มีมติให้ "ชะลอการเพิกถอนไว้ก่อน" และให้นำพื้นที่ส่วนนี้กลับไปใช้กระบวนการพิสูจน์สิทธิตามมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนแทน เพื่อคัดกรองระหว่างประชาชนที่อยู่ดั้งเดิมกับกลุ่มนายทุนผู้บุกรุก
อย่างไรก็ดี กระแสแสดงความไม่เห็นด้วยต่อมติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติที่ให้เพิกถอนพื้นที่กว่า 1.5 แสนไร่ดังกล่าวออกจากอุทยานแห่งชาติทับลานยังคงเกิดขึ้น และทำให้เกิดความกังวลอีกหลายเรื่องตามมา
2. คำว่า 'เฉือนป่า' อาจไม่สะท้อนสภาพจริงในปัจจุบันของพื้นที่
หลังคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติประกาศมติเพิกถอนพื้นที่ 155,865 ไร่นั้นมีการใช้คำว่า "เฉือนป่า" ทั้งในกลุ่มสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์
ทั้งนี้ แม้มติเพิกถอนพื้นที่ทับซ้อนแนวเขตอุทยานแห่งชาติของบอร์ดอุทยานฯ อาจทำให้เข้าใจไปว่านี่เป็นการตัดแบ่งพื้นที่ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน แต่ประวัติการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณดังกล่าวได้ชี้ว่าพื้นที่ทับซ้อนที่ถูกเพิกถอนนี้สูญเสียสภาพป่าไปก่อนหน้านี้แล้ว จากการทำสัมปทานและถูกรัฐจัดสรรให้ประชาชนอยู่อาศัยมานานกว่าสี่ทศวรรษ
แต่เดิมพื้นที่ป่าในบริเวณอุทยานแห่งชาติทับลานในปัจจุบันอยู่ภายใต้การคุ้มครองของ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งนิยาม "ป่า" ว่าเป็นที่ดินที่ยังไม่มีผู้ถือครองตามกฎหมายที่ดิน (มาตรา 4)
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2506 รัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เริ่มต้นประกาศให้ป่าไม้ในพื้นที่ที่ต่อมากลายเป็นอุทยานแห่งชาติทับลานในปัจจุบัน เป็นเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2506 ต่อมาได้มีการประกาศพื้นที่อีกหลายจุดในบริเวณนั้นเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติในช่วงปี พ.ศ. 2509-2523
อย่างไรก็ดี การประกาศพื้นที่ป่าไม้ในยุคสมัยนั้น ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่บริเวณนั้นมีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์
งานศึกษาของ การุณย์ พิมพ์สังกุล ระบุว่าเจตนารมย์ของการประกาศพื้นที่ป่าไม้ในสมัยนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อการอนุรักษ์ แต่เป็นไปเพื่อให้สามารถควบคุมการให้สัมปทานได้ตามกฎหมาย โดยในช่วงเวลานั้นรัฐบาลยังมีการให้สัมปทานทำไม้อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการอนุญาตให้เอกชนและโรงเลื่อยต่าง ๆ เข้าไปตัดไม้และแปรรูปไม้ในเขตพื้นที่ป่าได้
รายงานการพิจารณาศึกษาและตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ได้อ้างอิงคำบอกเล่าของ นายประพันธ์ ทรงไพบูลย์ อายุ 77 ปี และนางชัยนาท ทรงไพบูลย์ อายุ 73 ปี ผู้ได้รับอนุญาตตัดไม้ในนาม "โรงเลื่อยทรงไพบูลย์" ซึ่งระบุว่า ก่อนปี พ.ศ. 2500 มีราษฎรอาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.สะแกราช อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา แล้ว แม้ไม่มีการให้สัมปทานป่าไม้ แต่อนุญาตให้โรงเลื่อยเข้าไปตัดไม้ได้
"ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2511 ถึงปี พ.ศ. 2521 กรมป่าไม้มีการอนุญาตสัมปทานตัดไม้ให้บริษัทเอกชนหลายราย เช่น บริษัท นครราชสีมาทำไม้ จำกัด, บริษัท ปราจีนบุรีทำไม้ จำกัด, บริษัท พานทอง จำกัด เป็นต้น โดยการตัดไม้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี" ข้อความในรายงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ระบุ
"ป่าที่หายไปมันหายไปตั้งแต่ยุคสัมปทานแล้ว" พรพนา ก๊วยเจริญ ผู้อำนวยการเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อการปฏิรูปที่ดินและการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน (Land Watch Thailand) และอนุกรรมาธิการจัดทำรายงานของ กมธ.ฯ ที่ดินบอกกับบีบีซีไทย
เมื่อพื้นที่กลายเป็นป่าเสื่อมโทรมแล้ว ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2519-2521 ซึ่งตรงกับสมัยสงครามเย็น รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จึงนำพื้นที่บริเวณที่เป็นตำบลไทยสามัคคีในปัจจุบันมาจัดสรรให้ราษฎรเข้าทำกินตามนโยบายความมั่นคงเพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ โดยมีการอพยพคนมาจัดตั้ง "หมู่บ้านไทยสามัคคี" ในช่วงปี พ.ศ. 2519-2520
ข้อมูลนี้ปรากฏในเอกสารหนังสือศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา เรื่อง การจัดที่ดินทำกินให้แก่ประชาชน ลงวันที่ 31 มี.ค. 2521 ซึ่งลงนามโดยนายเลิศ หงษ์ภักดี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในเวลานั้น
หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2521 จึงได้มีการประกาศเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. ครอบคลุมพื้นที่บริเวณนั้นอย่างเป็นทางการ
แม้จะมีชุมชนและมีการประกาศเขต ส.ป.ก. แล้ว ทว่าต่อมาในปี พ.ศ. 2524 รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง "อุทยานแห่งชาติทับลาน" โดยขีดเส้นแนวเขตทับพื้นที่ ส.ป.ก. และหมู่บ้านที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ก่อนแล้ว
นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของข้อร้องเรียนที่เกิดตามมายาวนานกว่า 40 ปี
ผ่อง เล่งอี้ อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ ผู้วางแนวคิดในการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน กล่าวถึงวิธีการกำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติในที่สาธารณะหลายครั้ง เช่น ในที่ประชุมร่วมกับคณะกรรมการสมาคมอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2555 เขายอมรับว่าตนอาศัยภาพถ่ายทางอากาศเป็นเครื่องมือกำหนดขอบเขตก่อนประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์ แล้วจึงค่อยแก้ไขปัญหาในจุดที่พบว่ามีชุมชนอาศัยอยู่ภายหลัง
ในบทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก Dao Doiykum เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2567 ผ่องยังกล่าวว่าวิธีนี้ช่วยให้การดำเนินงานรวดเร็วกว่าแนวทางรังวัดแบบเดิมที่ใช้เวลานาน แม้อาจทำให้บางพื้นที่ของประชาชนได้รับผลกระทบ แต่ก็ถือเป็นการ "เสียสละส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่" เพื่อคงไว้ซึ่งผืนป่าในภาพรวมของประเทศ และยอมรับว่าวิธีกำหนดขอบเขตจากแผนที่ทางอากาศเช่นนี้ไม่เป็นตามหลักการทางวนศาสตร์
ข้อเท็จจริงที่ไล่เรียงมาจึงบ่งชี้ว่า ก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับลานในปี พ.ศ. 2524 ได้มีการตั้งชุมชน รวมถึงป่าบริเวณนั้นถูกใช้ประโยชน์จากชาวบ้านอยู่ก่อนแล้ว
