"ถามว่ามีกำไรไหม...มีครับ แต่ถือว่าเล็กน้อยมาก" ร้านอาหารรายย่อยสะท้อนต้นทุนสูงจากค่า GP ในแอปฯ สั่งอาหาร พร้อมตั้งคำถาม รัฐควรเข้ามากำกับหรือไม่

.

ที่มาของภาพ, LightRocket via Getty Images

    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

"ยอดที่สรุปมามันไม่ได้ตามที่เราควรจะได้ สมมติขายได้ 2,000 บาท พอหักทุกอย่างแล้วจะเหลือเงินเข้าจริงแค่ประมาณ 900 หรือ 1,000 บาท ซึ่งมันพอแค่ให้เราเอาไปซื้อของมาเติมสต็อกที่ขายไปแค่นั้นเอง เรื่องกำไรนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย" จ๋า (นามสมมติ) เจ้าของร้านอาหารตามสั่งแบบไม่มีหน้าร้านในจังหวัดเชียงใหม่ บอกกับบีบีซีไทย

จ๋าตัดสินใจใช้แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีเป็นช่องทางในการขายสินค้าสร้างรายได้เสริม และหวังว่าจะเป็นทางรอดในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง เช่นเดียวกันกับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่บีบีซีสัมภาษณ์ในรายงานนี้ ต้องการสะท้อนให้เห็นปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างต้นทุนและกลไกการหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีรายต่าง ๆ

ประเด็นดังกล่าวถูกสะท้อนออกมาเป็นระยะ ๆ ผ่านการรายงานข่าว เช่น ในวันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมา รายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" รายงานข้อร้องเรียนของร้านค้าที่ถูกหักค่าธรรมเนียมและค่าการตลาดในสัดส่วนที่สูง

อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่กำลังเกิดขึ้น กลายเป็นหนึ่งในแรงกดดันให้ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้น ก็ส่งผลกระทบต่อกำไรของผู้ประกอบการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุในรายงานที่เผยแพร่ในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาว่า ร้านอาหารและเครื่องดื่มได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันตามประเภท และกลุ่มลูกค้า โดยกลุ่มที่มีความเปราะบาง จากภาวะต้นทุนดังกล่าวที่สูง ประกอบด้วย กลุ่มร้านอาหารแบบบุฟเฟต์ ร้านอาหารแบบพรีเมียม และกลุ่มร้านอาหารที่พึ่งพารายได้หลักจากฟู้ดเดลิเวอรีในสัดส่วนสูง

โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีนั้น จะเผชิญกับภาวะกำไรเฉลี่ยจะอยู่ในระดับต่ำ ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ค่าธรรมเนียม (GP) ที่สูง

แม้ว่ารายงานของศูนย์วิจัยกสิกรไทยฉบับดังกล่าวจะระบุว่า โดยภาพรวมธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มปี 2569 ยังคงจะเติบโต 2.5% แต่จากต้นทุนที่สูงขึ้นก็ส่งผลให้กำไรลดลงตามมาด้วย

ในภาวะเช่นนี้ นอกจากเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพาบริการของแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีแล้ว นายกสมาคมภัตตาคารไทยรวมถึงนักวิชาการมีมุมมองต่อทางออกของปัญหาดังกล่าวอย่างไร

นี่คือสิ่งที่บีบีซีไทยชวนหาคำตอบในรายงานนี้

ต้นทุนแฝงจากแพลตฟอร์มมีอะไรบ้าง

แม้แพลตฟอร์มส่งอาหารจะเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้ร้านอาหารเข้าถึงลูกค้า แต่ผู้ประกอบการหลายรายระบุกับบีบีซีไทยว่า พวกเขาต้องเผชิญกับโครงสร้างต้นทุนและค่าธรรมเนียมที่ซับซ้อน จนทำให้บางออเดอร์มีรายได้ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย โดยสาเหตุหนึ่งมาจากค่า Gross Profit หรือ GP หรือค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บจากยอดขายแต่ละออเดอร์ เพื่อเป็นต้นทุนดูแลระบบ

จ๋ายกตัวอย่างกรณีการจ่ายค่า GP ในปัจจุบันของเธอว่าเธอตั้งราคาข้าวผัดกะเพราในแอปพลิเคชันหนึ่งที่กล่องละ 69 บาท เมื่อถูกหักค่าคอมมิชชัน 32% รายได้จะเหลือ 46 บาท เมื่อหักต้นทุนวัตถุดิบ 20 บาท ควรจะเหลือกำไร 26-27 บาทต่อกล่อง

ปัญหาเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นกับร้านอาหารที่ขายสินค้าในราคาสูง โดย "บอย" (นามสมมติ) เจ้าของร้านแซลมอนดองและข้าวหน้าเนื้อออสเตรเลียที่ขายอาหารในทุกแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี

เขาให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยโดยยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของตนว่ายอดคำสั่งซื้อข้าวหน้าแซลมอนราคา 249 บาท จะเหลือเงินโอนเข้าบัญชีจริงเพียงประมาณ 99.57 บาท หลังจากถูกหักค่าธรรมเนียม (GP) ค่าสนับสนุนลูกค้า และค่าจัดส่ง

เจ้าของร้านรายนี้มองว่า สำหรับเขาแล้วประเด็นค่า GP ของแต่ละแพลตฟอร์มในปัจจุบันนั้นไม่ได้ต่างกันมากนัก คือ "มีราคาสูง" เหมือนกันหมด เว้นแต่ในช่วงที่มีการลดเป็นการพิเศษ เช่น ช่วงการระบาดของโควิดโรค-19 หรือช่วงที่มีโครงการของรัฐ แต่ก็เป็นการลดเพียงชั่วคราวเท่านั้น

"ถามว่ามีกำไรไหม...มีครับ แต่ถือว่าเล็กน้อยมาก ใช้คำว่าหาข้าวกินไปวัน ๆ" บอยระบุ พร้อมประเมินว่า ขนาดร้านของเขาที่ขายอาหารราคาสูงยังได้กำไรเพียงเท่านี้ หากเป็นร้านอาหารตามสั่งทั่วไปที่ขายจานละ 70-79 บาท ก็เชื่อว่าคงอยู่รอดได้ยากมาก

นอกจากนี้เขายังชี้ให้ด้วยว่าลักษณะของการตกลงค่า GP ยังแตกต่างกันตามการตกลงระหว่างร้านค้ากับแพลตฟอร์มทำให้ต้นทุนของร้านค้าขนาดเล็กและร้านค้าที่มีขนาดใหญ่หรือมีชื่อเสียงนั้นไม่เท่ากัน

"เจ้าของร้านใหญ่ เขาได้เรต GP พิเศษ แน่นอนว่าเขาอยู่ได้" ผู้ประกอบการรายดังกล่าวชี้โดยอ้างอิงประสบการณ์จากร้านญาติตนเองที่เขากล่าวอ้างว่าได้สัญญาค่า GP ในราคาที่ต่ำกว่าปกติ พร้อมให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แต่สำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจใหม่หรือผู้ค้ารายย่อยที่มีทุนจำกัด การถูกหักรายได้ในสัดส่วน 1 ใน 3 ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ยาก

อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มได้แจ้งให้สาธารณชนและผู้ประกอบการทราบอยู่แล้วบนเว็บไซต์ เช่น เว็บไซต์ของแกร็บและไลน์แมนระบุว่า ค่า GP คือค่าบริการระบบที่ร้านค้าจ่ายให้แพลตฟอร์มเดลิเวอรีในอัตราเฉลี่ย 30-35% (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ทั้งนี้ รายละเอียดเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์เหล่านี้จะแตกต่างกันไปตามแต่ละผู้ให้บริการ โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ของแกร็บ ระบุว่าร้านค้าจะได้รับสิทธิประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบ "ส่วนลดค่าจัดส่ง" "การโปรโมตร้าน" และ "การเข้าร่วมแคมเปญต่าง ๆ"

ขณะที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทไลน์แมนระบุโดยตอบคำถามของบีบีซีไทยว่าค่าธรรมเนียมนี้เรียกเก็บเพื่อ "ครอบคลุมต้นทุนการให้บริการ ทั้งด้านเทคโนโลยี การตลาด การชำระเงิน และการจัดส่ง"

ในส่วนการจัดเก็บอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มนั้นอาจจะแตกต่างกันในช่วงเวลาต่าง ๆ ซึ่ง ดร.สลิลธร ทองมีนสุข นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) อธิบายถึงกลยุทธ์ของธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลกับบีบีซีไทยว่า ในช่วงเริ่มต้น แพลตฟอร์มมักใช้กลยุทธ์ "ลด แลก แจก แถม" เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานให้เข้ามาอยู่ในระบบให้มากที่สุด ค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์มในระยะแรกจึงอยู่ในระดับต่ำ

