สงครามอิหร่านจุดชนวนให้เกิดข้อกล่าวอ้างเท็จเรื่อง "การขโมยเมฆ" อย่างไร

- Author, มาร์โก ซิลวา และ ลาเมส อัลตาเลบี
- Role, บีบีซีเวริฟาย (BBC Verify) และบีบีซีแผนกภาษาอารบิก
- เวลาอ่าน: 5 นาที
ข้อกล่าวอ้างอันเป็นเท็จที่ระบุว่าสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา–อิสราเอลกับอิหร่านได้ทำให้ปฏิบัติการ "ขโมยเมฆ" ในภูมิภาคตะวันออกกลางหยุดชะงักลง กำลังแพร่กระจายในสื่อสังคมออนไลน์เป็นวงกว้าง
ในการให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์อัล‑รอชีด เมื่อกว่าหนึ่งสัปดาห์ก่อน อับดุลลาห์ อัล‑ไคคานี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของอิรัก อ้างว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างตุรกีและอิหร่านได้ "ยื่นเรื่องร้องเรียน" ต่อสหรัฐฯ ที่ถูกกล่าวหาว่าพยายามใช้เครื่องบินเพื่อ "ทำลาย" และ "ขโมยเมฆ"
เขายังกล่าวต่อโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ มาแสดงว่าฝนได้ "กลับสู่อิรักในช่วงไม่กี่วันและไม่กี่เดือนที่ผ่านมา" เพราะสหรัฐฯ "หมกมุ่นอยู่กับสงคราม" ในอิหร่าน
อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์ระบุว่ายังไม่มีเทคโนโลยีใดที่เป็นที่รู้จักที่ช่วยให้มนุษย์สามารถ "ขโมย" เมฆได้
ด้านอาเมอร์ อัล‑ญาบิรี โฆษกขององค์การอุตุนิยมวิทยาของอิรัก อธิบายว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าว "ไม่เป็นวิทยาศาสตร์และไม่สมเหตุสมผล" เขายังกล่าวด้วยว่า เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้นในวันที่ 28 ก.พ. เคยมีการพยากรณ์ไว้แล้วว่าปี 2026 จะเป็นปีที่มีฝนตกในอิรัก
เมื่อบีบีซีติดต่อไปยังอัล‑ไคคานี เขายังคงกล่าวหาซ้ำ ๆ ว่ามีการนำ "อาวุธดัดแปลงบรรยากาศ" มาใช้เพื่อ "สร้างภาวะแห้งแล้งโดยเจตนา" ในอิรัก แต่ไม่ได้ให้หลักฐานใด ๆ ประกอบคำกล่าวอ้างดังกล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตาม คำกล่าวของ สส.อิรักผู้นี้สะท้อนถึงข้อกล่าวอ้างที่แพร่กระจายอยู่บนสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
มีผู้ใช้สื่อโซเชียลบางรายในตุรกีพยายามเชื่อมโยงสงครามอิหร่านกับฝนตกหนักผิดปกติที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ โดยทางกระทรวงสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเมือง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของตุรกี ระบุว่าเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา เป็นเดือนที่มีฝนตกมากที่สุดในรอบ 66 ปี
ในโพสต์หนึ่งซึ่งมีผู้เข้าชมมากกว่า 1 ล้านครั้ง ผู้ใช้รายหนึ่งอ้างว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถ "ขโมย" เมฆได้ เพราะน่านฟ้าของประเทศถูกปิดอันเนื่องมาจากสงคราม จึงทำให้ฝนตกในตุรกีอย่าง "ไม่หยุดหย่อน"
ขณะเดียวกันผู้ใช้รายอื่น ๆ ยังอ้างอย่างผิด ๆ ว่าภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นในอิหร่าน ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ "สิ้นสุดลงภายใน 5 วัน" หลังจากอิหร่านโจมตีทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง
"ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการขาดความไว้วางใจ การขาดความเข้าใจต่อวัฏจักรน้ำและระบบภูมิอากาศ" คาเวห์ มาดานี ผู้อำนวยการสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ แห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ กล่าว
ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เผยแพร่ข้อกล่าวอ้างเลื่อนลอยเหล่านี้ ระบุว่าใจกลางของปัญหาอยู่ที่กระบวนการที่เรียกว่า "การทำฝนเทียม" ซึ่งพวกเขาอ้างว่าถูกนำมาใช้เป็นอาวุธด้วยเหตุผลทางการเมือง
การทำฝนเทียมเป็นเทคนิคดัดแปลงสภาพอากาศที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนเมฆที่มีอยู่เดิม เพื่อช่วยให้เกิดฝนหรือหิมะมากขึ้น

ฝนเทียมสามารถทำได้โดยใช้เครื่องบินปล่อยอนุภาคขนาดเล็ก เช่น ซิลเวอร์ไอโอไดด์ลงไปในเมฆ เพื่อกระตุ้นให้ละอองน้ำรวมตัวกันและตกลงมาเป็นฝน
เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่อิหร่านเผชิญปริมาณฝนที่ตกน้อยเป็นประวัติการณ์และอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ เกือบแห้งขอด ทางการได้ตัดสินใจทำฝนเทียมเหนือพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบอูร์เมีย ซึ่งส่วนใหญ่แห้งขอดไปแล้ว
แม้เทคนิคนี้จะถูกนำมาใช้ในหลายสิบประเทศ เช่น สหรัฐฯ จีน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าผลที่ได้มีอยู่อย่างจำกัดมาก โดยมันสามารถเพิ่มปริมาณฝนจากเมฆที่มีอยู่เดิมได้ไม่เกิน 15%
"ลองคิดว่ามันเป็นเพียงการกระตุ้นเมฆที่มีอยู่แล้วเล็กน้อย ไม่ใช่การควบคุมสภาพอากาศ" ศาสตราจารย์ไดอานา ฟรานซิส หัวหน้าห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและธรณีฟิสิกส์ แห่งมหาวิทยาลัยคาลิฟาในกรุงอาบูดาบี กล่าว
สิ่งที่ผู้สนับสนุนทฤษฎี "ขโมยเมฆ" บางรายกล่าวอ้างคือ เมื่อมีการทำฝนเทียมในพื้นที่หนึ่ง พื้นที่ใกล้เคียงจะสูญเสียปริมาณฝนไป แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่างานวิจัยชี้ไปในทางตรงกันข้าม
"หลักฐานที่มีอยู่อย่างจำกัดบ่งชี้ว่าผลกระทบในลักษณะนี้มีน้อยมาก ๆ และมีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถสังเกตเห็นได้เมื่อเทียบกับความผันผวนของปริมาณฝนตามปกติ" ดร.เจฟฟ์ เฟรนช์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศ แห่งมหาวิทยาลัยไวโอมิง กล่าว
นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่าปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่สามารถควบคุมทิศทางหรือความรุนแรงของระบบสภาพอากาศได้โดยตรง ตรงกันข้ามพวกเขาชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้สภาพอากาศสุดขั้วมีแนวโน้มเกิดบ่อยครั้งขึ้นและรุนแรงมากขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางแห่งนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
กิจกรรมของมนุษย์โดยเฉพาะการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน ก๊าซ และน้ำมัน กำลังทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น โดยในภูมิภาคตะวันออกกลางอุณหภูมิกลับเพิ่มสูงขึ้นว่าค่าเฉลี่ยโลกถึงสองเท่าในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา จากข้อมูลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก
คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ หรือ ไอพีซีซี (IPCC) ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์กำลังนำไปสู่การเกิดขึ้นของคลื่นความร้อนที่ยาวนานและรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ทรัพยากรน้ำซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดในภูมิภาคนี้ต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้น
ขณะเดียวกันฝนก็มีความผันผวนมากขึ้น ซึ่งโดยภาพรวมแล้วเกิดฝนตกน้อยลง แต่บางครั้งกลับมาตกหนักระยะสั้น ๆ ซึ่งสามารถนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลันได้
"สภาพเช่นนี้ยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลของสาธารณชนเกี่ยวกับความมั่นคงด้านน้ำ" ดร.อิสรา ตารอว์เนห์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม แห่งมหาวิทยาลัยมูตาห์ ประเทศจอร์แดน กล่าว
ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นนี้ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าข้อกล่าวอ้างเท็จเกี่ยวกับความพยายามควบคุมสภาพอากาศหรือทรัพยากรน้ำย่อมมีแนวโน้มแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น
"ความซับซ้อนและความไม่แน่นอนมักดึงดูดความคิดเชิงทฤษฎีสมคบคิด" ดร.ซาราห์ สมิธ นักวิจัยหลังปริญญาเอกด้านฟิสิกส์ภูมิอากาศ แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าว
"ผู้คนใช้คำอธิบายง่าย ๆ ที่ฟังดูแล้วน่าพึงพอใจเพื่อมาเติมเต็มช่องว่าง แต่สิ่งนั้นทำให้พวกเขามองข้ามเรื่องราวที่แท้จริงไป" เธอกล่าว
รายงานเพิ่มเติมโดย นิฮาน คัลเล จากบีบีซี มอนิเตอร์ริง (BBC Monitoring)