"ฝ่ายที่มาทักท้วงว่า 'ไปเฉือนป่า' เนี่ยมันบิดเบือน... มันไม่ใช่ว่าจู่ ๆ คุณประกาศ[เพิกถอนพื้นที่]อุทยานแล้วไปเฉือนออก" พรพนา จาก Land Watch Thailand สรุป "มันต้องย้อนกระบวนการไปว่า จริง ๆ แล้วป่าตรงนั้นที่หายไป มันไม่ได้เกิดจากการตั้งชุมชนแล้วขยายตัว แต่มันมีการประกาศป่าสงวนเพื่อทำไม้มานานแล้ว"
3. ผลกระทบต่อสัตว์ป่า ในการเพิกถอนพื้นที่อุทยานครั้งนี้ จะรุนแรงแค่ไหน
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสัตว์ป่าจากการเพิกถอนพื้นที่กว่า 1.5 แสนไร่ออกจากเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น อิงฟ้า วราหะ นักร้องนักแสดงชื่อดังที่โพสต์ข้อความ #Saveทับลาน บนเพจเฟซบุ๊กของตนที่มีผู้ติดตามกว่าล้านคนว่า "เชื่อว่าโลกนี้ไม่ได้มีพื้นที่ไว้ให้มนุษย์อย่างเดียว ขอให้เสียงของเรามีความหมาย สัตว์พูดไม่ได้แต่มนุษย์อย่างเรา พูดแทนเค้าได้นะ"
บีบีซีไทยได้สอบถามประเด็นนี้กับทั้ง พรพนา จาก Land Watch Thailand รวมถึง ภาณุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และ ดร.เพชร มโนปวิตร นายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยและเลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว
ทั้งสามคนเห็นพ้องกันว่าสภาพพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาทส่วนใหญ่นั้นได้สูญเสียความเป็นป่าไปนานแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นข้อกังวลที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าในพื้นที่ดังกล่าวใน 2 ประเด็น
ประเด็นแรก ข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชชี้ว่า 5 ปีหลังมานี้ พบว่ามีจำนวนสัตว์ป่าในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้น แต่เป็นสัตว์ที่ขยายเขตการหากินเข้ามาในชุมชน
บทความในมูลนิธิสืบนาคะเสถียรอ้าง "ข้อมูลการลาดตระเวนเชิงคุณภาพของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช" ช่วงปี 2563-2568 และชี้ว่า สัตว์ป่าหลักในอุทยานแห่งชาติทับลาน เช่น เสือโคร่ง ช้างป่า และกระทิง มีแนวโน้มเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชุมชนและพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะใน อ.ครบุรี และ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา และ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี รวมถึงแนวถนนสาย 304 มากขึ้น
ภาณุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สัตว์ป่าเช่นช้างป่าและเสือโคร่งเริ่มเข้าไปใช้พื้นที่บริเวณพื้นที่ซ้อนทับที่มีการเพิกถอนไป ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งชุมชน เนื่องจากแหล่งอาหารและน้ำในอุทยานแห่งชาติทับลานอาจไม่สมบูรณ์เท่าพื้นที่ด้านนอก
ด้าน ดร.เพชร มโนปวิตร บอกกับบีบีซีไทยว่า การที่สัตว์ป่าเข้าไปหาอาหารในพื้นที่ชุมชนเป็นผลพวงจากความสำเร็จในการอนุรักษ์จนสัตว์ป่าเพิ่มจำนวนขึ้น โดยเฉพาะเสือและกระทิง ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกับปศุสัตว์และพื้นที่เกษตรกรรมติดป่า
"ผืนป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่... พอตอนหลังที่มีการอนุรักษ์เข้มข้นขึ้น ก็ปรากฏว่าเสือโคร่งเพิ่มจำนวนขึ้น เพราะฉะนั้นพอการอนุรักษ์เริ่มประสบความสำเร็จ แน่นอนว่ามันอาจจะนำไปสู่เรื่องความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ได้"