"เมื่อรวบรวมผู้ใช้ถึงจุดหนึ่งแล้ว แพลตฟอร์มจะ...หันมากำหนดราคากับผู้ใช้ ตามความจำเป็น โดยที่ผู้ใช้กลุ่มผู้ซื้อมักจะสามารถสลับไปใช้บริการแพลตฟอร์มเจ้าอื่นได้โดยเสรี ในขณะที่ผู้ใช้กลุ่มร้านค้า จะมีความคล่องตัวในการเปลี่ยนแพลตฟอร์มน้อยกว่า ส่งผลให้ในระยะหลังจากที่รวบรวมผู้ใช้มาได้แล้ว แพลตฟอร์มจะเลือกตั้งราคาที่สูงกับผู้ใช้กลุ่มผู้ขาย" ดร.สลิลธร บอกบีบีซีไทยผ่านการสัมภาษณ์ทางแอปพลิเคชันไลน์

ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในรูปแบบ ค่าโปรโมชัน-โฆษณา

นอกจากค่า GP แล้ว บอยเล่าให้ฟังว่า ต้นทุนแฝงบนระบบออนไลน์ยังรวมถึงค่าการตลาด หรือ "ค่าโปรโมชัน" และค่าโฆษณา ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการขาย และเพิ่มโอกาสในการมองเห็นของลูกค้าใหม่ ๆ ด้วย

เขาบอกว่า ทุกครั้งที่มีการมอบส่วนลดให้ลูกค้าเป็นโปรโมชัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วทั้งผู้ประกอบการและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจะต้องร่วมกับแบกภาระต้นทุนดังกล่าว แต่ระยะหลังกลับพบว่า สัดส่วนในส่วนผู้ประกอบการจะเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ ในสัดส่วนอดีตที่ทั้งสองฝ่ายรับผิดชอบแบบครึ่งต่อครึ่ง แต่ในปัจจุบันร้านค้ามักจะเป็นรับผิดชอบเป็นสัดส่วนถึง 70% ซึ่งอาจจะทำให้ร้านค้าต้องถูกหักเงินสูงสุดถึง 50 บาทต่อหนึ่งคำสั่งซื้อ

พ่อค้ารายนี้ยอมรับว่า การเข้าร่วมแคมเปญโปรโมชันเป็นความสมัครใจ แต่เขาก็ตั้งข้อสังเกตจากประสบการณ์ของเขาเองว่า หากร้านค้าเลือกที่จะไม่กดเข้าร่วม แพลตฟอร์มก็มักจะใช้ระบบอัลกอริทึมเพื่อลดการมองเห็นของร้านลงในพื้นที่ใกล้เคียง

ส่วนวิธีการเพิ่มการมองเห็นบนแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ผู้ประกอบการสามารถใช้วิธีการซื้อโฆษณาเพิ่ม อย่างเช่น เจ้าของร้านอาหารเพื่อสุขภาพแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครอีกรายที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วย

เจ้าของรายนี้ ขอให้ปกปิดตัวตนเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อธุรกิจ เล่าว่า การซื้อโฆษณาจะทำให้ร้านของเธอแสดงผลในแอปฯ สั่งอาหารในอันดับต้น ๆ หรือถูกจัดวางในพื้นที่ที่ลูกค้ามองเห็นได้ง่าย ซึ่งจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่อออร์เดอร์หรือการคลิกเข้าชม

"เพราะถ้าไม่ลงทุน[ซื้อโฆษณา] ร้านของคุณก็แทบไม่มีโอกาสถูกมองเห็น และอาจจะไม่สามารถแข่งขันกับร้านอื่น ๆ ได้ในแพลตฟอร์ม" เจ้าของร้านอาหารรายนี้กล่าว

.

ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images

ส่วนในกรณีของบอย เขาเล่าว่า หากร้านตั้งอยู่ในย่านที่มีการแข่งขันหนาแน่นและมีกำลังซื้อสูง ค่าโฆษณาอาจพุ่งสูงถึง 70 บาทต่อออร์เดอร์เลยทีเดียว

จ๋า เจ้าของร้านอาหารตามสั่งในเชียงใหม่ เล่าว่า "เคยลองปิด (การซื้อโฆษณา) ดูแล้ว ลองค้นหาชื่อร้านตัวเอง ทั้ง ๆ ที่นั่งอยู่ที่ร้านเลย ก็ยังหาชื่อร้านตัวเองไม่เจอในแอปฯ เลยค่ะ" ส่วนเมื่อเธอซื้อโฆษณาเพื่อเพิ่มโอกาสการมองเห็นแล้ว ลองคำนวณค่าใช้จ่ายโดยรวมเอาค่าโฆษณาเข้าไปด้วยกลายเป็นว่าขายได้ แต่กลับขาดทุน

บีบีซีไทยได้ติดต่อผู้ให้บริการแพลตฟอร์มส่งอาหารรายใหญ่สี่แห่งที่ให้บริการในประเทศไทย เช่น ไลน์แมน แกร็บ ช้อปปี้ฟู้ด และโรบินฮู้ด เพื่อขอคำอธิบายเกี่ยวกับประเด็นข้อสังเกตและเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการที่ใช้บริการข้างต้น

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท ไลน์แมน วงใน ส่งคำชี้แจงกลับมาทางอีเมล โดยระบุว่า เครื่องมือทางการตลาดข้างต้น เป็นเพียงทางเลือกให้ร้านค้าเลือกใช้เพื่อกระตุ้นยอดขายตามความเหมาะสมของแต่ละธุรกิจ

"ร้านค้าที่ไม่ได้สมัครเข้าใช้เครื่องมือทางการตลาดยังคงสามารถแข่งขันได้ผ่านคุณภาพอาหาร การบริการ รีวิวจากผู้ใช้งาน และปัจจัยอื่น ๆ ที่สะท้อนประสบการณ์ของลูกค้าได้อย่างเป็นธรรม" ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท ไลน์แมน วงใน ระบุในอีเมลที่ตอบกลับ

ขณะที่บริษัท ช้อปปี้ฟู้ด แจ้งกับบีบีซีไทยว่าไม่สามารถให้คำตอบได้ทันตามกำหนดเวลาก่อนการเผยแพร่ข่าวนี้เนื่องจากประเด็นคำถามจำเป็นต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบร่วมกับทีมระดับภูมิภาค

ส่วนบริษัท แกร็บ และบริษัท โรบินฮู้ด ยังไม่ตอบกลับตามคำขอสัมภาษณ์ของบีบีซีไทยขณะที่รายงานข่าวนี้ถูกเผยแพร่

ข้อเสนอแนะจาก ส.ภัตตาคารไทย

ฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทยให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารไม่ควรมองแพลตฟอร์มเป็นช่องทางเดียวในการอยู่รอด โดยต้องการบริหารสัดส่วนรายได้และต้นทุน โดยร้านค้าควรมีรายได้หลักที่อยู่ตัวจากการขายหน้าร้านเป็นพื้นฐาน และใช้ยอดสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มสั่งอาหารเป็นส่วนเสริมเพื่อช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุนวัตถุดิบให้ถูกลง

เธออธิบายว่า "สมมติว่าคุณขายน้ำปั่น คุณต้องอยู่ได้ด้วยหน้าร้าน วันนี้คุณขายได้ 100 แก้ว ลูกค้าประจำซื้อ 100 แก้ว แก้วละ 60 บาท คุณได้ 6,000 (บาท) คุณรอดแล้ว อีก 15 แก้วที่คุณจะต้องไปขายผ่านแพลตฟอร์มและเสีย GP 30% คุณก็เอาไปถัวเฉลี่ยในการซื้อผลไม้หรือวัตถุดิบได้ถูกลง อันนี้คุณก็รู้สึกว่ามันเป็น Margin (ส่วนต่างกำไร)"

นายกสมาคมฯ ยังย้ำว่า สำหรับร้านค้าที่ไม่มีความโดดเด่นของแบรนด์ และพึ่งพาเพียงแพลตฟอร์มออนไลน์โดยใช้วิธีผลักภาระราคาอย่างเดียว ท้ายที่สุดจะเผชิญกับความยากลำบากในการอยู่รอดในระยะยาว "คนที่จะเติบโตกับตลาดแพลตฟอร์ม ย่อมต้องเรียนรู้ที่จะใช้มันให้เป็นประโยชน์ ต้องพัฒนา products (สินค้า) พัฒนา packaging (บรรจุภัณฑ์) การออกแบบอาหารให้พร้อมทานเมื่อไปถึงลูกค้า"

"ถ้าคุณจะขายออนไลน์ คุณต้องเข้าใจทุกมุมแบบนี้ ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ลูกค้าถึงจะประสบความสำเร็จ ส่วนรายเล็กที่ไม่มีวิสัยทัศน์หรือความรู้เรื่องพวกนี้ เราก็จะเห็นเขาบ่นหรือต่อว่าแพลตฟอร์มอยู่เสมอ" ฐนิวรรณกล่าว

.

ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images

ทางเลือกของผู้ประกอบการรายเล็ก

เมื่อเผชิญกับสภาวะต้นทุนเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการรายย่อยที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยต่างพยายามหาทางออกที่แตกต่างกันไป

ทางเลือกแรกที่หลายร้านพิจารณาคือ การปรับขึ้นราคาอาหารบนแอปพลิเคชัน ทว่ากลยุทธ์นี้ไม่ได้ประสบความสำเร็จเสมอไป อย่างกรณีของจ๋า เจ้าของร้านอาหารตามสั่งในจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่าสำหรับร้านของเธอ การปรับราคาแทบทำไม่ได้เนื่องจากต้องคำนึงถึงค่าครองชีพของผู้บริโภคในพื้นที่

"ถ้าจากเดิมเราขาย 69 บาท แล้วขึ้นเป็นกล่องละ 99 บาทในแอปฯ มันทำได้นะคะ แต่ปริมาณการสั่งมันจะลดลง ซึ่งไม่เป็นผลดีกับร้านเท่าไหร่ค่ะ" จ๋าอธิบาย

อย่างไรก็ตาม บอย เจ้าของร้านเซลมอนดองและข้าวหน้าเนื้อออสเตรเลียมองการเพิ่มราคาไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง เขาระบุว่ากลไกนี้คือห่วงโซ่ที่ผลักภาระไปสู่ผู้บริโภคในท้ายที่สุด "ผลสุดท้ายมันเป็นห่วงโซ่ครับ แพลตฟอร์มมาเก็บเงินเพิ่มจากเรา เราก็ต้องไปเพิ่มราคาอาหาร แล้วลูกค้าก็ต้องจ่ายแพงขึ้น ค่าครองชีพเขาขึ้น มันไม่จบ"

ในระยะยาว บอยระบุว่า ธุรกิจจะพึ่งพาเพียงแอปพลิเคชันไม่ได้ เขามองว่าตนเองจะต้องขยายไปสู่การมีหน้าร้าน "โลกหมุนเราก็ต้องหมุนตามครับ... อนาคตยังไงก็ต้องมีหน้าร้าน"

ปัจจุบันร้านแซลมอนดองและข้าวหน้าเนื้อของเขาเริ่มปรับตัวด้วยการพิมพ์ใบเมนูไปแจกตามล็อบบี้คอนโดมิเนียมและโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊กเพื่อรับออร์เดอร์โดยตรง เขาระบุว่าวิธีการนี้ช่วยหลีกเลี่ยงการถูกหักรายได้ 1 ใน 3 จากแพลตฟอร์ม และทำให้ร้านมีรายได้ที่สมน้ำสมเนื้อมากขึ้น

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับจ๋า ที่มองว่าทางเลือกทางรอดของตนคือการดึงลูกค้าออกจากแอปพลิเคชันมาสู่ช่องทางของตนเอง

"ตอนนี้ต้องทำโซเชียลของตัวเองให้ดี ให้ลูกค้าติดตามจากโซเชียลแล้วตามไปสั่งซื้อ แบบนี้ร้านก็ไม่ต้องยิงแอด (ซื้อโฆษณา) เพิ่ม" จ๋าระบุ

อย่างไรก็ตาม จ๋าตั้งข้อสังเกตว่าวิธีนี้อาจมีข้อจำกัดสำหรับผู้เริ่มต้น "ปัญหาคือหลาย ๆ คนไม่ได้เก่งขนาดที่จะทำคอนเทนต์ได้ มันก็มีทางเลือกแค่ทางเดียว เพราะร้านที่เขาทำคอนเทนต์เก่ง ๆ โชว์อาหารสวย ๆ เขาก็ขายได้ แอปฯ พวกนี้ร้านที่เปิดมานานถึงจะอยู่รอดค่ะ แต่ร้านใหม่นี่เกิดยากมาก ยิ่งทุนน้อยยิ่งยาก"

.

ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images

รัฐควรเข้ามากำกับ/แทรกแซงหรือไม่

จ๋า ตั้งคำถามว่า ในภาวะต้นทุนการประกอบธุรกิจที่สูงขึ้น มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ภาครัฐเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลการกำหนดค่า GP ให้เหมาะสม รวมทั้งการคิดค่าโฆษณาที่มีความชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น

"ถ้ารัฐบาลเข้ามาควบคุมให้ค่า GP มันต่ำกว่านี้ หรือทำให้การเก็บค่าโฆษณามันชัดเจนและเป็นธรรมกว่านี้ เช่น กำหนดเลยว่าออร์เดอร์ละ 10-15 บาท แบบนี้ยังแฟร์กับคนขาย" เธอกล่าว

อย่างไรก็ตาม ทั้งนายกสมาคมภัตตาคารไทยและนักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ กลับมองว่าการกำหนดเพดานราคาอาจไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม

นายกสมาคมภัตตาคารไทยให้ความเห็นว่า แพลตฟอร์มจัดส่งอาหารคือ "ตลาดกลาง" (marketplace) ของเอกชนที่มีต้นทุนการบริหารจัดการระบบและพนักงานจำนวนมาก สมาคมฯ จึงไม่เห็นด้วยกับการบังคับให้ลดค่า GP เนื่องจากเป็นการแทรกแซงแผนธุรกิจและการตั้งราคาของเอกชน

ด้าน ดร.สลิลธร อธิบายว่าระบบนิเวศนี้เป็นตลาดแบบสองกลุ่ม (Multi-sided market) ที่มีผู้เกี่ยวข้องคือ ร้านค้า ผู้ขับขี่ และผู้ซื้อ โดยค่า GP เป็นรายได้หลักที่แพลตฟอร์มใช้บำรุงระบบและอุดหนุนผู้ขับขี่ การกำหนดเพดานค่า GP อาจส่งผลให้แพลตฟอร์มผลักภาระไปเพิ่มค่าส่งอาหาร ลดค่าตอบแทนผู้ขับขี่ หรือหันมาใช้ "การกีดกันด้วยอัลกอริทึม" (Algorithmic bias) เพื่อลดการมองเห็นร้านค้ารายย่อยที่มีกำไรต่อหน่วยต่ำ และเพิ่มการมองเห็นให้ร้านเครือข่ายขนาดใหญ่แทน

นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ อ้างอิงงานวิจัยในรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ที่มีการบังคับใช้กฎหมายจำกัดเพดานค่า GP ไว้ที่ 20% พบว่าผู้บริโภคต้องจ่ายค่าจัดส่งสูงขึ้น และร้านค้าอิสระมียอดขายลดลงเฉลี่ย 3.9% ขณะที่ร้านเครือข่ายขนาดใหญ่มียอดขายเพิ่มขึ้น 4.5%

แม้ดร.สลิลธรจะแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับการตั้งเพดานราคา แต่เธอระบุว่าสิ่งที่ภาครัฐควรผลักดันคือ "ความโปร่งใสของอัลกอริทึม" (Algorithmic Transparency) เพื่อสร้างเงื่อนไขที่เท่าเทียม เช่น การจัดอันดับการแนะนำร้านค้า ควรมีเกณฑ์พิจารณาจากความเกี่ยวข้องและระยะทาง มากกว่าการผลักดันเฉพาะร้านที่จ่ายเงินซื้อโฆษณาหรือเป็นพันธมิตร

นักวิจัยจากทีดีอาร์ไอรายนี้ยังเตือนว่า ปัจจุบันตลาดแพลตฟอร์มส่งอาหารมีความกระจุกตัวสูง ผู้ประกอบการสองรายใหญ่ครอบครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันกว่า 90% ซึ่งสร้างอุปสรรคต่อผู้เล่นรายใหม่ ภาครัฐจึงควรเตรียมส่งเสริมกฎหมายมาตรฐานการโอนย้ายข้อมูล (Data Interoperability) เพื่อให้ร้านค้าสามารถย้ายฐานข้อมูลลูกค้า ประวัติการสั่งซื้อ และคะแนนรีวิวข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างเสรี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการเปลี่ยนแพลตฟอร์ม (Switching Costs) และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมต่อผู้ค้ามากขึ้น