ดร.เพชร อธิบายต่อด้วยว่า หากการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าในอุทยานแห่งชาติทับลานประสบความสำเร็จ จำนวนเสือโคร่งอาจเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต ขณะเดียวกัน หากชาวบ้านที่มีสิทธิอยู่อาศัยเลี้ยงปศุสัตว์ เช่น วัว ก็อาจเกิดความเสี่ยงที่เสือจะเข้ามาล่าเป็นอาหาร ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าที่เดิมอาจไม่เคยเกิดมากนักได้
ประเด็นที่สอง ภาณุเดชกล่าวว่า พื้นที่เป้าหมายที่จะถูกเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. ส่วนหนึ่งทับซ้อนกับแนวเชื่อมต่อทางนิเวศ (corridor) ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรของสัตว์ป่าระหว่างป่าเขาใหญ่และป่าทับลาน การเปลี่ยนสภาพพื้นที่จึงอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางอพยพเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า และเสนอแนะว่า "อาจจะต้องให้กรมอุทยานฯ ศึกษาข้อมูลเพื่อกำหนดมาตรการในการดูแลควบคุมพื้นที่บริเวณโซนนี้ให้ดี ๆ"
ด้าน ดร.เพชร ยังชี้เพิ่มเติมด้วยว่า การต้องเลือกระหว่างคนกับสัตว์ป่าเป็นทางเลือกที่ล้าสมัยแล้ว และยืนยันว่าต้องมีการจัดการร่วมเพื่อให้คนกับสัตว์ป่าอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เกิดข้อขัดแย้ง
"เวลาคุยกันกลายเป็นวาทกรรมย้อนยุคมากว่าจะเอาคนหรือเอาป่า ซึ่งความจริงงานอนุรักษ์มันควรจะมีวุฒิภาวะก้าวข้ามมาได้แล้ว เรารู้อยู่แล้วว่า ideally (ในอุดมคติ) ป่าที่ไม่มีคนดีที่สุด จัดการง่ายที่สุด ช้างก็อยู่ได้ เสือก็อยู่ได้ แต่พอมีคนเราก็ยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ การจัดการมันก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบไป" นายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยเสนอ
"มันจะทำให้สังคมโตขึ้นอีกนิดนึงด้วย จะได้ไม่ต้องย้อนกลับไปเถียงกันว่าจะเอาคนหรือเอาป่า ซึ่งมันไม่ก้าวหน้าเลย"
4. การเพิกถอนพื้นที่ครั้งนี้ จะกระทบสถานะ "มรดกโลก" ไหม
อุทยานแห่งชาติทับลาน ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติจากยูเนสโก (UNESCO) ในปี พ.ศ. 2548 ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของ "กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่" ร่วมกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปางสีดา ตาพระยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ เนื่องจากเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและพืชพันธุ์หายาก
หลังเกิดมติเพิกถอนพื้นที่ 1.5 แสนไร่ออกจากอุทยานแห่งชาติทับลาน ได้เกิดข้อกังวลว่านี่จะกระทบต่อสถานะมรดกโลกหรือไม่ เช่น มูลนิธิสืบฯ ที่ระบุว่าการเพิกถอนอาจทำให้คุณค่าความเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติลดลง
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การถอดถอนมรดกโลกมี 2 กรณี คือหนึ่ง กรณีพื้นที่เสื่อมโทรมจนสูญเสียคุณค่าโดดเด่น เช่น ระบบนิเวศถูกทำลายอย่างถาวร และสอง กรณีที่รัฐไม่สามารถดำเนินมาตรการแก้ไขตามที่เคยให้คำมั่นไว้ จนไม่สามารถรักษาความสมบูรณ์ของพื้นที่ได้ต่อไป
พรพนาระบุว่า ยูเนสโกทราบอยู่แล้วว่าจะมีการปรับปรุงแนวเขตนี้ โดยกรมอุทยานแห่งชาติฯ ยังเคยทำจดหมายเลขที่ 0910.2/3671 แจ้งต่อศูนย์มรดกโลกของยูเนสโกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 แล้วว่า รัฐบาลไทยมีแผนจะปรับปรุงแนวเขตป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ โดยจะกันพื้นที่ชุมชนและป่าเสื่อมโทรมตามแนวเส้นที่มีการกำหนดปี 2543 และจะผนวกป่าสมบูรณ์เข้าไปเพิ่มอีก 17,627 เฮกตาร์ (ประมาณ 1.1 แสนไร่)
"ยูเนสโกไม่ได้บอกให้ตัดขาดหรือไล่คนออกไป ยูเนสโกให้ความสำคัญกับการเอาคนเข้ามามีส่วนร่วมและแก้ปัญหาความขัดแย้ง แถมก็เป็นกรมอุทยานฯ เองที่มีหนังสือไปว่าจะปรับปรุงแนวเขต" พรพนา ระบุกับบีบีซีไทย
ทั้งนี้ แม้การเพิกถอนพื้นที่ 1.5 แสนไร่ออกจากอุทยานแห่งชาติทับลาน จะไม่ส่งผลโดยตรงต่อการสูญเสียสถานะมรดกโลกทางธรรมชาติ แต่สถานะมรดกโลกนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพความสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าในอนาคตด้วย
เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียวแสดงทัศนะกับบีบีซีไทยว่า หลังจากการเพิกถอนพื้นที่ รัฐจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมที่โปร่งใสและการติดตามอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่าไม่ให้ลุกลาม
"ปัญหาที่เราเจอเวลานี้ในทุก ๆ ป่าอนุรักษ์ คือประเด็นเรื่องของ fragmentation (การแบ่งป่าเป็นหย่อม ๆ)... งานวิทยาศาสตร์ก็บอกว่าป่าถึงแม้จะเป็นพื้นที่เดียวกัน แต่ถ้าถูกแบ่งแยกเป็นหย่อม ๆ มีกิจกรรม มีโครงสร้างพื้นฐานเข้าไป มันก็ทำให้ป่ายิ่งสูญเสียความอุดมสมบูรณ์" ดร.เพชร เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว กล่าวกับบีบีซีไทย โดยเสนอทางแก้คือการจัดทำแนวกันชน (buffer zone)
ในสายตาพรพนา เธอชี้ว่า "แนวเขตปี 2543" คือ "แนวกันชน" ระหว่างคนกับป่า ซึ่งเธอยืนยันว่า "แล้วปัจจุบันก็ไม่มีการออกนอก buffer zone นั้นแต่อย่างใด"
อย่างไรก็ดี มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2566 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ให้ใช้เส้นแนวเขตปี 2543 ในการปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐให้แล้วเสร็จ และหลังจากนั้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง "เร่งรัดดำเนินการสำรวจเพื่อจัดทำแนวกันชน (buffer zone) ที่ชัดเจน" ทว่าบีบีซีไทยยังไม่พบการระบุความคืบหน้าในประเด็นนี้ต่อสาธารณะแต่อย่างใด
5. การเพิกถอนครั้งนี้ จะเอื้อประโยชน์ให้นายทุนหรือไม่ ?
อีกหนึ่งข้อกังวลของสังคมคือ ความกังวลว่าการเพิกถอนพื้นที่ 1.5 แสนไร่ออกจากอุทยานแห่งชาติทับลานครั้งนี้ จะเป็นการเอื้อประโยชน์แก่นายทุนที่เป็นเจ้าของรีสอร์ตและผู้มีอิทธิพลหรือไม่
รายงานผลพิจารณาการแก้ไขปัญหาแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานที่นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรปี 2567 ระบุว่ามีคดีบุกรุกอุทยานแห่งชาติทับลาน 552 คดี ครอบคลุมกว่า 12,500 ไร่ มูลค่าความเสียหายราว 977 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่อยู่ใน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และบางส่วนอยู่ใน จ.ปราจีนบุรี โดยปัจจุบันยังมี 219 คดีอยู่ในชั้นสอบสวน, 119 คดีอยู่ในชั้นศาล และ 127 คดีสิ้นสุดแล้ว ขณะที่อีก 78 คดีถูกสั่งไม่ฟ้อง นอกจากนี้ยังมีการดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายต่อเนื่อง รวมถึงคดีอุทธรณ์และคดีที่อัยการกำลังพิจารณาบางส่วน
"การเปลี่ยนสถานะที่ดินนี้อาจทำให้ฐานทางกฎหมายในการดำเนินคดีอ่อนลง และกลายเป็นการ 'ฟอกขาว' ให้กลุ่มทุนหลุดคดีและครอบครองที่ดินมูลค่ามหาศาลได้อย่างชอบธรรม ใช่หรือไม่?" เพจตุ๊ดส์review ซึ่งมีผู้ติดตามกว่าหกแสนรายโพสต์ตั้งคำถามเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 69
ประเด็นนี้สอดคล้องกับความกังวลของภาณุเดช ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่ระบุว่าในพื้นที่ที่มีการเพิกถอนฯ นั้น มีคดีทับซ้อนอยู่จำนวนมาก และเขายังกล่าวกับบีบีซีไทยด้วยว่าพบพื้นที่ทำกินที่ขยายรุกล้ำเกินแนวเขต ส.ป.ก. เดิมเข้าไปในป่า ซึ่งพื้นที่รุกล้ำนี้ถูกนำไปรวมอยู่ในกลุ่มที่รัฐเตรียมจะเพิกถอนแนวเขตให้ด้วย
อย่างไรก็ตาม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยืนยันต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ว่า การปรับแนวเขตอุทยานต้องแยกออกจากคดีความเดิม ซึ่งยังคงดำเนินต่อไปตามกระบวนการยุติธรรม
ความคิดเห็นของอธิบดีกรมอุทยานฯ สอดคล้องกับคำยืนยันของ กษมา สุขนิวัฒน์ชัย นักกฎหมายกฤษฎีกาชำนาญการพิเศษ ในการประชุม กมธ.ที่ดินฯ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2567 และอภิชาติ ศิริสุนทร กรรมาธิการ ที่เน้นย้ำว่าคดีเป็นอำนาจของศาลในการพิจารณาเป็นรายกรณี และไม่ควรมีการแทรกแซงหรือเชื่อมโยงกับนโยบายการแก้ไขแนวเขตที่ดิน
6. ปัญหาชาวบ้านเป็นนอมินีให้นายทุน น่ากังวลขนาดไหน
ปัญหาการทับซ้อนของแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ยังทำให้เกิดข้อกังวลในสังคมว่ามีการอำพรางความเป็นเจ้าของที่ดินหรืออาจเกิด "นอมินี" หรือไม่ โดยที่ดินอาจตกไปอยู่ในมือนายทุนแม้ชื่อในเอกสารรับรองการใช้สิทธิจะเป็นของคนในพื้นที่ และผู้ที่ถูกดำเนินคดีก็มักไม่ใช่เจ้าของที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของทุน
กรณีนี้ ดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงสภาพปัญหานอมินีในพื้นที่ทับลานว่า "[คน]ที่ถูกจับกุมไม่ใช่ตัวเอง เป็นนอมินีเพราะที่มันไม่มีหลักฐาน เวลาไปจับกุมคนเฝ้าบ้านคนนี้ ใครก็จับอ้างเป็นเจ้าของไปขึ้นโรงขึ้นศาล ศาลก็สั่งจำคุก สั่งปรับ แต่เจ้าของไม่โดน เจ้าของนี่ลอยสบาย"
ขณะที่ในอดีตเคยมีกรณีถกเถียงเรื่องใช้พื้นที่ของ "88 การ์มองเต้ รีสอร์ต" ซึ่งเคยใช้เป็นที่สัมมนาพรรคพลังประชารัฐในปี 2562 โดยเจ้าของรีสอร์ตอ้างสิทธิในการเช่าพื้นที่ ส.ป.ก. จากบุคคลในพื้นที่มาทำธุรกิจรีสอร์ต
ในเหตุการณ์ครั้งนั้น เกิดการพิพาทระหว่าง ส.ป.ก. และกรมอุทยานฯ โดยเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. รับรองว่าการใช้พื้นที่รีสอร์ตเป็นการใช้โดยชอบ แต่กรมอุทยานฯ โต้แย้งและมีคำสั่งรื้อถอน อย่างไรก็ตาม เจ้าของรีสอร์ตได้ขอความคุ้มครองต่อศาลปกครองไม่ให้มีการรื้อถอนจนกว่าคดีจะสิ้นสุด ทำให้คดียืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน และกลายเป็นกรณีที่ถูกสื่อมวลชนหยิบยกมาเป็นตัวอย่างในการตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้พื้นที่ ส.ป.ก. อย่างไม่ตรงวัตถุประสงค์หรือไม่ แม้ชื่อบนที่ดินจะเป็นชื่อของประชาชนที่มีสิทธิก็ตาม
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้คำมั่นต่อสื่อมวลชนว่าการพิสูจน์เพื่อแยกแยะ "กลุ่มนายทุน" ออกจากชาวบ้านดั้งเดิมในกรณีพื้นที่ทับซ้อนอุทยานแห่งชาติทับลานจะอาศัยกระบวนการตรวจสอบสิทธิและหลักฐานการครอบครองที่ดินอย่างเป็นระบบ
นี่สอดคล้องกับความเห็นของพรพนา ซึ่งระบุว่าปัจจุบันสามารถใช้เทคโนโลยีแปลภาพถ่ายทางอากาศเพื่อตรวจสอบร่องรอยการครอบครองทำประโยชน์อย่างต่อเนื่องได้ชัดเจน ควบคู่กับการใช้พยานเอกสารและพยานบุคคลในการสืบสวนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากนี้ พรพนา ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ Land Watch Thailand ยังระบุด้วยว่า หากเป็นพื้นที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จะต้องอาศัยหลักเกณฑ์ของ ส.ป.ก. ในการพิสูจน์คุณสมบัติผู้ถือครองอย่างเคร่งครัด
ขณะที่ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรระบุว่า เพื่อป้องกันการสวมสิทธิฟอกขาว ต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมที่ประกอบด้วยหลากหลายภาคส่วน เพื่อถ่วงดุลและสร้างความโปร่งใส
"กระบวนการตรวจสอบยิ่งควรจะต้องสร้างความโปร่งใส หรือมีกระบวนการองค์กรอิสระที่สาม จะเป็นภาคประชาสังคมทั้งสองฝ่ายเลยก็ได้ในการร่วมตรวจสอบ เพื่อที่จะได้กรองคนที่ไม่ควรจะได้ ให้ออกไปจริง ๆ... กรณีนี้ไม่ควรจะให้ผลประโยชน์ไปตกอยู่กับนายทุน นักการเมือง หรือคนที่จ้องจะได้ผลประโยชน์อยู่แล้ว" เขาระบุ
7. การเพิกถอนป่าทับลานออกจากอุทยานแห่งชาติ จะเป็นต้นแบบให้อุทยานแห่งอื่น ๆ ทำแบบเดียวกันไหม
อีกข้อถกเถียงสำคัญในกรณีพิพาทที่ดินอุทยานแห่งชาติทับลานคือ แนวทางการเพิกถอนแนวเขตเช่นนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานหรือ "ทับลานโมเดล" สำหรับพื้นที่อื่น ๆ หรือไม่
"ยังมีข้อกังวลว่าโมเดลทับลานอาจจะถูกนำไปใช้ในพื้นที่อื่น ๆ... ที่มีผลประโยชน์เรื่องที่ดินมูลค่าสูง... ซึ่งจะทำให้เกิดข้อกังขายิ่งขึ้นไปอีกว่า สรุปแล้วมันเอื้อประโยชน์กับใครกันแน่" ภาณุเดช ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ระบุ
เพจรักช้าง รักธรรมชาติ ที่มีเนื้อหารณรงค์ด้านการอนุรักษ์ช้าง โพสต์ถึงการเพิกถอนพื้นที่บางส่วนออกจากอุทยานแห่งชาติทับลานว่า "นี่คือ 'โดมิโนตัวแรก' ที่จะทำลายระบบป่าอนุรักษ์ของไทย หากยอมให้ทับลาน พื้นที่ป่าอื่น ๆ ทั่วประเทศจะทยอยแหว่งเว้าตามไปเรื่อย ๆ จนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในภาพรวม"
ประเด็น "ทับลานโมเดล" มีบางส่วนสอดคล้องกับการประเมินของงานศึกษาที่สำรวจประเด็นทางกฎหมายในการจัดการพื้นที่ทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งมองว่าในเชิงนโยบายแล้ว กระบวนการการแก้ปัญหาทับลานถือเป็น "พื้นที่นำร่อง" สำหรับการแก้ไขปัญหาให้พื้นที่อื่นในกรณีมีที่ดินทับซ้อนในอุทยานแห่งชาติ โดยเน้นย้ำว่ากระบวนการแก้ไขความขัดแย้งควรเริ่มจากการสำรวจแนวเขตให้ชัดเจน จำแนกประเภทที่ดินอย่างเหมาะสม และจัดทำแผนที่ที่เป็นมาตรฐาน อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายและกำหนดนโยบายที่ชัดเจน พร้อมดำเนินการอย่างต่อเนื่องและแก้ไขความขัดแย้งระหว่างมติหน่วยงานต่าง ๆ ที่กระทบต่อการปฏิบัติ
ในทางกลับกัน พรพนา จาก Land Watch Thailand แย้งว่ากรณีการเพิกถอนพื้นที่ทับลานนำไปใช้กับอุทยานแห่งชาติอื่น ๆ ได้ยาก
"คนละเรื่องเลย เพราะทับลานมันมีกระบวนการและประวัติศาสตร์ที่แตกต่างจากที่อื่น" เธอระบุ พร้อมบอกว่าการปรับแก้ไขแนวเขตอุทยานต้องผ่านขั้นตอนพิจารณาตามกฎหมายถึง 18 ขั้นตอน